Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ข้อดี ข้อเสีย ของ การดมยา และ การบล็อกหลัง




บทความเรื่องนี้ ผมไม่ได้เขียนเอง .. แต่ก็จำไม่ได้ว่า นำต้นฉบับ มาจากที่ไหน ถ้าใครทราบ หรือ เคยเห็น กรุณาแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ ...


ข้อดี ข้อเสีย ของ การดมยา และ การบล็อกหลัง

การดมยาสลบ หรือ General anesthesia

โดยวิธีนี้ วิสัญญีแพทย์ จะทำให้ผู้ป่วยสลบ ( สลบ มีระดับที่ลึกกว่า"หลับ" อยู่มาก เพราะว่า"หลับ"สามารถปลุกได้ แต่"สลบ"จะไม่มีการตอบสนองต่อการเรียก และไม่มีการรับรู้ )

โดยการฉีดยานำสลบเข้าไปในหลอดเลือดดำ จากนั้นจะให้ ยาหย่อนกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายเป็นอัมพาต แล้วจะสอดท่อช่วยหายใจ ผ่านปาก เข้าไปผ่านกล่องเสียง และเข้าไปอยู่ในหลอดลม เพื่อที่จะช่วยหายใจในระหว่างผ่าตัด เพราะระหว่างผ่าตัดนั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะเป็นอัมพาตจากยาหย่อนกล้ามเนื้อ ทำให้หายใจเองไม่ได้

การดมยาสลบนั้นจะอาศัยยาหลายตัว เช่น ยานำสลบ ยาหย่อนกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด ยาดมสลบในรูปของไอระเหย เมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด วิสัญญีแพทย์จะให้ยาแก้ฤทธิ์ยาหย่อนกล้ามเนื้อ และรอคอยให้ยาดมสลบหมดฤทธิ์ ผู้ป่วยจะค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ และเริ่มหายใจเอง จากนั้นวิสัญญีแพทย์จะถอดท่อช่วยหายใจออกมาจากหลอดลม

ข้อดี

1. ผู้ป่วยไม่ต้องรับรู้ต่อเหตุการณ์ต่างๆในห้องผ่าตัด

2. วิสัญญีแพทย์สามารถควบคุมการหายใจ และระบบไหลเวียนได้ จึงเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดในช่องท้อง หรือในช่องอก

ข้อเสีย

ข้อเสียของการวางยาสลบ จะมีมาก เนื่องจากการใช้ยาหลายตัว และกรรมวิธีมากมาย จึงมีผลข้างเคียงได้บ่อย แต่มักไม่อันตราย จะหายได้เองในเวลาอันสั้น ได้แก่

1. อาการเจ็บคอ ระคายคอ หรือ เสียงแหบ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการสอดใส่ท่อช่วยหายใจผ่านเข้าไปในหลอดลม อาการนี้อาจจะพบในบางราย แต่จะไม่นานเกินกว่า 24-48 ชม. ก็จะหายไปได้เอง

2. อาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน มึนงง ในช่วงพักฟื้นหลังการผ่าตัด อันเป็นผลโดยตรงจากยาแก้ปวด และยาดมสลบ

3. มีความต้องการยาแก้ปวดในช่วงหลังการผ่าตัดสูงกว่าการใช้วิธีฉีดยาชาบล็อกไขสันหลัง

4. มีความเสี่ยงในเรื่องของการสำลักเศษอาหารที่ขย้อนออกมาจากกระเพาะอาหารในระหว่างที่กำลังจะเริ่มดมยาสลบ ทั้งนี้ขึ้นกับว่าผู้ป่วยงดน้ำงดอาหารมานานพอหรือไม่ ในทางปฏิบัติจะต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชม. ก่อนได้รับการวางยาสลบ เพื่ออาหารที่รับประทานเข้าไป จะได้เคลื่อนออกไปจากกระเพาะอาหารให้หมดก่อน


การบล็อกหลัง (การให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่) หรือ Regional anesthesia


วิธีที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดบริเวณขาหรือสะโพก หรือ แม้แต่การผ่าตัดช่องท้องส่วนล่าง เช่นการผ่าคลอด ผ่าตัดไส้ติ่ง ก็สามารถทำได้ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่

2.1 Epidural block เป็นการฉีดยาชาเข้าไปช่องเหนือ ช่องน้ำไขสันหลัง

2.2 Spinal block เป็นการฉีดยาชาเข้าไปในช่องน้ำไขสันหลัง

ส่วนจะเลือกแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความชำนาญของวิสัญญีแพทย์ แต่โดยทั่วไป การฉีดยาชาทางช่องน้ำไขสันหลัง หรือ Spinal block จะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะว่าใช้เวลาในการทำสั้นกว่า ออกฤทธิ์เร็วและแน่นอนกว่า

กรรมวิธีในการทำ ก็จะให้ผู้ป่วยนอนตะแคง ก้มหน้าเอาคางชิดออก งอสะโพก งอเข่า เอาเข่าชิดท้อง หลังงอเหมือนกุ้ง เพื่อที่จะให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังเปิดกว้างที่สุด วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณผิวหนังที่จะฉีดยา เพื่อลดอาการเจ็บในขณะที่แทงเข็มที่จะใช้ทำการบล็อก แต่สำหรับวิสัญญีแพทย์ที่มีความชำนาญบางท่าน อาจจะเลือกที่จะแทงเข็มบล็อกไปในทีเดียว ไม่ฉีดยาชาก่อน เพราะว่าเจ็บเพียงครั้งเดียวเหมือนๆกัน นอกจากนั้น เข็มที่ใช้ในการบล็อกจะมีขนาดที่เล็กมาก ทำให้บางครั้ง เจ็บน้อยกว่าการแทงน้ำเกลือ หรือ เจาะเลือดด้วยซ้ำไป

ข้อดี

1. กล้ามเนื้อของขาจะหย่อนตัวได้ดีกว่าการวางยาสลบ ศัลยแพทย์สามารถผ่าตัดได้สะดวกกว่า

2. ความต้องการยาแก้ปวดในช่วงหลังผ่าตัดจะน้อยกว่าการวางยาสลบ เนื่องจากระบบประสาทถูกสกัดจากยาชาก่อนที่จะเกิดบาดแผล ผิดกับการวางยาสลบ ซึ่งยาสลบจะไปกดสมองไม่ให้รับรู้ความเจ็บปวด แต่ ระบบประสาทไขสันหลัง และระบบประสาททั่วร่างกายยังทำงานของมันอยู่ ทำให้เมื่อยาสลบหมดฤทธิ์ ก็จะปวดมาก

3. หากผู้ป่วยกลัว หรือ กังวลมาก ก็อาจจะให้ยานอนหลับ (คนละชนิดกับยาสลบ) ให้หลับ เพื่อลดความกลัว ลดความกังวล

ข้อเสีย

1. หลังผ่าตัดจะขยับขาไม่ได้อยู่ประมาณ 2-4 ชม (นับจากเริ่มวางยาชา) ในบางรายอาจจะรู้สึกรำคาญ หรือ เมื่อยขา โดยเฉพาะในช่วงที่ยาชากำลังจะหมดฤทธิ์ หรืออาจรู้สึกเหมือนกับขาที่ยังงออยู่ หรือ ยกลอย แต่ไม่สามารถขยับขาได้

2. อาการปัสสาวะไม่ออก ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่มักจะเกิดขึ้นในช่วง 12 ชม.แรก ซึ่งมักจะได้รับการสวนสายปัสสาวะช่วย

3. อาการปวดหลัง หรือ เมื่อยหลัง อาจจะเป็นได้ในช่วงวันแรก


โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเป็นไปได้ แพทย์จะเลือกวิธี บล็อกไขสันหลัง เนื่องจาก ทำได้ง่ายกว่า และ ปลอดภัยที่สูงกว่า มีความเสี่ยงต่อการสำลักน้อยกว่า และต้องการดูแลหลังการผ่าตัดในห้องพักฟื้นสั้นกว่า รวมไปถึงผู้ป่วยเองก็ต้องการยาแก้ปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่าอีกด้วย ...



