Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาใน รพ. ‘ทางออกลดทุกข์ผู้ป่วย หนุนประสิทธิภาพบุคลากร’



สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาใน รพ. ‘ทางออกลดทุกข์ผู้ป่วย หนุนประสิทธิภาพบุคลากร’

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Mon, 2016-12-12 15:56 -- hfocus

จากปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลที่ซ้ำเติมความทุกข์ให้กับผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล ตลอดเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการที่นำเสนอในตอนที่แล้ว นำมาสู่คำถามที่ว่า “แล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ โรงพยาบาลจะสามารถทำอะไรได้บ้าง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการวิจัยการออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลเพื่อเอื้อต่อการเยียวยา” ซึ่งสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสภาพสิ่งแวดล้อมสถานพยาบาล และรูปแบบการออกแบบโครงสร้าง การจัดองค์ประกอบภายในอาคาร การจัดภูมิสถาปัตยกรรมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ด้วยแนวคิด “สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา-Healing Environment”

โกศล จึงเสถียรทรัพย์ (ซ้ายสุด)

โกศล จึงเสถียรทรัพย์ หัวหน้าโครงการออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลให้เอื้อต่อการเยียวยา (Healthcare Healing Environment Design) สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) กล่าวว่า องค์ความรู้และแนวคิดการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่มีการศึกษาค้นคว้ามานาน และมีงานวิจัยรองรับมากกว่า 600 เรื่อง ที่เป็นหลักฐานสำคัญเพื่อยืนยันว่าการออกแบบและจัดสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลมีผลต่อการรักษาพยาบาลในมิติต่างๆ และการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล

โดยกรอบแนวคิดในการออกแบบและจัดสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล มุ่งเน้นเพื่อความปลอดภัยในการรักษา การลดความเครียดในผู้ป่วย รวมทั้งปรับปรุงคุณภาพการรักษาพยาบาลโดยรวมให้ดีขึ้น นอกจากมีผลโดยตรงต่อผู้ป่วยแล้ว ยังมีผลต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งสามารถช่วยลดความเครียด อาการเหนื่อยล้า และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย ดังนั้นในหลายประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

ตัวอย่างงานวิจัยการออกแบบและจัดสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล อาทิ งานวิจัยชิ้นสำคัญของ Roger Ulrich ในปี ค.ศ.1984 เรื่อง View through a window may influence recovery from surgery พบว่า การมีหน้าต่างในห้องพักผู้ป่วยที่มองเห็นธรรมชาติ ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้ยาแก้ปวดลงได้ แต่ผู้ป่วยยังฟื้นตัวเร็วขึ้น มีภาวะทางอารมณ์ดีกว่า มีการบ่นและข้อร้องเรียนน้อยกว่าผู้ป่วยที่อยู่ในห้องพักที่ไม่สามารถมองเห็นธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดไขสันหลังที่ได้รับการจัดห้องพักที่มีแสงสว่างธรรมชาติส่องถึง เมื่อเปรียบเทียบกับที่พักผู้ป่วยที่อยู่ในอาคารเดียวกัน แต่มีแสงสว่างธรรมชาติส่องถึงน้อยกว่าร้อยละ 46 พบว่า ผู้ป่วยในห้องที่มีแสงสว่างมากกว่าจะมีความเครียดน้อยกว่า และใช้ยาแก้ปวดน้อยกว่าร้อยละ 22 ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลในส่วนค่ายาแก้ปวดได้ถึงร้อยละ 21 (Walch et al.2005)

ขณะเดียวกันยังมีงานวิจัยที่บ่งบอกว่า การออกแบบและจัดสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในทางการแพทย์ได้ เช่น การศึกษาการจ่ายยาของเภสัชกรเปรียบเทียบการจัดยาให้กับผู้ป่วยภายใต้ระดับแสงสว่างที่แตกต่างกัน คือ 400 ลักซ์ 1,100 ลักซ์ และ 1,500 ลักซ์ พบว่า การทำงานในพื้นที่ที่มีแสงสว่างมากกว่า โดยในพื้นที่ที่มีความสว่าง 1,500 ลักซ์ จะมีอัตราความผิดพลาดอยู่ในเกณฑ์ต่ำเพียงร้อยละ 2.6 ขณะที่ในพื้นที่ที่มีแสงสว่าง 400 ลักซ์ จะมีความผิดพลาดสูงถึงร้อยละ 3.8 (Buchanan et al. 1991)

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาด้านการจัดบริการที่ลดการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเพื่อรับการตรวจรักษา มีงานศึกษาที่โรงพยาบาล Methodist Hospital ในอินเดียแนโพลิส พบว่า การปรับรูปแบบห้องพักที่ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยลดลงร้อยละ 90 ส่งผลต่ออัตราความผิดพลาดทางการแพทย์ลดลงถึงร้อยละ 67 (Hendrich, Fay, andSorrells 2004 Hendric, fay, and Sorrells 2002) ทั้งยังช่วยลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่ ลดการนอนค้างโรงพยาบาลของผู้ป่วย และค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เกิดขึ้น (Institute of Medicine 2004) มีการศึกษาการหมุนเวียนของอากาศในห้องภายในโรงพยาบาล จากการวิจัยการแพร่ระบาดของโรคซาร์ส (Jiang et at. 2003) พบว่า ห้องพักที่มีการหมุนเวียนอากาศที่ดีจะมีอัตราการติดเชื้อต่ำกว่า สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยการติดเชื้อวัณโรคของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล (Menzies et al. 2006) ที่พบว่า อัตราการติดเชื้อวัณโรคของเจ้าหน้าที่มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการทำงานในห้องที่มีการหมุนเวียนอากาศที่ต่ำ

ยังมีงานวิจัยการออกแบบโรงพยาบาลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเจ้าหน้าที่ มีการศึกษาวิจัย พบว่า พยาบาลส่วนใหญ่ใช้เวลาการพยาบาลร้อยละ 56.9 รองลงมาใช้เวลาในการเดินถึงร้อยละ 28.9 (Burgio et at al. 1990) การออกแบบโรงพยาบาลที่ดีจะช่วยลดระยะทางและระยะเวลาการเดินของพยาบาลได้ สอดคล้องกับการศึกษาจัดเรียงเตียงนอนผู้ป่วยที่ พบว่า การจัดเตียงผู้ป่วยในห้องพักลักษณะแผ่รัศมีและมีเคาน์เตอร์พยาบาลตรงกลางจะช่วยลดการเดินของพยาบาลจากเดิมที่ต้องเดิน 7.9 ก้าวต่อนาที เหลือเพียง 4.7 ก้าวต่อนาที (Shepley and Davies 2003)

ทั้งนี้ยังมีการศึกษาระบุว่า การกระจายเคาน์เตอร์พยาบาลและการจัดเก็บเครื่องมือในหลายจุดใกล้กับเคาน์เตอร์พยาบาล จะช่วยลดการเดินและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานพยาบาลได้ (Hendrich 2003 และ Institute of Medicine 2004)  สอดคล้องกับการศึกษาการกระจายงานเภสัชออกไปยังอาคารต่างๆ ช่วยลดระยะเวลาจัดส่งยาได้มาก (Hibbard et al. 1981)

ส่วนการออกแบบด้านสุนทรียภาพและจิตวิญญาณ โกศล กล่าวว่า การออกแบบด้านนี้มีส่วนสำคัญต่อการเยียวยาผู้ป่วยอย่างมาก เช่น การจัดให้มีภาพศิลปะอย่างภาพวาดหรือภาพถ่ายจะช่วยเบี่ยงเบนความรู้สึกเจ็บปวดได้ (Ulrich et al. 2008) รวมถึงการติดตั้งจอโทรทัศน์แสดงภาพทิวทัศน์พร้อมเสียงธรรมชาติ จะลดความเครียดและความเจ็บปวดได้ดี การออกแบบพื้นที่จิตวิญญาณที่สัมพันธ์กับศรัทธาและความหมายของวัฒนธรรม (Felgen 2004: 24) ตัวอย่างแนวคิดการออกแบบ “จิตตปัญญาวาส” เน้นการสร้างผัสสะแห่งสถานที่ และจิตวิญญาณแห่งสถานที่เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการใช้มิติจิตวิญญาณในการเยียวยา

องค์ความรู้ด้านการออกแบบและจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ดังตัวอย่างข้างต้นนี้ ล้วนเป็นข้อมูลศึกษาวิจัยจากต่างประเทศ ส่วนประเทศไทยนั้นยังมีองค์ความรู้เหล่านี้จำกัดมาก ที่ผ่านมา สวสส.จึงสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลสร้างผลงานวิจัยจากงานประจำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลวิชาการสำหรับอ้างอิงภายใต้บริบทของประเทศไทย

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการศึกษาวิจัยของต่างประเทศสามารถสรุปได้ว่า การออกแบบสิ่งแวดล้อมภายในโรงพยาบาลล้วนแล้วมีผลต่อการรักษาในมิติที่แตกต่างกันออกไป

