Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

กระดูกหน้าแข้งหัก


กระดูกหน้าแข้งหัก

จุดมุ่งหมายของการรักษากระดูกหัก …

1. ทำให้กระดูกที่หักเมื่อหายแล้วกลับมาอยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

2. มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด

3. ให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตเหมือนปกติได้โดยเร็วที่สุด



จะเลือกวิธีการรักษาวิธีไหนดี …

แพทย์จะต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องก่อน ที่จะเลือกวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

- อายุ สภาพร่างกายทั่วไปแข็งแรงดีหรือไม่ มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงหรือไม่

- กระดูกหักที่ตำแหน่งไหน มีรอยกระดูกแตกเข้าข้อหรือไม่

- หักมากหรือน้อยอย่างไร แล้วมีการเคลื่อนที่ไปจากเดิมมากหรือน้อยขนาดไหน

- มีแผลที่บริเวณกระดูกที่หักด้วยหรือไม่


การที่จะเลือกรักษาด้วยวิธีไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันของแพทย์และผู้ป่วย แพทย์มีหน้าที่ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แนะนำแนวทางรักษาที่ดีที่สุดและให้การรักษาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ผู้ที่จะตัดสินใจเลือกวิธีรักษาในขั้นตอนสุดท้ายคือ ตัวผู้ป่วยเอง ดังนั้นถ้าท่านมีข้อสงสัยก็ควรปรึกษากับ แพทย์ที่ให้การรักษาท่านอีกครั้ง


วิธีการรักษากระดูกหัก


1.วิธีไม่ผ่าตัด เช่น การใช้ผ้ายืดพันรัดไว้ การใส่เฝือกตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงต้นขา เป็นต้น

ใช้ในกรณีที่กระดูกหักหรือกระดูกที่หักเคลื่อนที่ไปไม่มากนักและไม่มีบาดแผลเข้าไปที่บริเวณกระดูกหัก

2.วิธีผ่าตัด ซึ่งอาจแบ่งย่อยได้เป็น

2.1 ผ่าตัดแต่ไม่ใส่เหล็ก เป็นการผ่าตัดทำความสะอาดบาดแผล และจัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วอาจจะใส่เฝือก หรือเครื่องพยุงอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อนหลังจากการผ่าตัด

2.2 ผ่าตัดและใส่เหล็กเพื่อยึดตรึงกระดูกไม่ให้เคลื่อน เช่น ลวด แผ่นเหล็ก แกนเหล็กใส่ในโพรงกระดูก แท่งเหล็กดามกระดูกด้านนอก เป็นต้น ซึ่งเป็นเหล็กชนิดพิเศษ แข็งแรงกว่าเหล็กปกติ ไม่เป็นสนิม และมักไม่ทำให้เกิดอาการแพ้



ข้อบ่งชี้ ที่ควรรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

• มีกระดูกหักหลาย ๆ แห่ง ร่วมกัน

• กระดูกหักหลายชิ้น หรือแตกเข้าข้อ

• มีการเคลื่อนของกระดูกที่หักไปมาก

• มีแผลเปิดเข้าไปถึงบริเวณกระดูกที่หัก

• ไม่สามารถจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วยวิธีไม่ผ่าตัด

• มีเส้นเลือดเส้นประสาทได้รับอันตรายร่วมด้วย



การรักษาด้วยวิธีใส่เฝือก

แพทย์อาจจะใช้ยาชาหรือให้ยาสลบ เพื่อจัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วก็จะใส่เฝือกเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อนที่-ผิดรูปขึ้นอีก ซึ่งอาจใส่เป็นเฝือกชั่วคราวแบบครึ่งเดียวหรือเฝือกแบบเต็มรอบขาก็ได้ โดยจะใส่ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงต้นขา

หลังใส่เฝือก ถ้ามีอาการบวม ปวด หรือ ชา มากขึ้น กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

แพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำหลังใส่เฝือก ประมาณ 1-2 อาทิตย์เพื่อดูอาการ และดูว่าเฝือกหลวมหรือไม่ ถ้าเฝือกหลวมก็อาจจะต้องเอ๊กซเรย์และเปลี่ยนเฝือกใหม่ หลังจากนั้นก็จะนัดทุก 1-2 เดือน จนกว่ากระดูกจะติดสนิท

จะใส่เฝือกไว้ประมาณ 4 - 6 อาทิตย์ แต่กระดูกจะติดสนิทนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ดังนั้นถึงแม้ว่าจะเอาเฝือกออกแล้วแต่กระดูกก็ยังติดไม่สนิทจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

อย่าให้เฝือกเปียกน้ำ เพราะจะทำให้เฝือกเสียความแข็งแรง เกิดความอับชื้น มีกลิ่นเหม็น และ รู้สึกคันในเฝือกได้ ถ้าต้องการอาบน้ำ ก็เอาขาที่หักใส่เข้าไปในถุงพลาสติกใบใหญ่ ๆ แล้วใช้เชือกรัดปากถุงไว้เพื่อกันน้ำเข้าไปโดนเฝือก


การรักษาด้วยวิธีผ่าตัด

การดูแลหลังการผ่าตัด

วันแรกหลังการผ่าตัด จะทำความสะอาดแผล และดึงสายที่ใส่ไว้ที่แผลออก ผู้ป่วยต้องลุกนั่งบ่อย ๆ

วันที่สอง จะสอนและทำกายภาพบำบัด ต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดทันทีหลังผ่าตัด

ผู้ป่วยจะต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงเดินจนกว่าแพทย์จะบอกให้เลิกใช้ ซึ่งจะเลิกใช้ไม้เท้าก็ต่อเมื่อแพทย์เอ๊กซเรย์แล้วพบว่ากระดูกติดสนิทดี ไม่เช่นนั้นกระดูกที่เริ่มติดและเหล็กที่ใส่ไว้อาจจะหักได้ ทำให้ต้องมาเริ่มรักษาใหม่หรือต้องผ่าตัดซ้ำอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้กระดูกติดช้าลง

แพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำครั้งแรกหลังผ่าตัดประมาณ 2 อาทิตย์ เพื่อตัดไหม ดูการเคลื่อนไหวของข้อ และ การเดิน หลังจากนั้นจะนัดครั้งต่อไปทุก 1 - 2 เดือน เพื่อแนะนำวิธีทำกายภาพบำบัดและเอ๊กซเรย์กระดูกเป็นระยะจนกว่ากระดูกจะติดสนิท ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 - 6 เดือน หลังจากกระดูกเริ่มหัก



ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวทั่วไป

1. ใช้ไม้ค้ำยัน ช่วยพยุงเมื่อยืนหรือเดิน โดยลงน้ำหนักบนขาที่หักพอสมควร และเหยียบให้เต็มฝ่าเท้า

ถ้านอน ให้ใช้หมอนรองขาที่ผ่าตัดให้ยกสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวมและอาการปวด ที่ขา

2. ทำกายบริหาร ควรทำบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยให้ทำซ้ำประมาณท่าละ10 ครั้ง แล้วจึงเริ่มทำท่าต่อไป

2.1 นอนหงาย เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อขา ให้เกร็งค้างไว้นานสิบวินาที แล้วพัก (นับหนึ่งถึงสิบดัง ๆ )

2.2 นอนหงาย ขยับข้อสะโพก งอ-เหยียด กาง-หุบ แต่ละท่าให้เกร็งค้างไว้นานสิบวินาที แล้วทำท่าต่อไป

2.3 นั่งห้อยขา ขยับข้อเท้า ขึ้น-ลง หมุนเข้า-หมุนออก แต่ละท่าให้เกร็งค้างไว้นานสิบวินาที แล้วทำท่าต่อไป

2.3 นั่งห้อยขา ขยับข้อเข่า เหยียดเข่าขึ้นให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วงอเข่าลงให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1-10ถ้าปวดมากอาจใช้ข้อเท้าขาข้างดีซ้อนใต้ข้อเท้าของขาข้างที่หักเพื่อช่วยยกขาขึ้น และ กดบนข้อเท้าข้างที่หักเพื่อให้งอลง

ถ้าไม่รู้สึกว่าปวดมาก ก็อาจจะใช้น้ำหนัก ประมาณ 1 - 5 กิโลกรัมถ่วงไว้ที่บริเวณข้อเท้า แล้วบริหารเพื่อเพิ่ม-ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น และหายอย่างใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด …



วิธีบริหาร เท้า ข้อเท้า และ ขา    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-07-2008&group=11&gblog=4

วิธีเดินด้วย ไม้ค้ำยัน ( Crutches )    
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-05-2008&group=11&gblog=2

วิธีเดินด้วย ไม้เท้า ( Canes ) , สี่ขา ( วอค์เกอร์ walker )    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=18-05-2008&group=11&gblog=1






 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 8 มิถุนายน 2558 13:01:04 น.   
Counter : 17268 Pageviews.  

กระดูกต้นขาหัก





กระดูกต้นขาหัก

จุดมุ่งหมายของการรักษากระดูกหัก …

ทำให้กระดูกที่หักเมื่อหายแล้ว กลับมาอยู่ในสภาพที่ ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด

เกิดผลข้างเคียง น้อยที่สุด

ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตเหมือนปกติได้ เร็วที่สุด


จะเลือกวิธีการรักษาวิธีไหนดี …

แพทย์จะต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเลือกวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

• อายุเท่าไร สภาพร่างกายแข็งแรงดีหรือไม่ มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงหรือไม่

• กระดูกหักที่ตำแหน่งไหนแตกเข้าข้อหรือไม่

• หักมากหรือน้อยอย่างไร แล้วมีการเคลื่อนที่ไปจากเดิมมากหรือน้อยขนาดไหน

• มีแผลที่บริเวณกระดูกที่หักด้วยหรือไม่



ต้องผ่าตัดหรือไม่ …

1. ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 6 ปี

มักจะรักษาด้วยวิธีใส่เฝือก โดยช่วงแรกจะใช้ผ้าพันขาดึงถ่วงน้ำหนักไว้ แล้วใส่เฝือก ตั้งแต่ระดับเอวจนถึงปลายเท้า ขณะใส่เฝือกต้องฉีดยาสลบด้วยจะได้ไม่ปวด เมื่อใส่เฝือกและเอ๊กซเรย์แล้วพบว่ากระดูกอยู่ในแนวที่ใกล้เคียงกับปกติ ก็กลับบ้านได้ ส่วนใหญ่จะนอนโรงพยาบาล 2-3 วัน แต่จะใส่เฝือกไว้ประมาณ 4-6 อาทิตย์

หลังใส่เฝือก กระดูกต้นขาจะไม่เข้าที่ (กระดูกซ้อนกัน) ทำให้ขาสั้นลงกว่าข้างปกติ แต่เมื่อเด็กอายุมากขึ้น กระดูกต้นขาข้างที่หัก ก็จะค่อย ๆ ยาวขึ้นจนเท่ากับข้างปกติ

2. ผู้ป่วยอายุ 6 - 10 ปี มีทางเลือกในการรักษา หลายอย่าง เช่น

2.1 ใส่เฝือก แต่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ โดยเฉพาะ ถ้าเด็กตัวใหญ่ หรือ กระดูกเคลื่อนที่มาก

2.2 ใส่ลวดดึงกระดูกและถ่วงน้ำหนักไว้จนกระดูกเริ่มติดจึงใส่เฝือก วิธีนี้ไม่นิยมเพราะต้องนอนพักนาน