ทั้งสองวิธี ก็มีข้อดีข้อเสีย ...ส่วนจะเลือกใช้วิธีไหนนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการผ่าตัด และ สภาพของผู้ป่วย

แต่ไม่ว่า วิธีไหน ก็ยังมีความเสี่ยง เสี่ยงมากเสี่ยงน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งแพทย์ผู้ผ่าตัด และ แพทย์ดมยา (วิสัญญีแพทย์) จะเป็นผู้ประเมิน ความเสี่ยงอีกครั้ง ..


..................................

สรุปภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงจากการให้ยาระงับความรู้สึกทุกชนิด

//www.nkp-hospital.go.th/institute/unconsciousness/p6-4.php

 พบได้บ่อย (1/10-1/100)

       - คลื่นไส้ อาเจียน  การผ่าตัดและยาสลบบางชนิดมีผลทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน  อาการอาจเป็นช่วงสั้นๆหรือหลายวันหลังการผ่าตัด  สามารถรักษาด้วยยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน
       - อาการเจ็บคอ  ผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจหรืออุปกรณ์ช่วยหายใจบางชนิดอาจมีอาการเจ็บคอหลังการผ่าตัดสามารถรักษาด้วยการให้ยาอมแก้เจ็บคอ
       - วิงเวียน ตาลาย ยาสลบและการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัดมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลงทำให้เกิดอาการวิงเวียน ตาลาย  การให้น้ำเกลือและยาสามารถบรรเทาอาการได้
       - อาการหนาว-ตัวสั่น เกิดจาก ภาวะเครียด ยา อากาศเย็นในห้องผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลให้ความอบอุ่นโดยผ้าห่มไฟฟ้าและยา
       - ปวดศีรษะ  เป็นผลจากยาสลบ การผ่าตัด การขาดน้ำ ความเครียด อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงอาจเกิดหลังการฉีดยาเข้าไขสันหลัง อาการมักจะดีขึ้นในช่วงสั้นๆหลังผ่าตัดหรือโดยการให้ยาระงับความปวด
       - อาการผืนคัน  เป็นผลจากยาแก้ปวด ยาสลบ สารน้ำ รักษาได้ด้วยยา
       - อาการปวดหลัง  การจัดท่าผ่าตัดการนอนท่าเดียวกันเป็นระยะเวลานานๆ แม้ว่าจะมีการดูแลอย่างดีในระหว่างการผ่าตัด
       - การปวดบริเวณเข็มแทงน้ำเกลือ ยาสลบยาแก้อักเสบหรือยาอื่นๆทำให้เกิดอาการปวดระหว่างการให้ได้ การรเคลื่อนไหวการอักเสบบริเวณเข็มแทงน้ำเกลือส่งผลทำให้มีอาการปวดบริเวณดังกล่าว
       - ภาวะสับสนหรือการสูญเสียความทรงจำช่วงสั้นๆ  มักพบได้ในผู้ป่วยที่ได้รับการวางยาสลบหรือผู้ป่วยที่สูงอายุสาเหตุไม่แน่ชัด มักจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆและเป็นแบบชั่วคราว

พบไม่บ่อย (1/1000)


       - การติดเชื้อที่ปอด  มักเกิดกับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่ทำให้เกิดอาการเหนื่อย จึงควรหยุดสูบบุหรี่ให้นานที่สุดก่อนการผ่าตัด
       - ปัสสาวะยาก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาเข้าไขสันหลังในบางครั้งอาจต้องได้รับการสวนปัสสาวะ อาการปวดกล้ามเนื้อ ยาหย่อนกล้ามเนื้อบางชนิดมีผลทำให้เกิดอาการดังกล่าว
       - การกดการหายใจ(หายใจช้าหรือน้อยกว่าปกติ)ยาสลบทุกชนิดมีผลต่อการกดหายใจดังนั้นผู้ที่ได้รับการให้ยาระงับความรู้สึกจึงต้องได้รับออกซิเจนและการดูแลหลังการผ่าตัด
       - บาดเจ็บต่อฟัน ริมฝีปาก ลิ้นในผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจยาก  มีปัญหากรามแข็งหรือช่องปากแคบ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะดังกล่าว
       - อาการกำเริบของโรคประจำตัว โดยปกติผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคอัมพฤกษ์  โรคเบาหวาน จะต้องได้รับการควบคุมก่อนผ่าตัด แต่อย่างไรก็ตามโดยปกติโรคดังกล่าวก็สามารถกำเริบได้โดยตัวโรคเองแม้จะไม่ได้เข้ารับการผ่าตัด
       - ภาวะรู้สึกตัวระหว่างการให้ยาระงับความรู้สึก(สลบ) ภาวะเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยและ ชนิดของการผ่าตัดเช่น ผู้ป่วยที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง วิสัญญีแพทย์อาจไม่สามารถให้ยาสลบที่ลึกมากได้เนื่องจากยาสลบที่มาก อาจจะกดระบบการทำงานของร่างกายมากเกินไปทำให้เกิดผลเสียได  ้อย่างไรก็ตามโดยปกติวิสัญญีแพทย์จะพยายามควบคุมระดับยาสลบให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว

 พบได้น้อยมาก (1/10,000-1/200,000)

       - อาการบาดเจ็บต่อนัยน์ตา ทีมวิสัญญีจะพยายามป้องกันการบาดเจ็บต่อตาของผู้ป่วย โดยใช้พลาสเตอร์ปิดตาระหว่างที่ผู้ป่วยสลบ
       - -ภาวการณ์แพ้ยา  เป็นภาวะที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อุบัติการณ์ดังกล่าวประมาณ1/10,000-1/13,000 ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาหรือมีญาติหรือบุคคลในครอบครัวเสียชีวิตระหว่างการผ่าตัดจะต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาก่อนผ่าตัด
       - การบาดเจ็บต่อเส้นประสาทอาจเกิดจากการฉีดยาเข้าไขสันหลังหรือการกดต่อเส้นประสาทในผู้ป่วยที่นอนอยู่ในท่าเดียวเป็นระยะเวลานานๆ อาจการมักเป็นแบบชั่วคราวและหายได้ใน 2-3 เดือน
       - การเสียชีวิตระหว่างผ่าตัด ที่มีสาเหตุหลักจากการให้ยาระงับความรู้สึกพบได้น้อยมาก ประมาณ4-5 รายในผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก 1,000,000 ราย
       - ความผิดพลาดจากเครื่องมืออุปกรณ์ เช่นระบบก๊าซ หรือเครื่องช่วยหายใจ แม้พบได้แต่เนื่องจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ทำให้มีระบบเครื่องมือติดตามเตือนภัยระหว่างการให้ยาระงับความรู้สึกทำให้ทีมวิสัญญีทราบความผิดปกติดังกล่าวได้ ทำให้ความผิดพลาดแม้จะรุนแรงแต่ก็พบได้น้อยมาก


อัตราการการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดและการให้ยาระงับความรู้สึกใน รพ.นครพิงค์ จำแนกตาม
ความแข็งแรงของผู้ป่วย


ASA class

อัตราการเสียชีวิต

ในต่างประเทศ (%)

ในโรงพยาบาลนครพิงค์ (%)

1

0-0.3

0

2

0.3-1.4

0.02

3

1.8-5.4

0.24

4

7.8-25.9

4.02

5

9.4-57.8

44.44

ที่มา : ปัจจัยเสี่ยงและอุบัติการณ์การเสียชีวิตระหว่างและหลังการให้ยาระงับความรู้สึกในโรงพยาบาลนครพิงค์
วารสารวิชาการ สาธารณสุขปีที่ 17 ฉบับเพิ่มเติม 2

         ASA 1   ผู้ป่วยสุขภาพดี ไม่มีความผิดปกติทางสรีรวิทยา, สุขภาพจิตดีและโรคที่มารับการผ่าตัดไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบอื่น เช่น การผ่าตัดไส้เลื่อน, ผ่าตัดไส้ติ่ง หรือเนื้องอกไม่ร้ายแรงของเต้านม
         ASA 2   ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของร่างกายเล็กน้อย เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ, โรคหัวใจหรือความดันเลือดสูงระยะเริ่มแรก, โรคเบาหวาน และผู้ป่วยอ้วน
         ASA 3   ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพขั้นรุนแรงขึ้นและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยโรคปอดขณะพักยังมีอาการหอบ โรคเบาหวานที่มีผลแทรกซ้อน เช่น โรคไตหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด/ตายและอาการเจ็บหน้าอกยังรักษาไม่ดีขึ้น ซึ่งภาวะดังกล่าวจะเป็นปัญหามากในการเลือกใช้ยา , ขนาดยา, และเทคนิคของการให้ยาระงับความรู้สึก  รวมทั้งต้องการการดูแลและการใช้เครื่องมือตรวจผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเพิ่มขึ้น
         ASA 4   ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของร่างกายรุนแรงมากและไม่สามารถรักษาให้กลับมาสู่สภาวะปกติโดยยาหรือการผ่าตัด เช่น โรคของต่อมไร้ท่อที่สูญเสียหน้าที่อย่างมาก,โรคไต,โรคตับหรือโรคหัวใจที่มีพยาธิสภาพและสูญเสียหน้าที่มาก
         ASA 5   ผู้ป่วยที่มีชีวิตอยู่ได้เพียง 24 ชั่วโมงว่าจะได้รับการรักษาด้วยยาหรือผ่าตัด


ภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีในโครงการ THAI Study

ภาวะแทรกซ้อน

อุบัติการณ์ต่อ 10,000 ราย

การสำลักอาหารเข้าปอด (Pulmonary Aspiration)
ใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งเข้าหลอดอาหาร (Esophageal Intubation)
ระดับออกซิเจนต่ำ (Desaturation)
ภาวการณ์ใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำในห้องพักฟื้น (Re-intubation)
ภาวการณ์ใส่ท่อช่วยหายใจยาก (Difficult Intubation)
ไม่สามารถใส่ท่อช่วยหายใจได้ (Failed Intubation)
ระดับยาชาเกิน (Total Spinal Block)
รู้สึกตัวระหว่างดมยาสลบ (Awareness (during GA))
ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง (Coma/CVA/Convulsion)
บาดเจ็บต่อเส้นประสาท (Nerve Injuries)
การให้เลือดผิดกลุ่ม (Transfusion Mismatch)
กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือตาย (Suspected MI / Ischemia)
หัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest)
ตาย (Death)
แพ้ยา (Anaphylaxis/Anaphylactoid reaction)
ความผิดพลาดในการให้ยา (Drug Error)
ความผิดปกติของอุปกรณ์ (Equipment Malfunction/Failure)
(Anesthesia Personnel Hazard)
การนอนโรงพยาบาลโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Hospital Admission)
การเข้า ICU โดยไม่ได้วางแผน (Unplanned ICU Admission)

2.7*
4.1*
31.9
19.4*
22.5*
3.1*
1.3**
3.8*
4.8
2.0
0.18
2.7
30.8
28.3
2.1
1.3
3.4
1.5
1.0
7.2

ที่มา : ตำราวิสัญญีวิทยา : การให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อคุณภาพและความปลอดภัย,สมรัตน์ จารุลักษรานันท์ 2548






 

Create Date : 23 มิถุนายน 2551   
Last Update : 1 พฤษภาคม 2559 14:26:15 น.   
Counter : 104062 Pageviews.  

บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา



บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

สาเหตุ

ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดเท่านั้น ไม่รวมถึงการบาดเจ็บ ที่รุนแรงจนกระดูกหัก หรือ ข้อเคลื่อน ซึ่งพอจะแบ่งสาเหตุของการบาดเจ็บได้เป็น 3 ชนิด คือ

1. เกิดจากแรงภายนอกมากระแทก เช่น ถูกเตะที่บริเวณข้อเท้าขณะเล่นฟุตบอล

2. เกิดจากแรงภายใน ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง จนเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อ เช่น การฉีกขาดของเอ็นร้อยหวายในนักกีฬากระโดดสูง หรือ กล้ามเนื้อน่องฉีกขาดในนักฟุตบอล

3. จากการใช้งานมากเกินไป และซ้ำ ๆ ซาก ๆ มักจะเกิดการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง ซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ ซึ่งมักมีสาเหตุจาก เทคนิคในการเล่นกีฬา และ การใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น เส้นเอ็นข้อศอกอักเสบในนักเทนนิส หรือ เส้นเอ็นร้อยหวายอักเสบในนักวิ่ง กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น



หลักการสำคัญในการดูแลตนเองเบื้องต้น หลังจากได้รับบาดเจ็บ

1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวบริเวณที่บาดเจ็บ เช่น ใช้ไม้ดามชั่วคราว หรือ ใช้ผ้ายืดพัน เป็นต้น การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงส่วนที่บาดเจ็บ เช่น การใช้ไม้ค้ำยันหรือไม้เท้าในกรณีบาดเจ็บที่ขา หรือการใส่ปลอกคอ เป็นต้น