การปรับพื้นที่ภายในโรงพยาบาลเพื่อสิ่งแวดล้อมในการเยียวยานั้น โกศล กล่าวว่า ที่ผ่านมาการก่อสร้างโรงพยาบาลเน้นเพื่อรองรับการรักษาพยาบาลเป็นสำคัญ พร้อมทั้งโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ งบประมาณการก่อสร้าง ทำให้การออกแบบจึงไม่ได้คำนึงถึงด้านนี้เท่าที่ควร แต่ทั้งนี้การปรับภูมิทัศน์เพื่อเอื้อต่อการดูแลผู้ป่วยและการทำงานของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลยังสามารถทำได้ และในบางกรณีก็ใช้งบประมาณในการปรับปรุงไม่มาก โดยนำแนวคิดทั้งในด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย, การออกแบบโดยอิงหลักฐานงานวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา และการออกแบบสุนทรียและมิติจิตวิญญาณมาบูรณาการร่วมกันเป็นแนวคิดการออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา

โกศล กล่าวต่อว่า การออกแบบโรงพยาบาลและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยานี้ ทาง สวสส.ได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ระหว่างนั้นสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) ได้จัดทำโครงการรับรองคุณภาพมาตรฐานสถานพยาบาล ซึ่งได้เข้าร่วมกับ สรพ.ทำเรื่องการจัดสิ่งแวดล้อมภายในโรงพยาบาล แม้ว่าจะมีการให้รางวัลกับโรงพยาบาลที่มีการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่ก็ยังไม่มีเครื่องมือประเมินที่เป็นมาตรฐาน

สวสส.จึงได้ดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง “การออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลให้เอื้อต่อการเยียวยา” เพื่อสำรวจสภาพสิ่งแวดล้อมสถานพยาบาล และศึกษารูปแบบการออกแบบโครงสร้าง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงสถานพยาบาลภายใต้แนวคิด “สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา” โดยปีแรกนำร่องในโรงพยาบาล 13 แห่ง และปีที่ 2 มีโรงพยาบาลที่สนใจและสมัครเข้าร่วมเพิ่มเติม รวม 20 แห่ง

จากการดำเนินโครงการวิจัย ได้มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจโรงพยาบาลหลายแห่ง พร้อมให้คำแนะนำ โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ เช่น รพ.องค์รักษ์ จ.นครนายก จากการลงพื้นที่พบว่า มีการจัดเรียงเก้าอี้นั่งรอผู้ป่วยและญาติที่หันหน้าไปยังเคาน์เตอร์ทำงานของเจ้าหน้าที่ นอกจากทำให้พื้นที่จำกัดคับแคบแล้ว ยังสร้างความอึดอัดให้กับผู้ป่วยและญาติที่นั่งรอ ขณะเดียวกันยังทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกถูกจ้องมองตลอดเวลา

ทั้งนี้การจัดเรียงเก้าอี้ลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะจัดเรียงแถวละ 4 ตัว ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนั่งเก้าอี้ตัวริม คือ ตัวที่ 1 และตัวที่ 4 การจะเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ 2 และตัวที่ 3 จะต้องเบียดผู้ที่นั่งเก้าอี้ตัวริมก่อน ทำให้ผู้ป่วยและญาติเลือกที่จะยืนรอรอบๆ แทน ยิ่งทำให้ทางเดินคับแคบลงไปอีก

ดังนั้นจึงได้แนะนำและลองปรับรูปแบบการจัดเก้าอี้ใหม่ โดยจัดเรียงหันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ โดยหันด้านข้างให้เคาน์เตอร์ของเจ้าหน้าที่ สิ่งที่ได้คือ นอกจากลดความกดดันทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่แล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยและญาติได้หันหน้าพูดคุยกันระหว่างนั่งรอสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ทั้งเพิ่มความสะดวกในการเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ด้านในได้ และเพิ่มพื้นที่โล่งบริเวณแผนกผู้ป่วยนอก

นอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ลดการติดป้ายและประกาศที่มีจำนวนมากลงให้เหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างทำให้เกิดความสบายตา การย้ายทีวีที่มักติดอยู่ด้านบนของเคาน์เตอร์พยาบาลที่ทำให้พยาบาลรู้สึกถูกจ้องมอง เป็นต้น

ส่วนเสียงประกาศของเจ้าหน้าที่นั้น โกศล กล่าวว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่มักใช้ลำโพงทั่วไปที่ใช้สำหรับเปิดเพลง ซึ่งมักจะทิ้งเสียงทุ้มก้องกังวานในหู แต่หากใช้เป็นลำโพงสำหรับการพูดประกาศ เสียงเบสจะน้อย มีเสียงพูดที่แหลมคมมากกว่า นอกจากผู้ป่วยจะได้ยินเสียงประกาศชัดเจนแล้ว ยังไม่สร้างความรำคาญให้กับผู้ฟังมาก เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ไม่ได้คำนึงถึง

เช่นเดียวกับการจัดแสงไฟในห้องพักผู้ป่วย ซึ่งห้องพักผู้ป่วยพิเศษการติดไฟที่มีกำลังส่องสว่าง 400 ลักซ์ ก็ถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานแล้ว แต่หากมองในเรื่องสุนทรียภาพ เวลาที่ผู้ป่วยนอนบนเตียง ไฟที่ติดตั้งบนเพดานจะสาดแยงตารบกวนการพักผ่อน อีกทั้งเวลาที่คุณหมอมาตรวจจะทำให้ผู้ป่วยไม่มองเห็นหน้าคุณหมอได้ ซึ่งทำให้ขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะไม่เห็นสีหาแววตาของคุณหมอ ดังนั้นหากเพียงแต่ย้ายไฟไปติดตั้งบริเวณผนังตรงหัวเตียงผู้ป่วยแทน นอกจากแสงไฟจะไม่แยงตาผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นการเพิ่มแสงสว่างในการทำหัตถการให้กับแพทย์ หรือพยาบาลได้

นอกจากนี้การจัดพื้นที่เพื่อรับแสงแดดยังมีส่วนช่วยในการรักษาผู้ป่วย โดยในกรณีของทารกแรกคลอดที่มีอาการตัวเหลือง เป็นที่ทราบดีในทางการแพทย์ว่าการรักษาสามารถทำได้ง่าย เพียงให้เด็กได้รับแสงอาทิตย์ในยามเช้าซึ่งจะลดอาการตัวเหลืองนี้ได้ เช่น ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย ได้ใช้องค์ความรู้นี้มาร่วมออกแบบให้ห้องเด็กอ่อนมีระเบียงหันออกทางทิศตะวันออก พร้อมจัดที่นั่งสำหรับคุณแม่หลังคลอดไว้ให้นมลูก เมื่อเวลาแม่ให้นมลูกในตอนเช้า เด็กก็จะได้รับแสงแดดในเวลาเช้าไปพร้อมกัน ซึ่งองค์ความรู้ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ล้วนแต่เป็นการปรับสภาวะแวดล้อมเพื่อเอื้อต่อการเยียวยา

โกศล กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลให้เอื้อต่อการเยียวยา ซึ่งได้สำรวจปัญหา พร้อมรวบรวมองค์ความรู้ด้านการออกแบบโรงพยาบาลและจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา จึงได้จัดทำเป็น “หนังสือสถาปัตยกรรมโรงพยาบาลและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา (Healthcare Architecture and Healing Environment)” เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปใช้เพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในโรงพยาบาลได้อย่างเหมาะสม

พร้อมกันนี้คณะทำงานวิจัยยังได้พัฒนา “เครื่องมือประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาสำหรับสถานพยาบาล” สำหรับใช้ประเมินตนเอง โดยแบ่งการประเมินเป็น 5 ด้าน คือ

1.หน้าที่การใช้งานและความปลอดภัย

2.สุนทรียภาพและความสุขสบาย

3.ปฏิสัมพันธ์และการสนับสนุนทางสังคม

4.การเสริมพลังและอำนาจการตัดสินใจ

และ 5.คุณค่าและจิตวิญญาณ

เน้นผสมผสานมิติต่างๆ เพื่อประเมินสิ่งแวดล้อมแต่ละพื้นที่ได้อย่างลงตัว เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีหน้าที่ใช้สอย เงื่อนไข และบริบทเฉพาะที่แตกต่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบบริการสาธารณสุขไทย

เครื่องมือประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาฉบับนี้ ได้ตีพิมพ์ในบทที่ 5 ของหนังสือสถาปัตยกรรมโรงพยาบาลและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ทางเวปไซต์ //www.shi.or.th หรือ //www.facebook.com/HealingEnv โดยคุณสมบัติของเครื่องมือประเมินฯทชุดนี้ นอกจากจะเป็นการประเมินระดับคุณภาพของสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาแล้ว ยังเป็นเหมือนแผนที่การเดินทางของการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาที่มีรายละเอียดเป็นรายการย่อย ทำให้ง่ายต่อการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสู่บรรยากาศแห่งการเยียวยา

ทั้งนี้การออกแบบโรงพยาบาลและการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาที่ดี นอกจากอิงความรู้ทางการแพทย์แล้ว การศึกษาวิจัยยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการออกแบบและปรับสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลเพื่อให้เกิดการดูแลผู้ป่วยและญาติได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานในโรงพยาบาล

..............................

