Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ตะคริว ( muscle cramps )


ตะคริว ( muscle cramps )

หมายถึง การหดเกร็งของกล้ามเนื้อลาย โดยควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ มักเป็นไม่กี่นาที หลังจากนั้นกล้ามเนื้อก็จะคลายตัว แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดต่อไปอีกหลายชั่วโมง

พบบ่อยที่ กล้ามเนื้อ น่อง เท้า ต้นขา หน้าท้อง มักเป็นข้างใดข้างหนึ่ง
ในผู้สูงอายุ อาจพบมีอาการในขณะนอนหลับ


สาเหตุ แบ่งเป็น

๑. เกิดในคนปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
เช่น

คนปกติ ที่ออกกำลังกายมากเกินไป เป็นเวลานาน ๆ หรือ ในผู้ที่เหงื่ออกมาก เชื่อว่า เกิดจาก การสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย

คนปกติ ที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อ อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ หรือใช้ กล้ามเนื้อ ซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน

หญิงตั้งครรภ์ เชื่อว่าเกิดจาก มดลูกที่โตขึ้นไปกดเส้นเลือดเส้นประสาท การขาดแคลเซี่ยม แมกนีเซียม

๒. เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น

สูญเสียเกลือแร่ในเลือด จากท้องเสีย เหงื่อออกมาก

โรคไทรอยด์

โรคพิษตะกั่ว

โรคพิษสุราเรื้อรัง

การไหลเวียนของเลือดไม่เพียงพอ เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ
ผู้ป่วยไตวายที่ได้รับการถ่ายเลือด

โรคทางระบบสมอง ( เซลล์ประสาท ) เส้นประสาททำงานผิดปกติ เช่น การกดทับเส้นประสาท พาร์กินสัน

ยา บางชนิด เช่น ยาหอบหืด ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น

ความผิดปกติ ทางพันธุกรรม



วิธีการตรวจวินิจฉัย

โดยส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม ยกเว้นถ้าสงสัยว่าจะมีสาเหตุจากโรคใดโรคหนึ่ง เช่น

ตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับ ต่อมไทรอยด์

ตรวจเกลือแร่ในเลือด เช่น แคลเซี่ยม แมกนี่เซี่ยม

ตรวจเลือด สารตะกั่ว




การรักษา
ขึ้นอยู่กับ สาเหตุของโรค


๑. วิธีไม่ใช้ยา

ในขณะที่มีอาการ ให้หยุดพัก ค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อไปด้านตรงข้ามแล้วค้างไว้สักพัก แล้วปล่อย ทำซ้ำจนกล้ามเนื้อหายเกร็ง เช่น
ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง (ข้อเท้าและปลายเท้าจะเหยียด) ให้ดันปลายเท้าขึ้น อย่างช้า ๆ
ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขาด้านหลัง ( เข่าจะงอ) ให้ดัด เข่า เหยียดตรง
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า (นิ้วเท้าจะงอลง) ให้เหยียดนิ้วเท้าขึ้นให้ตรง และลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ (นิ้วมือจะงอ กำมือ ) ให้เหยียดนิ้วมือออก

อาจ ประคบร้อน หรือ ใช้ครีมนวดกล้ามเนื้อเบา ๆ แต่ ห้ามนวดแรง เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บมากขึ้น

บริหาร ยืดกล้ามเนื้อ บ่อย ๆ อย่างน้อยวันละ ๓ – ๔ ครั้ง

ทานอาหารที่มีเกลือแร่ โซเดียม แมกนีเซียม สูง เช่น ผลไม้ กล้วยหอม ส้ม ถั่ว และ ผัก น้ำเกลือแร่ซอง


๒. ใช้ยา เช่น

ควินีน ( Quinine sulphate )

กลุ่มยาต้านแคลเซียม ( Calcium-channel blockers or calcium-antagonists) เช่น diltiazem verapamil