2. ประคบด้วยความเย็นใน 24-48 ชั่วโมงแรก เช่นใช้ผ้าหุ้มก้อนน้ำแข็ง ออกแรงกดเล็กน้อยบริเวณที่บาดเจ็บ ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้เลือดหยุดเร็วไม่ออกมากภายในเนื้อเยื่อ ทำให้ลดอาการอักเสบและบวมได้

ดังนั้นเมื่อเกิดการบาดเจ็บใหม่ๆในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรกให้ใช้ความเย็น ไม่ใช่ความร้อน แต่พบว่า มีคนที่ ไม่ทราบหรือเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก ใช้ความร้อนทานวดบริเวณที่บาดเจ็บ เช่น ยาหม่อง หรือ ครีมนวด เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น เป็นสาเหตุให้เลือดหยุดยาก เกิดอาการบวม อักเสบ มากขึ้นได้

3. ใช้ผ้ายืดพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บ เพื่อลดอาการปวดและป้องกันไม่ให้บวมมากขึ้น ควรพันผ้ายืดให้กระชับพอดี อย่าให้แน่นเกินไปเพราะจะทำให้ส่วนปลายจากที่พันไว้บวม ควรพันผ้ายืดจากส่วนปลายขึ้นมาหาส่วนต้น

4. ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ไม่คั่งอยู่บริเวณที่บาดเจ็บ เช่นในกรณีข้อเท้าแพลง เวลานั่งควรยกเท้าพาดเก้าอี้ ไม่ควรนั่งห้อยเท้านานๆ เวลานอนก็นำ ม้วนผ้าหรือหมอน หนุนยกเท้าให้สูงขึ้น

5. ถ้าปวดมาก ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตตามอล ซึ่งเป็นยาที่ได้ผลดีและค่อนข้างปลอดภัย สามารถหาซื้อมารับประทานเองได้(ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ) ส่วนยาต้านอาการอักเสบอาจเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะในผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร จึงควรใช้ตามที่แพทย์สั่ง และ ควรรับประทานร่วมกับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

6. เมื่อพ้นระยะ 24-72 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ) ให้ใช้ความร้อน ซึ่งมีหลายแบบ เช่น กระเป๋าไฟฟ้า ถุงร้อน อัลตร้าซาวด์ หรือ ใช้ยาเฉพาะที่ ซึ่งอาจเป็น ครีม โลชั่น น้ำมัน หรือ สเปรย์ ก็ได้ แต่อาจจะเกิดอาการแพ้ยา และ ระคายเคืองต่อผิวหนัง จึงควรระมัดระวังการใช้ยาในบริเวณผิวหนังที่อ่อนบาง

7. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์ โดยทั่วไป ถ้าเป็นการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง อาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 วันแต่ถ้าอาการปวด หรือ บวม ไม่ดีขึ้น ก็ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าที่คิดไว้ก็ได้



จะเริ่มออกกำลังได้เมื่อไร

ควรเริ่มออกกำลังตั้งแต่ระยะแรก โดยที่เป็นการออกกำลังแบบ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของส่วนที่บาดเจ็บ เช่น ในกรณีของการบาดเจ็บที่ข้อศอก สามารถออกกำลังของแขนข้างนั้น ได้โดยการกระดกข้อมือ กำมือ บีบเกร็งกล้ามเนื้อเบา ๆ อย่าให้ถึงกับเจ็บ ทำบ่อย ๆ หรือ ถ้าเจ็บที่ข้อเข่า ก็ให้เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและน่อง โดยไม่ให้ข้อเข่าเคลื่อนไหว

เมื่อพ้นระยะของการอักเสบ (ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการหยุดใช้กล้ามเนื้อนานเกินไป เช่น กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรงหรือข้อยึดติด เป็นต้น จะต้องออกกำลังและเคลื่อนไหวบริเวณข้อที่บาดเจ็บให้มากขึ้น แต่มีข้อควรระวังคือ ต้องทำในขนาดที่เหมาะสมไม่มากเกินไป จนเกิดการบาดเจ็บซ้ำอีก โดยให้เริ่มทำช้า ๆ และ เริ่มจากเบา ๆ ก่อน ให้ใช้ความรู้สึกเจ็บเป็นตัวกำหนด ถ้ารู้สึกเจ็บมากก็แสดงว่าทำมากหรือรุนแรงเกินไป



ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรง

ร่างกายจะพร้อมมากขึ้นในช่วง 4-6 อาทิตย์หลังจากได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการฟื้นฟูสภาพ ร่างกายให้คืนสู่สภาพปกติ แต่ต้องจำไว้ว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน ซึ่งมีหลักทั่ว ๆ ไปดังนี้

• ออกกำลังเคลื่อนไหวข้อหรือกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ ให้มากขึ้น แต่จะต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างช้า ๆ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ข้อนั้นเกิดบาดเจ็บซ้ำขึ้นอีก ซึ่งคงต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อแนะนำการบริหารสำหรับการบาดเจ็บข้อหรือกล้ามเนื้อแต่ละตำแหน่งโดยเฉพาะ

• เริ่มออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น เคลื่อนไหวข้อต้านกับน้ำหนักหรือแรงต้านเท่าที่ทำได้ โดยไม่รู้สึกปวด แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักหรือแรงต้านให้มากขึ้น เช่น ใช้น้ำหนักถ่วงที่ปลายเท้า หรือ ใช้เครื่องมือที่ใช้กล้ามเนื้อมือบีบ หรือ บีบดินน้ำมัน เป็นต้น

• ออกกำลังเพื่อเพิ่มความทนทาน ควบคู่ไปด้วย โดยใช้แรงต้านประมาณ 20-40% ของน้ำหนักที่สามารถยกได้เต็มที่ แต่ ให้ทำติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง เช่น ยกซ้ำ ๆ กัน 20-30 ครั้ง เป็นต้น

• ต้องเพิ่มความทนทานให้ระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอดด้วย โดยการออกกำลังแบบแอโรบิก ต่อเนื่องกันประมาณ 30 นาที การออกกำลังกายแบบนี้ ควรทำต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก ไม่ควรหยุดถ้าไม่มีผลเสียต่อส่วนที่บาดเจ็บ เช่น เคยออกกำลังแบบแอโรบิก ด้วยการวิ่งอยู่เป็นประจำ แล้วเกิดข้อมือซ้นจากการเล่นบาสเกตบอล ก็ยังคงสามารถวิ่งออกกำลังได้ตามปกติ

เมื่อสภาพร่างกายพร้อมมากขึ้นให้เริ่มฝึกตามประเภทของกีฬาที่เล่น เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ความแข็งแรง และความเร็ว ในการเล่นกีฬานั้น ๆ แต่อย่าลืมว่าเป็นแค่การฝึกเท่านั้น จะต้องระวังไม่ให้รุนแรงหรือมากเกินไป




เมื่อไรจึงจะกลับไปแข่งขันได้

ปัญหาที่พบบ่อยคือ เกิดการบาดเจ็บซ้ำขึ้นอีก เนื่องจากใจร้อนกลับไปเล่นกีฬาในสภาพที่ร่างกายยังไม่พร้อม ก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาอย่างเต็มที่โดยเฉพาะในระดับที่ต้องมีการแข่งขัน ควรมีการทดสอบความพร้อมของร่างกาย และแน่ใจว่าร่างกายมีความสมบูรณ์พร้อมมากกว่า 95% ขึ้นไป จึงจะลงแข่งขันได้

ก่อนที่จะเล่นกีฬาจะต้องรู้สึกว่ากล้ามเนื้อและข้อ อยู่ในสภาพที่ปกติ ไม่มีอาการปวด บวมหรือเสียว ในกล้ามเนื้อหรือในข้อ และ ควรใช้ผ้ายืดรัดบริเวณกล้ามเนื้อหรือข้อ เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และป้องกันการเกิดการบาดเจ็บซ้ำ …




แถม ..

