Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 1 .... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์


มีคนถาม เรื่อง เจ็บสันหน้าแข้ง ผมก็ไปถามอากู๋ มาให้ ...

ไปพบ บทความที่ อ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ เขียน แล้วมีผลนำมาลงไว้ที่เวบ ...


//www.patrunning.info/show.php?Category=board&No=10227


เห็นว่าน่าสนใจ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ... ก็เลยนำมาฝากกัน ...




บาดเจ็บจากการวิ่ง

บาดเจ็บจากการวิ่ง เกิดได้กับทุกๆ ส่วนของร่างกาย บาดเจ็บที่เกิดขึ้นนั้น มีตำแหน่งที่เกิดแตกต่างกัน

แล้วแต่การใช้ส่วน หรืออวัยวะของร่างกาย หนักไปในทางใด ตามรูปแบบและเทคนิคของการวิ่ง

ส่วนใหญ่แล้ว จะมีต่อระบบการเคลื่อนไหว เช่น ขา เพราะเป็นรายละเอียดต่างๆ ให้ปรากฎ

ก็เพื่อจะช่วยให้เราสามารถกำหนดแนวทาง ในการรักษาพยาบาล และป้องกันการบาดเจ็บ

เพราะ "บาดเจ็บสามารถป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท" ทั้งยังช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ของร่างกาย

ส่วนต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะเกิดการบาดเจ็บ ทั้งเป็นแนวทางการปรับอุปกรณ์การวิ่ง พื้นสิ่ง และสนามแข่งขัน เป็นต้น




ข้าพเจ้า และคณะ ได้รวบรวมนักกีฬาบาดเจ็บมาตรวจรักษา ที่คลินิกการกีฬา ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524-2527 รวมทั้งสิ้น 4,362 คน พบว่า มีนักกรีฑาที่บาดเจ็บ(เกือบจะทั้งหมดเป็นนักวิ่ง) ถึงร้อยละ 10.8 นับเป็นกีฬาอันดับ 2 ที่เกิดการบาดเจ็บได้บ่อย และยิ่งต่อๆ มามีการนิยมการวิ่งมากยิ่งขึ้น จำนวนบาดเจ็บจากการวิ่ง ก็น่าจะมากขึ้นตามไปด้วย

แต่ถ้าดูสถิติในประเทศสหรัฐอเมริการแล้ว จะพบว่าสูงมาก จากการสำรวจพบว่า ประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน นิยมการวิ่งเพื่อสุขภาพมาก และมีจำนวนที่บาดเจ็บเกี่ยวกับการวิ่งทั่วๆ ไป ถึงร้อยละ 70 ทีเดียว

ส่วนผู้ใหญ่ที่วิ่งอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอนั้น จะมีบาดเจ็บประมาณร้อยละ 33

และผู้ที่วิ่งมากหน่อย คือ วิ่งมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ จะมีบาดเจ็บอย่างน้อยปีละครั้ง ถึงร้อยละ 75

ในจำนวนนักกรีฑาที่บาดเจ็บ 500 ราย (ส่วนใหญ่เป็นนั่งวิ่ง และรวมถึงนัดวิ่งเพื่อสุขภาพด้วย)

ตำแหน่งที่บาดเจ็บที่พบมากที่สุด คือ ขาร้อยละ 20 หัวเข่าร้อยละ 19 ข้อเท้าร้อยละ 19 ต้นขาร้อยละ 15 หลังร้อยละ 11 เท้า และนิ้วเท้าร้อยละ 9 นอกนั้นเป็นการบาดเจ็บตำแหน่งอื่น

อายุของนักวิ่งส่วนมากอยู่ระหว่าง 11-63 ปี พบการบาดเจ็บมากที่สุดในช่วงอายุ 21-30 ปี และเป็นกลุ่มอายุที่นิยมการวิ่งมากที่สุด

ตำแหน่งกดเจ็บที่ขา จะพบโรค สันหน้าแข้งอักเสบ มากที่สุด รองลงมา คือกล้ามเนื้อฉีกขาด และ เอ็นร้อยหวายอักเสบ

โรคข้อเข่านักวิ่ง เป็นการบาดเจ็บข้อเข่า ที่พบบ่อย รองลงไปคือ เอ็นข้ออักเสบ

ส่วนการบาดเจ็บข้อเท้า ที่พบมากที่สุด คือ ข้อเท้าแพลง ซึ่งพบถึงร้อยละ 74 ของการบาดเจ็บข้อเท้า




บาดเจ็บจากการวิ่งนี้ ถ้าไม่ได้รับการปฐมพยาบาลรักษา หรือถึงแม้จะได้รับการปฐมพยาบาลและรักษาแต่ไม่ถูกต้อง จะทำให้สภาพของร่างกายลดลง ผลที่ได้รับคือ วิ่งต่อไปอีกไม่ได้ หรือวิ่งได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าได้รับการปฐมพยาบาล และการรักษาที่ถูกต้อง แล้วได้ฟื้นฟู และเพิ่มสมรรถภาพ ของร่างกาย ก็จะกลับไปวิ่งได้ตามปกติเหมือนเดิม