เปิดสารพัดปัญหาสิ่งแวดล้อมใน รพ. ซ้ำเติมภาวะเจ็บป่วย สร้างทุกข์บุคลากร
https://www.hfocus.org/content/2016/12/13099

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาใน รพ. ‘ทางออกลดทุกข์ผู้ป่วย หนุนประสิทธิภาพบุคลากร’
https://www.hfocus.org/content/2016/12/13133




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2559   
Last Update : 13 ธันวาคม 2559 15:47:36 น.   
Counter : 616 Pageviews.  

เปิดสารพัดปัญหาสิ่งแวดล้อมใน รพ. ซ้ำเติมภาวะเจ็บป่วย สร้างทุกข์บุคลากร





เปิดสารพัดปัญหาสิ่งแวดล้อมใน รพ. ซ้ำเติมภาวะเจ็บป่วย สร้างทุกข์บุคลากร

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Tue, 2016-12-06 21:28 -- hfocus

แม้เพียงความเจ็บป่วยเล็กน้อย ไม่ว่าด้วยโรคอะไรก็ตาม ย่อมเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความทุกข์ สถานที่ที่จะช่วยลดความทุกข์และเยียวยาความเจ็บป่วยก็คือโรงพยาบาลนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงการไปโรงพยาบาลเพื่อรับบริการแต่ละครั้ง แทนที่จะช่วยลดความทุกข์ กลับพบว่าก่อให้เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วย ยังรวมถึงญาติพี่น้องผู้พาไปอีกด้วย

ทุกข์ในที่นี้นอกจากจะเป็นทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ยังหมายถึงทุกข์ที่เกิดจากประสบการณ์การมาโรงพยาบาลที่ผู้รับบริการได้รับ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมภายในโรงพยาบาล นอกจากไม่เอื้ออำนวยความสะดวกในการรับและให้บริการแล้ว ยังมีบรรยากาศแห่งความวุ่นวาย สับสน อึดอัด และกดดัน นำมาสู่ภาวะความเครียดของผู้รับบริการ ซึ่งปัญหาเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ให้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

โกศล จึงเสถียรทรัพย์ (ซ้ายสุด)

โกศล จึงเสถียรทรัพย์ หัวหน้าโครงการวิจัย การออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลให้เอื้อต่อการเยียวยา (Healthcare Healing Environment Design: HHED) สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) กล่าวว่า เมื่อพูดถึงโรงพยาบาล คงเป็นสถานที่ซึ่งไม่มีใครอยากไป เหตุผลนอกจากไม่อยากเจ็บไข้ได้ป่วย หรือไม่อยากให้คนรู้จักต้องป่วยไข้แล้ว บรรยากาศในโรงพยาบาลยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะเมื่อใดที่มีความจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล ภาพที่เกิดขึ้นในใจมักจะเป็นภาพของความหดหู่ ความวุ่นวาย สับสน ความยุ่งยากในการรับบริการ การรอคิวนาน ผู้คนแออัด โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยที่ล้นโรงพยาบาล ล้วนแต่ก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งสิ้น

จากการทำวิจัยโครงการ การออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลให้เอื้อต่อการเยียวยา (Healthcare Healing Environment Design-HHED) โกศล กล่าวว่า ทำให้มีโอกาสลงพื้นที่โรงพยาบาลหลายแห่งทั่วประเทศ เพื่อสำรวจการจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงพยาบาลร่วมกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลซึ่งเป็นทีมวิจัยในพื้นที่ สำหรับเป็นข้อมูลพื้นฐานในงานวิจัย พบว่า แม้การจัดสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะมีความแตกต่างกันภายใต้บริบทของพื้นที่ แต่เมื่อมองในภาพรวมกลับพบปัญหาคล้ายคลึงกันที่เป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ อันจะนำมาสู่การซ้ำเติมความทุกข์ให้กับผู้ที่มาโรงพยาบาล

เริ่มตั้งแต่เข้าพื้นที่โรงพยาบาล จะพบปัญหาที่จอดรถที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโรงพยาบาลในเขตเมืองซึ่งมีผู้ป่วยและญาติมารับบริการเป็นจำนวนมาก เช่นในกรณีของผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ต้องมีผู้ร่วมเดินทางอย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งจะทำหน้าที่ขับรถส่งผู้ป่วยและวนรถหาที่จอดรถ ส่วนคนที่สองจะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยและเป็นผู้ประสานงาน คือ จัดการเรื่องเอกสาร ตรวจสอบสิทธิ์ ทำบัตร ยื่นบัตร เป็นต้น

จากปัญหาที่จอดรถ ตามมาด้วยปัญหาในส่วนพื้นที่พักคอย พบว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่พื้นที่พักคอยจะค่อนข้างแออัด เก้าอี้นั่งรอไม่พอเพียงสำหรับผู้ป่วยและญาติที่ติดตาม จึงมีบางส่วนต้องยืนรอ ไม่ว่าจะเป็นแผนกผู้ป่วยนอกหรือแผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูแออัดวุ่นวาย

นอกจากความแออัดของผู้คนในพื้นที่ให้บริการที่ไม่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอแล้ว ปัญหาขั้นตอนการรับบริการ ที่ใช้ระยะเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตร คัดกรองอาการ รอแพทย์ตรวจวินิจฉัย รอผลห้องปฏิบัติการ รอจ่ายเงิน และรอรับยา โดยทั่วไปขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลา 1 วัน ส่งผลทำให้ผู้ป่วยและญาติเกิดความเหนื่อยหน่าย ความกังวลจากการรอเรียกชื่อ และความเครียดที่เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ส่วนบรรยากาศภายในโรงพยาบาล พบว่า โรงพยาบาลหลายแห่งมีการจัดบรรยากาศแวดล้อมที่สร้างความตึงเครียดและหดหู่ อาทิ การเลือกสีทาอาคาร การเลือกสีเฟอร์นิเจอร์  การจัดแสงในพื้นที่บริการที่ดูสลัวๆ อึมครึม รวมถึงอากาศที่ไม่มีคุณภาพ การถ่ายเทอากาศภายในอาคารที่ไม่ดีพอ ทำให้ไม่ปลอดโปร่ง ก่อให้เกิดปัญหาความร้อน ความชื้น กลิ่น และเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ตัวอย่างเบื้องต้นเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อจิตใจและร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โกศล กล่าวว่า นอกจากปัญหาต่างๆ ข้างต้นแล้ว ยังมีองค์ประกอบแวดล้อมในโรงพยาบาลที่ก่อให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นอีก เช่น มีแหล่งกำเนิดเสียงเกิดขึ้นจำนวนมากในโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นเสียงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง เสียงพูดคุยจากผู้คนรอบตัว เสียงโทรทัศน์ เสียงเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เสียงเข็นเตียงผู้ป่วย เป็นต้น มีงานวิจัยในต่างประเทศทำการศึกษา พบว่า เสียงที่เกิดขึ้นในแผนกผู้ป่วยนอกมีแหล่งกำเนิดเสียงมากกว่า 30 เสียง ในขณะที่งานวิจัยบางเล่มระบุว่ามีถึง 50 เสียงด้วยซ้ำ แม้ว่าเสียงต่างๆ จะไม่ได้มีความหมายต่อการรักษามากนัก แต่มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าเสียงเป็นภัยที่มองไม่เห็นต่อจิตใจ และมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนเป็นอย่างมาก

ขณะที่ภาพที่ปรากฎทางสายตา (Visual Sense) ก็มีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้มารับบริการไม่น้อย จากการลงพื้นที่ทำการวิจัย พบว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่มักมีการติดป้ายต่างๆ ในพื้นที่เต็มไปหมด อาทิ ป้ายขั้นตอนการรับบริการ ป้ายข้อกำหนด ข้อห้าม ป้ายบอกทาง ป้ายบอกชื่อห้อง บ่อยครั้งที่พบว่าป้ายเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกันเองทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิด นอกจากนี้ยังมีบอร์ดรณรงค์กิจกรรม บอร์ดสุขศึกษาต่างๆ พบว่า มีการใช้ข้อความที่มีตัวอักษรมากเกินไป สีของพื้นบอร์ดเป็นแม่สีที่ดูจัดจ้านไม่สบายตา หรือสีโทนดำที่ดูเศร้าโศกสลดใจ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่กระทบต่อการรับรู้ และส่งผลต่อสภาวะจิตใจของผู้รับบริการ

