Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

การรักษาด้วยวิธีใส่ เฝือก








ทำไมต้องใส่ เฝือก หรือ เฝือกชั่วคราว ?



เพื่อดามกระดูก ข้อ และ กล้ามเนื้อ ที่ได้รับบาดเจ็บ ให้อยู่นิ่ง ๆ  ช่วยลดอาการปวด บวม และ กล้ามเนื้อหดเกร็ง ป้องกันไม่ให้กระดูก(หัก)เคลื่อนที่หลังจากได้รับการจัดเข้าที่แล้ว หรือ ใส่ดัดกล้ามเนื้อ ดัดข้อ เพื่อแก้ไขความพิการ
แบ่งเป็น เฝือกครึ่งเดียวใช้ผ้ายืดพัน (เฝือกชั่วคราว เฝือกอ่อน เฝือกกาบ) หรือ เฝือกเต็มรอบ (เฝือกแข็ง)
เฝือกครึ่งเดียว (เฝือกชั่วคราว เฝือกอ่อน เฝือกกาบ)  จะแข็งแรงน้อยกว่าเฝือกเต็มรอบ แต่ถอดออกได้ง่ายกว่า ในระยะแรก มีอาการบวมมาก อาจใส่เฝือกชั่วคราวไว้ก่อน และเมื่ออาการบวมลดลงก็ค่อยมาใส่เป็นเฝือกเต็มรอบอีกครั้ง


ชนิดเฝือก ปัจจุบันมีเฝือกให้เลือกอยู่ 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ


1.    เฝือก ปูน ซึ่งเป็นการนำปูนพลาสเตอร์มาเคลือบบนผ้าฝ้าย เมื่อใส่แล้วก็จะมี สีขาว
        ข้อดี     ราคาค่อนข้างถูก การใส่เฝือกและการตัดเฝือก ดัดเฝือกทำได้ง่าย
        ข้อเสีย      น้ำหนักมาก แตกร้าวง่าย ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ห้ามลงน้ำหนักที่เฝือก ระบายอากาศไม่ดี มักเกิดอาการคัน
                เวลาถ่ายเอกซเรย์ จะมองไม่ค่อยเห็นรอยกระดูกหัก ถ้าเฝือกแน่นหรือหลวมก็ต้องเปลี่ยนเฝือกใหม่

2.    เฝือก พลาสติก (เฝือกไฟเบอร์) เป็นพลาสติกสังเคราะห์  มีหลายสีให้เลือก
    ข้อดี      น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี สีสวยงาม ความแข็งแรงสูง (แต่ก็ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ห้ามลงน้ำหนักเต็มที่)
            เวลาถ่ายเอกซเรย์ จะเห็นรอยกระดูกหักได้ชัดเจนกว่า ถ้าเฝือกแน่นหรือหลวมก็ต้องเปลี่ยนเฝือกใหม่
     ข้อเสีย    ราคาแพง (แพงกว่าเฝือกปูนประมาณ 8 - 10 เท่า) การตัดเฝือก ดัดเฝือกทำได้ยาก (มักต้องเปลี่ยนใหม่)

3.    เฝือก ลม ( แอร์แคสท์, aircast) มีใส่เฉพาะที่ เท้า ข้อเท้า ขา เท่านั้น และมีเฉพาะสีเทา
    ข้อดี    น้ำหนักเบา ความแข็งแรงสูงสามารถเดินลงน้ำหนักบนเฝือกได้(ไม่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน) ระบายอากาศได้ดี
            มีถุงลมปรับให้แน่นหรือหลวมได้ (ไม่ต้องเปลี่ยนเฝือก) สามารถถอดเฝือกออกได้เอง
     ข้อเสีย    ราคาแพง (ข้างละ 5,000 บาท) ไม่สามารถปรับให้เข้ากับกระดูกที่คดผิดรูป


เมื่อไรถึงจะต้องเปลี่ยนเฝือก?