ดังนั้น การป้องกันการบาดเจ็บจากการวิ่งที่สำคัญ จึงควรฟื้นฟู และเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่เกิดการบาดเจ็บก่อนกลับไปวิ่ง และควรปรับสภาพจิตให้อยู่ในภาวะปกติ มีสมาธิดี ไม่เกิดความเครียด หรือประหม่า เพื่อการคาดการณ์ คาดคะเน และตัดสินใจถูกต้อง ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยลง



ปัจจุบัน คนนิยมวิ่งกันมาก วิ่งเพื่อสุขภาพกันก็มาก การจัดการแข่งขันการวิ่งก็มีบ่อยเหลือเกิน แทบทุกสัปดาห์ นักวิ่งรอกก็มีอยู่มาก ได้รางวัลชนะเลิศ ได้รางวัลทีวีสี หรือตู้เย็น ถึงแม้ว่าการวิ่ง จะมีประโยชน์อย่างมากมาย ดังที่ทราบๆ กันอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีโทษไม่น้อยทีเดียว สำหรับนักวิ่ง ที่ไม่ระมัดระวัง

นักวิ่งจะเกิดความรู้สึกสดชื่น หลังที่ได้วิ่งประมาณ 15-20 นาที ทำให้นักวิ่งหลายๆ คน เกิดอาการ "ติดการวิ่ง" คือ หยุดวิ่งไม่ได้ จะต้องออกไปวิ่งทุกๆ วัน เพราะหลังจากที่วิ่งไปสักระยะหนึ่ง ต่อมพิทูอิตารีที่อยู่ในสมอง จะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมาเรียกว่า "เอ็นดอร์ฟิน" (endorphin) คุณสมบัติคล้ายกับมอร์ปีน ทำให้มีจิตใจสดชื่น เบิกบาน เคลิบเคลิ้น และยังจะรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงด้วย

จากการวิจัยในผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ดี โดยให้วิ่งเพียง 12-15 นาที ก็จะมีระดับของเอ็นดอร์ฟินขึ้นสูงสุดแล้ว และแม้จะให้วิ่งต่อไปอีก ระดับของเอ็นดอร์ฟินก็ไม่สูงกว่านี้อีก เอ็นดอร์ฟินนั้นมีทั้งข้อดี และข้อเสีย

นักวิ่งบางคนนั้นติดการวิ่งอย่างมาก พอเกิดบาดเจ็ย และแพทย์สั่งให้หยุดวิ่ง ซึมเศร้า ถึงกับฆ่าตัวตาย ก็เคยมีมาแล้ว

นักวิ่งที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เกิดการบาดเจ็บขึ้นมา เมื่อมีฤทธิ์ของเอ็นดอร์ฟินเข้ามาบดบัง ความเจ็บปวดนั้นแล้ว ก็จะไม่รู้สึกเจ็บ หรือยิ่งถ้ามีการแข่งขันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะยิ่งลืมความเจ็บปวดนั้นมากขึ้น และเกิดเป็นผลร้ายที่รุนแรงมากๆ

สุภาษิตโบราณที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" นั้นยังคงใช้ได้เสมอ แต่ทำอย่างไรเล่า ุถึงจะสามารถป้องกันได้

การออกกำลังกายโดยการวิ่ง ช่วยให้ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางจิต เช่น พวกที่มีอาการซึมเศร้า กลับมีอาการดีขึ้นได้ เพราะการหลั่งของสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารนี้นอกจากจะลดคววามเจ็บปวดได้แล้ว กลับมีอาการดีขึ้น ยังเป็นสารที่ต่อต้านความซึมเศร้าได้ด้วย

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพียงวันละ 15-20 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน จะสามารถลดอาการซึมเศร้าลงได้อย่างชัดเจน และการออกกำลังกายจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายที่พอเหมาะพอดี ช่วยให้มีพลังทางเพศดีขึ้น ทั้งชายและหญิง เพราะมีฮอร์โมนเพศหลั่งออกมามากขึ้นทั้งชายและหญิง ความคึกคักทางเพศจึงมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่ออกกำลังกาย หรือวิ่งอยู่เสมอนั้น จะแก่ช้า และมีอายุยืนยาวกว่า โดยเฉพาะกระดูกต่างๆ จะแข็งแรงกว่า

การวิ่งแบบแอโรบิค เป็นการวิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด โดยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ อย่างแท้จริงนั้น เพราะจะทำให้ปอด หัวใจ หลอดเลือด ตลอดจนระบบไหลเวียนของโลหอตทั่วร่างกาย แข็งแรง ทนทาน และทำหน้าที่ได้ดีที่สุด

การออกกำลังกายวิธีนี้ ร่างกายต้องใชเออกซิเจนจำนวนมาก และต้องทำสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลาค่อนข้างนาน ซึ่งจะมีผลให้ระบบการทำงานของหัวใจ ปอด หลอดเลือด และการไหลเวียนของหลอดเลือด ทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด

นักกล้ามที่ออกกำลัง จนมีกล้ามมัดโตๆ แต่ปอดและหัวใจอาจไม่มีความแข็งแรงทนทานเลยก็ได้ เพราะไม่ได้ทำติดต่อกันเป็นเวลานาน นักกล้ามก็ดี นักวิ่งเร็วระยะสั้นก็ดี ล้วนมิได้รับการฝึก ในแบบแอโรบิกเลย จึงมีแต่พลัง จะใช้ได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ขาดคววามอดทน และถือว่าไม่ใช่ผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง อย่างแท้จริง

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกนั้น จะต้องทำให้นานพอ คือ หัวใจเต็นเร็วขึ้น จนถึงเป้าหมาย ต้องทำติดต่อกันให้นานพอ ระหว่าง 15-45 นาที ต้องทำบ่อยที่สุด อย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยทั่วไปทำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง



บาดเจ็บจากการวิ่งนั้น จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ

๑. ความผิดปกติไม่สมดุลของโครงสร้างของร่างกาย

เช่น ขาโก่ง ขาสั้นข้างยาวข้าง เอ็นร้อยหวายสั้น ข้อเท้าเอียง และเท้าแบน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย

ความผิดปกติทั้งหลายนั้น ถ้าหากตรวจพบเสียก่อน ก็อาจแก้ไขได้ หรือถ้าหากแก้ไขไม่ได้ ก็สามารถแนะนำให้วิ่ง โดยวิธีการที่เสี่ยงต่ออันตรายน้อยที่สุด


๒. พื้นที่รองรับการวิ่ง รองเท้า และสิ่งแวดล้อม

พื้นผิวที่ใช้ในการวิ่ง ไม่เรียบเอียง หรือมีความแข็งจนเกินไป

รองเท้าที่ไม่ถูกต้อง แข็ง หรือเสื่อมสภาพหมดแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดแรงกระแทกต่อเท้า และร่างกายได้มาก จึงเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้มาก รวมทั้งภูมิอากาศ เช่น ชื้น ร้อนอบอ้าว เป็นต้น


๓. ระยะทาง และการฝึกซัอม

ระยะทางมากๆ โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บก็มีมาก โดยเฉพาะการบาดเจ็บ ที่เกิดจากการใช้งาน หรือวิ่งเกินขีดจำกัด ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่น่ากลัวมาก บางครั้งถึงกับเสียขาไปเลยก็มี การฝึกซ้อมที่ผิดไปจากแผนการที่กำหนดไว้ เช่น มีการเพิ่มระยะทาง ความเร็วที่รวดเร็วเกินไป ปัจจัยนี้ พบการบาดเจ็บได้มากที่สุด


สำหรับการวิ่งเพื่อสุขภาพนั้น ควรวิ่งวันละ 4.8 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 5 วันเหมาะที่สุด สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือการออกกำลังกายใดๆ ก็ตาม คือ ค่อยๆ เริ่มทีละน้อยๆ แล้วคอยสังเกตตัวเองว่า มีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไรบ้าง ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ ถ้าพบความผิดปกติอย่าฝืน แม้แต่หลังจากหยุดวิ่งแล้ว ก็ต้องดูปฏิกิริยาของร่างกายด้วย

บาดเจ็บจากการวิ่งเกิดได้เสมอ โดยบางชนิดนักวิ่ง หรือผู้ฝึกสอนสามารถรักษาพยาบาลเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางแพทย์มากมาย แต่บางชนิดจำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้บำบัดรักษาเท่านั้น

การเกิดการบาดเจ็บที่พบเห็น และทราบได้ทันที ก็คือ การเกิดอุบัติเหตุ แต่ที่มักจะผิดพลาด และละเลยกัน ก็คือ บาดเจ็บที่เกิดจากการใช้งานมากเกินไป ซึ่งบางครั้งนักวิ่งก็ไม่ทราบ ต่อเมื่อเกิดอาการมากๆ แล้ว จึงฉุกคิดได้ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะสายเกินแก้ และแก้ไขยาก หรือคิดว่าไม่เป็นไร ยังคงวิ่งต่อไป ทำให้ต้องเสียใจ น้ำตาตกมากนักต่อนักแล้ว



หลักการปฐมพยาบาลทั่วไป

เมื่อเกิดการบาดเจ็บจากการวิ่ง การให้การปฐมพยาบาลอาจจะได้ง่ายๆ จากตัวอักษรภาษาไทยว่า "พันรัย" คือ

พ หมายถึง พัก

น หมายถึง น้ำแข็ง

ร หมายถึง รัด

ย หมายถึง ยก


หรือจากตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า RICE ซึ่งแปลว่า ข้าว คือ

R หมายถึง Ice,

C หมายถึง Compression

และ E หมายถึง Evaluation




พ - พัก (R=Rest) เมื่อมีการบาดเจ็บจากการวิ่งที่ส่วนใด ให้พักส่วนนั้นทันที ความหมายก็คือ หยุดวิ่ง

น - น้ำแข็ง (I=Ice) ใช้น้ำแข็งประคบส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บ ความเย็นจะช่วยลดอาการบวม