ปัญหาสภาพแวดล้อมที่ซ้ำเติมความทุกข์ของผู้มารับบริการไม่เพียงแต่พบในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางเท่านั้น แม้กระทั่งหอผู้ป่วยก็ประสบปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ปกติการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนภายใต้บรรยากาศที่เงียบสงบ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นปัญหา ขาดความเป็นส่วนตัว มีเสียงรบกวนมากมาย เช่น เสียงการสนทนา เสียงจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ และเสียงกระทบของภาชนะต่างๆ เป็นต้น ล้วนส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนนอนหลับของผู้ป่วยทำให้นอนหลับไม่สนิท ทำให้เกิดความเครียดและส่งผลต่อการรักษา ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลนานขึ้น

ขณะที่การออกแบบภายในบางแห่งยังไม่เอื้อสำหรับผู้ป่วย เช่น อาคารและห้องพักฟื้นมีผนังทึบแสงมองไม่เห็นภายนอก ไม่มีแสงสว่างจากธรรมชาติ อากาศไม่ถ่ายเท จึงขาดบรรยากาศผ่อนคลาย หรือแม้แต่การไม่มีอุปกรณ์ช่วยพยุงตัวผู้ป่วย อย่างราวจับ ทางลาดเอียง เป็นต้น เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเยียวยาผู้ป่วยทั้งสิ้น

โกศล กล่าวต่อว่า สภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลไม่เพียงแต่กระทบกับผู้ป่วยและญาติ หรือผู้ที่มาเยี่ยมเยียนผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ให้บริการ ทั้งแพทย์ พยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งหมด ที่ต้องปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นความทุกข์ซ้ำเติม เพราะนอกจากจำนวนบุคลากรจำกัดและต้องรับภาระงานหนัก การทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ยังส่งผลต่อสภาวะอารมณ์ผู้ให้บริการที่มีผลกระทบต่อการให้บริการได้ด้วย ขณะเดียวกันยังก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เพราะเจ้าหน้าที่ต้องทำงานอยู่ในพื้นที่ประจำและต่อเนื่องเป็นเวลานาน

“ตัวอย่างพื้นที่ที่พบปัญหา เช่น การจัดพื้นที่หอผู้ป่วยในโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งที่มีห้องพยาบาลอยู่ตรงกลาง และภายในห้องติดเครื่องปรับอากาศพร้อมติดพัดลมดูดอากาศไว้  โดยมีห้องผู้ป่วยรวมและมีเตียงนอนทั้งสองด้านของห้องพยาบาลซึ่งไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศ เมื่อเวลาพยาบาลให้บริการผู้ป่วยในห้องผู้ป่วยก็จะใส่หน้ากากอนามัย แต่พอกลับเข้ามาในห้องพยาบาลก็มักจะถอดหน้ากากอนามัยออกทันที พร้อมทั้งสูดลมหายใจเข้า โดยเข้าใจว่าอากาศภายในห้องพยาบาลนี้สะอาดกว่าอากาศในห้องผู้ป่วยรวม ซึ่งวิธีคิดแบบนี้เป็นการเข้าใจผิด เพราะการเปิดพัดลมดูดอากาศจะดึงเอาอากาศผ่านทางรอยรั่วต่างๆ ของประตู หน้าต่าง รวมถึงจากการเปิด-ปิดประตูขณะเดินเข้า-ออกห้องพักผู้ป่วย ทำให้มีการดูดอากาศที่ปนเชื้อโรคต่างๆ ในห้องผู้ป่วยให้เข้ามาในส่วนห้องพักพยาบาล (Nurse Station) ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและส่งผลต่อสุขภาพของผู้ให้บริการได้” หัวหน้าโครงการออกแบบสภาพแวดล้อมสถานพยาบาลให้เอื้อต่อการเยียวยา กล่าว

โกศล กล่าวสรุปว่า ปัญหาสภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น ก่อให้เกิดความทุกข์ที่ไปซ้ำเติม ทั้งกับผู้รับบริการและผู้ให้บริการ ซึ่งต่างต้องทำใจยอมรับสภาพเมื่อจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลและกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทั้งที่โรงพยาบาลเป็นสถานที่ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตผู้คนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

ดังนั้น ในต่างประเทศจึงให้ความสำคัญต่อการออกแบบสถาปัตยกรรมของโรงพยาบาลรวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาอย่างมาก เพราะนอกจากเป็นการดูแลผู้ป่วยและผู้มารับบริการแล้ว ยังเป็นการดูแลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ

สำหรับในส่วนของประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นกัน โดยตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุข เล็งเห็นว่าแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเปรียบเสมือนห้องรับแขกของบ้าน จึงมีนโยบายให้โรงพยาบาลในสังกัดปรับปรุงสภาพแวดล้อมของแผนกผู้ป่วยนอกให้เป็นมีบรรยากาศเหมือนห้องรับแขก เน้นความสะอาด สะดวก สบาย และสวยงาม ทั้งยังต้องทำให้ผู้มารับบริการเข้าถึงบริการในทุกขั้นตอนได้อย่างสะดวก

ที่ผ่านมาแม้จะมีโรงพยาบาลหลายแห่งได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยได้มีการออกแบบอาคารและจัดภูมิทัศน์ที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้ป่วย สร้างความสะดวกให้กับผู้มารับบริการ รวมถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แต่เป็นการจัดสิ่งแวดล้อมตามบริบทของตนเอง ยังไม่มีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่ยังมีโรงพยาบาลอีกหลายแห่งจำเป็นต้องปรับปรุงและจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรม ผสมผสานกับความรู้ทางการแพทย์ที่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิง รวมถึงมิติสุนทรียทางผัสสะ มิติจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์ เพื่อให้เกิดการดูแลและรักษาผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวมที่ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย แต่ยังเป็นทางออกสำคัญเพื่อช่วยลดการซ้ำเติมความทุกข์ให้กับผู้ที่มาโรงพยาบาลรวมถึงผู้ให้บริการได้


......................................................


เปิดสารพัดปัญหาสิ่งแวดล้อมใน รพ. ซ้ำเติมภาวะเจ็บป่วย สร้างทุกข์บุคลากร
https://www.hfocus.org/content/2016/12/13099

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยาใน รพ. ‘ทางออกลดทุกข์ผู้ป่วย หนุนประสิทธิภาพบุคลากร’
https://www.hfocus.org/content/2016/12/13133




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2559   
Last Update : 13 ธันวาคม 2559 15:46:36 น.   
Counter : 523 Pageviews.  

“ทำไม!!…ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์” โดยเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม กรกฎาคม 2555







รัฐมนตรีในรัฐบาลคสช.กำลังจะต่อยอดโครงการครม.ยิ่งลักษณอนุมัติ! "เขื่อนแม่วงก์"

เครดิต มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข   ๕กันยายน๒๕๕๙
https://www.facebook.com/Mallikaboonmeetrakool/photos/a.174060606017216.41321.137530553003555/1078019372287997/?type=3&theater

ปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อนแม่วงก์คิดเป็นร้อยละ 1 ของน้ำทั้งหมดที่ท่วมลุ่มน้ำภาคกลางในปี 2554 ดังนั้น เขื่อนนี้จึงไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง และไม่เกิดความคุ้มค่าแก่การลงทุนหากสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วม

หรือกรณีที่น้ำท่วม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ มีน้ำเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้นที่มาจากแม่วงก์ที่เขาสบกก ส่วนอีกร้อยละ 80 ที่เหลือคือน้ำที่มาจากลำน้ำสาขาอีก 16 สายใต้เขื่อนแม่วงก์ ซึ่งปัญหาที่น้ำท่วมก็เพราะถนนขวางทางระบายน้ำ รวมถึงการปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนเขา ซึ่งทำให้น้ำหลากมาถึงบ้านที่อยู่ในที่ราบอย่างรวดเร็ว และถึงแม้จะสร้างเขื่อนได้แล้ว ปริมาณน้ำนองที่ อ.ลาดยาวก็ลดลงไม่ถึงร้อยละ 30

พื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่วงก์กินอาณาบริเวณรวม 5 อำเภอ 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ อุทัยธานี และกำแพงเพชร ได้แก่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอำเภอที่ได้น้ำใช้มากที่สุด รวมกว่า 2 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 70.5 ของพื้นที่ชลประทานทั้งหมด, อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 4.3 หมื่นไร่, อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประมาณ 2.6 หมื่นไร่ อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ประมาณ 1 หมื่นไร่ และอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร กว่า 5 พันไร่

ข้อมูลการส่งน้ำชลประทานในฤดูแล้งจากร่าง EIA โดยบริษัทครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด เมื่อเดือนเมษายน 2555 ระบุว่า มีพื้นที่ชลประทานทั้งหมด 291,900 ไร่ ซึ่งจริงๆ แล้วมีพื้นที่ได้รับน้ำจากเขื่อนเพียง 70,000 ไร่ เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำ ขนาดความจุปกติ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันมีน้ำเพียง 40 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งใช้ได้จริงเพียง 25 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น โดยปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริงสามารถไปถึงพื้นที่ชลประทานได้เพียง 12,000 ไร่ จากทั้งหมดกว่า 140,000 ไร่