•    เฝือกปูน เฝือกพลาสติก เมื่อใส่ไปช่วงหนึ่ง (ประมาณ 2 อาทิตย์) เฝือกมักจะหลวม เนื่องจากบวมลดลง หรือ กล้ามเนื้อลีบ ต้องตัดเฝือกเก่าออกแล้วใส่ใหม่ (แต่ถ้าเป็นเฝือกลม สามารถเพิ่มลมให้เฝือกแน่นขึ้นได้)
•    เมื่อกระดูกเริ่มติด (ประมาณ 4-6 อาทิตย์) ก็อาจเปลี่ยนเป็นเฝือกชั่วคราว เพื่อสะดวกในการบริหาร

ถ้ารู้สึกบวม ทำอย่างไร ?   ในช่วง 48 - 72 ชั่วโมงแรก สามารถลดอาการบวมโดย

•    ยกแขน หรือ ขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยเฉพาะขณะพักผ่อน เช่น ใช้ผ้าคล้องแขน  วางบนเก้าอี้ หรือ หมอน 
•    ขยับนิ้ว หรือ นิ้วเท้า ส่วนที่อยู่นอกเฝือก บ่อย ๆ  และ เคลื่อนไหวข้อที่อยู่นอกเฝือก บ่อย ๆ
•    ประคบเย็นบนเฝือก โดยนำน้ำแข็งใส่ในถุงพลาสติก ใส่น้ำเล็กน้อย แล้วห่อด้วยผ้าแห้ง นำไปหุ้มรอบเฝือก
บริเวณกระดูกหัก   การประคบเย็นเพียงจุดเดียวจะไม่ค่อยได้ผลเหมือนการประคบเย็นรอบเฝือก 


การดูแล เฝือก(ปูน พลาสติก) หรือ เฝือกชั่วคราว

•    อย่าให้เฝือกเปียกน้ำ เวลาอาบน้ำให้หุ้มเฝือกด้วยถุงพลาสติก 2 ชั้น แล้วรัดปากถุงด้วยเชือกหรือยางยืดให้แน่น 
ถ้าเฝือกเปียกน้ำ ให้ใช้พัดลม หรือ ไดร์เป่าผม เป่าเฝือกให้แห้ง    ห้ามใช้ ไฟ ลนเฝือก
•    ไม่ควรลงน้ำหนักเต็มที่บนเฝือก จนกว่าเฝือกจะแข็งแรง ( เฝือกพลาสติก 1 ชม.  เฝือกปูน 2 - 3  วัน )
•    วางเฝือกบนวัสดุนิ่มๆ  เวลาเคลื่อนย้าย ควรประคองเฝือก อย่างระมัดระวัง อย่าให้กระทบกระแทก
•    ระวังอย่าให้ สิ่งสกปรก ทราย หรือ ฝุ่น เข้าไปในเฝือก  ไม่ควรใส่แป้งฝุ่นเข้าไปในเฝือก
•    ถ้ามีอาการคัน ไม่ควรใช้ไม้ หรือ สิ่งอื่นใส่เข้าไปในเฝือกเพื่อเกา เพราะอาจเกิดแผลถลอก หรือ เกิดแผลติดเชื้อ
ถ้าคันมากให้ใช้     - 75%แอลกอฮอล์ หยอดลงไปในเฝือกให้ไหลไปบริเวณที่คัน
- สเปรย์แป้งสำหรับฉีดพ่นเข้าไปในเฝือก (เช่น ยี่ห้อ CAST COMFORT) 
•    ไม่ควร ตัดขอบเฝือกเอง หรือ ตัดเฝือกให้สั้นลง  ไม่ควร ดึงสำลีรองเฝือกออก


การเอาเฝือก(ปูน พลาสติก) ออก

    จะใช้ เลื่อยสำหรับตัดเฝือกโดยเฉพาะ ใบเลื่อยจะสั่นด้านข้าง (ใบเลื่อยทั่วไปจะหมุน) เมื่อใบเลื่อยโดนสำลีรองเฝือก สำลีจะไม่ขาด ทำให้ไม่เป็นอันตราย ขณะตัดเฝือกจะมีเสียงดังและรู้สึกร้อนจากการเสียดสีบ้างเล็กน้อย