และความเจ็บปวด การประคบน้ำแข็งให้ทไครั้งละ 10 ถึง 20 นาที หยุดพัก 5 นาที จนกระทั่งไม่บวม

ร - รัด (C=Compression) คือ การพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บนั้นไว้ ไม่ให้บวมมากขึ้น

ควรใช้ผ้าพันสำลีผืนใหญ่รองไว้ให้หนาๆ โดยรอบก่อน แล้วพันด้วยผ้ายืด ให้พอดี ไม่รัดจนแน่น เพราะจะทำให้ส่วนปลายจากที่พันไว้บวม หลักการพันผ้าให้พ้นจากส่วนปลายขึ้นมาหาส่วนต้น

ย - ยก (E=Elevation) คือ ยกส่วนนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจ เช่น ยกขาสูงเพื่อให้เลือดไหลลงได้สะดวก เป็นการช่วยลดอาการบวม


แหล่งที่มา
บทความ :
ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล







 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2552   
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2552 18:44:26 น.   
Counter : 4902 Pageviews.  

ข้อศอกเคลื่อนจากการดึง ( Pulled elbow )

ข้อศอกเคลื่อนจากการดึง ( Pulled elbow )
อาจมีชื่อเรียก หลายอย่าง เช่น slipped elbow, toddler elbow, nursemaid's elbow or radial head subluxation.


พบได้บ่อย ช่วงอายุ 2 – 4 ปี ( พบได้ตั้งแต่ 6 เดือน – 5 ปี )

พบบ่อยใน เด็กหญิง และ มักจะเป็น แขนซ้าย

เกิดขึ้นจากการดึงแขน ขณะที่เหยียดข้อศอก และ คว่ำมือ ทำให้หัวกระดูกเรเดียสหลุดออกจากเส้นเอ็นที่ยึดไว้










แนวทางวินิจฉัย

ผู้ปกครอง มักให้ประวัติว่า ไม่มีอุบัติเหตุ อยู่ดี ๆ เด็กก็ไม่ขยับแขน หรือ อาจมีประวัติ ดึงแขนเพื่อยกตัวเด็กขึ้น จับมือกระชาก อุบัติเหตุหกล้ม

ตรวจร่างกายทั่วไปมักจะปกติ เล่นได้ ไม่ปวด ไม่บวม ไม่ร้อน ยกเว้น เด็กไม่ยอมขยับแขน ไม่ยอมคว่ำหงายมือ ไม่ยอมเหยียดงอข้อศอก



แขนจะอยู่ในท่างอศอกเล็กน้อย และคว่ำมือ เด็กอาจเอามืออีกข้างมาพยุงข้างที่เป็น
( ในบางครั้ง เด็กอาจร้องให้ ด้วยความเจ็บ หรือ ความกลัว ก็ได้ )


การเอกซเรย์ ไม่จำเป็นยกเว้นในกรณีสงสัยว่าจะมีกระดูกข้อศอกแตกหัก ร่วมด้วย หรือ ในกรณีที่ลองดึงแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น

แนวทางรักษา




ดึงหัวกระดูกเรเดียสให้เข้าที่ ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ต้องใช้ยาระงับความรู้สึก ( ยาชา หรือ ยาสลบ ) เด็กจะเจ็บมากขณะดึง แต่ถ้า ดึงกระดูกเข้าที่แล้ว ก็จะหายเจ็บ และ ขยับข้อศอก ขยับมือได้เหมือนปกติ ( แต่ในบางรายอาจต้องรอถึง 30 นาที โดยเฉพาะ เด็กอายุน้อยกว่า2 ขวบ หรือ เป็นมานานกว่า 4 ชม. )

หลังจากดึงแล้ว เด็กยังไม่ยอมเหยียดข้อศอก ไม่ยอมใช้มือ ให้ส่งเอกซเรย์ เพื่อดูว่า กระดูกผิดปกติหรือไม่ ถ้าเอกซเรย์ ปกติ ให้ลองดึง อีกครั้ง

แต่ถ้าดึงแล้ว เด็กหายเจ็บ และขยับข้อศอก ข้อมือได้ปกติ ก็ไม่จำเป็นต้องเอกซเรย์ ไม่จำเป็นต้องใช้ยา หรือ ผ้าคล้องแขน ( ในบางกรณีที่เด็กยังเจ็บแขน ก็อาจใช้ผ้าคล้องแขนไปก่อนก็ได้ )

ในกรณีที่ปวดมาก เป็นซ้ำ หรือ มีอาการนานกว่า 12 ชม. อาจต้องใส่เฝือกกาบ ( long arm post slap ) ประมาณ 7 – 10 วัน

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องแนะนำผู้ปกครอง หลีกเลี่ยงการดึงแขน เพราะอาจกลับเป็นซ้ำอีก

//www.emedicine.com/emerg/topic392.htm

//www.emedicine.com/proc/topic104158.htm

//www.rch.org.au/kidsinfo/factsheets.cfm?doc_id=5029






 

Create Date : 15 กันยายน 2551   
Last Update : 15 กันยายน 2551 15:43:34 น.   
Counter : 12482 Pageviews.  