การบาดเจ็บที่ข้อเข่าจากกีฬา จากคอลัมภ์ " คุยกับหมอไพศาล"

//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/609--1


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/607---2


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/608--3


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/517--4


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/528--5


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/526--6


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/504--7


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/514---8


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/512--9


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/622--10


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/486--11


//www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-26-08-35-33/500--12





 

Create Date : 21 มิถุนายน 2551   
Last Update : 11 มิถุนายน 2552 16:08:45 น.   
Counter : 10795 Pageviews.  

ข้อเท้าเคล็ด








ข้อเท้าเคล็ด


ข้อเคล็ด ข้อแพลง หรือ เส้นเอ็นฉีกขาด พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยบริเวณที่พบบ่อยมากที่สุดก็คือ ข้อเท้า มักจะเกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้มแล้วข้อเท้าบิด เส้นเอ็นข้อเท้าที่พบว่าเกิดข้อเคล็ดได้บ่อย คือ เส้นเอ็นข้อเท้าด้านนอก

ปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อเท้าเคล็ดได้บ่อย คือ เคยมีประวัติข้อเท้าเคล็ดมาก่อน รองเท้าไม่เหมาะสม น้ำหนักตัวมาก เดินหรือวิ่งบนพื้นที่ขรุขระ กล้ามเนื้อรอบข้อเท้าไม่แข็งแรง

ถ้าเอ๊กซเรย์ข้อเท้า โดยส่วนใหญ่มักจะไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ในบางรายที่มีอาการมาก อาจพบมีกระดูกหัก หรือ ถ้าเส้นเอ็นขาดหลายเส้น และมีระดับความรุนแรงมาก ก็จะพบว่ามีช่องว่างของข้อเท้ากว้างมากขึ้น



ระดับความรุนแรง

• ระดับที่หนึ่ง

เส้นเอ็นยึดข้อถูกเหยียดออกมากเกินไป และบางเส้นใยอาจฉีกขาด จะมีอาการปวดเล็กน้อยเวลากด หรือเคลื่อนไหวข้อ แต่มักจะไม่บวม ยังสามารถเดินลงน้ำหนักได้ตามปกติ

มักจะหายภายใน 2 อาทิตย์

• ระดับที่สอง

เส้นเอ็นยึดข้อมีการฉีกขาดบางส่วน จะมีอาการปวดและกดเจ็บมากพอควร รวมทั้งมีอาการบวมและฟกช้ำ เพราะเส้นเลือดเล็ก ๆ ฉีดขาด ทำให้มีเลือดออก เวลาลงน้ำหนักจะรู้สึกปวด

มักจะหายใน 4-6 อาทิตย์

• ระดับที่สาม

เส้นเอ็นยึดข้อเส้นหนึ่งหรือหลายเส้นเกิดการฉีกขาดจากกันทั้งหมด ทำให้เกิดอาการปวดมาก ข้อจะบวมและฟกช้ำมาก เคลื่อนไหวข้อหรือลงน้ำหนักไม่ได้

อาจต้องใช้เวลาในการรักษา 6-10 เดือนจึงจะหายสนิท แล้วถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็จะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างสูงมาก



แนวทางการรักษา

ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเส้นเอ็นที่ได้รับการบาดเจ็บ ซึ่งมีแนวทางดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อเท้า เช่น การใช้ไม้ดาม ใส่เฝือก ใช้ผ้ายืดพัน หรือใช้ไม้เท้าพยุงเวลาเดิน

2. ในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรกให้ประคบบริเวณที่บาดเจ็บด้วยความเย็น เช่น ใช้ผ้าหุ้มก้อนน้ำแข็ง เป็นต้น โดยประคบครั้งละ 10 - 20 นาที วันละหลาย ๆ ครั้ง หรือทุก 1 - 2 ชม.

ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เลือดไม่ออกมากขึ้น ช่วยลดอาการปวด และลดอาการบวม

ห้ามใช้ความร้อน เช่น ยาหม่อง ครีมนวด เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว เลือดออกมากขึ้น ข้อบวมมากขึ้น

ใช้ผ้ายืดพันรอบข้อที่เคล็ด เพื่อลดบวมแต่ ไม่ควรพันแน่นเกินไปเพราะจะทำให้ปลายเท้าบวมได้

ยกเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เช่น เวลานอนก็ใช้หมอนรองขาเพื่อยกเท้าให้สูงขึ้น

ถ้าปวดมากอาจรับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตตามอล เป็นยาที่ได้ผลดีและค่อนข้างปลอดภัย ส่วน ยาแก้ปวดลดการอักเสบ มักจะเกิดผลข้างเคียงโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคกระเพาะ จึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์

3.เมื่อพ้นระยะ 24-48 ชั่วโมง ให้ใช้ความร้อน ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น น้ำอุ่น กระเป๋าไฟฟ้า ถุงร้อน ครีมนวด น้ำมัน เป็นต้น โดยจะประคบด้วยความร้อน 4 นาที สลับกับความเย็น 1 นาที ร่วมกับการบริหารข้อเท้า


โดยทั่วไปถ้าเป็นข้อเคล็ดระดับที่ 1 อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 2 - 3 วัน ซึ่งถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น หรือ คาดว่าอาจจะเป็นข้อเคล็ดระดับที่ 2-3 (ข้อเท้าบวมมาก ปวดมากจนเดินไม่ได้) หรือ สงสัยว่าจะมีกระดูกหักร่วมด้วย ให้รีบไปพบแพทย์


4. การบริหารกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อเท้า
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-07-2008&group=11&gblog=4

4.1 เคลื่อนไหว 6 ทิศทาง ( กระดกขึ้น งอลง บิดเท้าเข้า บิดเท้าออก หมุนเท้าวนเข้า และ หมุนเท้าวนออก ) หรือ อาจใช้วิธีบริหารโดยเคลื่อนไหวปลายเท้า เหมือนกับการเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่ ๆ ก็ได้

4.2 บริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง โดย เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ประมาณ 5 -10 วินาที ใน 4 ทิศทาง คือ กระดกขึ้น งอลง บิดเท้าเข้าด้านใน และ บิดเท้าออกด้านนอก