การดูแลหลังจากเอาเฝือกออก

•    ทำความสะอาดผิวหนัง เบา ๆ ด้วยสบู่และน้ำ อาจทาน้ำมันหรือโลชั่นเพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้น
•    เริ่มเคลื่อนไหวข้อที่ถอดเฝือกออกทันที โดยค่อย ๆ ทำเพิ่มขึ้น ทำเท่าที่ทำได้ ทำบ่อย ๆ
•    ถ้ามีอาการบวม ควรยกแขน หรือ ขา ให้สูงกว่าระดับหัวใจ เช่น ใช้ผ้าคล้องแขน  วางบนเก้าอี้ หรือ หมอน 


แนวทางรักษาทั่วไป

โดยทั่วไป แพทย์จะนัดมาตรวจครั้งแรกหลังจากใส่เฝือกไว้ 2 อาทิตย์ ถ้า เฝือกหลวม อาจต้องเอกซเรย์ หรือเปลี่ยนเฝือก ใหม่ แต่ถ้า เฝือกแน่นและแข็งแรงดีอยู่ ก็ใส่เฝือกเดิมแล้วนัดมาตรวจซ้ำอีก 2 อาทิตย์ เพื่อตัดเฝือกออก (ปกติใส่  2 – 4 อาทิตย์) หลังจากนั้นจะนัดทุก 1 - 2 เดือน เพื่อ ตรวจซ้ำว่า เส้นเอ็น หรือ กระดูกหายสนิทหรือยัง (ปกติใช้เวลา 4 - 6 เดือน) แต่เฝือก จะใส่ไว้แค่ 2 - 4 อาทิตย์ ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเอาเฝือกออกแล้ว เส้นเอ็น หรือ กระดูก ก็ยังไม่หายสนิท จึงควรระมัดระวังในการใช้งานและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างเคร่งครัด 



สัญญาณอันตรายหลังการใส่เฝือก หรือ เฝือกชั่วคราว ควรพบแพทย์โดยด่วน

•    ปวด หรือ ชามากขึ้น เฝือกคับแน่นมากขึ้น หลังจาก ยกสูง ประคบเย็น และ รับประทานยา แล้วอาการไม่ดีขึ้น
•    ผิวหนังบริเวณขอบเฝือก บวมแดง มีหนอง หรือ น้ำซึมเปื้อนเฝือก ไหลออกมาจากเฝือก หรือ เฝือกมีกลิ่นเหม็น
•    ปลายนิ้ว หรือ เล็บ เขียวคล้ำ หรือ ซีดขาว กว่าข้างปกติ   ไม่สามารถขยับนิ้วมือนิ้วเท้าหรือขยับแล้วปวดมาก
•    เฝือกหลวม หลุด  หรือ เฝือกหัก แตก ร้าว ผิดรูป



เครดิต เฟส แพทย์เฉพาะทางบาทเดียว
https://www.facebook.com/SOSspecialist




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 14 เมษายน 2559 13:19:38 น.   
Counter : 57420 Pageviews.  

กระดูกหักเมื่อไรจะหาย




กระดูกหักเมื่อไรจะหาย

ตามธรรมชาติเมื่อมีกระดูกหัก ร่างกายจะซ่อมแซมกระดูกที่หักนั้นให้กลับมาติดกันเหมือนเดิม แพทย์เป็นเพียง ผู้ที่จัดให้กระดูกกลับเข้ามาอยู่ในแนวที่ดีเท่านั้น เพื่อที่เมื่อกระดูกติดสนิทแล้วอวัยวะนั้นจะกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งการจัดกระดูกนี้อาจจะทำได้ทั้งวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด (ใส่เฝือก) และวิธีผ่าตัด (ใส่เหล็กดามกระดูก)

ระยะเวลาตั้งแต่กระดูกหักจนกระดูกติดสนิท ประมาณ 4 - 6 เดือน ซึ่ง กระดูกจะติดดีหรือไม่ดี ติดเร็วหรือติดช้านั้น จะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งปัจจัยที่สำคัญส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย เช่น