ตะคริว ( muscle cramps )


ตะคริว ( muscle cramps )

หมายถึง การหดเกร็งของกล้ามเนื้อลาย โดยควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ มักเป็นไม่กี่นาที หลังจากนั้นกล้ามเนื้อก็จะคลายตัว แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดต่อไปอีกหลายชั่วโมง

พบบ่อยที่ กล้ามเนื้อ น่อง เท้า ต้นขา หน้าท้อง มักเป็นข้างใดข้างหนึ่ง
ในผู้สูงอายุ อาจพบมีอาการในขณะนอนหลับ


สาเหตุ แบ่งเป็น

๑. เกิดในคนปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
เช่น

คนปกติ ที่ออกกำลังกายมากเกินไป เป็นเวลานาน ๆ หรือ ในผู้ที่เหงื่ออกมาก เชื่อว่า เกิดจาก การสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย

คนปกติ ที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ หรือใช้ กล้ามเนื้อ ซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน

หญิงตั้งครรภ์ เชื่อว่าเกิดจาก มดลูกที่โตขึ้นไปกดเส้นเลือดเส้นประสาท การขาดแคลเซี่ยม แมกนีเซียม

๒. เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น

สูญเสียเกลือแร่ในเลือด จากท้องเสีย เหงื่อออกมาก

โรคไทรอยด์

โรคพิษตะกั่ว

โรคพิษสุราเรื้อรัง

การไหลเวียนของเลือดไม่เพียงพอ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ
ผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการถ่ายเลือด

โรคทางระบบสมอง ( เซลล์ประสาท ) เส้นประสาททำงานผิดปกติ เช่น การกดทับเส้นประสาท พาร์กินสัน

ยา บางชนิด เช่น ยาหอบหืด ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

ความผิดปกติ ทางพันธุกรรม



วิธีการตรวจวินิจฉัย

โดยส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม ยกเว้นถ้าสงสัยว่าจะมีสาเหตุจากโรคใดโรคหนึ่ง เช่น

ตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับ ต่อมไทรอยด์

ตรวจเกลือแร่ในเลือด เช่น แคลเซี่ยม แมกนี่เซี่ยม

ตรวจเลือด สารตะกั่ว




การรักษา
ขึ้นอยู่กับ สาเหตุของโรค


๑. วิธีไม่ใช้ยา

ในขณะที่มีอาการ ให้หยุดพัก ค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อไปด้านตรงข้ามแล้วค้างไว้สักพัก แล้วปล่อย ทำซ้ำจนกล้ามเนื้อหายเกร็ง เช่น
ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง (ข้อเท้าและปลายเท้าจะเหยียด) ให้ดันปลายเท้าขึ้น อย่างช้า ๆ
ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาด้านหลัง ( เข่าจะงอ) ให้ดัด เข่า เหยียดตรง
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า (นิ้วเท้าจะงอลง) ให้เหยียดนิ้วเท้าขึ้นให้ตรง และลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ (นิ้วมือจะงอ กำมือ ) ให้เหยียดนิ้วมือออก

อาจ ประคบร้อน หรือ ใช้ครีมนวดกล้ามเนื้อเบา ๆ แต่ ห้ามนวดแรง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บมากขึ้น

บริหาร ยืดกล้ามเนื้อ บ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ ๓ – ๔ ครั้ง

ทานอาหารที่มีเกลือแร่ โซเดียม แมกนีเซียม สูง เช่น ผลไม้ กล้วยหอม ส้ม ถั่ว และ ผัก น้ำเกลือแร่ซอง


๒. ใช้ยา เช่น

ควินีน ( Quinine sulphate )

กลุ่มยาต้านแคลเซียม ( Calcium-channel blockers or calcium-antagonists) เช่น diltiazem verapamil

วิตามินบีรวม

ถ้ามีอาการปวด อาจใช้ ยาบรรเทาอาการปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ

ผู้สูงอายุ ที่เป็นตะคริวตอนกลางคืนบ่อย ๆ อาจใช้ยา ไดเฟนไฮดรามีน ขนาด 50 มก รับประทานก่อนนอนร่วมด้วย


การป้องกัน

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่ม ความแข็งแรง และ ความทนทาน ของกล้ามเนื้อ

2. ควรอบอุ่นร่างกาย และ ยืดกล้ามเนื้อ ให้เพียงพอ ก่อน ออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬา

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อน ระหว่าง และ หลัง ออกกำลังกาย ถ้าต้องออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา นานกว่า ๑ ชม. ติดต่อกัน อาจต้องดื่มน้ำเกลือแร่เสริม ( ถ้าน้อยกว่า ๑ ชม. ดื่มน้ำเปล่า ก็พอ )

4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

5. ในผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็น อาจสวมถุงเท้าตอนนอนและใช้หมอนรอง ยกขา ให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดตะคริวในขณะนอนหลับ


ถ้ามีอาการบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการในขณะที่อยู่นิ่ง ๆ หรือ ใช้กล้ามเนื้อไม่มาก ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ ที่อาจแอบแฝงอยู่