2.3 ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ลวด แผ่นเหล็ก แท่งเหล็ก เป็นต้น

3. ผู้ป่วยอายุมากกว่า 10 ปี

วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือ ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก เช่น แผ่นเหล็ก แท่งเหล็ก เป็นต้น



ถ้าแพทย์แนะนำให้ผ่า แต่ถ้าไม่ผ่าตัดจะเป็นอย่างไร …

• กระดูกไม่ติดหรือติดผิดรูป ทำให้ขาสั้นลงกว่าเดิม

• ขาลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะต้องพักนาน ไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้เต็มที่

• เดินไม่ได้ หรือ เดินกระเผลก เพราะขาสั้นลง หรือ กระดูกไม่ติด


หลังผ่าตัด แล้วแพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำ เมื่อไร …

นัดครั้งแรก หลังผ่าตัดประมาณ 2 อาทิตย์ เพื่อ ตัดไหมที่แผล ดูการเคลื่อนไหวของข้อและการเดิน

นัดครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกประมาณ 1 เดือน เพื่อแนะนำวิธีทำกายภาพบำบัด และ เอ๊กซเรย์ เพื่อดูว่ากระดูกเคลื่อนที่ไปจากเดิมหรือไม่ มีการสร้างกระดูกขึ้นใหม่หรือไม่ เหล็กที่ใส่ไว้เป็นอย่างไร

นัดครั้งต่อไป ทุก 1-2 เดือน เพื่อ เอ๊กซเรย์กระดูก จนกว่ากระดูกติดสนิทดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4- 6 เดือน



แนวทางการรักษาด้วยวิธี ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกต้นขา …


ช่วงที่หนึ่ง ระยะดึงถ่วงน้ำหนัก

เพื่อทำให้กล้ามเนื้อต้นขายืดออก และ กระดูกที่หักไม่เคลื่อนไหว ซึ่งจะดึงไว้จนถึงวันผ่าตัด มีวิธีดึง 2 แบบคือ

1.แบบผ้าพันขาแล้วถ่วงน้ำหนัก ใช้ในเด็ก เพราะสามารถใช้น้ำหนักถ่วงได้แค่ 1 - 3 กิโลกรัมเท่านั้น

2.แบบใส่ลวดที่กระดูกหน้าแข้ง ใช้ในผู้ใหญ่ โดยแพทย์จะฉีดยาชา แล้วใส่ลวด จะถ่วงน้ำหนักได้ 5 -10 กิโลกรัม

ช่วงที่สอง ระยะผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก

ก่อนวันผ่าตัด เจาะเลือดผู้ป่วย เพื่อตรวจเลือดและจองเลือด 1-2 ถุงเผื่อจำเป็นต้องใช้หลังผ่าตัดและให้น้ำเกลือ

หลังเที่ยงคืนต้อง งดอาหารและน้ำ เพื่อป้องกันการอาเจียนขณะดมยาสลบ

วันผ่าตัด ผู้ป่วยจะถูกพาไปที่ห้องผ่าตัด ได้รับการฉีดยาสลบ และ ใส่ท่อช่วยหายใจ

แพทย์ผ่าตัดเพื่อจัดแนวกระดูกให้เข้าที่และใส่เหล็กดามกระดูก เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว แพทย์จะใส่สายสำหรับดูดเลือดที่ค้างในแผลผ่าตัดมาใส่ไว้ในขวด

หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะกลับมาพักฟื้นที่หอผู้ป่วย ถ้าปวดมากก็ขอยาฉีดหรือยากินแก้ปวดได้ ถ้าเสียเลือดมากก็จะได้รับเลือดทดแทน

ช่วงที่สาม ระยะพักฟื้นและทำกายภาพบำบัด

วันแรกหลังการผ่าตัด จะทำความสะอาดแผล และดึงสายสำหรับดูดเลือดที่ใส่ไว้ออก ผู้ป่วยต้องลุกนั่งบ่อย ๆ

วันที่สอง จะได้รับการสอนและทำกายภาพบำบัด เช่น วิธีบริหารกล้ามเนื้อต้นขา ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า การนั่ง ยืน และ วิธีเดิน โดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยเดินโดยลงน้ำหนักบางส่วน


หลังรักษาต้องทำอย่างไร … ?

นอกจากรักษาโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น ข้อเข่าหรือข้อเท้าเคลื่อนไหวได้น้อย กล้ามเนื้อลีบ กระดูกไม่ติด กระดูกติดช้า เป็นต้น ซึ่งต้องเริ่มทำทันทีหลังผ่าตัด แม้ว่าจะปวดบ้างก็ต้องพยายามทำเพราะถ้ารอให้หายปวดก็เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว

เวลายืนหรือเดิน ต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงและลงน้ำหนักบนขาที่หักพอสมควร จะต้องใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงเดินจนกว่าแพทย์จะบอกให้เลิกใช้ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 - 6 เดือน (เมื่อเอ๊กซเรย์แล้วกระดูกติดสนิท มองไม่เห็นรอยกระดูกที่หัก) ถ้าไม่เช่นนั้น กระดูกที่พึ่งเริ่มติดและเหล็กที่ใส่ไว้อาจจะหัก ทำให้ต้องมาผ่าตัดใหม่ซ้ำอีกครั้ง

เวลานอน ใช้หมอนรองขาข้างที่ผ่าตัดให้ยกสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวมและอาการปวด ที่ขาและเท้า

ทำกายบริหาร ควรทำบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย

3.1 นอนหงาย เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อขา ให้เกร็งค้างไว้นานสิบวินาที แล้วพัก (นับ 1 – 10 ดัง ๆ )

