..อย่าถามว่าโลกได้ให้อะไรกับคุณ ลองถามดูว่าคุณได้ให้อะไรกับโลกบ้าง..

..ถ่ายรูปแบบแอ๊บแบ๊วกันเหอะ..






ที่มาของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว...
การถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait)
กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูป
แอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเอง
หรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย
ซึ่งก็มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์
โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกที
แล้วผลก็คือเมื่อนำมารวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า 'แอ๊บแบ๊ว' ออกมา
กลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้




อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊ว
กล้องถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้น
เพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูป
ถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้
ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมีควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้





หลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว
การถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่า
เนื่องจากบางคนหน้าตาชวนให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าหยิกหรือจับ
หลักการดังกล่าวจะช่วยให้ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้หน้าตาท่านจะ Abnormal
โดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้
1.) มุมแอ๊บแบ๊ว
ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shot
คือคนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้น เนื่องจากยังไม่เคยเห็นคน
แอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้
ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆ
โดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจ
ที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเป็นที่สุด
มุมกล้องที่ถูกหลักมาตรฐานแอ๊บแบ๊วสากล


2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว
ถ้าท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วย
การแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละ
คือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขาย
ที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้าน
แก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combat
ริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอาู รับรองแดงได้ใจ

3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊ว
สำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอก
คือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้




ดวงตา: จะคล้าย ๆ ปลาตีนใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลย
แก้ม : เหมือนปลาทองแต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต็มความจุนะ
ปาก : ปลาซัคเกอร์(ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได้สบาย ๆ
รวม ๆ แล้ว= จาจาบิงส์จาก Star Wars: Episode I - The Phantom Menace...

4.) การจัดท่าทาง
บางคนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊ว
โดยการออกไม้ออกมือจะช่วยท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิด
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่า
ว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่

5.) การตกแต่งภาพ
จากผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูป
เนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิด
ดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flash
จึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุดบกพร่อง...





ข้อเสียคือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว'มักหยุดไม่ได้'เพราะมันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนาน
มีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้ว
บางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น'ไม่ใช่คน' คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพ
ดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วย ^^


จากเมล์ฟอร์เวิดที่ส่งต่อ ๆ กันมา อ่านเอาขำอ่ะค่ะ ใครจะทำตามก็ไม่ผิด




 

Create Date : 29 เมษายน 2551    
Last Update : 29 เมษายน 2551 22:20:37 น.
Counter : 363 Pageviews.  

T H E L E T T E R






ถึงน้องหญิง ที่รัก

พี่เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อบอกกล่าวเป็นครั้งสุดท้ายว่า คราวนี้พี่ลาขาด
พี่เป็นสามีที่ดีเสมอมาตลอดระยะเวลา 7 ปีแม้จะไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร
ในระยะสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พี่รู้สึกแย่ที่สุด
ยิ่งเมื่อเจ้านายของน้องโทรมา บอกข่าวพี่ว่า น้องลาออกจากงานแล้ว ก็กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับพี่ซะแล้ว
เมื่ออาทิตย์ก่อน น้องกลับมาจากที่ทำงานโดยไม่ได้แม้แต่จะสังเกตทรงผม ทรงใหม่ของพี่ที่ไปทำมาเพื่อน้อง
กับข้าวที่เคยเป็นของสุดโปรดข! องน้อง น้องก็ใช้เวลาแค่ 2 นาทีสวาปามจนหมดโดยไม่ปริปากชมซักคำ
หรือแม้แต่กางเกงนอนผ้าไหม ตัวใหม่ของพี่น้องก็ไม่ใยดีชายตามอง กลับโดดขึ้นเตียงนอนหลับเป็นตายทันทีหลังจากดู ละคอนน้ำเน่าจบ
น้องไม่เคยเอ่ยปากบอกรักพี่อีกเลย หรือกระทั่งกิจกรรมแสนสนุกที่เราเคยทำ ก็ไม่เคยมี
อย่างกับว่าเราไม่ได้เป็นสามีภรรยากันซะอย่างงั้น
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะ น้องมีคนใหม่ หรือหมดรักพี่แล้ว พี่ก็จะลาขาดจากน้องตลอดไป

จาก ว่าที่ อดีตสามี

ป.ล. ไม่ต้องเสียเวลา ตามหาพี่ให้เหนื่อย น้องสาวของน้องหญิงกับพี่ ตัดสินใจกันว่าจะย้ายไปอยู่ อุบลฯ ด้วยกัน
ขอให้น้องโชคดีมีชัยเด้อ
************ ********* ********* ********* *****
จดหมายจากน้องหญิง ฝากเพื่อนน้องไขศรี (น้องสาว) ไปให้พี่ สมชาย