//www.patient.co.uk/showdoc/40000075/

//www.medicinenet.com/script/main/art.asp?articlekey=2024&pf=3&page=1




ยืดกล้ามเนื้ออย่างไรให้เหมาะ ...
//orthopedics.about.com/cs/sportsmedicine/ht/stretchingout.htm

การยืดกล้ามเนื้อ ก่อนที่จะออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็มักถูกละเลย จึงควรทำเป็นประจำ เพื่อให้เกิดความเคยชิน

ข้อแนะนำ การยืดกล้ามเนื้อ

1. ศึกษาว่า กีฬา ที่จะเล่นนั้น จะเกี่ยวข้องกล้ามเนื้อไหนบ้าง แม้ว่า การยืดกล้ามเนื้อทั่ว ๆ ไป นั้นมีประโยชน์ แต่ ควรเน้น ยืดกล้ามเนื้อนั้น เป็นพิเศษ

2. ควรยืดกล้ามเนื้อ ทั้งสองด้าน ของร่างกาย

3. อบอุ่นร่างกาย ก่อนที่จะยืดกล้ามเนื้อ โดย เดิน หรือ วิ่งเหยาะ ๆ สักพัก

4. เริ่มทำช้า ๆ เมื่อยืดกล้ามเนื้อ จนรู้สึกตึงที่สุดแล้ว ก็ให้ค้างอยู่ในท่านั้น นับ ๑ – ๑๐ การยืดกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือ เร่งทำเร็วเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้

5. หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว ยืดกล้ามเนื้อ ซ้ำ อีกรอบ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551   
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 15:58:46 น.   
Counter : 13686 Pageviews.  

บริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง







บริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง


ประโยชน์ของ การบริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง

1. ผู้ป่วยที่บริจาคโลหิตเพื่อการผ่าตัดของตนเอง จะปลอดภัยจากการติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งอาจได้รับจากเลือดของ ผู้บริจาคทั่วไป เช่น ตับอักเสบ เอดส์ มาลาเรีย เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าโอกาสจะได้รับเชื้อจากเลือดจะน้อยมากก็ตาม

2. ผู้ป่วยไม่ต้องเสี่ยงกับการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดผลข้างเคียงจาก การรับเลือด เช่น การแพ้เลือด เม็ดเลือดแดงแตก เป็นต้น

3. เกิดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่

4. ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเลือด

5. มีเลือดสำรองไว้ใช้เองในกรณีจำเป็นเพราะบางช่วงอาจไม่มีเลือดบริจาคสำรองไว้ ทำให้ไม่มีเลือดใช้เมื่อจำเป็น โดยเมื่อบริจาคแล้ว ธนาคารเลือดจะสำรองเลือดนั้นไว้ จนกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ จึงจะนำไปให้ผู้ป่วยอื่นต่อไป




ผู้ป่วยที่เหมาะสมสำหรับ การบริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง

1. ผู้ป่วยที่กำหนดวันทำผ่าตัดได้แน่นอน (ผ่าตัดไม่ฉุกเฉิน)

2. ผู้ป่วยที่มีหมู่โลหิตหายาก

3. ผู้ป่วยที่มีประวัติเคยได้รับเลือดแล้ว เกิดอาการแพ้ ขณะให้เลือด



คุณสมบัติของผู้ป่วย ที่จะบริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง

1. น้ำหนัก มากกว่า 45 กิโลกรัม

2. อายุระหว่าง 17-60 ปี

3. เพศหญิงหรือชายก็ได้ แต่ถ้าเป็นหญิงต้องไม่อยู่ในระยะตั้งครรภ์

4. ต้องไม่เป็นโรคที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะเลือดออก เช่น โรคหัวใจ

5. ผู้ป่วยไม่ซีดเกินไป



ปริมาณเลือดที่เจาะ

ปริมาณเจาะเลือดในแต่ละครั้ง คือ 350 ซีซี ( 1 หน่วย ) ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อย ไม่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่ซีด ยกเว้นในบางครั้งอาจเกิดอาการเวียนศีรษะบ้าง แต่ถ้าได้พักผ่อนสักครู่ อาการก็จะดีขึ้นได้เอง

ก่อนที่จะเจาะเลือด หรือ ในวันแรกที่เจาะเลือด แพทย์จะให้ยาเพิ่มธาตุเหล็ก รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันไปอีก 1 เดือน หลังจากบริจาคเลือดครั้งสุดท้าย เพื่อให้ร่างกายนำไปสร้างเม็ดเลือด



ความถี่ของการเจาะเลือด

1. เจาะสัปดาห์ละ 1 หน่วย ( ยูนิต )

2. หน่วยสุดท้าย ต้องเจาะก่อนวันผ่าตัด อย่างน้อย 72 ชั่วโมง

3. ปริมาณเลือดที่เตรียมไว้ก่อนผ่าตัดไม่ควรเกิน 3 หน่วย เพื่อไม่ให้เลือดหน่วยแรกหมดอายุเสียก่อน



แถม ...