3.2 นอนหงาย ขยับข้อสะโพก งอ-เหยียด กาง-หุบ

3.2 นั่งห้อยขา ขยับข้อเท้า ขึ้น-ลง หมุนเข้า-หมุนออก

3.3 นั่งห้อยขา ขยับข้อเข่า เหยียดเข่าขึ้นให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วงอเข่าลงให้มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1-10ถ้าปวดมากอาจใช้ข้อเท้าขาข้างดีซ้อนใต้ข้อเท้าของขาข้างที่หักเพื่อช่วยยกขาขึ้น และ กดบนข้อเท้าข้างที่หักเพื่อให้งอลง

ถ้าไม่รู้สึกว่าปวดมาก ก็อาจจะใช้น้ำหนัก ประมาณ 1 - 5 กิโลกรัมถ่วงไว้ที่บริเวณข้อเท้า แล้วบริหารซ้ำ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น และหายอย่างใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด …




 

Create Date : 18 มีนาคม 2551   
Last Update : 29 กรกฎาคม 2561 21:20:01 น.   
Counter : 35470 Pageviews.  

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ




กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

จะเกิดอะไรขึ้นถ้ากระดูกสะโพกหัก

• ผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหัก ต้องอยู่ในโรงพยาบาล เฉลี่ยประมาณ 2 อาทิตย์

• ผู้ป่วยร้อยละ 7 - 27 จะเสียชีวิตภายใน 3 เดือนหลังจากมีกระดูกสะโพกหัก เนื่องจากภาวะแทรกซ้อน

• ผู้ป่วยร้อยละ 50 จะต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินเมื่ออยู่ที่บ้าน



ปัจจัยเสี่ยง ที่จะเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งมักจะมีโรคกระดูกพรุน (กระดูกโปร่งบาง) ร่วมด้วยเสมอ

• อายุ โดยเฉพาะ ในผู้หญิงเมื่อมีอายุประมาณ 45 ปี จะมีโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหัก เพิ่มสูงขึ้นมาก และ ถ้าอายุมากกว่า 65 ปี ผู้สูงอายุทุก ๆ 1 ใน 5 คนจะเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งมักเกิดจากการล้มเพียงเบา ๆ

• เพศ ผู้หญิงจะเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า

• ลักษณะทางพันธุกรรม เช่น เคยมีประวัติคนในครอบครัวกระดูกสะโพกหัก ผู้ที่มีโครงร่างเล็ก และ ผอม

• อาหาร โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย หรือ ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมได้ หรือ ผู้ที่ได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกไปสัมผัสกับแสงแดดในช่วงเช้า-เย็น

• สูบบุหรี่ หรือ ดื่มสุรา

• ผู้ที่มีปัญหาทางกาย เช่น ปวดข้อ ข้ออักเสบ ตามองเห็นไม่ชัด สมองเสื่อม เป็นต้น

• ผู้ที่มีอาการอ่อนแรง หรือ มึนงง ซึ่งอาจพบได้ในผู้สูงอายุทั่วไป หรือ จากผลข้างเคียงของยาที่รับประทานอยู่

• ขาดการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ๆ ยกน้ำหนัก



จะเลือกวิธีการรักษาวิธีไหนดี … ?

แพทย์จะต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเลือกวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น

• อายุเท่าไร สภาพร่างกายแข็งแรงดีหรือไม่ มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงหรือไม่

• กระดูกหักที่ตำแหน่งไหนแตกเข้าข้อหรือไม่

• หักมากหรือน้อยอย่างไร แล้วมีการเคลื่อนที่ไปจากเดิมมากหรือน้อยขนาดไหน

• มีโรคกระดูกพรุน (กระดูกโปร่งบาง) ร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ามีร่วมด้วยอาจต้องรักษาไปพร้อมกันเลย

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-02-2008&group=4&gblog=15





ทางเลือกวิธีรักษา


1 ใส่ลวดดึงกระดูกและถ่วงน้ำหนักไว้จนกระดูกเริ่มติดจึงเริ่มเดิน วิธีนี้ไม่นิยมเพราะต้องนอนพักนาน

2 ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก ซึ่งมีหลายชนิด เช่น แผ่นเหล็ก แท่งเหล็ก หรือ ข้อสะโพกเทียม เป็นต้น



หลังรักษาต้องทำอย่างไร …

นอกจากการรักษาโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นเช่น ข้อเข่าหรือข้อเท้าเคลื่อนไหวได้น้อย กล้ามเนื้อลีบ กระดูกไม่ติด ซึ่งจะต้องเริ่มทำทันทีหลังผ่าตัด แม้ว่าจะปวดบ้างก็ต้องพยายามทำเพราะถ้ารอให้หายปวด ก็เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว

เวลานอน ให้ใช้หมอนรองขาข้างที่ผ่าตัดให้ยกสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวมและอาการปวดที่ขาและเท้า

วันแรกหลังผ่าตัด อาจจะต้องใช้ผ้าดึงถ่วงขาไว้ก่อน เมื่ออาการปวดทุเลาลงจึงค่อยเริ่มบริหาร โดย

1. เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อยตามสบาย ทำ 10 ครั้ง สลับกันทั้งสองข้าง

2. กระดกข้อเท้าขึ้น-ลง หมุนเข้า-หมุนออก

วันที่สอง ลุกนั่งได้ โดยวางหมอนไว้ระหว่าขา เพื่อป้องกันไม่ให้ขาหุบเข้ามาชิดกันมากเกินไป และอาจเริ่มหัดเดินโดยใช้ไม้ค้ำยัน หรือ วอคเกอร์(ไม้เท้าสี่ขา) ลงน้ำหนักบนขาข้างที่ผ่าเล็กน้อย ซึ่งถ้าสามารถเดินได้ดี แผลแห้งไม่มีไข้ แพทย์ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้