วิตามินบีรวม

ถ้ามีอาการปวด อาจใช้ ยาบรรเทาอาการปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ

ผู้สูงอายุ ที่เป็นตะคริวตอนกลางคืนบ่อย ๆ อาจใช้ยา ไดเฟนไฮดรามีน ขนาด 50 มก รับประทานก่อนนอนร่วมด้วย


การป้องกัน

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่ม ความแข็งแรง และ ความทนทาน ของกล้ามเนื้อ

2. ควรอบอุ่นร่างกาย และ ยืดกล้ามเนื้อ ให้เพียงพอ ก่อน ออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬา

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อน ระหว่าง และ หลัง ออกกำลังกาย ถ้าต้องออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา นานกว่า ๑ ชม. ติดต่อกัน อาจต้องดื่มน้ำเกลือแร่เสริม ( ถ้าน้อยกว่า ๑ ชม. ดื่มน้ำเปล่า ก็พอ )

4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

5. ในผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็น อาจสวมถุงเท้าตอนนอนและใช้หมอนรอง ยกขา ให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดตะคริวในขณะนอนหลับ


ถ้ามีอาการบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการในขณะที่อยู่นิ่ง ๆ หรือ ใช้กล้ามเนื้อไม่มาก ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ ที่อาจแอบแฝงอยู่


//www.patient.co.uk/showdoc/40000075/

//www.medicinenet.com/script/main/art.asp?articlekey=2024&pf=3&page=1




ยืดกล้ามเนื้ออย่างไรให้เหมาะ ...
//orthopedics.about.com/cs/sportsmedicine/ht/stretchingout.htm

การยืดกล้ามเนื้อ ก่อนที่จะออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็มักถูกละเลย จึงควรทำเป็นประจำ เพื่อให้เกิดความเคยชิน

ข้อแนะนำ การยืดกล้ามเนื้อ

1. ศึกษาว่า กีฬา ที่จะเล่นนั้น จะเกี่ยวข้องกล้ามเนื้อไหนบ้าง แม้ว่า การยืดกล้ามเนื้อทั่ว ๆ ไป นั้นมีประโยชน์ แต่ ควรเน้น ยืดกล้ามเนื้อนั้น เป็นพิเศษ

2. ควรยืดกล้ามเนื้อ ทั้งสองด้าน ของร่างกาย

3. อบอุ่นร่างกาย ก่อนที่จะยืดกล้ามเนื้อ โดย เดิน หรือ วิ่งเหยาะ ๆ สักพัก

4. เริ่มทำช้า ๆ เมื่อยืดกล้ามเนื้อ จนรู้สึกตึงที่สุดแล้ว ก็ให้ค้างอยู่ในท่านั้น นับ ๑ – ๑๐ การยืดกล้ามเนื้อมากเกินไป หรือ เร่งทำเร็วเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้

5. หลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว ยืดกล้ามเนื้อ ซ้ำ อีกรอบ



Create Date : 22 สิงหาคม 2551
Last Update : 26 สิงหาคม 2551 15:58:46 น. 9 comments
Counter : 13470 Pageviews.  

 

ชอบเรื่องนี้ครับ เป็นการชี้แนะข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ไม่เคยรู้ เป็นวิทยาทานที่ดีครับ

เป็นตะคริว.... ผมก็สนใจครับ เพราะผมเป็นอยู่บ้าง แบบเล็กน้อย ที่ปลายเท้าขวา หากวันไหนผมว่ายน้ำนานและน้ำในสระเย็น ซึ่งก็รู้ตัวตลอด (รู้ตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเป็นน่ะ)แต่ไม่ค่อยจะขึ้นจากสระ และไม่เคยบอกใคร ..อายคนน่ะ เดี๋ยวคนจะมุง

ที่ผมทำทุกครั้ง ก็ยังว่ายต่อไปเรื่อยๆ แต่ช้าๆ สักประเดี๋ยวอาการก็จะคลายลงและหายไปได้เอง




โดย: yyswim วันที่: 22 สิงหาคม 2551 เวลา:21:30:01 น.  