ปัญหาของเขื่อนแม่วงก์ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ เรื่อง “เวนคืนที่ดิน” เพื่อทำคลองยาว 500 กิโลเมตร และคลองระบายน้ำ ซึ่งต้องเวนคืนที่ดินจากชาวบ้านกว่าพันราย รวมที่ดิน 10,892 ไร่

นอกจากนี้ต้องเวนคืนที่ดินอื่นๆ เพิ่มอีกในการสร้างเขื่อน คือ
– ที่ดิน 850 ไร่ ที่บ้านคลองไทร ต.แม่เล่ย์ อ.แม่วงก์ เพื่อใช้เป็นบ่อยืมดิน
– ที่ดิน 55 ไร่ ที่บ้านท่าตาอยู่ ต.ปางมะค่า เพื่อใช้ปรับปรุงฝายท่าตาอยู่
– ที่ดิน 173 ไร่ ติดเขาสบกก เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่หัวงาน

นอกจากนี้อาจมีปัญหาว่า ชาวบ้านต้องสูบน้ำเข้าที่นาเอง เนื่องจากเขื่อนมีขนาดเล็ก และน้ำอาจไม่มากพอส่งมาท้ายเขื่อนของพื้นที่ชลประทาน และปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้มีอำนาจที่อาจได้รับประโยชน์การใช้น้ำชลประทานก่อน เพราะรัฐยังไม่ระบุว่าพื้นที่ระบบชลประทานหน้าแล้งตรงไหนที่ได้รับประโยชน์

ในขณะที่ชาวบ้านสามารถจัดการปัญหาเรื่องน้ำด้วยตนเองได้ เช่น “ชาวนาที่ศาลเจ้าไก่ต่อ” ทำนาโดยใช้ระบบสูบน้ำและส่งน้ำบาดาล โดยการขุดคลองรอบคันนาเพื่อส่งน้ำไปใช้ ด้านหนึ่งของคันนาจะขุดเป็นบ่อพักน้ำหมุนเวียนในนาซึ่งเลี้ยงปลาไว้เป็นรายได้เสริมด้วย หรือทางออกเรื่องน้ำระดับชุมชนของ “บ้านธารมะยม” ที่มีเขาแม่กระทู้เป็นต้นน้ำ และใช้ต้นน้ำนี้ทำประปาภูเขา นอกจากนี้ตามลำห้วยก็สร้างฝายกั้นน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อไปใช้ในที่นา รวมถึงขุดบ่อน้ำไว้เลี้ยงปลาด้วย เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ ชุมชนก็ทำเกษตรได้ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และเงินค่าน้ำประปาภูเขาก็กลายมาเป็นกองทุนและสวัสดิการต่างๆ ของชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในระดับตำบลโดยภาครัฐที่ ต.หนองหลวง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ที่สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในตำบล เช่น สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ โครงการสูบน้ำ ซึ่งก็เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคของคนในตำบล หรือทางออกการจัดการน้ำที่ยั่งยืนอย่าง “ปิดทองหลังพระ model” ของโครงการปิดทองหลังพระจังหวัดน่าน ที่สร้างถังเก็บน้ำไว้ในหมู่บ้าน สร้างฝายต้นน้ำ ฝายชะลอน้ำ และสร้างอ่างพวงเพื่อส่งน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร รวมถึงปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย

หากไม่มีเขื่อน ชาวบ้านในพื้นที่ชลประทานก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้และอยู่ดี เพราะ

1. มีป่าเขาชนกันที่มีสายน้ำไหลตลอดปีกว่า 10 สาย ซึ่งสามารถจัดการได้ตามแบบบ้านธารมะยม และ ต.หนองหลวง

2. มีน้ำใต้ดินที่ลึกเพียง 3 เมตร หรือลึกกว่า ที่สามารถพัฒนาเป็นสระน้ำในไร่นาได้แบบที่ “ศาลเจ้าไก่ต่อ”

3. หลายพื้นที่อาจพัฒนาระบบอ่างเก็บน้ำหลักและอ่างพวงตามแบบ “ปิดทองหลังพระโมเดล”

4. ลำน้ำนอกเขตอุทยานก็สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเก็บน้ำได้อีกมาก โดยปรับปรุงฝายเดิมหรือสร้างใหม่ให้เหมาะสม

5. ให้งบประมาณแก่คนทั้ง 23 ตำบล ตำบลละ 200 ล้านบาท รวมเป็น 4,600 ล้านบาท แล้วหาทางพัฒนาแหล่งน้ำโดยชาวบ้านแล้วให้ข้าราชการเป็นที่ปรึกษา ดีกว่าสร้างเขื่อนทับป่าสมบูรณ์ พร้อมคลองชลประทานดาดคอนกรีต 500 กิโลเมตร ด้วยงบ 13,000 ล้านบาท

6. ให้แม่วงก์เป็นต้นแบบโครงการที่ราษฎรและข้าราชการร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำโดยไม่ทำลายป่าเพื่อสร้างเขื่อน

7. ขยายพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง โดยรวมอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน และทั้งผืนป่าตะวันตกเข้าด้วยกัน

“เขื่อนคือที่เก็บน้ำชั่วคราว แต่ป่าคือที่เก็บน้ำชั่วชีวิต”

อ่านเพิ่มเติม หนังสือ “ทำไม!!…ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์” โดยเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม กรกฎาคม 2555

CR: ThaiPublica อ่านต่อในเว็บนี้


............................................


Date: 9 มกราคม 2013
//thaipublica.org/2013/01/mae-wong-dam/

แนวคิดการสร้างเขื่อนกลับมาอีกครั้งหลังมหาอุทกภัยปี 2554 ตามแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล เขื่อนหลายเขื่อนถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกรอบ เช่นเดียวกับ “เขื่อนแก่งเสือเต้น” และ “เขื่อนแม่วงก์”

เครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ออกหนังสือเรื่อง “ทำไม!!…ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของป่าแม่วงก์ “หัวใจ” ของผืนป่าตะวันตก การมาของเขื่อน สู่ปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น พร้อมเสนอทางออกการแก้ไขปัญหาและการจัดการน้ำ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่าเขื่อนแม่วงก์คืออะไร และทำไมต้องคัดค้าน

ความเป็นมาของเขื่อนแม่วงก์

ปี 2525 กรมชลประทานริเริ่มโครงการเขื่อนแม่วงก์

ปี 2537 มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มีความเห็นให้กรมชลประทานศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมบริเวณเขาชนกัน เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าเขาสบกก

ปี 2540 กรมชลประทานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมตามมติ คชก.

ปี 2541 มติที่ประชุม คชก. วันที่ 23 มกราคม ครั้งที่ 1/2541 “ไม่เห็นชอบกับการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์”

ปี 2543 ทำประชาพิจารณ์โครงการเขื่อนแม่วงก์

ปี 2545 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติครั้งที่ 3 ยังไม่เห็นชอบต่อรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้กรมชลประทานหาทางเลือกของที่ตั้งโครงการ และศึกษาเพิ่มเติมการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ

ปี 2555 มีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 เมษายน 2555 เห็นชอบในหลักการให้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 13,280 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี โดยผูกพันงบประมาณถึงปีงบประมาณ 2562

เหตุผลสำคัญที่ต้องคัดค้านการสร้างเขื่อนมีอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านนิเวศ และด้านเศรษฐกิจและสังคม

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นด้านนิเวศ คือ ระบบนิเวศทั้งหมดจะถูกคุกคาม เกิดการทำลายป่าต้นน้ำ และอาจเกิดการลักลอบตัดไม้ริมอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก เร่งให้สัตว์ป่าสูญพันธ์ เช่น นกยูง เสือโคร่ง และลักลอบล่าสัตว์ป่าได้ง่าย นอกจากนี้ ยังทำให้สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัย ทำลายโอกาสการฟื้นฟูของอุทยาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อป่ามรดกโลก “ห้วยขาแข้ง”

ด้านเศรษฐกิจและสังคม คือ เนื่องจากเขื่อนแม่วงก์มีขนาดเล็กจุน้ำได้สูงสุด 262 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมได้ นอกจากนี้ยังทำลายแหล่งศึกษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และทำลายความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของไทยด้วย รวมถึงเป็นช่องทางให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ได้อีกในอนาคต

ความสำคัญของป่าแม่วงก์

ป่าแม่วงก์บริเวณที่จะถูกน้ำท่วมเป็นป่าริมน้ำและป่าที่ราบต่ำ ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 200 เมตร เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น ช้าง เสือ และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ป่าด้วย แม้ว่าสูญเสียป่าแม่วงก์ไป 18 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 2 ของป่าทั้งหมด แต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของป่าทั้งระบบมาก เพราะมันคือ “หัวใจ”