(เก็บมาฝาก) สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาค โลหิต  เกล็ดโลหิต   
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-01-2014&group=7&gblog=176

(เก็บมาฝาก) สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาค ร่างกาย อวัยวะ ดวงตา   
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-01-2009&group=7&gblog=10


ถ้าพ่อแม่ กรุ๊ป AB ลูกต้องกรุ๊ป AB เท่านั้น ใช่มั้ยครับ กรุ๊ปอื่นได้มั้ย ????    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-11-2008&group=4&gblog=63




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2551   
Last Update : 3 มกราคม 2557 14:43:47 น.   
Counter : 3450 Pageviews.  

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่จะมารับยาสลบ



คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่จะมารับยาสลบ
ดัดแปลงจาก ……….อรุณี เหมาอุปถัมภ์, อัสนี คชนันทน์,เพลินจิตต์ ศิริวันสาณฑ
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ์



การมารับยาสลบเพื่อการผ่าตัด ผู้ป่วยควรได้รับทราบแผนการเตรียมตัวเพื่อมารับยาสลบ เนื่องจาก ความเข้าใจในขั้นตอนต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้ป่วยเตรียมกายและใจได้เป็นอย่างดี ทำให้ลดความหวาดกลัวและความกังวลที่อาจจะมีมากเกินไปจนเกิดความเครียดหรือ ปัญหาในการทำผ่าตัด


การเตรียมตัวของผู้ป่วย

งดอาหารและน้ำดื่มทุกชนิดหลังเที่ยงคืน หรือ ที่เรียกว่า N.P.O. ก่อนวันผ่าตัด

ทั้งนี้เพราะต้องการให้กระเพาะอาหารว่าง จะได้ไม่เกิดอาเจียนและสำลักอาหารเข้าไปในหลอดลมเวลาที่หมดสติจากยาสลบ ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเศษอาหารอาจจะเข้าไปอุดตันในหลอดลมทำให้หายใจไม่ได้ นอกจากนั้น เศษอาหารและน้ำย่อยซึ่งมีภาวะเป็นกรด จะทำลายเนื้อเยื่อปอด เกิดอาการบวมและอักเสบอย่างรุนแรงของปอด ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต จึงเป็นสิ่งจำเป็น ที่ท่านต้องงดอาหารและน้ำดื่ม ไม่เช่นนั้น ท่านจะต้องถูกงดการผ่าตัดในวันนั้น

โดยทั่วไป อาหารที่มีกากและนมจะผ่านกระเพาะอาหารในเวลา 6-8 ชั่วโมง ส่วนอาหารน้ำหรือน้ำหวาน จะผ่านในเวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง แต่โดยทั่วไปแล้ว มักจะแนะนำให้งดทุกอย่าง หลังเที่ยงคืน เพื่อความสะดวกและปลอดภัย

ในกรณีเด็กเล็ก การงดอาหารและน้ำดื่มจะแตกต่างจากผู้ใหญ่ โดย ให้งดนมและอาหาร 6 ชั่วโมง ก่อนการผ่าตัด แต่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ให้ดื่มน้ำได้จนกระทั่ง 3 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เด็กอายุ 1-3 ขวบ ให้ดื่มน้ำได้จนกระทั่ง 4 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ทั้งนี้เพื่อเด็กจะไม่ทรมานจากหิว และกระหายน้ำมากจนเกินไป

ยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ

ยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำเพื่อการักษาโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น กรุณาปรึกษาแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร จะต้องงดยาก่อนผ่าตัดหรือไม่ และต้องแจ้งให้วิสัญญีแพทย์ หรือ วิสัญญีพยาบาล ทราบก่อนผ่าตัดด้วยเสมอ

การทำความสะอาดร่างกายและเครื่องแต่งกาย

ท่านควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด สระผม ตัดเล็บให้เรียบร้อย เพราะหลังผ่าตัด แพทย์มักจะสั่งไม่ให้แผลถูกน้ำในระยะแรกๆ ส่วนมากมักใช้วิธีเช็ดตัวแทนการอาบน้ำ

ควรจะบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากบ่อยๆ ในเช้าวันผ่าตัด เพราะการงดอาหารและน้ำนานๆ จะทำให้คอแห้งและเกิดกลิ่นปาก การกลั้วคอบ้วนปากด้วยน้ำยาจะช่วยให้ปากไม่แห้งจนเกินไป และช่วยลดแบคทีเรียในปาก ทำให้สบายขึ้น

สำหรับท่านที่มีฟันปลอมชนิดถอดได้ กรุณาถอดเก็บไว้ให้เรียบร้อย
ท่านที่เคลือบสีเล็บไว้ ควรเช็ดออกเพื่อที่จะได้ใช้สีเล็บ เป็นสิ่งสังเกตภาวะของออกซิเจนในร่างกาย เมื่อท่านกำลังรับยาสลบอยู่ ในกรณีที่เกิดมีความผิดปกติของทางเดินหายใจ

ควรใส่เสื้อผ้าที่ค่อนข้างหลวมและสวมใส่สบาย ๆ ง่ายต่อการถอดเปลี่ยนชุดสำหรับใส่เข้าห้องผ่าตัด หลังผ่าตัดท่านอาจมีผ้าปิดแผลที่หนาขึ้นพอสมควร หากท่านใส่เสื้อผ้าที่แนบพอดีตัว จะทำให้ใส่ชุดเดิมลำบาก
ท่านควรจะมีญาติมาด้วยหรือไม่ในกรณีที่ท่านจะมารับการผ่าตัดแบบผู้ป่วยนอก