 
เพิ่งเกิดกับตัวเองเมื่อคืนนี้เองค่ะ...ตอนดูทีวี เป็นตรงข้อเท้าค่ะยิ่งนวดก็ยิ่งปวด ยืนก็ไม่ได้ ต้องนั่งตะแคง ลองเอาน้ำแข็งมาประคบก็ไม่หายปวด...ทรมานมาก สุดท้ายปล่อยให้หายไปเอง ปวดจนน้ำตาไหลเลย...พออ่านบล๊อคของหมอหมู จะได้แก้ไขกับโรคที่เป็น ขอบคุณนะคะ


โดย: ธิดาดอง วันที่: 26 สิงหาคม 2551 เวลา:8:15:22 น.  

 
สวัสดีค่ะ ตามมาอ่านต่อที่คุณหมอไปตอบไว้ที่ทู้น่ะค่ะ

ได้ประโยชน์มากๆ เลยค่ะตะคริวที่เป็นอยู่เนี่ย อยู่เฉยๆ
มันก็เป็นขึ้นมาบางครั้งเดินๆ อยู่ก็เป็น หรือพักผ่อนเอนหลัง
ก็เป็นค่ะ (ตอนนี้อายุเพิ่งจาเลขสามค่ะ)

จะทานอาหารที่มีเกลือแร่ตามที่คุณหมอแนะนำค่ะ บวกกับ
วิตามิรรวมด้วย

ขอบคุณมาก ๆ นะคะ


โดย: pakwadee วันที่: 6 พฤศจิกายน 2551 เวลา:14:18:16 น.  

 
แค่นึกก็ขยาดแล้วค่ะ เจ้าตะคริวเนี่ย ทรมานสุดๆ!


โดย: GetCha วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:19:52:53 น.  

 

่มีผู้ตอบใน ยาฮูรู้รอบ .. เลยนำมาฝาก..

๑. คุณ .. Khanchai M ตอบไว้ว่า.......

ทำไมคนเราถึงเป็นตะคริว?

ตะคริวมักเกิดจากการที่เส้นประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวทำงานมากผิดปกติ มีการปล่อยสัญญาณความถี่ออกมาเพิ่มมากขึ้น จนกล้ามเนื้อมีการกระตุกหรือสั่นมาก่อน กล้ามเนื้อก็จะเกิดการหดตัวซ้ำ ๆ แรง ๆ อย่างต่อเนื่องจนหดเกร็งค้างไว้ ตะคริวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

1.ตะคริวธรรมดา

เป็นอาการตะคริวที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน มักจะเกิดตอนกลางคืนหรือขณะพัก พบได้ถึงร้อยละ 19-95

ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 1.5-2 เท่า โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีโอกาสเป็นตะคริวมากกว่าคนทั่วไปถึง 6.3 เท่า

คนส่วนมากที่เป็นก็มักจะเป็นคนสูงอายุ บางคนก็เป็นกรรมพันธุ์ คือในครอบครัวมักจะเป็นตะคริวกันตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ในคนที่กินเหล้าจนตับแข็งจะเป็นตะคริวบ่อย

ส่วนมากจะเป็นตะคริวที่น่องหรือตามกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่เท้า

สาเหตุการเกิดจะเกิดมาจากความตื่นตัวหรือตึงตัวของระบบประสาทมากเกินไป

สิ่งที่ทำให้เป็นตะคริวง่ายคือ การใช้กล้ามเนื้อนั้นซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกัน และการหดตัวของกล้ามเนื้อนั้นมากน้อย เช่น นักว่ายน้ำจะเป็นตะคริวที่น่องได้ง่าย นักเปียโนจะเป็นตะคริวของกล้ามเนื้อบริเวณมือและแขน เป็นต้น