ในช่วง 10 – 14 วันหลังการผ่าตัด จะต้องทำแผลวันละครั้ง และหมั่นดูแลลักษณะของแผล ถ้าพบว่าผิดปกติ เช่น แผลอักเสบ บวม แดง ปวดแผลมากขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์ เมื่อกลับไปอยู่บ้านควรหลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้น หรือ นั่งเก้าอี้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับหัวเข่า เพราะอาจทำให้เกิดข้อสะโพกหลุดได้

ประมาณ 2 อาทิตย์ หลังผ่าตัด แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจซ้ำ เพื่อดูอาการต่าง ๆ ดูการเคลื่อนไหวของข้อ-สะโพก แนะนำการบริหาร และ ตัดไหม หลังจากนั้นแพทย์ก็จะนัดมาตรวจซ้ำทุก 1-2 เดือนเพื่อเอ็กซเรย์กระดูก

ในระยะแรก ๆ อาจต้องใช้ไม้ค้ำยัน หรือ วอร์คเกอร์ (ไม้เท้าสี่ขา ) ช่วยพยุงเดินไปก่อน เมื่อเอ็กซเรย์แล้วพบว่ากระดูกติดดี ไม่ค่อยปวด และ กล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงดีขึ้นแล้ว แพทย์จึงจะให้เปลี่ยนเป็นไม้เท้าถือข้างเดียวแทน โดยให้ถือในมือด้านตรงข้ามกับสะโพกที่กระดูกหัก ซึ่งควรถือไม้เท้าไว้ตลอดเพื่อป้องกันการหกล้ม เพราะกว่าที่กล้ามเนื้อสะโพกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมอาจต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี

ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งหรือนอนกับพื้น การนั่งเก้าอี้ที่อยู่ต่ำกว่าเข่า หรือ การเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกต่อข้อสะโพก เช่น การกระโดด การวิ่งเร็ว การยกน้ำหนัก เป็นต้น และต้องมาตรวจเป็นระยะโดยในปีแรกอาจต้องมาเอ็กซเรย์ทุก 3-6 เดือน หลังจากนั้นก็ควรมาเอ็กซเรย์ทุก 1 ปี เพื่อดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ข้อสะโพกเทียมหลวม หรือ แตก ซึ่งในระยะแรกอาจพบความผิดปกติในเอ็กซเรย์โดยไม่มีอาการก็ได้

วิธีทำกายบริหาร
ควรทำบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย อาจให้ผู้ป่วยทำเอง หรือ ให้ญาติช่วยทำให้ก็ได้

3.1 นอนหงาย งอข้อสะโพก ให้เข่า-เหยียด 10 ครั้ง กางขา-หุบขา 10 ครั้ง

3.2 นอนหงาย ยกขาขึ้น ค้างไว้ นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง ทำสลับกันทั้งสองข้าง

3.3 นอนคว่ำ ยกขาขึ้น ค้างไว้ นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง ทำสลับกันทั้งสองข้าง

3.4 นอนตะแคง กางขาออก ยกขาขึ้น ค้างไว้ นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง ทำสลับกันทั้งสองข้าง

3.5 นั่งห้อยขาบนเก้าอี้ หรือ ข้างเตียง เหยียดข้อเข่าให้มากที่สุด ค้างไว้ นับหนึ่งถึงสิบ แล้วงอเข่าลงให้มากที่สุด ค้างไว้นับหนึ่งถึงสิบ ถ้าปวดมากอาจใช้ข้อเท้าขาข้างดีซ้อนใต้ข้อเท้าของขาข้างที่หักเพื่อช่วยยกขึ้นและงอลง

3.6 นั่งห้อยขาบนเก้าอี้ หรือ ข้างเตียง ขยับข้อเท้า ขึ้น-ลง หมุนเข้า-หมุนออก

ถ้าไม่รู้สึกปวดมาก อาจใช้น้ำหนักประมาณ 1-4 กิโลกรัมถ่วงไว้ที่บริเวณข้อเท้าแล้วบริหาร เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้นและใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด …

ถ้ามีข้อสงสัย หรือ มีอาการผิดปกติ ควรปรึกษากับศัลยแพทย์กระดูกและข้อที่ให้การรักษาท่านอยู่ อีกครั้ง

แถม ..

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก (Total Hip Replacement)
//goo.gl/07QhC7
//www.jointdee.info

โรคของข้อสะโพกที่พบบ่อย / การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งข้อ
//www.phraehospital.go.th/or/THA.html

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยผ่ำตัดเปลี่ยน. ผิวข้อสะโพกเทียม.
//med.tu.ac.th/orthotu/images/pdf/peoplepdf/advisethr.pdf

วิดิทัศน์ การดูแลตนเองหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมและสำหรับญาติผู้ดูแล
https://youtu.be/6YluQcaGc38





 

Create Date : 08 มีนาคม 2551   
Last Update : 19 มีนาคม 2558 22:48:03 น.   
Counter : 24094 Pageviews.  

กระดูกข้อมือหัก


กระดูกข้อมือหัก

จะเลือกรักษาวิธีไหนดี …..

วิธีรักษากระดูกข้อมือหักมีอยู่หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แพทย์จะแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน ส่วนว่าจะเลือกให้การรักษาวิธีไหนนั้น ก็จะพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น

• กระดูกที่หักมีลักษณะอย่างไร

• เคลื่อนที่จากเดิมมากน้อยขนาดไหน

• มีการแตกเข้าข้อหรือไม่

• มีแผลในบริเวณกระดูกหักด้วยหรือไม่

• สภาพร่างกาย สุขภาพทั่วไป อายุเท่าไร มีโรคประจำตัวหรือไม่

• มีกระดูกบริเวณอื่นหัก ร่วมด้วยหรือไม่

• มีเส้นเลือด เส้นประสาท ได้รับอันตราย ร่วมด้วยหรือไม่

• มีโรคกระดูกพรุน (กระดูกโปร่งบาง) ร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ามีร่วมด้วยอาจต้องรักษาไปพร้อมกันเลย

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-02-2008&group=4&gblog=15


ดังนั้น จะต้องปรึกษาและสอบถามรายละเอียดกับแพทย์ผู้ให้การรักษาท่านโดยตรงอีกครั้งหนึ่งว่า ควรจะรักษาด้วยวิธีไหน มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร และ ถ้าจะเลือกรักษาวิธีอื่น ผลจะเป็นอย่าไร เพื่อที่ท่านจะได้ทราบถึงวิธีรักษาและ ให้ความร่วมมือในการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

การตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะเลือกรักษาวิธีไหนนั้น ท่านต้องตัดสินใจ ด้วยตนเอง



แนวทางการรักษา …..