ถึงพี่สมชาย อดีตสามี

นี่เป็นข่าวดีที่สุดในชีวิตของน้องที่เคยได้รับเมื่อได้จดหมายจ ากพี่สมชาย

จริงอยู่ที่เราแต่งงานกันมา 7 ปีแม้ว่า คำว่า"สามีที่ดี" จะไกลจากความจริงสำหรับพี่สมชายก็ตาม
น้องใช้เวลาดูละครน้ำเน่า เพราะมันช่วยให้คลายเครียดจากอาการขี้บ่น จู้จี้จุกจิกของพี่สมชาย แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลซักเท่าไร
ที่จริง น้องสังเกตเห็นทรงผม ทรงใหม่ของพี่เมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ความคิดแวปแรกที่เกิดขึ้นเมื่อน้องเห็นพี่
คือ "นี่มันทรงอะไรกันผะ" "ดูอย่างกับ ตุ๊ด เอเอฟ 4 เลย"
เพราะคุณแม่ของน้องสอนมาดี ว่าถ้าพูดอะไรออกมาแล้วมันทำให้คนเขาเสียใจ อย่าพูดดีกว่า น้องจึงไม่พูดอะไรออกมาซักคำ
และเมื่อพี่สมชายทำอาหารสุดโปรดของน้อง น้องเกรงว่า พี่จะสับสนว่า
มันจะเป็นของโปรดของ น้องไขศรี (น้องสาว) หรือของน้องหญิงกันแน่ เพราะน้องเลิกทาน เครื่องในมาเกือบ 7 ปีแล้ว
พูดถึง กางเกงนอนผ้าไหมตัวใหม่ของพี่สมชาย น้องไม่อยากมองมัน เพราะป้ายราคา 1490 บาท มันยังติดอยู่ที่กางเกงอยู่เลย
และน้องได้แต่ภาวนาว่า มันเป็นเรื่องบังเอิญที่ ไขศรี (น้องสาว) มายืมเงิน 1500 บาทจากน้องในเช้าวันเดียวกัน
และแม้ว่าจะเป็นเรื่องจริง น้องก็ยังคิดว่า เราน่าจะคุยกันเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
จนไม่กี่วันถัดมา น้องถูกล็อตเตอรี่ รางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ยกแผง น้องจึงลาออกจากงาน และไปซื้อแพคเกจ เที่ยวรอบโลก 2 ที่กะจะชวนพี่สมชายไปเที่ยวด้วยกัน
ก่อนกลับมาเสวยสุขต่อหลังจบการเดินทางท่องเที่ยว
แต่เมื่อน้องกลับมาถึงบ้านและพบกับจดหมายของพี่ น้องจึงเข้าใจว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะชะตากำหนดให้เป็นไป
น้องได้แต่หวังว่า พี่จะพบกับชีวิตอย่างที่พี่อยากมีดังหวัง
อ้อ ทนายของน้องบอกน้องว่า จดหมายฉบับที่พี่สมชายเขียน สามารถใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องหย่า
และใช้เป็นเอกสารยืนยัน การไม่ต้องแบ่งสมบัติที่มีหลังแต่งได้
ดังนั้น ขอให้พี่โชคดีค่ะ

จาก น้องหญิง อดีตภรรยาของพี่สมชาย ซึ่งขณะนี้รวย โ...ค.. ต..ร... และ หลุดพ้นนรกซะที

ป.ล. น้องไม่รู้ว่าเคย บอกพี่สมชายหรือเปล่าว่า น้องของ น้องหญิง "ไขศรี" มีชื่อเดิมว่า " ไอ้ไข่!!" แต่น้องหวังว่า มันคงไม่เป็นปัญหากับพี่สมชายมั้งคะ





 

Create Date : 27 เมษายน 2551    
Last Update : 28 เมษายน 2551 17:48:45 น.
Counter : 118 Pageviews.  

..อ่านแล้วน้ำตาซึม...







ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน
อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆของฉันมีกัน

จากนั้นพ่อก็รู้เรื่องพ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน

"ใครขโมยเงินไป"
พ่อตวาด

ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป
น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า "ก็ได้
ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น
น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า

"ผมขโมยเองครับ"

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง

พ่อโกรธมาก
พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย

พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
และด่าว่าน้องชายของฉัน

" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแ
กจะทำชั่วอะไรอีก

แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย" คืนนั้น
ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด

แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

กลางดึกคืนนั้น
ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้
แล้วพูดว่า

" พี่ครับ
ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"

ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้

ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
.
.
.
.
.
.
หลายปีผ่านไป

แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง

ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ
ม.ต้น

เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน

ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้
ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ
ม.ปลาย

ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

คืนนั้น
พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน

ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า

"
ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ
ได้พูดว่า

"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"

ทันใดนั้น
น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า

"
ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"

พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

"ทำไมถึงคิดโง่ๆ
อย่างนี้

ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน

พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน
พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ

ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน

ฉันค่อยๆ
เอามือประคบแก้มบวมๆ

ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า

"
ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"

แต่ในขณะเดียวกัน

ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้
.......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด

น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น

และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว

ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

ขณะฉันกำลังหลับ

"
พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ
....

ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"

ฉันนั่งอยู่บนเตียง

อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า
.......

ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี
ส่วนฉันอายุ 20ปี
.....

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ
.......

ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี
3

วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า


"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ
???

ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่

ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง

ฉันถามเขาว่า

"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ
ว่า

"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่
เพื่อนๆ

ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"

ฉันค่อยๆ
เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง

และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

"
พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่
ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น
น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ .
เขาติดกิ๊บให้ฉัน

แล้วพูดว่า

"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน
ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี
.

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า

หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป
ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป
ฉันพูดกับแม่ว่า

"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก

เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม
แล้วพูดว่า

" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหากวันนี้เค้าขอเลิกงา
นเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน

ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"

ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด
"เจ็บมากไหม" ฉันถาม

"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ
วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด

แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ........"

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค
แต่ก็ต้องหยุดพูด

เพราะฉันหันหน้าหนีเขา

น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ
26 ปี...




หลังจากนั้น
ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง

หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง

แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี

จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม

น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป
...

เขาบอกกับฉันว่า

"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท

แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา

วันหนึ่ง
น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล

และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด

เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล

ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล

น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา

...
ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ
หา!!!

ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้

ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว
ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด

ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา

"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ
พี่เขย
เพิ่งจะได้เป็นประธาน

ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ

คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย
.....

ฉันบอกกับน้องว่า

"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...



เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30
ปี

เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน

ในงานแต่งงาน
ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

"
ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล
"พี่สาวของผมครับ"
.....

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม
โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง
2ชม.

เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน

วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง

พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง

และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง
เดียวเดินเป็นระยะทางไกล

เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว

เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ
.......นับจากวันนั้น

ผมสาบานกับตัวเอง

ว่าตลอดชีวิตของผม
ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี

และจะทำดีกับเธอ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว

สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน

คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก
.......

"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด
คือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้

น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...

จงรัก
และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ

วันในชีวิตของคุณและเขา

คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ

แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง

..
ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

จบบริบูรณ์....

ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท

ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ
ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า "ซัมซุง"


และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์


โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว / ลี ดอง ฮุค

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2550 9:27:23 น.
Counter : 147 Pageviews.  

*** บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจาก UN ***






*** บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจาก UN ***

Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written

by an African Kid

When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ
When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ
When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ
And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ
And you white fellow : และคุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี ??




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2550 14:54:30 น.
Counter : 245 Pageviews.  

วั น แ ร ก . . . . ข อ ง วั น ที่ เ ห ลื อ อ ยู่









 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2550 11:25:07 น.
Counter : 152 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

ดอกหญ้าสีน้ำเงิน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เมื่อเริ่มเดินทาง
ฉันรู้สึกว่ามีเรื่องราวมากมาย
รอให้ฉันได้ไปค้นหา ไปสัมผัส
ฉันมองเห็นแสงทองของคืนวัน
ที่รอคอยฉันอยู่
แต่เมื่อฉันเริ่มเดินมาไกล
ฉันกลับรู้สึกว่า
ไม่มีแสงทองของที่ไหน ดูสวย
ดูงดงามเหมือนที่ที่ฉันจากมา
...

มักจะเป็นอย่างนี้เสมอ
ที่เราจะมองหาสิ่งสวยงามจากฟ้าที่อยู่ไกล
จนลืมที่จะมองสิ่งที่อยู่ใกล้
กว่าจะรู้ตัวว่านี่คือสิ่งสำคัญ
ก็เกือบจะสายเกิน

ออนไลน์

ก้าวที่พลาด จะเป็นก้าวที่ทรงคุณค่ามหาศาลสำหรับผู้ที่รักตนเองอย่างยิ่ง ตอนผิดหวัง เราร้องไห้ได้ แต่เราไม่หมดหวัง

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ดอกหญ้าสีน้ำเงิน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.