• ถ้าอายุน้อยกระดูกจะติดดีและเร็ว ผู้สูงอายุกระดูกก็จะติดช้า

• กระดูกที่หักเคลื่อนที่ไม่มากก็จะติดดีกว่ากระดูกที่หักแล้วเคลื่อนที่มาก

• กระดูกหักหลายชิ้น ก็จะติดช้า

• ถ้ามีการติดเชื้อของกระดูก ก็จะติดช้า

• กระดูกที่แตกเข้าในข้อ ก็จะติดช้า

• ถ้าไม่ทำกายภาพบำบัด ไม่ออกกำลังของกล้ามเนื้อ กระดูกก็จะติดช้า

• การรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง ก็จะช่วยให้กระดูกติดเร็วขึ้น




ระยะเวลาของการซ่อมแซมกระดูก ตั้งแต่กระดูกหักจนหายสนิท สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว แบ่งเป็น

ระยะที่ 1. กระดูกเริ่มติด ใช้เวลาประมาณ 4 - 6 อาทิตย์

ในช่วง 2 อาทิตย์แรกหลังกระดูกหัก จะมีอาการปวดบริเวณที่กระดูกหักมาก

พอถึงอาทิตย์ที่ 3-4 อาการปวดจะลดลง แต่เมื่อเอ๊กซเรย์จะเห็นรอยกระดูกหักอยู่ ซึ่งแสดงว่ากระดูกนั้นยังไม่ติดสนิทดี

ดังนั้นจะต้องทำกายภาพบำบัดและระมัดระวังในการใช้อวัยวะที่กระดูกหัก อย่าใช้งานมากนัก เช่น หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เดินโดยใช้ไม้เท้า เป็นต้น เพราะกระดูกที่ยังติดไม่สนิท จะรับแรงของกล้ามเนื้อหรือรับน้ำหนักตัวได้ไม่มาก ถ้าลงน้ำหนัก หรือ ใช้แรงมากเกินไป กระดูกก็อาจหักซ้ำได้ ถึงแม้ว่าจะใส่เหล็กดามกระดูกไว้เหล็กก็อาจจะหักหรือถอนออกได้

ในระยะ 4 - 6 อาทิตย์นี้มีผู้ป่วยบางคนคิดว่าหายแล้ว เพราะไม่มีอาการปวด เลยไม่ไปตรวจตามที่แพทย์นัด และใช้แรงเต็มที่หรือลงน้ำหนักเต็มที่ ซึ่งในช่วงแรก ๆ ก็จะทำได้แต่เมื่อผ่านไปช่วงหนึ่ง เหล็กดามกระดูกและกระดูกที่เริ่มติด ก็หักซ้ำ ต้องเริ่มรักษากันใหม่ ซึ่งผลการรักษาในกระดูกที่หักซ้ำครั้งที่สองนี้จะไม่ค่อยดีเหมือนกับผลของการรักษากระดูกหักครั้งแรก


ระยะที่ 2. กระดูกติดสนิท ต้องใช้เวลาอีก 3 - 5 เดือน หลังจากระยะที่ 1 (รวมทั้งหมด 4 - 6 เดือน)

แพทย์จะนัดเอ๊กซเรย์ทุก 1 - 2 เดือน ถ้าเอ๊กซเรย์แล้วไม่เห็นรอยกระดูกหัก จึงจะถือว่ากระดูกติดสนิท (หายสนิท) สามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติเหมือนช่วงก่อนที่จะเกิดกระดูกหัก ซึ่งระยะเวลาในช่วงนี้ไม่แน่นอน จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน

ดังนั้นจึงควรมาตรวจตามแพทย์นัด และสอบถามกับแพทย์ว่า กระดูกติดสนิทหรือยัง ถ้าแพทย์บอกว่ากระดูกติดสนิทแล้วจึงจะถือว่าหายสนิท สามารถทำทุกอย่างได้ตามปกติ



การรักษากระดูกหักต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและญาติ ที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่าง เคร่งครัด เพื่อให้ผลของการรักษาออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้ามีข้อสงสัย กรุณาปรึกษาแพทย์อีกครั้ง …




 

Create Date : 26 มกราคม 2551   
Last Update : 11 พฤษภาคม 2561 16:14:13 น.   
Counter : 149032 Pageviews.  