ถ้าไม่มีอาการปวด ก็อาจถ่วงน้ำหนัก 0.5 - 4 กิโลกรัมที่บริเวณปลายเท้า หรือใช้เท้าดันกับขอบโต๊ะแทนก็ได้

5.การบริหารประสาทรับความรู้สึกของข้อเท้า

- ยืน หรือ นั่ง แล้วให้ลงน้ำหนักเล็กน้อยบนเท้าข้างที่บาดเจ็บ โดยเน้นลงน้ำหนักตามส่วนต่าง ๆ ของเท้า คือ ส้นเท้า ปลายเท้า ด้านในเท้า ด้านนอกเท้า ทำสลับกัน ประมาณ 10 รอบ

- วางเท้าบนแผ่นไม้ ที่เอียงกระดกได้ แล้วเหยียบให้แผ่นไม้กระดกไปทางด้านส้นเท้า ด้านปลายเท้า ด้านในเท้า ด้านนอกเท้า ทำสลับกัน ประมาณ 10 รอบ


อาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง

โดยส่วนใหญ่ ข้อเท้าเคล็ดมักจะหายเป็นปกติ ด้วยวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยบางรายจะเกิดอาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง ( ปวดนานกว่า 6 อาทิตย์ ) เคลื่อนไหวข้อได้ไม่เต็มที่ และเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำได้ง่าย ซึ่งอาจเกิดจาก

 ไม่ได้ทำกายภาพบำบัดอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้กล้ามเนื้อทำงานประสานกันได้ไม่ดี กล้ามเนื้อลีบ

 มีเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าที่ฉีกขาดยื่นเข้าไปในข้อเท้า เมื่อกระดกข้อเท้าขึ้นก็จะถูกกระดูกหนีบทำให้ปวด

 มีกระดูกแตกร่วมด้วย แล้วมีกระดูกติดผิดรูป

 เส้นเอ็นฉีดขาดหลายเส้น แล้วเส้นเอ็นไม่ติด หรือ เส้นเอ็นติดในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม



เมื่อไรถึงจะกลับไปเหมือนกับปกติ

ระยะเวลาหายที่จะหายเป็นปกติขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ระดับความรุนแรงของข้อเคล็ด วิธีรักษา รวมถึงวิธีทำกายภาพบำบัด เป็นต้น ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาและทำกายภาพบำบัดประมาณ 1 - 6 อาทิตย์ แต่ เส้นเอ็นจะหายเป็นปกติต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน จึงควรใส่อุปกรณ์พยุงข้อเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อเท้าแพลงซ้ำ

หลักการพิจารณาโดยทั่ว ๆ ไปว่าเมื่อไรจะสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้อีกก็คือ สามารถเคลื่อนไหวข้อเท้า และ เดินลงน้ำหนักได้โดยไม่ปวด

ซึ่งทดสอบโดย ยืนเขย่งยกส้นเท้าขึ้น ถ้าเขย่งได้นานมากกว่า 20 วินาทีโดยไม่ปวดก็ให้ลองวิ่งในแนวตรงก่อน แล้วค่อยเพิ่มเป็นวิ่งวนเป็นรูปเลขแปด แล้วจึงเปลี่ยนเป็นวิ่งแบบสลับฟันปลา ถ้าไม่ปวด และ รู้สึกว่าข้อเท้ามั่นคงดี จึงจะสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม แต่ขณะเล่นกีฬาควรใส่เครื่องพยุงข้อเท้าไว้อย่างน้อย 6 เดือน




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2551   
Last Update : 29 กรกฎาคม 2561 21:38:02 น.   
Counter : 56792 Pageviews.  

ข้อเคล็ด ( เส้นเอ็นฉีกขาด )




ข้อเคล็ด
( เส้นเอ็นฉีกขาด )


สาเหตุ

ข้อเคล็ดมักเป็นผลจากการหมุนตัวหรือการยืดของข้อมากเกินไป ทำให้เอ็นยึดข้อฉีกขาดได้ เอ็นยึดข้อเป็นเนื้อเยื่อพังผืดที่ยืดหยุ่นได้แต่มีความเหนียวมาก ทำหน้าที่ยึดข้อให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ป้องกันข้อหลุดหรือข้อเคลื่อน

ข้อเคล็ด อาจเกิดได้กับทุก ๆ ข้อ แต่ ข้อเข่า และ ข้อเท้า เป็นข้อที่เสี่ยงต่อการเกิดข้อเคล็ดหรือข้อแพลงมากที่สุด เนื่องจากต้องรับน้ำหนักร่างกายเกือบทั้งหมด และ เป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวมาก


ระดับความรุนแรง

• ระดับที่หนึ่ง

เส้นใยของเอ็นยึดข้อถูกเหยียดออกมากเกินไป และ บางเส้นใยอาจฉีกขาด ทำให้เวลากด หรือเวลาเคลื่อนไหวข้อนั้นจะรู้สึกปวดเล็กน้อย แต่จะมีอาการบวมไม่มากหรือไม่มีเลย ผู้ป่วยจะยังสามารถเดินลงน้ำหนัก หรือ ใช้ข้อนั้น ๆ ได้ แต่อาจจะมีอาการปวดบ้างเล็กน้อย ถ้าเอ๊กซเรย์ดูจะพบว่าทุกอย่างปกติ ประมาณ 2-3 วันข้อที่บวมก็จะยุบบวมเหมือนปกติ แต่อาจมีอาการปวดอยู่บ้าง ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ก็จะหายสนิท

• ระดับที่สอง

เอ็นยึดข้อมีการฉีกขาดบางส่วน จะมีอาการปวดและกดเจ็บมากพอควร รวมทั้งมีอาการบวมและฟกช้ำมากขึ้น เพราะการฉีกขาดของเส้นโลหิตเล็ก ๆ ทำให้มีเลือดออก ผู้ป่วยอาจจะยังพอเดินได้หรือใช้ข้อนั้น ๆ ได้ แต่จะมีอาการปวดมาก และกว่าจะยุบบวมอาจต้องใช้เวลานานเป็นอาทิตย์ ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือนจึงจะหายสนิท

• ระดับที่สาม

เอ็นยึดข้อใดข้อหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งเกิดการฉีกขาดจากกันทั้งหมด ทำให้เกิดอาการปวดมาก ข้อบวมและฟกช้ำมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อหรือลงน้ำหนักได้ ข้อจะบวมมากและมักไม่ค่อยยุบบวมเอง



แนวทางการรักษา

ขึ้นกับความรุนแรงของการบาดเจ็บ แต่จะต้องรีบทำการปฐมพยาบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นการรักษาที่สำคัญ คือ

1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวบริเวณที่บาดเจ็บ เช่น การใช้ไม้ดาม ใช้ผ้ายืดพัน หรือใช้ไม้เท้า

2. ประคบด้วยความเย็น เช่น ใช้ผ้าหุ้มก้อนน้ำแข็ง ประคบบริเวณที่บาดเจ็บ ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้เลือดไม่ออกมาก ซึ่งจะช่วยลดการบาดเจ็บ ลดการอักเสบ และลดบวม ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เมื่อเกิดการบาดเจ็บในระยะ 24 - 48 ชั่วโมงแรก ให้ใช้ความเย็น โดยประคบด้วยความเย็นครั้งละไม่เกิน 20 นาที วันละหลาย ๆ ครั้ง