2.ตะคริวจากความร้อน

คนที่ทำงานหนักในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ทำให้มีการเสียเหงื่อมาก ถ้าบังเอิญรับประทานน้ำเข้าไปทดแทนการเสียเหงื่อไม่พอจะเป็นตะคริวง่าย

เวลาเป็นมักจะเป็นตะคริวที่มือและกล้ามเนื้อแขนขามัดใหญ่ ๆ

เวลาเป็นมักจะเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมงหลังเลิกงานหรือบางรายนานถึง 10-15 ชั่วโมงหลักเลิกงานก็มี

เวลาเป็นตะคริวจะปวดทรมานมาก มีกล้ามเนื้อหดเกร็งหรือสั่นในกล้ามเนื้อนานเป็นนาที

เชื่อว่าสาเหตุน่าจะเกิดจากภาวะขาดเกลือแร่และสารน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดเกลือโซเดียมนั่นเอง

3.การล้างไต

ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ได้รับการรักษาด้วยการล้างไต (Hemodialysis) หลังทำการล้างไต จะเกิดเป็นตะคริวได้ง่าย

การศึกษาหนึ่งรายงานว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการล้างไตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องกันสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ประมาณ 1 ใน 3 จะเกิดอาการตะคริวอย่างน้อย 1 ครั้งในระยะเวลา 6 สัปดาห์

ถ้าเกิดมีอาการตะคริวบ่อย ๆ การรักษาด้วยการฉีดสารละลายน้ำเกลือเข้มข้นหรือสารละลายน้ำตาลเข้มข้น พบว่าช่วยลดการเกิดตะคริวได้

ดังนั้นสาเหตุของการเกิดตะคริวในผู้ป่วยที่ล้างไตอาจเนื่องมาจากการที่มี ปริมาณสารน้ำในร่างกายน้อยเกินไป หรือความเข้มข้นของเกลือแร่หรือน้ำตาลในร่างกายน้อยเกินไป

4. การรับประทานยา (drug induced cramp)

การรับประทานยาบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการตะคริวได้ โดยเฉพาะยารักษาโรคความดันโลหิตสูง เช่น ยา nifedepine ที่เป็นยาต่อต้านแคลเซียม ยา clofibrate ที่เป็นยาลดไขมัน หรือยาขยายหลอดลมที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหอบหืด เป็นต้น

การรับประทานยาเหล่านี้ต่อเนื่องกันจะทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการเป็นตะคริว บ่อยขึ้น หลังจากหยุดยาหรือเปลี่ยนยาอาการตะคริวก็จะหายไป

5. โรคทางระบบประสาทบางชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกิดความผิดปกติของเส้นประสาทที่มาสั่งงานกล้ามเนื้อ หรือโรคของกล้ามเนื้อเอง ซึ่งผู้ป่วยโรคเหล่านี้นอกจากจะมีอาการตะคริวบ่อยแล้ว มักจะตรวจพบมีกล้ามเนื้อลีบหรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย


เวลาเป็นตะคริว คนมักจะนึกถึงว่าเกิดจากร่างกายขาดธาตุแคลเซียม ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในร่างกายเรามีธาตุแคลเซียมสำรองจำนวนมากสะสมในกระดูก ถ้ามีการขาดธาตุแคลเซียมร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมา ใช้ก่อน ส่วนในกระดูกถ้าถูกดึงเอาแคลเซียมออกมาใช้มากแล้วไม่ได้มีการทดแทนเข้าไป เพียงพอ ก็อาจเกิดภาวะกระดูกพรุนได้

อย่างไรก็ตาม อาการตะคริวจึงไม่ได้เกิดจากการที่ร่างกายขาดธาตุแคล เซียม ถ้ามีการเจาะเลือดมาวัดระดับแคลเซียมในขณะเกิดตะคริว ก็จะพบว่า ระดับแคลเซียมไม่ได้ต่ำ