การดูแล หลังผ่าตัดกระดูกหัก

การดูแล หลังผ่าตัดกระดูกหัก

เมื่อท่านได้รับการผ่าตัด หลังการผ่าตัดก็มีสิ่งที่ท่านควรปฏิบัติ ซึ่งมีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้

1. ทำกายภาพบำบัด หรือ ออกกำลังกาย

การทำกายภาพบำบัดหรือออกกำลังกาย มีผลดีอย่างมากในการรักษา จะช่วยให้หายเร็วยิ่งขึ้น และสามารถกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ แต่ในช่วงหลังผ่าตัดใหม่ ๆ อาจจะรู้สึกปวดแผลมาก ผู้ป่วยก็ไม่อยากทำกายภาพบำบัด ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น ข้อติดแข็ง กระดูกไม่ติด กระดูกติดช้า หรือกล้ามเนื้อลีบ ซึ่งทำให้ผลการรักษาออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ส่วนว่าจะต้องทำอะไร แค่ไหนนั้น แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะแนะนำท่านอีกครั้ง

การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ ควรทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งถ้าทำแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมาก บวมมากขึ้น หรือ แผลบวมแดง มากขึ้น ก็แสดงว่า อาจจะมากเกินไป หรือ ทำไม่ถูกวิธี ต้องหยุดบริหารไว้ก่อน

การทำกายภาพบำบัดแบ่งเป็น การทำโดยนักกายภาพบำบัดที่ห้องกายภาพบำบัด และ ทำโดยตัวของผู้ป่วยเอง

นักกายภาพบำบัดจะช่วยทำและสอนวิธีทำกายภาพบำบัดที่ถูกต้องเหมาะสมให้กับผู้ป่วยและญาติว่าจะทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติกลับมาทำกายภาพบำบัดต่อที่หอผู้ป่วย เพราะที่ห้องกายภาพบำบัดมีเวลาทำเพียง 1 - 2 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น เวลาที่เหลือผู้ป่วยและญาติก็ต้องกลับมาช่วยกันทำกายภาพบำบัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในแต่ละวัน

หลังจากที่กลับไปอยู่ที่บ้าน ก็ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ หมั่นออกกำลังกายและทำกายภาพบำบัด ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ผลของการรักษาออกมาที่ดีที่สุด


2. การทำแผลและการดูแลแผลผ่าตัด

หลังการผ่าตัด เมื่อกลับไปบ้านควรไปทำแผลวันละครั้งซึ่งอาจไปทำที่ สถานีอนามัย โรงพยาบาล คลินิกแพทย์ หรือสถานบริการที่อยู่ใกล้บ้าน

ควรดูแลแผลให้สะอาด อย่าให้แผลเปียกน้ำ

เมื่อไปทำแผล ก็ควรจะดูแผลด้วยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นและเป็นมากขึ้นหรือไม่ เช่น บวม แดง มีหนอง เป็นต้น ซึ่งถ้ามีความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้น ควรสอบถามแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ ที่ทำแผลให้ว่าแผลแบบนี้ต้องทำอย่างไรต่อไป

เมื่อครบกำหนดการตัดไหม ก็ควรไปตัดไหม เพราะถ้าปล่อยไว้นานก็อาจเกิดแผลติดเชื้อขึ้นได้

ส่วนระยะเวลาที่จะตัดไหมนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของแผล เช่น แผลที่หน้าควรตัดไหมเมื่อครบ 5 วัน แผลที่แขนขาควรตัดไหมเมื่อครบ 10 - 14 วัน ดังนั้นควรถามด้วยว่าท่านจะตัดไหมได้เมื่อไร