เหตุที่ป่าแม่วงก์เปรียบเหมือนหัวใจเพราะเป็นส่วนสำคัญของผืนป่าตะวันตก ที่เกิดจากป่าอนุรักษ์ 17 ผืนต่อกันเป็นป่าผืนใหญ่ขนาด 11.7 ล้านไร่ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด เช่น เสือโคร่ง ช้าง กระทิง วัวแดง สมเสร็จ ควายป่า ฯลฯ

ป่าแม่วงก์ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มา 25 ปีแล้ว และเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของสัตว์ป่า เนื่องจากเป็นป่าที่สมบูรณ์ จึงเป็นบ้านและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าที่หากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบที่ไม่สามารถป้องกันในช่วงเวลาก่อสร้างเขื่อนตลอด 8 ปี ได้แก่ การตัดไม้เกินพื้นที่ที่กำหนด การลักลอบล่าสัตว์ป่า เสียงที่ดังรบกวนสัตว์ป่า การยึดพื้นที่ริมอ่างและการเก็บหาของป่า

ปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อนแม่วงก์คิดเป็นร้อยละ 1 ของน้ำทั้งหมดที่ท่วมลุ่มน้ำภาคกลางในปี 2554 ดังนั้น เขื่อนนี้จึงไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง และไม่เกิดความคุ้มค่าแก่การลงทุนหากสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วม

หรือกรณีที่น้ำท่วม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ มีน้ำเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้นที่มาจากแม่วงก์ที่เขาสบกก ส่วนอีกร้อยละ 80 ที่เหลือคือน้ำที่มาจากลำน้ำสาขาอีก 16 สายใต้เขื่อนแม่วงก์ ซึ่งปัญหาที่น้ำท่วมก็เพราะถนนขวางทางระบายน้ำ รวมถึงการปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนเขา ซึ่งทำให้น้ำหลากมาถึงบ้านที่อยู่ในที่ราบอย่างรวดเร็ว และถึงแม้จะสร้างเขื่อนได้แล้ว ปริมาณน้ำนองที่ อ.ลาดยาวก็ลดลงไม่ถึงร้อยละ 30

พื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่วงก์กินอาณาบริเวณรวม 5 อำเภอ 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ อุทัยธานี และกำแพงเพชร ได้แก่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอำเภอที่ได้น้ำใช้มากที่สุด รวมกว่า 2 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 70.5 ของพื้นที่ชลประทานทั้งหมด, อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 4.3 หมื่นไร่, อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประมาณ 2.6 หมื่นไร่ อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ประมาณ 1 หมื่นไร่ และอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร กว่า 5 พันไร่

ข้อมูลการส่งน้ำชลประทานในฤดูแล้งจากร่าง EIA โดยบริษัทครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด เมื่อเดือนเมษายน 2555 ระบุว่า มีพื้นที่ชลประทานทั้งหมด 291,900 ไร่ ซึ่งจริงๆ แล้วมีพื้นที่ได้รับน้ำจากเขื่อนเพียง 70,000 ไร่ เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น เขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำ ขนาดความจุปกติ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปัจจุบันมีน้ำเพียง 40 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งใช้ได้จริงเพียง 25 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น โดยปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริงสามารถไปถึงพื้นที่ชลประทานได้เพียง 12,000 ไร่ จากทั้งหมดกว่า 140,000 ไร่

ปัญหาของเขื่อนแม่วงก์ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ เรื่อง “เวนคืนที่ดิน” เพื่อทำคลองยาว 500 กิโลเมตร และคลองระบายน้ำ ซึ่งต้องเวนคืนที่ดินจากชาวบ้านกว่าพันราย รวมที่ดิน 10,892 ไร่

นอกจากนี้ต้องเวนคืนที่ดินอื่นๆ เพิ่มอีกในการสร้างเขื่อน คือ
– ที่ดิน 850 ไร่ ที่บ้านคลองไทร ต.แม่เล่ย์ อ.แม่วงก์ เพื่อใช้เป็นบ่อยืมดิน
– ที่ดิน 55 ไร่ ที่บ้านท่าตาอยู่ ต.ปางมะค่า เพื่อใช้ปรับปรุงฝายท่าตาอยู่
– ที่ดิน 173 ไร่ ติดเขาสบกก เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่หัวงาน

นอกจากนี้อาจมีปัญหาว่า ชาวบ้านต้องสูบน้ำเข้าที่นาเอง เนื่องจากเขื่อนมีขนาดเล็ก และน้ำอาจไม่มากพอส่งมาท้ายเขื่อนของพื้นที่ชลประทาน และปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้มีอำนาจที่อาจได้รับประโยชน์การใช้น้ำชลประทานก่อน เพราะรัฐยังไม่ระบุว่าพื้นที่ระบบชลประทานหน้าแล้งตรงไหนที่ได้รับประโยชน์

ในขณะที่ชาวบ้านสามารถจัดการปัญหาเรื่องน้ำด้วยตนเองได้ เช่น “ชาวนาที่ศาลเจ้าไก่ต่อ” ทำนาโดยใช้ระบบสูบน้ำและส่งน้ำบาดาล โดยการขุดคลองรอบคันนาเพื่อส่งน้ำไปใช้ ด้านหนึ่งของคันนาจะขุดเป็นบ่อพักน้ำหมุนเวียนในนาซึ่งเลี้ยงปลาไว้เป็นรายได้เสริมด้วย หรือทางออกเรื่องน้ำระดับชุมชนของ “บ้านธารมะยม” ที่มีเขาแม่กระทู้เป็นต้นน้ำ และใช้ต้นน้ำนี้ทำประปาภูเขา นอกจากนี้ตามลำห้วยก็สร้างฝายกั้นน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อไปใช้ในที่นา รวมถึงขุดบ่อน้ำไว้เลี้ยงปลาด้วย เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ ชุมชนก็ทำเกษตรได้ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และเงินค่าน้ำประปาภูเขาก็กลายมาเป็นกองทุนและสวัสดิการต่างๆ ของชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในระดับตำบลโดยภาครัฐที่ ต.หนองหลวง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ที่สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในตำบล เช่น สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ โครงการสูบน้ำ ซึ่งก็เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคของคนในตำบล หรือทางออกการจัดการน้ำที่ยั่งยืนอย่าง “ปิดทองหลังพระ model” ของโครงการปิดทองหลังพระจังหวัดน่าน ที่สร้างถังเก็บน้ำไว้ในหมู่บ้าน สร้างฝายต้นน้ำ ฝายชะลอน้ำ และสร้างอ่างพวงเพื่อส่งน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร รวมถึงปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย

หากไม่มีเขื่อน ชาวบ้านในพื้นที่ชลประทานก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้และอยู่ดี เพราะ

1. มีป่าเขาชนกันที่มีสายน้ำไหลตลอดปีกว่า 10 สาย ซึ่งสามารถจัดการได้ตามแบบบ้านธารมะยม และ ต.หนองหลวง

2. มีน้ำใต้ดินที่ลึกเพียง 3 เมตร หรือลึกกว่า ที่สามารถพัฒนาเป็นสระน้ำในไร่นาได้แบบที่ “ศาลเจ้าไก่ต่อ”

3. หลายพื้นที่อาจพัฒนาระบบอ่างเก็บน้ำหลักและอ่างพวงตามแบบ “ปิดทองหลังพระโมเดล”

4. ลำน้ำนอกเขตอุทยานก็สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเก็บน้ำได้อีกมาก โดยปรับปรุงฝายเดิมหรือสร้างใหม่ให้เหมาะสม

5. ให้งบประมาณแก่คนทั้ง 23 ตำบล ตำบลละ 200 ล้านบาท รวมเป็น 4,600 ล้านบาท แล้วหาทางพัฒนาแหล่งน้ำโดยชาวบ้านแล้วให้ข้าราชการเป็นที่ปรึกษา ดีกว่าสร้างเขื่อนทับป่าสมบูรณ์ พร้อมคลองชลประทานดาดคอนกรีต 500 กิโลเมตร ด้วยงบ 13,000 ล้านบาท

6. ให้แม่วงก์เป็นต้นแบบโครงการที่ราษฎรและข้าราชการร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำโดยไม่ทำลายป่าเพื่อสร้างเขื่อน

7. ขยายพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง โดยรวมอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน และทั้งผืนป่าตะวันตกเข้าด้วยกัน

“เขื่อนคือที่เก็บน้ำชั่วคราว แต่ป่าคือที่เก็บน้ำชั่วชีวิต”

อ่านเพิ่มเติม หนังสือ “ทำไม!!…ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์” โดยเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม กรกฎาคม 2555





 

Create Date : 06 กันยายน 2559   
Last Update : 6 กันยายน 2559 15:30:27 น.   
Counter : 726 Pageviews.  