1. กระดูกหักไม่เคลื่อนหรือเคลื่อนเล็กน้อย ไม่มีกระดูกที่อื่นหัก ไม่มีเส้นเลือดหรือเส้นประสาทได้รับอันตรายร่วมด้วย หรือ ผู้ป่วยสูงอายุ มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถดมยาสลบเพื่อผ่าตัดได้ ก็จะมีทางเลือกคือ

1.1 ใช้ผ้าพันบริเวณข้อมือ ไม่ให้ข้อมือขยับ เพื่อลดอาการปวด

1.2 ใส่เฝือกชั่วคราว แบบครึ่งเดียว

1.3 ใส่เฝือกแบบเต็มรอบแขน ซึ่งจะใส่ตั้งแต่ฝ่ามือจนถึงข้อศอก



//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=01-02-2008&group=6&gblog=5


2. กระดูกหักเคลื่อนที่มาก หรือมีแผลเปิดที่บริเวณกระดูกหัก และผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงเพียงพอสำหรับการผ่าตัด จะมีทางเลือกคือ

2.1 ฉีดยาชา หรือ ดมยาสลบ แล้วใส่เฝือก

2.2 ดมยาสลบ แล้วใส่ลวดดามกระดูก และใส่เฝือก

2.3 ผ่าตัด และใส่เฝือก

2.4 ผ่าตัด ใส่ลวดดามกระดูก และ ใส่เฝือก

2.5 ผ่าตัด ใส่แผ่นเหล็กดามกระดูก

2.6 ผ่าตัด ใส่แท่งเหล็กดามกระดูกด้านนอก




หลังรักษาต้องทำอย่างไร …

การรักษากระดูกหักนอกจากรักษาโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำกายภาพบำบัด ซึ่งผู้ป่วยจะต้องกลับไปทำเองที่บ้าน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น เช่น มือบวม ข้อนิ้วและข้อมือติดแข็ง ข้อเคลื่อนไหวได้น้อย กล้ามเนื้อมือและแขนลีบหรือ กระดูกไม่ติด เป็นต้น

การทำกายภาพบำบัดต้องเริ่มทำทันที ถึงแม้ว่าจะปวดอยู่บ้างเพราะถ้ารอให้หายปวดก็เกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว

หลังการรักษาแพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำ โดยทั่วไปจะมีกำหนดคร่าว ๆ ดังนี้

ครั้งที่ 1 หลังการรักษาประมาณ 2 อาทิตย์เพื่อดูเฝือก หรือตัดไหม และ ดูการเคลื่อนไหวของข้อ

ครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกประมาณ 2-4 อาทิตย์ เพื่อเอ๊กซเรย์ดูว่ากระดูกเคลื่อนที่ไปจากเดิมหรือไม่ กระดูกเริ่มติดหรือยัง เฝือกเป็นอย่างไร และอาจตัดเฝือกออก หลังจากนั้นแพทย์ก็จะนัดทุก 1-2 เดือนเพื่อเอ๊กซเรย์กระดูกจนกว่ากระดูกจะติดสนิท ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 - 6 เดือน หลังจากกระดูกหัก



อาการที่ต้องรีบมาพบแพทย์โดยด่วน ...

1. มือบวมมากและรู้สึกชาที่บริเวณปลายนิ้วมือ

2. ปวดแขนมาก กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น

3. มีไข้สูง แผลบวมหรือมีหนอง ปวดแผลมาก


ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวทั่วไป …

1. อย่าให้เฝือกเปียกน้ำ แพทย์จะใส่เฝือกไว้ประมาณ 4 - 6 อาทิตย์

2. ยกแขนให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อที่บริเวณปลายมือจะได้ไม่บวม โดยเวลา นั่ง ยืน หรือ เดิน ให้ใช้ผ้าคล้องคอไว้ ส่วน เวลานอน ก็ให้วางแขนไว้บนหมอนที่วางไว้ข้างตัว หรือ วางแขนบนหน้าอก

3. ออกกำลังของกล้ามเนื้อแขนและมือ โดยในระยะแรกอาจจะใช้มือบีบฟองน้ำก่อน แล้วถ้าไม่มีอาการปวดก็ใช้มือบีบดินน้ำมัน ลูกบอลยางเล็ก ๆ ลูกเทนนิส หรือ เครื่องออกกำลังกายที่ใช้มือบีบอื่น ๆ ที่ต้องใช้แรงบีบมากขึ้น

4. ทำกายภาพบำบัด ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้

4.1 กางไหล่ออก และหมุนข้อไหล่เป็นวงกลม

4.2 ขยับงอข้อศอก สลับกับเหยียดข้อศอก

4.3 ขยับข้อนิ้วมือ ทุกข้อ และทุกนิ้ว ซึ่งมี 6 ท่าคือ
1.กางนิ้ว และเหยียดข้อนิ้ว ให้มากที่สุด
2.งอนิ้วหัวแม่มือ แตะ ปลายนิ้วทุกนิ้ว
3.งอนิ้วมือทุกนิ้ว แตะบริเวณฝ่ามือ
4.เหยียดข้อนิ้วข้อแรก แล้ว งอข้อนิ้วที่เหลือ หรือ ท่า "มะเหงก"
5.งอข้อนิ้วข้อแรก และเหยียดข้อนิ้วที่เหลือ หรือ ท่าวางมือแนบขอบโต๊ะ ( มือจะงอเป็นมุมฉาก )
6. กางนิ้วออกจากกัน สลับกับ หุบนิ้วเข้าหากัน








การรักษากระดูกหักต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ป่วยและญาติ ที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผลของการรักษาออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ถ้ามีข้อสงสัย กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์กระดูกและข้อที่รักษาท่านอยู่อีกครั้งนะครับ ...