อาการตะคริวส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของระบบประสาทส่วนปลายหรือระบบประสาท ส่วนกลางมากเกินไปไม่สมดุลกับการทำงานของกล้ามเนื้อ

มีการทดลองที่แสดงว่าตะคริวสามารถทำให้เกิดได้จากการกระตุ้นซ้ำที่เส้น ประสาทส่วนปลาย และการเหยียดกล้ามเนื้อ ออกช่วยลดภาวะการเกิดตะคริวได้

ดังนั้นจึงมีสมมุติฐานว่า การเหยียดกล้ามเนื้อน่าจะมีผลยับยั้งประสาทสั่งการที่อยู่ภายในตัวกล้าม เนื้อมัดนั้นนั่นเอง การเกิดตะคริวทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างมากได้ เนื่องจากแรงตึงตัวที่สูงมากในกล้ามเนื้อจะไปกระตุ้นปลายประสาทที่รับสัญญาณ เกี่ยวกับแรงดึงอย่างรุนแรง ทำให้ส่งสัญญาณไปถึงปลายประสาทที่รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างแรงด้วย

ข้อมูลจาก นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์



โดย: หมอหมู วันที่: 8 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:07:57 น.  

 
๒. คุณ เอก ตอบไว้ว่า ..


สาเหตุของการเกิดตะคริว

- ร่างกายที่ขาดน้ำและเกลือแร่ เช่น ท้องเสียอย่างรุนแรง ผู้ที่ทานยาขับปัสสาวะ ผู้ที่เสียเหงื่อมาก

- การออกกำลังกายมากเกินไปโดยไม่ได้อบอุ่นร่างกายก่อน (warm-up)

- การอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ เช่น นักเขียนเป็นตะคริวที่มือจากการจับปากกาเป็นเวลานาน

- กล้ามเนื้อมีเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ เพราะกล้ามเนื้อต้องการออกซิเจนจากเลือดมากขึ้นในขณะที่มีการออกกำลังกายหนัก

- ความผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย


วิธีแก้ตะคริว การดูแลตนเองเมื่อเป็นตะคริว การรักษาอาการตะคริว

1. ยืดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว เช่น ถ้าเป็นที่กล้ามเนื้อน่อง ให้เหยียดเข่าและกระดกปลายเท้าขึ้นหรือยืนกดปลายเท้ากับพื้น งดเขาและโน้มตัวไปข้างหน้า

2. ทาและคลึงเบาๆ ด้วยยาทาแก้ปวดหลังการยืดกล้ามเนื้อแล้ว

3. ประคบด้วยน้ำอุ่น โดยเฉพาะกล้ามเนื้อท้อง

4. ทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล


การป้องกัน

* มีการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลัง

* ถ้าออกกำลังกายหนักควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ

* ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือคนที่ขาดการออกกำลังกายที่ดีพอ

* การฝึกการยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ อาจลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เช่น ที่น่องอาจทำได้โดยการกระดกเท้าขึ้นลง หรือเอามือแตะปลายเท้าขณะเหยียดเข่า ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือยืนบนส้นเท้าห่างผนัง 1 ฟุตแล้วเอามือทาบผนังและค่อยๆ เหยียดแขนออกเพื่อยืดกล้ามเนื้อประมาณ 30 วินาทีแล้วทำใหม่ เป็นต้น


* ระวังไม่ให้ร่างกายขาดเกลือแร่ โดยรับประทานผลไม้ที่มีเกลือแร่สูง เช่น กล้วย

* ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ

* ไม่ควรอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ

* งดสูบบุหรี่

* พักผ่อนให้เพียงพอ

* รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

* สวมรองเท้าที่พอเหมาะและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกัน การเกร็งของเท้า

* ผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็นมากๆ

* ในรายที่เป็นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไข

ที่มา:
//www.educatepark.com/story/cramp.php



โดย: หมอหมู วันที่: 8 พฤษภาคม 2553 เวลา:17:51:25 น.  