NGO มีไว้ทำอะไรวะครับ ? เขียนโดย ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ขอตอบในฐานะตัวแทนของ NGO






ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ขอตอบในฐานะตัวแทนของ NGO
//siamensis.org/article/40536

พอดีมีคนแชร์ภาพนี้จาก เฟซบุ๊ค เฮ้ย จริง ดิ มาให้ อ่านแล้วก็คิดว่าเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะตอบคำถามเหล่านี้เสียที ไม่รู้คนที่แชร์กันไปเป็นพันจะมาอ่านกันไหมนะ แต่ก็ขอตอบให้สบายใจตรงนี้แล้วกัน

นิยาม NGO กันให้ชัดเจนก่อน Non Governmental Organization คือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร และไม่ขึ้นตรงกับหน่วยงานรัฐบาลใดๆทั้งสิ้นนะครับ แต่คำว่าไม่แสวงหาผลกำไร หรือที่ฝรั่งเรียกว่า non-profit organization นี่ไม่ได้ความว่าทำอะไรก็ต้องขาดทุนต้องฟรีต้องไม่มีกำไรนะ ทำแล้วมีกำไรได้ แต่กำไรและรายได้ต้องถูกนำไปใช้ในกิจการที่เป็นวัตถุประสงค์ขององค์กรเช่น รักษาป่า ช่วยผู้ยากไร้ ไม่ใช่เจ้าของเก็บเข้ากระเป๋าไปเที่ยวต่างประเทศนะ NGO ที่ทำงานในไทยก็มีหลายรูปแบบ ทั้งเป็นแบบที่มาจากต่างประเทศก็มี ตั้งในไทยก็มี อยู่ทั้งในรูป มูลนิธิ สมาคม สมัชชา ชมรม กลุ่ม หรือ อะไรแล้วแต่จะเรียกกัน แต่ข้อสำคัญที่สุดเลย คือต้องไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ออกตัวไว้ก่อนว่า NGO ก็เหมือนคนทุกหมู่เหล่าในประเทศนี้ มีทั้งพวกที่ดีและพวกที่ไม่ดี ดังนั้นจะเขียนจะพูดถึงคนกลุ่มใดก็ตาม เปิดใจให้กว้างอย่าเหมารวมนะจ๊ะ  (เค้าบอกว่าเวลาใส่นะจ๊ะหรือ อิ อิ ต่อท้ายประโยคแล้วจะทำให้มันฟังดู soft เหมือนเวลาใช้สีพาสเทล) อ้อ! แล้วก็คนที่ทำงานอยู่กับ NGO นี่ก็ต้องกินต้องใช้นะ ดังนั้นมีเงินเดือนนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ไม่นับรวมพวกที่เข้ามาช่วยเหลือฟรี ก็อีกเรื่องหนึ่ง

1.       แหล่งเงินทุนของ NGO มีสองแหล่งด้วยกัน แหล่งแรก ก็คือทำมาหากินเหมือนคนอื่นเค้านะครับ ขายของ ขายบริการต่างๆ ได้กำไรมาก็เอามาใช้ในกิจการตามวัตถุประสงค์ขององค์กรอีกส่วนคือเงินบริจาค ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะให้มาในรูปแบบไหน NGO ในไทยรับเงินบริจาคทั้งจากในไทยและต่างประเทศ ทั้งจากรัฐบาลและเอกชน เงินบริจาคจะมีสองประเภทคือบริจาคแบบให้มาเฉยๆ อันนี้คือจะเอาไปทำอะไรก็ทำได้ จ่ายเงินเดือน นั่งรถเมล์ไปประชุม ซื้อข้าวกินเวลาออกไปทำงาน กับเงินบริจาคแบบมีเงื่อนไข อันนี้ส่วนใหญ่คือต้องเขียนโครงการไปขอเค้ามา เช่นอาจจะมีองกรณ์หนึ่งในญี่ปุ่นบอกว่ามีทุน ให้เอาไปอนุรักษ์นกน้ำ 20 ล้านบาทให้ 10 ทุน NGOไทยก็เขียนโครงการไปว่าจะอนุรักษ์อะไรที่ไหนอย่างไร ถ้าได้ทุนมาก็ต้องเอาไปทำโครงการนั้นๆ เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้

ถามว่ารับประเทศไหนมา ก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่ก็รับมาจากประเทศที่เจริญกว่าเราและเห็นคุณค่าในสิ่งที่ประเทศเราอาจจะยังเห็นไม่ชัดเท่าเค้า ยกตัวอย่าง NGO สายอนุรักษ์สัตว์ป่าก็รับเงินมาช่วยเหลืองานอนุรักษ์ต่างๆ มีผู้เชี่ยวชาญมาอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ช่วยหาจัดซื้อสิ่งของจำเป็นที่ภาครัฐไม่ให้ความสำคัญ ช่วยศึกษาให้ข้อมูลแก่ภาครัฐในสิ่งที่รัฐอาจจะไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ช่วยตรวจสอบงานของภาครัฐ รวมไปถึงช่วยชาวบ้านและประชาชนในกรณีทีต้องการความช่วยเหลือ ถามว่าเก่งมาจากไหนถึงจะไปช่วยภาครัฐได้ ก็ลองดูกรณีสื่อของภาครัฐที่สอนเด็กเรื่องสัตว์สงวนเป็นตัวอย่างนะครับ...

อีกส่วนที่อยากพูดถึงคือบางครั้งการบริจาคก็ไม่ได้ต้องเป็นตัวเงินเสมอไป บริจาคด้วยแรงกายและความรู้ก็ได้ มาเป็นอาสาสมัครช่วยงาน NGO ได้เยอะแยะเลย

2.       อันนี้คือเป็นคำถามตั้งธงไปในทางลบที่น่าหมั่นไส้ม๊าก อิ อิ ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก คนทุกกลุ่มเหล่ามีทั้งคนดีคนไม่ดีนะ จะยกตัวอย่างพ่อค้าขายผลไม้ดีๆก็มี แย่ๆก็มี ถามว่ากรณีอะไรยังไงที่เรียกว่าการทำให้ชุมชนแตกแยก ที่นึกออกก็ยกตัวอย่างเช่น มีโครงการๆหนึ่งจะเข้ามาในพื้นที่ของชุมชนๆหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐบอกชาวบ้านว่าดีอย่างนู้นอย่างนี้ เจ้าของโครงการก็บอกชาวบ้านว่าดีอย่างนู้นอย่างนี้ NGO กลุ่มหนึ่งเห็น เข้าไปช่วยตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ก็พบว่ามีการหมกเม็ดข้อมูล บอกชาวบ้านไม่หมด หรืออาจจะมีการบิดเบือนตัวเลขต่างๆ ก็เอาความจริงเข้าไปบอกชาวบ้าน ทีนี้ก็จะเกิดชาวบ้านถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่อาจจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากโครงการเช่น เป็นผู้รับเหมา หรือ ขายวัสดุก่อสร้าง หรือเชื่อภาครัฐ ก็ต้องอยากได้โครงการ กับกลุ่มชาวบ้านที่จะเดือดร้อนจากโครงการและไม่ได้อะไรสักเท่าไหร่ ก็จะไม่อยากได้ แบบนี้ไหมอะ ที่เรียกว่าการสร้างความแตกแยกในสังคม?  ถ้าการเอาความจริงไปบอกกับชาวบ้าน การทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐ คือการสร้างความแตกแยก แล้วการปล่อยให้เกิดโครงการห่วยๆให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันถ่วนหน้าคือการสร้างความปรองดองเหรอวะครับ?  เวลา NGO ค้านอะไร อ่านดูข้อมูลว่าเค้าค้านทำไม เพราะอะไร มีเหตุผลอะไร เหตุผลเค้าดีไหม น่าเชื่อถือไหม NGO ที่ดีจะไม่ไปค้านมั่วซั่วแต่จะไปพร้อมกับข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เอาอคติไปวางไว้หลังครัวข้างถังแก๊ซก่อน แล้วค่อยออกมาบอกว่าอันไหนดีไม่ดี นะจ๊ะ