 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 18 กันยายน 2552 15:38:19 น.   
Counter : 43829 Pageviews.  

กระดูกไหปลาร้าหัก


กระดูกไหปลาร้าหัก

กระดูกไหปลาร้า เป็นตำแหน่งที่พบกระดูกหักได้บ่อย แต่มักไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง และ ไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน ยกเว้น เวลาหายแล้ว จะมีกระดูกติดซ้อนกันทำให้กระดูกนูนขึ้น ไม่เรียบเหมือนปกติ

กระดูกไหปลาร้าหักมักเกิดจากการเอามือเท้าพื้นขณะเกิดอุบัติเหตุ หรือ ถูกกระแทกโดยตรงที่กระดูกไหปลาร้า

บริเวณกระดูกที่หัก จะมีอาการปวด โดยเฉพาะเมื่อต้องขยับไหล่ ขยับแขน หรือ เวลาหายใจแรง ๆ และจะมีอาการบวม กดเจ็บ หรือ คลำได้ปลายกระดูกที่หัก บางครั้งอาจได้ยินเสียงกระดูกเสียดสีกันเวลาขยับไหล่

วิธีรักษามีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แพทย์จะแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน

ดังนั้นจึงควรปรึกษาและสอบถามรายละเอียดกับแพทย์ผู้ให้การรักษาท่านโดยตรงอีกครั้งหนึ่งว่า ควรจะรักษาด้วยวิธีไหนมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และถ้าจะเลือกรักษาวิธีอื่นผลจะเป็นอย่าไร เพื่อท่านจะได้ทราบถึงวิธีรักษาและ ให้ความร่วมมือในการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะเลือกรักษาวิธีไหนนั้น ท่านต้องตัดสินใจ ด้วยตนเอง


แนวทางรักษากระดูกหัก


1.วิธีไม่ผ่าตัด ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่มักไม่ต้องผ่าตัด

• รับประทานยาแก้ปวดลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ

• อุปกรณ์พยุงไหล่ เช่น ผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขน ผ้ารัดไหล่รูปเลขแปด เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการเคลื่อนไหวของกระดูกหัก จะได้ไม่ปวด เท่านั้น ไม่ได้ใส่เพื่อมุ่งหวังจะทำให้กระดูกเข้าที่เหมือนปกติ ดังนั้นเมื่อรักษาหายแล้ว กระดูกจะติดผิดรูปทำให้กระดูกนูนกว่าปกติ แต่มักจะไม่มีปัญหาในการใช้งาน

• ปกติจะใส่อุปกรณ์พยุงไหล่ไว้ประมาณ 4-6 อาทิตย์ ถ้าต้องการเอาอุปกรณ์พยุงไหล่ ออกเป็นช่วง ๆ เช่น อาบน้ำ หรือ เวลานอน ก็เอาออกได้ เพียงแต่อาจมีอาการปวดบ้างเวลาขยับไหล่




2.วิธีผ่าตัด ซึ่งอาจแบ่งเป็น

2.1 ผ่าตัดทำความสะอาดบาดแผลแต่ไม่ใส่เหล็ก แล้วใส่เครื่องพยุงไหล่ไว้

2.2 ผ่าตัดใส่เหล็กเพื่อยึดตรึงกระดูก มีหลายชนิดเช่น ลวด แผ่นเหล็ก แกนเหล็ก

ข้อบ่งชี้ที่ควรรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เช่น

• กระดูกหักหลายชิ้น หรือแตกเข้าข้อ

• มีการเคลื่อนของกระดูกที่หักไปมาก โดยเฉพาะ หักในบริเวณ ส่วนปลายกระดูกไหปลาร้า (ด้านข้อไหล่)

• มีแผลเปิดเข้าไปถึงบริเวณกระดูกที่หัก

• กระดูกไม่ติด และ มีอาการปวดเวลาขยับไหล่


อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์โดยด่วน ...

1. มือบวมมาก รู้สึกชาที่บริเวณปลายนิ้วมือ หรือ รู้สึกแขนอ่อนแรง

2. ปวดไหล่ หรือ ปวดแขนมาก รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น

3. มีไข้สูง แผลบวมหรือมีหนอง ปวดแผลมาก



ข้อแนะนำการบริหารข้อไหล่

1. ควรเริ่มทำภายหลังจากอาการปวดเริ่มทุเลาลงแล้ว เริ่มด้วยจำนวนครั้งน้อย ๆ และทำในท่าแรก ๆ ก่อน เช่น ลองทำท่าที่ 1-3 ก่อนสัก 1-2 อาทิตย์ ถ้าไม่ปวดก็เพิ่มทำท่าที่ 1-5 แล้วถ้าไม่ปวดก็ค่อยทำจนครบทั้งหมด

2. ขณะออกกำลัง ถ้าปวดมากจนทนไม่ไหว ก็ให้ลดจำนวนครั้งลง หรือหยุดพักการบริหารท่านั้นไว้ก่อนจนอาการปวดดีขึ้น จึงค่อยเพิ่มจำนวนขึ้น อย่าหักโหมหรือทำอย่างรุนแรง รวดเร็ว

3. ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อย 2-3 รอบ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจึงเพิ่มจำนวนครั้งในแต่ละวันมากขึ้น

4. ในระหว่างการบริหารหรือการเกร็งกล้ามเนื้อ อย่ากลั้นหายใจ เพราะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ซึ่งสามารถป้องกันการกลั้นหายใจโดยให้ออกเสียงนับ หนึ่งถึงห้า หรือ นับหนึ่งถึงสิบ ดัง ๆ ขณะบริหาร


ท่ากายบริหารข้อไหล่

1. ท่าหมุนข้อไหล่

ยืนก้มหลังลงเล็กน้อย (อาจใช้มืออีกข้างจับโต๊ะเพื่อช่วยพยุงตัว) หรือ นอนคว่ำอยู่บนเตียง แล้วปล่อยแขนห้อยลงตรง ๆ ค่อย ๆ หมุนแขนเป็นวงกลม ให้หมุนเป็นวงที่กว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ หมุนประมาณ 10 รอบแล้วพัก ทำซ้ำ 10 เที่ยว

2. ท่าเคลื่อนไหวไหล่ทุกทิศทาง

ก. ยกแขนไปด้านหน้า ข้อศอกเหยียดตรง ยกสูงจนเสมอกับหัวไหล่ ค้างไว้นับ 1-10 ทำซ้ำ 10 เที่ยว

ข. ยกแขนไปด้านหลัง ข้อศอกเหยียดตรง ยกให้สูงมากที่สุด ค้างไว้นับ 1-10 ทำซ้ำ 10 เที่ยว

ค. ยกแขนไปด้านข้าง ข้อศอกเหยียดตรง กางแขนให้สูงมากที่สุด จนเสมอกับหัวไหล่ ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วหุบแขนลงจนแนบลำตัว ทำซ้ำ 10 เที่ยว

ง. หุบแขนแนบลำตัว งอข้อศอกตั้งฉากให้มือชี้ตรงไปข้างหน้า แล้วหมุนไหล่ให้ แขนบิดหมุนออก มากที่สุด ค้างไว้ นับ1-10 แล้วหมุนไหล่ให้ แขนบิดหมุนเข้า มากที่สุด ค้างไว้ นับ 1-10 ทำสลับกัน 10 เที่ยว

3. ท่าชักรอก

นำเชือกคล้องผ่านรอกเหนือศีรษะทางด้านหน้า ใช้มือจับปลายเชือกทั้งสองข้างแล้วใช้แขนข้างที่ไม่ปวดดึงเชือกลง เพื่อยกแขนข้างที่ปวดขึ้น ให้ยกสูงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วค่อย ๆ หย่อนเชือกลง ทำซ้ำ 10 เที่ยว

4. ท่ายกไม้

เริ่มต้นโดยใช้ไม้พลอง ที่หนักพอสมควร ยาวประมาณ 2-3 ฟุตและมือกำได้ถนัด ยื่นแขนและเหยียดข้อศอกตรงไปข้างหน้า ใช้มือทั้งสองข้างจับไม้พลองโดยให้แขนทั้งสองข้างขนานกัน

ยกแขนขึ้น-ลง ด้านหน้า ยกแขนขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค้างไว้ นับ 1-10 เมื่อครบแล้วปล่อยลง ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วเปลี่ยนเป็น ยกแขนขึ้น-ลง ด้านหลัง ยกแขนขึ้นมากที่สุดค้างไว้นับ 1-10 เมื่อครบแล้วปล่อยลงทำซ้ำ10 ครั้ง

ยกแขนสูงเหนือศีรษะ แล้วเอียงไปด้านซ้ายให้มากที่สุด สลับกับเอียงไปด้านขวาให้มากที่สุด ทำข้างละ 10 ครั้ง

5. ท่านิ้วไต่ผนัง

ก. ยืนหันหน้า เข้าผนัง ห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต เอามือวางที่ผนังแล้วใช้นิ้วไต่ผนังขึ้นไปเรื่อยๆ ให้สูงมากที่สุดเท่าที่จะทนปวดได้ ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วทำเครื่องหมายไว้ วันต่อมาก็พยายามทำให้สูงกว่าเดิม อย่าเขย่งหรือเอียงตัว

ข. ยืนหัน ด้านข้าง เข้าผนัง ห่างประมาณ 1 ฟุต เอามือวางที่ผนังแล้วใช้นิ้วไต่ผนังขึ้นไปเรื่อย ๆ ให้สูงมากที่สุด เท่าที่จะทนปวดได้ ทำซ้ำ 10 ครั้ง แล้วทำเครื่องหมายไว้ วันต่อมาก็พยายามทำให้สูงกว่าเดิม อย่าเขย่งตัวหรือเอียงตัว



ภาพ วิธีบริหาร ไหล่

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-07-2008&group=11&gblog=7


แถม ..
ควรบอก หรือ ถามอะไร แพทย์ก่อนที่จะผ่าตัด ???    
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-01-2008&group=4&gblog=7

คำถามที่ควรถามแพทย์ของท่านก่อนที่จะผ่าตัด    
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-01-2008&group=4&gblog=6

ผ่าตัด เสี่ยงหรือเปล่าครับหมอ ??? .... " หมอรับรองหรือเปล่าว่าจะหาย ???" ....   
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-09-2009&group=7&gblog=35

กระดูกหัก ผ่า - ไม่ผ่า อย่างไหนดีกว่ากัน    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-01-2008&group=6&gblog=2

กระดูกหัก รักษาอย่างไรดี    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-12-2007&group=6&gblog=1

กระดูกหักเมื่อไรจะหาย    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-01-2008&group=6&gblog=4

การดูแล หลังผ่าตัดกระดูก   
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=09-01-2008&group=6&gblog=3





 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 30 กันยายน 2558 21:51:36 น.   
Counter : 52813 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 739 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]