3. มาตรวจตามแพทย์นัด

หลังจากผ่าตัด แพทย์จะนัดท่านมาตรวจซ้ำเพื่อดูแผล ดูอาการต่าง ๆ รวมถึงแนะนำวิธีทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ วิธีการรักษาและการดูแลตนเอง รวมถึงการนัดครั้งต่อไป จนกระทั่งท่านได้รับการรักษาจนหายสนิท

ข้อดีของการมาตรวจตามแพทย์นัด เช่น ท่านจะได้รับการตรวจซ้ำจากแพทย์ที่รักษาท่านตั้งแต่แรก ซึ่งจะรู้ประวัติความเจ็บป่วยและแนวทางการรักษาท่านเป็นอย่างดี ถ้าท่านมีข้อสงสัยก็สามารถซักถามแพทย์ได้อย่างละเอียดถึง แนวทางการรักษาและการปฏิบัติตัวหลังจากการผ่าตัด

ถ้าแพทย์นัดมาตรวจซ้ำ อย่าลืม รับใบนัด ถ้าไม่สะดวกกรุณาแจ้งแพทย์ให้ทราบด้วย เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยน วันนัดให้สะดวกทั้งแพทย์และผู้ป่วย…




 

Create Date : 09 มกราคม 2551   
Last Update : 9 มกราคม 2551 19:52:08 น.   
Counter : 36169 Pageviews.  

ผ่า - ไม่ผ่า อย่างไหนดีกว่ากัน



ผ่า - ไม่ผ่า อย่างไหนดีกว่ากัน



การที่จะเลือกวิธีการรักษาแบบไหนนั้นท่านก็คงจะต้องปรึกษากับศัลยแพทย์กระดูกและข้ออีกครั้งว่ามีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง และควรจะเลือกวิธีรักษาแบบที่มีข้อดีมากที่สุด และมีข้อเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่ก็คงไม่มีวิธีไหนที่มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียเลย ทั้งวิธีผ่าตัด และวิธีไม่ผ่าตัด

บทความนี้จะยกตัวอย่างข้อดีและข้อเสียที่จะพบได้ทั่ว ๆ ไปในการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่า ข้อเสียนั้นจะต้องเกิดในผู้ป่วยทุกคน เป็นเพียงแค่ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้เท่านั้น …



วิธีไม่ผ่าตัด

ข้อดี คือ

• ไม่ต้องเจ็บตัวจากแผลผ่าตัด ไม่ต้องเสี่ยงกับการเสียเลือด

• ไม่ต้องเสี่ยงกับการให้ยาระงับความรู้สึก ทั้งการฉีดยาชาเฉพาะที่หรือการดมยาสลบ เพื่อทำผ่าตัด

• เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

• อาจจะไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลหรือถ้าต้องนอนก็มักจะนอนไม่กี่วัน


ข้อเสีย คือ

• ต้องมีการใส่เฝือกเป็นระยะเวลานาน

• กระดูกที่หัก อาจจะไม่ติดหรือติดช้า

• เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการที่ต้องพักนาน ๆ เช่น แผลกดทับ การติดเชื้อในปอด ท้องผูก เป็นต้น

• กระดูกติดผิดรูป




วิธีผ่าตัด

ข้อดี คือ

• กระดูกจะได้รับการจัดให้เข้าที่เหมือนกับปกติ หรือ อยู่ในแนวที่ดีใกล้เคียงกับปกติ ทำให้กระดูกติดไม่ผิดรูป

• เมื่อหายแล้ว ทำให้อวัยวะนั้นกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

• ผู้ป่วยเริ่มทำกายภาพบำบัดได้เร็ว ทำให้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตอย่างปกติได้เร็วขึ้น