3.       NGO มีงานหลักๆอยู่ไม่กี่อย่าง ไม่ช่วยเหลือก็คัดค้าน และคนที่ทำอะไรต่อมิอะไรไปทั่วมากที่สุดก็คือภาครัฐ ดังนั้นงานหลักของ NGO ก็คือไม่ช่วยก็คัดค้านภาครัฐนั้นแหล่ะ เวลาช่วยเหลือมันก็ไม่ได้เป็นข่าวดังอะไรหรอกเพราะก็ทำกันไปตามหน้าที่และสติปัญญา ส่วนใหญ่ก็จะรู้กันในแวดวงเท่านั้น NGO จะดังก็ตอนค้านนี่แหล่ะ โดยเฉพาะพวกโครงการใหญ่ๆเพราะมันจะกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจทันที ดังนั้นบุคคลทั่วไปก็จะรับรู้แต่ตอนค้าน ไม่รู้ตอนที่ช่วยเหลือ อันนี้เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องที่ว่าทำไมต้องค้านภาครัฐ อันนี้เขียนด้วยความเคารพบุคคลผู้ทำงานภาครัฐทุกท่านนะครับ ว่าบางโครงการที่ออกมาของภาครัฐมันก็รับไม่ได้จริงๆหว่ะ ยกตัวอย่างเขื่อนแม่วงก์ ที่ทางภาครัฐอยากสร้างม๊ากกกกก แต่ถ้าใครมีเวลามานั่งอ่านผลการศึกษาของเขื่อนนี้จะรู้ว่ามีอะไรถูกหมกเม็ดไว้เยอะมาก ตั้งแต่การคำนวณผลประโยชน์ที่จะได้รับจากเขื่อนก็ผิดหลักวิชาการ ผลประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอะไรอย่างที่โฆษณา กลุ่มชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบก็ไม่ได้รับการชี้แจง แถมยังทำลายป่าอีก คือไม่มีอะไรดีสักอย่าง ดูว่าดีอย่างเดียวคือคนสร้างได้เงินแล้วจะไม่ให้ค้านจริงๆเหรอ? ภาษีคุณภาษีผมภาษีเรา จะให้เค้าเอาไปทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบจากใครใดๆทั้งสิ้น ในประเทศที่มีอันดับการคอรับชั่นต่ำๆเตี้ยๆอย่างประเทศไทยอย่างนั้นหรือ? แล้วถ้าไม่ใช่ NGO คอยตรวจสอบคัดค้านให้แล้วใครจะเป็นคนทำ?

แล้วถามว่า NGO ไปไล่ค้านมันทุกโครงการหรือเปล่า? ก็เปล่า ไม่ได้มีเวลา เงินทุน เรี่ยวแรงมากมายจะไปค้านได้ทุกโครงการหรอก มันก็ต้องเลือกเอาเฉพาะอันที่ทนไม่ไหว รับไม่ได้จริงๆ ถ้าค้านทุกโครงการแล้วมันจะมีไฟฟ้า เขื่อน ถนน ใช้กันไหมวะครับ?

4.       ข้อนี้คือเอาค.ว.ย.ไปก่อนเลยนะครับ คิด วิเคราะห์ และ แยกแยะ นะจ๊ะ ใช้ภาษาเอามันแบบเหมารวมว่าทุกอย่างคือการ “บิดเบือน” ไม่ดีหรอก หน้าที่ของ NGO ที่ดีเวลาค้านโครงการไหนก็คือต้องเอาข้อมูลอีกฝั่งมาให้พิจารณา แน่นอนว่าฝั่งคนอยากสร้างก็ต้องนำเสนอแต่ด้านที่ดี คนที่ค้านคนที่เห็นฝั่งไม่ดีของโครงการก็เอาข้อมูลอีกฝั่งไปสู้ ประชาชนคนไทยก็มีหน้าที่ตัดสินกันเองว่าเชื่อฝั่งไหน อย่าเหมารวมด้วยคำถามแบบนี้ เรื่องบางเรื่อง มองโลกในแง่ดีเกินไปก็ไม่ดีนะ ในที่สุดแล้วถามว่า NGO มีอำนาจจะไปสั่งหยุดโครงการอะไรของภาครัฐไหม?  ไม่มี ไม่มี และ ไม่มี มันก็อยู่ที่หน่วยงานของภาครัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบกันเอง หรือชาวบ้านนั่นแหล่ะว่าจะเชื่อข้อมูลฝั่งไหนและพร้อมจะรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหรือไม่? หวาดกลัวและวิตก อย่างน้อยก็คือการเตรียมพร้อม แต่ถ้ารับรู้แต่ด้านดีและไม่มีการเตรียมพร้อมอะไรเลย จะเป็นอย่างไร ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ไปในทางที่เลวร้าย? 

5.       เหตุไรคุณมรึงถึงคิดว่ากระผมไม่อยากให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ในเมื่อกระผมก็อยู่ในประเทศนี้ พ่อแม่พี่น้อง ลูกหลานก็ต้องอาศัยอยูในประเทศนี้?  แต่การพัฒนาใดๆ มันมาพร้อมกับการทำลายอะไรสักอย่างไปทั้งนั้น หน้าที่ของมนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะ NGO ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐ แต่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ ก็คือการหายใจ เพราะเรายังเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ไง ดังนั้นจะพัฒนาไฟฟ้า ถนน เขื่อน อะไรก็ตามถ้าเสร็จแล้วมันทำให้การหายใจ ของเรามีความยากลำบากขึ้น ทีละนิด ทีละนิด กั้นแม่น้ำนี้ก็ไม่เป็นไร ถางป่าตรงนี้ก็ไม่เป็นไร นกสูญพันธุ์ก็ไม่เป็นไร แล้วการพัฒนามันจะไปหยุดที่ตรงไหน? เราเป็นสิ่งมีชีวิตนะ สิ่งมีชีวิตจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี การพัฒนาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมันเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและดีกับสิ่งมีชีวิตเหรอ?  เราเลือกที่จะพัฒนาดีๆก็ได้ ไม่ใช่ต้องพัฒนาให้มันไปในทางแย่อย่างเดียวนะ เราอยู่ในโลกวันที่เรารู้แล้วว่าผลเสียของการทำลายสิ่งแวดล้อมคืออะไร เรามีเทคโนโลยีให้เราได้เลือกใช้ตั้งเยอะแยะ แล้วทำไมถึงจะเลือกสิ่งไม่ดี? ทำไม?

หายใจเข้าไว้พี่น้อง หายยยยยใจ แล้วรับรู้ไว้ด้วยว่าสิ่งที่ท่านทำเมื่อกี้คือประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ไม่เคยมีมนุษย์ในยุคไหนหายใจอากาศที่มี CO2 มากเท่ากับอากาศที่คุณกำลังหายใจอยู่ เสร็จแล้วไปบริจาคเงินช่วยเหลือ NGO ไทยกันหน่อยนะจ๊ะ จะตายห่ะกันหมดแล้ว ตังค์ไม่ค่อยมีใช้ รับเงินต่างชาติก็ว่าขายชาติ รับเงินรัฐก็เดี๋ยวจะค้านเค้าไม่ได้เต็มปากเต็มคำ รับเงินบริษัทใหญ่เดี๋ยวก็หาว่าโดนซื้อ จะรอเงินจากคนเล็กคนน้อยก็ไม่ค่อยให้กันมัวแต่จ้องจะด่ากันด้วยอคติอยู่นี่ ถามจริงๆว่าไว้ใจให้ภาครัฐฯตรวจสอบกันเองจริงๆดิ?  หรือคิดว่ามีกลุ่มคนอีกกลุ่มไว้ช่วยดูแลสอดส่อง ช่วยเหลือและให้ข้อมูลแย้งบ้างจะดีกว่า? 

ย้ำอีกครั้ง NGOไม่ได้มีอำนาจจะไปห้ามหรือหยุดยั้งโครงการไหนของรัฐอยู่แล้วถ้าเค้าอยากจะสร้าง ในที่สุดแล้วพลังอยู่ที่ประชาชน และประชาชนจะมีพลังเต็มที่ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่รอบด้านและถูกต้องอย่างแท้จริง และนั่นคือหน้าที่ของ NGO ที่ดี นะจ๊ะ อิ อิ 






 

Create Date : 28 สิงหาคม 2559   
Last Update : 28 สิงหาคม 2559 22:55:19 น.   
Counter : 362 Pageviews.  

เรียนต่อแพทย์ต่างประเทศ .. ลิงค์ บทความที่ต้องอ่าน



ถามอากู๋ว่า " เรียนแพทย์ต่างประเทศ แพทยสภา "
ได้คำตอบมาเพียบ  เลือกมาให้ลองอ่านดู .. สงสัยอะไร ไม่แน่ใจ สอบถามแพทยสภา โดยตรง ดีที่สุด

//tmc.or.th/news06_1.php

//www.tmc.or.th/news06.php

//www.tmc.or.th/service_law02_18.php

https://www.facebook.com/themedicalcouncil/photos/?tab=album&album_id=341630715963990

//visitdrsant.blogspot.com/2015/09/blog-post.html

//visitdrsant.blogspot.com/2015/03/2.html


คำเตือนสำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ในสาธารณรัฐประชาชนจีน .. เวบแพทยสภา

//www.tmc.or.th/detail_news.php?news_id=632&id=1


มุมมองแพทยสภา-การเรียนแพทย์ที่จีน

https://youtu.be/0tmZ4kj_FtY


คิดสักนิดก่อนมาเรียนแพทย์ที่จีน

https://docjin.wordpress.com/




 

Create Date : 29 กรกฎาคม 2559   
Last Update : 29 กรกฎาคม 2559 17:16:41 น.   
Counter : 565 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

BlogGang Popular Award#13


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 705 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]