ท่านควรจะมีญาติมาส่งและรับกลับ โดยเฉพาะท่านที่ต้องมารับการผ่าตัดภายใต้การให้ยาสลบ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของท่านเอง ญาติจะคอยช่วยเหลือในด้านการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ซื้อยาหรือชำระเงิน บางครั้งอาจต้องช่วยตามผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่น ผลเจาะเลือด ผลเอกซเรย์ เป็นต้น รวมทั้งหลังการผ่าตัดและฟื้นจากยาสลบ ท่านอาจมึนงง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในการเดินทางกลับบ้าน หรือถ้าต้องทำผ่าตัดมากกว่าที่คาดไว้ และแพทย์เห็นว่าควรต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อดูอาการก่อนสัก1-2 วัน ก็จะได้มีญาติติดต่อไปยังครอบครัวของท่านได้ ดังนั้นการมาโรงพยาบาล เพื่อทำการผ่าตัดจึงควรมีญาติมาด้วยทุกครั้ง

ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยเด็ก บิดามารดาหรือผู้ที่ดูแลเด็กเป็นประจำ ควรจะเป็นผู้พามาเองจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะบิดามารดาย่อมรู้ประวัติต่างๆ ของเด็กดี แม้กระทั่งการงดอาหารและน้ำดื่ม ขณะเดียวกันเด็กจะได้รับความอบอุ่นทางใจ ลดความหวาดกลัวลงได้ ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ การเอาใจใส่ดูแลเด็กหลังฟื้นจากยาสลบ ซึ่งถ้าหากพบอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ควรไต่ถามทันที


ของมีค่าควรทำอย่างไร

ไม่ควรนำของมีค่าติดตัว มายังโรงพยาบาล ควรจะถอดเก็บไว้ที่บ้านจะปลอดภัยกว่า ทั้งนี้เพราะการที่ท่านต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเข้าและออกจากห้องผ่าตัด อาจทำให้ของมีค่าตกหล่นได้ แต่ถ้าหากท่านลืมถอดของมีค่าไว้ที่บ้านและนำติดตัวมา ทางเจ้าหน้าที่ประจำหอผู้ป่วยหรือห้องเตรียมผ่าตัด จะขอให้ท่านถอดออกและเขียนระบุของมีค่านั้น ลงในสมุดฝากของ โดยที่เจ้าหน้าที่จะเก็บรักษาไว้ชั่วคราว จนกว่าท่านจะฟื้นดีแล้วจึงมอบคืนให้ท่าน


ท่านจะพบอะไรบ้าง เมื่อท่านมาถึงห้องผ่าตัด

ท่านจะพบวิสัญญีแพทย์หรือวิสัญญีพยาบาลที่คอยท่านอยู่ ท่านจะถูกถามชื่อ นามสกุล เมื่อตรวจชื่อ นามสกุล ผลการตรวจทางห้องทดลอง และตารางผ่าตัด เรียบร้อยแล้ว จะให้ท่านเปลี่ยนไปนอนบนเตียงล้อเลื่อนเพื่อเข้าห้องผ่าตัด ขณะเดียวกันจะถามประวัติเจ็บป่วยและโรคประจำตัว ตลอดจนการเตรียมงดอาหารและน้ำดื่มอีกครั้งหนึ่ง

ท่านจะได้รับการวัดความดันเลือด จับชีพจร และฟังเสียงหายใจ
ท่านจะได้รับบริการให้น้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ โดยทั่วไปมักจะให้ทางด้านหลังมือหรือเหนือข้อมือ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ท่านจะถูกพาเข้าไปในห้องสำหรับผ่าตัด ท่านจะได้รับยาระงับความรู้สึกด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่นการให้ยาชาเฉพาะที่ การให้ยาสลบ เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้เลือกว่าควรจะให้ยาระงับความรู้สึกแบบไหน ที่จะทำให้ท่านสบายและปลอดภัยมากที่สุด ตลอดการผ่าตัดจะมีวิสัญญีแพทย์ และวิสัญญีพยาบาล เฝ้าสังเกต และช่วยดูแลท่านจนกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น

หลังผ่าตัดเมื่อท่านรู้สึกตัวดีแล้ว จึงส่งท่านกลับไปดูแลต่อยังหอผู้ป่วยเพื่อพักฟื้นและให้การดูแลหลังผ่าตัดต่อไป

ในกรณีที่ท่านรับการผ่าตัดแบบผู้ป่วยนอก ท่านจะได้ออกมาพบญาติที่ห้องเตรียมผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้าน พร้อมทั้งมอบบัตรนัดของแพทย์เพื่อติดตามการรักษาต่อไป




 

Create Date : 23 มิถุนายน 2551   
Last Update : 23 มิถุนายน 2551 18:50:34 น.   
Counter : 4159 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 750 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]