ห้ามใช้ความร้อน เช่น ยาหม่อง หรือครีมนวดที่ทาแล้วร้อน เพราะจะทำให้เลือดออกมาก บวมมากขึ้นได้

ใช้ผ้ายืดพันรอบข้อที่เคล็ด และยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ไม่คั่งอยู่บริเวณที่บาดเจ็บ ซึ่งจะช่วยลดบวมและลดปวดได้ เช่น ถ้าข้อเท้าแพลง เวลานั่งควรยกเท้าพาดเก้าอี้ ไม่ควรนั่งห้อยเท้า หรือ เวลานอนก็ใช้หมอนรองขาเพื่อยกเท้าให้สูงขึ้น

3.ถ้าปวด อาจรับประทานยาพาราเซตตามอล ซึ่งเป็นยาที่ได้ผลดีและค่อนข้างปลอดภัยแต่ไม่ควรใช้ในผู้ที่เป็นโรคตับ ส่วนยาแก้ปวดลดการอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ มักมีผลข้างเคียงโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคกระเพาะ จึงควรใช้ตาม คำแนะนำของแพทย์ และอาจต้องรับประทานร่วมกับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร

4.เมื่อพ้นระยะ 24-72 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ) ในระยะนี้ให้ประคบด้วยความร้อน เพื่อทำให้เลือดที่คั่งอยู่ถูกดูดซึมได้เร็วขึ้น เช่น กระเป๋าไฟฟ้า ถุงร้อน อัลตร้าซาวด์ ครีม โลชั่น น้ำมัน สเปรย์ เป็นต้น


โดยทั่วไป ข้อเคล็ดระดับที่ 1 และ 2 อาการจะดีขึ้นหรือหายไป ภายใน 1-2 อาทิตย์ แต่ถ้าหลังจาก 2 อาทิตย์แล้วยังมีอาการปวด หรือ บวม ก็ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าที่คิดไว้ก็ได้

ในกรณีที่เห็นว่าน่าจะเป็นข้อเคล็ดชนิดรุนแรง ( ปวดมาก บวมมาก ) หลังจากประคบด้วยน้ำแข็งแล้วให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะ ถ้ารักษาช้าเกินไปหรือได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เกิดอาการ ข้อบวม ปวดข้อเรื้อรัง และ รู้สึกว่าข้อไม่มั่นคง (ข้อหลวม)


จะเริ่มออกกำลังได้เมื่อไร

ควรบริหารข้อและกล้ามเนื้อที่ไม่บาดเจ็บบ่อย ๆ โดยไม่ให้ข้อที่บาดเจ็บเคลื่อนไหว เช่น การบาดเจ็บที่ข้อเท้า ก็ให้บริหารกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อนิ้วเท้า ขยับเคลื่อนไหวข้อเข่าและข้อนิ้วเท้า

เมื่อพ้นระยะอักเสบ (ประมาณ 1-2 อาทิตย์ ) จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการพักนานเกินไป เช่นกล้ามเนื้อลีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ ข้อติดแข็ง เป็นต้น จึงต้องออกกำลังและเคลื่อนไหวบริเวณข้อที่บาดเจ็บให้มากขึ้น

ข้อควรระวัง คือต้องทำในระดับที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปจนเกิดการบาดเจ็บซ้ำอีก ค่อย ๆ ทำ และเริ่มเบา ๆ ก่อน โดยให้ใช้ความรู้สึกเจ็บเป็นตัวกำหนด ถ้ารู้สึกเจ็บมากก็แสดงว่าทำมากหรือรุนแรงเกินไป ก็ให้ทำน้อยลง



ข้อแนะนำเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรง

โดยทั่วไปเส้นเอ็นที่ฉีกขาด จะเริ่มติดใช้เวลาประมาณ 4-6 อาทิตย์ แต่จะติดสนิทเหมือนเดิม ( หายสนิท ) ต้องใช้เวลา 4-6 เดือน ถ้าการบาดเจ็บรุนแรงก็อาจจะต้องใช้เวลานานมากขึ้น

ในช่วง 4-6 สัปดาห์หลังจากได้รับบาดเจ็บ จะต้องพยายามฟื้นฟูร่างกายให้คืนสู่สภาพปกติ แต่ต้องจำไว้ว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน ซึ่งก็มีแนวทางทั่ว ๆ ไปคือ

1. เริ่มออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เช่น ใช้การถ่วงน้ำหนัก และค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้น

2. ออกกำลังเพื่อเพิ่มความทนทานควบคู่ไปด้วยซึ่งทำได้โดยใช้น้ำหนักต้านที่เบาๆ (หนักประมาณ 20-40% ของน้ำหนัก ที่สามารถยกได้มากที่สุด ) แต่ต้องยกติดต่อกันหลายๆครั้ง

3. เพิ่มความทนทานให้ระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอด โดยการออกกำลังแบบแอโรบิก ประมาณ 30 นาที/วัน

4. ออกกำลังเคลื่อนไหวข้อที่บาดเจ็บ ให้มากขึ้น แต่จะต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างช้า ๆ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ข้อนั้นเกิดบาดเจ็บซ้ำขึ้นอีก ซึ่งคงต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อแนะนำการบริหารสำหรับข้อแต่ละข้อโดยเฉพาะ

5. ก่อนที่จะเล่นกีฬาจะต้องรู้สึกว่าข้อปกติ ไม่มีอาการปวด บวม หรือ เสียวในข้อ และควรใช้ผ้ายืดรัดบริเวณข้อ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อด้วย

ถ้ามีข้อสงสัยกรุณาปรึกษากับแพทย์ หรือ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ที่รักษาท่านอีกครั้ง ……….


.....................

ตะคริว ( muscle cramps )

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-08-2008&group=6&gblog=20

บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-06-2008&group=6&gblog=16

การยืดเส้นแบบประหยัด .... โดยม.ร.ว. ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=27

ข้อเท้าเคล็ด

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-06-2008&group=6&gblog=15

เส้นเอ็น เข่า ฉีกขาด .... knee ligament sprain /injury

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-07-2009&group=6&gblog=31

หมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด [ meniscus , เมนิคัส ]

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-07-2009&group=6&gblog=30





 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 8 มิถุนายน 2558 13:26:43 น.   
Counter : 9983 Pageviews.  

ค่าใช้จ่าย ในการรักษา กระดูกหัก


บทความนี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ( ๖ ปี ) ตอนผมอยู่ รพ.รัฐบาล ซึ่งในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีสิทธิรักษาต่าง ๆ มากมาย แต่ก็อยากจะนำมาลงไว้ เพื่อจะได้ทราบว่า ค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ที่เสียไป ถึงแม้ว่าผู้ป่วย จะไม่ได้จ่ายเงินเองก็ตาม แต่ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายแฝงของรัฐ อยู่ดี ( เงินของพวกเราทุกคนนั่นแหละ ) ..