ข้อเสีย คือ

• เกิดแผลเป็นจากการผ่าตัด

• เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่บริเวณแผลผ่าตัด

• มีความเสี่ยงจากผลแทรกซ้อนของยาระงับความรู้สึก ที่ใช้ในการผ่าตัด

• ความเสี่ยงจากการเสียเลือด และ การได้รับเลือด

• อาจจะต้องนอนพักในโรงพยาบาลหลายวัน

• เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

• อาจจะต้องมาผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกในบางตำแหน่ง เพื่อเอาเหล็กนั้นออกเมื่อกระดูกติดสนิทดีแล้ว เช่น การผ่าตัดดามเหล็กที่ กระดูกต้นขา หรือ กระดูกหน้าแข้ง ซึ่งจะต้องผ่าเอาเหล็กออกเมื่อกระดูกติดดีแล้ว ( ประมาณ 1 - 2 ปีหลังการผ่าตัดใส่เหล็กไว้ )




 

Create Date : 05 มกราคม 2551   
Last Update : 5 มกราคม 2551 18:22:19 น.   
Counter : 23809 Pageviews.  

กระดูกหักรักษาอย่างไรดี




กระดูกหัก รักษาอย่างไรดี

จุดมุ่งหมายของการรักษา เพื่อทำให้

• กระดูกที่หักเมื่อหายแล้วกลับมาอยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

• มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด

• ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด


แพทย์พิจารณาอะไรบ้าง

มีหลายสิ่งที่แพทย์ จะต้องพิจารณาก่อนที่จะเลือกวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

• ผู้ป่วยอายุเท่าไร สภาพร่างกายของผู้ป่วยแข็งแรงดีหรือไม่ มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงหรือไม่

• กระดูกที่หักอยู่ตำแหน่งไหน แตกเข้าข้อหรือไม่ กระดูกหักมาก หักหลาย ๆ ชิ้น หรือหักน้อย

• กระดูกหักแล้วเคลื่อนที่ไปมากหรือน้อย

• มีแผลในบริเวณกระดูกหักหรือไม่


ส่วนที่จะเลือกรักษาโดยวิธีไหนนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของแพทย์และผู้ป่วย โดยที่แพทย์จะเป็น ผู้ตอบคำถามและให้คำแนะนำวิธีที่ดีที่สุด แต่ ผู้ที่จะตัดสินใจเลือกแนวทางรักษาในขั้นสุดท้ายก็คือ ตัวผู้ป่วยเอง



แนวทางรักษากระดูกหัก

1.วิธีไม่ผ่าตัด เช่น การใช้ผ้ายืดพันรัดไว้ การใส่เฝือก ซึ่งจะใช้ในกรณีที่กระดูกหักหรือกระดูกที่หักเคลื่อนที่ไป- ไม่มากนัก และไม่มีบาดแผลฉีกขาดเข้าไปถึงบริเวณกระดูกที่หัก

2.วิธีผ่าตัด ซึ่งอาจแบ่งย่อยได้เป็น

2.1 ผ่าตัดแต่ไม่ใส่เหล็ก เป็นการผ่าตัดทำความสะอาดบาดแผล และจัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วใส่เฝือก หรือ เครื่องพยุงอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อนหลังจากการผ่าตัด

2.2 ผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดตรึงกระดูก มีหลายชนิดเช่น ลวด แผ่นเหล็ก แกนเหล็ก แท่งเหล็กดามกระดูกด้านนอก เป็นต้น ซึ่งเป็นเหล็กเหล่านี้เป็นเหล็กชนิดพิเศษแข็งแรงกว่าเหล็กธรรมดา ไม่เป็นสนิม ในคนทั่วไปจะไม่เกิดอาการแพ้



ข้อบ่งชี้ที่ควรรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เช่น

• มีกระดูกหักพร้อมกันหลาย ๆ ตำแหน่ง

• กระดูกหักหลายชิ้น หรือ แตกเข้าข้อ

• กระดูกหักในผู้สูงอายุ

• มีการเคลื่อนของกระดูกที่หักไปมาก

• มีแผลเปิดเข้าไปถึงบริเวณกระดูกที่หัก

• กระดูกที่หักในบางตำแหน่งซึ่งเมื่อรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วผลการรักษาจะไม่ดี เช่น กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา กระดูกปลายแขน กระดูกแตกเข้าข้อ เป็นต้น




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2550   
Last Update : 24 ธันวาคม 2550 14:56:07 น.   
Counter : 50517 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 733 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]