ปัจจุบันค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็น่าจะเพิ่มกว่านี้มาก ... ไม่นับของ รพ.เอกชน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการอำนวยความสะดวกสบาย ทำให้ต้องจ่ายเพิ่มอีกหลายเท่า ...




ค่าใช้จ่าย ในการรักษา กระดูกหัก


บทความนี้จะยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรักษากระดูกหักในโรงพยาบาลของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายอย่างคร่าว ๆ อาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพความเจ็บป่วย และวิธีการรักษา ซึ่งจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอาจแบ่งเป็น


1. ค่าใช้จ่ายจากการนอนพักในโรงพยาบาล เป็นค่าห้องและค่าอาหารในแต่ละวันที่นอนพักอยู่ในโรงพยาบาล

 ตึกสามัญ เสียค่าใช้จ่ายวันละ 90 บาท

 ตึกพิเศษ เสียค่าใช้จ่ายวันละ 350-600 บาท


2. ค่าใช้จ่ายจากการให้ยาระงับความรู้สึก

เมื่อมีกระดูกหักผิดรูปเกิดขึ้น แพทย์ก็จะจัดกระดูกให้เข้าที่ ซึ่งในขณะทำการจัดกระดูกจะต้องให้ยาเพื่อระงับอาการปวด ( ยาระงับความรู้สึก ) ซึ่งมีวิธีให้ยาอยู่ 2 วิธีคือ

 การใช้ ยาชาเฉพาะที่ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 500-1,000 บาท ต่อ ครั้ง

 การใช้ ยาสลบระงับความรู้สึก มีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 บาท ต่อ ชั่วโมง


3. ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าอุปกรณ์การแพทย์

 กระดูกข้อสะโพกเทียม ราคา 7,500 บาท

 แท่งเหล็กดามกระดูกต้นขา ราคา 6,000 บาท

 แผ่นเหล็กดามกระดูก ขนาดใหญ่ราคา 4,000 บาท และต้องใช้สกูรตัวละ 500 บาท

 แผ่นเหล็กดามกระดูก ขนาดกลางราคา 2,000 บาทและต้องใช้สกูรตัวละ 500 บาท

 แผ่นเหล็กดามกระดูก ขนาดเล็กราคา 1,200 บาท และต้องใช้สกูรตัวละ 350 บาท

 ลวดดามกระดูก ราคา 150 บาทต่อหนึ่งเส้น

 แท่งเหล็กดามกระดูกด้านนอก ซึ่งมีราคาประมาณ 40,000 - 50,000 บาท

 เฝือกปูนพลาสเตอร์ ราคา 70-90 บาทต่อม้วนแล้วแต่ขนาดของเฝือก

 เฝือกพลาสติก ราคา 300-600 บาทต่อม้วน แล้วแต่ขนาดของเฝือก

 สำลีรองเฝือกราคา 60 บาทต่อม้วน

 ผ้ายืดขนาด 4 , 6 นิ้วราคา 60 บาทต่อม้วน

 ถ้าการผ่าตัดต้องใช้เครื่องเอ๊กซเรย์พิเศษ ขณะทำการผ่าตัดเสียค่าใช้จ่าย 1,500 บาทต่อครั้ง


4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น

 ไม้ค้ำยันราคาคู่ละ 350 บาท

 ไม้เท้าแบบสี่ขา (วอคเกอร์) ราคา 850 บาท

 รถเข็น ราคาคันละ 6,000 บาท

 ค่าทำแผลราคา 50 บาทต่อครั้ง

 ค่าตรวจเอ๊กซเรย์ ประมาณ 100 - 600 บาท แล้วแต่ขนาดฟิล์ม และจำนวนฟิล์มที่ใช้

 ค่าตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ประมาณ 200 บาท

 ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด ปัสสาวะ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ส่งตรวจอะไรบ้าง



ตัวอย่างค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดโดยประมาณ

• กระดูกข้อมือหัก รักษาโดยการฉีดยาชาแล้วใส่เฝือก ส่วนใหญ่จะนอน รพ.ประมาณ 1 - 3 วัน
เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 2,000 บาท
แต่ถ้าผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กดามกระดูก จะต้องดมยาสลบ จะเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 บาท

• กระดูกแขนหัก รักษาโดยการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กดามกระดูกขนาดเล็ก ต้องใช้แผ่นเหล็กดามกระดูก 2 อัน ( กระดูกแขนมีอยู่ 2 ชิ้น ) นอนพักในโรงพยาบาล 3 - 5 วัน
เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาท

• กระดูกต้นแขนหัก รักษาโดยการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กดามกระดูกขนาดกลาง นอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 3- 5 วัน
เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 6,000 บาท

• กระดูกหน้าแข้งหัก รักษาโดยการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กดามกระดูกขนาดกลาง นอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 3 - 5 วัน และผู้ป่วยต้องใช้ไม้ค้ำยันหลังจากการผ่าตัด
เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาท

• กระดูกต้นขาหัก รักษาโดยการดมยาสลบเพื่อผ่าตัดใส่แผ่นเหล็กดามกระดูกขนาดใหญ่ นอนพักในโรงพยาบาลประมาณ 3 - 5 วัน และผู้ป่วยต้องใช้ไม้ค้ำยันหลังจากการผ่าตัด
เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 12,000 บาท


ค่าใช้จ่ายข้างต้น เป็นการประมาณค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายจริงจะขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย ลักษณะของกระดูกที่หัก วิธีการรักษา การใช้อุปกรณ์ในการรักษา ดังนั้นค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคเดียวกันก็ตาม

ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยที่มีกระดูกหัก นอกจากค่าใช้จ่ายขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้วยังจะมีค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ป่วยกลับไปบ้านด้วย เพราะการรักษากระดูกหักจนกระทั่งหายสนิทจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 4-6 เดือน ซึ่งแพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำเป็นระยะ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น เช่น ค่าเดินทางเพื่อมาตรวจซ้ำตามแพทย์นัด ค่าทำ-แผล ค่าตัดไหม ค่ายา ค่าเอ๊กซเรย์ เป็นต้น

ในกรณีที่ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกที่ต้นขาและหน้าแข้ง ก็ต้องมาผ่าตัดเอาเหล็กที่ใส่ไว้ออก ซึ่งจะผ่าตัดเอาเหล็กออกหลังจากกระดูกติดสนิท (ประมาณ 1 - 2 ปีหลังผ่าตัดใส่เหล็ก) หลังผ่าเอาเหล็กออกผู้ป่วยก็จะต้องเดินโดยใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนักตัวต่ออีกประมาณ 4 - 6 อาทิตย์ ซึ่งการผ่าเอาเหล็กออกนี้ก็จะเสียค่าใช้จ่ายอีกประมาณ 4,000 - 6,000 บาท ควรผ่าเอาเหล็กนี้ออกเพราะถ้าไม่ผ่าตัดเอาเหล็กที่ใส่ไว้ที่กระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งออก ก็จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง อาจจะทำให้เกิดกระดูกหักซ้ำอีกครั้งได้ …




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 6 พฤษภาคม 2551 18:01:59 น.   
Counter : 45126 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 749 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]