 


บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 1 .... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=22

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 2 เจ็บเข่า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=23

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 3 เจ็บขา.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=24

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 4 เจ็บเท้า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=25

วิ่งอย่างไร ไม่ให้ ปวดเข่า ..... โดย อ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=26

ตะคริว ( muscle cramps )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-08-2008&group=6&gblog=20

บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-06-2008&group=6&gblog=16

การยืดเส้นแบบประหยัด .... โดย ม.ร.ว. ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=27


โดย: หมอหมู วันที่: 15 สิงหาคม 2555 เวลา:3:07:27 น.  

 
ได้รับความรู้มากเลยครับ ขอบคุณครับ


โดย: Matterhorn วันที่: 20 ธันวาคม 2555 เวลา:16:36:21 น.  

 
//haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A7/


ตะคริว (Muscle cramp)
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์
สารบัญ

บทนำ
ตะคริวเกิดได้อย่างไร? มีสาเหตุจากอะไร?
ใครบ้างมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดตะคริว?
ตะคริวมีอาการอย่างไร?
แพทย์วินิจฉัยสาเหตุของตะคริวได้อย่างไร?
รักษาตะคริวได้อย่างไร?
ตะคริวรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นตะคริว? ควรพบแพทย์เมื่อไร?
ป้องกันตะคริวได้อย่างไร?
บรรณานุกรม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :
กล้ามเนื้อ ระบบกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการที่เกี่ยวข้อง :
ตะคริว
บทนำ

ตะคริว (Muscle cramp) คือภาวะเกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรุนแรงทันทีโดยเราบัง คับไม่ได้ ร่วมกับมีอาการปวด/เจ็บกล้ามเนื้อมัดที่เกิดการหดเกร็ง โดยในขณะเกิดอาการจะไม่สามารถใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้นได้ ซึ่งอาการเกิดได้กับกล้ามเนื้อทุกมัด อาจเกิดกับกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียว หรือหลายๆมัดพร้อมกันก็ได้

ตะคริวเกิดได้กับกล้ามเนื้อลาย (Striated muscle, กล้ามเนื้อ แขน ขา และของเนื้อเยื่อภายนอกร่างกาย เช่น แผ่นหลัง และกระดูกซี่โครง แต่ถ้าเป็นกล้ามเนื้อของอวัยวะภายในจะเป็นกล้ามเนื้อเรียบ, Smooth muscle) ทุกมัด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดกับกล้ามเนื้อน่อง รองลงไป คือ กล้ามเนื้อเท้า และกล้ามเนื้อต้นขา โดยโอกาสเกิดกับกล้ามเนื้อข้างซ้ายและข้างขวาเท่ากัน

ตะคริวพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ และโอกาสเกิดในผู้หญิงและในผู้ชายใกล้เคียงกัน แต่สถิติการเกิดตะคริวที่ชัดเจนยังไม่มี เพราะมักเป็นอาการที่หายได้เองจากการดู แลตนเอง จึงไม่มีการพบแพทย์ อย่างไรก็ตามคาดว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปมักเคยเกิดมีอาการนี้ และประมาณ 40%ของคนกลุ่มนี้ อาจเกิดอาการได้ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์

ตะคริวมีได้ 2 ประเภทคือ ประเภทไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งพบได้บ่อยกว่า เรียกว่า Idiopathic cramps และประเภททราบสาเหตุ เรียกวา Secondary cramps

ตะคริวเกิดได้ทั้งในช่วงกลางวันในระหว่างใช้งานกล้ามเนื้อ หรือช่วงกลางคืนในช่วงพัก ผ่อนซึ่งมักเกิดกับกล้ามเนื้อขา เรียกว่า Nocturnal leg cramp หรือ Night leg cramp
ตะคริวเกิดได้อย่างไร? มีสาเหตุจากอะไร?
ตะคริว

ปัจจุบันยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นกลไกที่แท้จริงของการเกิดตะคริว แต่จากการศึกษาเชื่อว่า อาจเกิดได้จาก กล้ามเนื้อมัดนั้นขาดการยืดตัว (Stretching) อย่างพอเพียง และจากกล้ามเนื้อมัดนั้นล้า ซึ่งทั้งสองปัจจัยส่งผลให้เกิดการหดเกร็ง/ตะคริวของกล้ามเนื้อมัดนั้น ซึ่งทั้งสองปัจ จัยนี้ อาจมีสาเหตุได้จาก

สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ มวลกล้ามเนื้อจึงลดลง รวมทั้งขาดการออกกำลังยืดกล้ามเนื้อ
ใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นเกินกำลัง เช่น เล่นกีฬาหนัก การยกของหนัก หรือในการงานอาชีพที่ต้อง ยืน เดิน นานๆ
ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่ที่ใช้ในการทำงานของกล้ามเนื้อ ที่สำคัญ คือ เกลือแร่ โปแตสเซียม (Potassium) แมกนีเซียม (Magnesium) และแคลเซียม (Cal cium ) เช่น เสียเหงื่อมากจากการงาน การกีฬา หรืออากาศร้อน หรือจากโรคเรื้อ รังของอวัยวะที่ควบคุมเกี่ยวกับน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง
ดื่มน้ำน้อย เซลล์กล้ามเนื้อจึงขาดน้ำ มักเป็นสาเหตุในผู้สูงอายุ
อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นเซลล์ทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมถอย ซึ่งรวมทั้งเซลล์กล้าม เนื้อ ดังนั้นจึงพบอาการนี้ได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ
ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาขับน้ำ ยาลดกรดบางชนิด ยาลดไขมันบางชนิด หรือยาทางจิตเวชบางชนิด
ดื่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มการขับน้ำทางปัสสาวะ ร่างกายจึงมักขาดน้ำรวมทั้งกล้ามเนื้อ
โรคเรื้อรังของกระดูกสันหลัง และ/หรือไขสันหลัง จึงส่งผลให้ประสาทสั่งงานกล้ามเนื้อผิดปกติ เช่น โรคช่องกระดูกสันหลังตีบ (Spinal stenosis)
โรคเรื้อรังของปลายประสาทต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน
โรคหลอดเลือดส่วนปลายแข็ง จึงส่งผลให้การไหลเวียนโลหิต (เลือด) ไม่ดี กล้ามเนื้อจึงขาดเลือด
โรคจากความผิดปกติทางฮอร์โมน เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ และการใช้ยาฮอร์ โมนคุมกำเนิด (ยาเม็ดคุมกำเนิด วิธีคุมกำเนิด)
ความผิดปกติในการใช้พลังงานของร่างกาย (Metabolic syndrome) เช่น โรค เบาหวาน
โรคตับและโรคไต เพราะทั้งสองอวัยวะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย


ใครบ้างมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดตะคริว?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดตะคริว คือ

ผู้สูงอายุ
นักกีฬา การเล่นกีฬา คนในอาชีพต้องใช้แรงงาน และอยู่กลางแดด
คนท้อง เนื่องจากน้ำหนักท้องจะกดหลอดเลือดขนาดใหญ่ในช่องท้อง ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดมายังกล้ามเนื้อขาไม่ดี และกล้ามเนื้อขายังต้องแบกรับน้ำหนักของท้อง นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากฮอร์โมนเพศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลถึงการทำงานของกล้ามเนื้อ
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
มีโรคเรื้อรังต่างๆดังกล่าวแล้วในหัวข้อสาเหตุ
ยืน เดิน นั่ง นานๆ เพราะส่งผลให้การไหลเวียนโลหิตของขาไม่ดี
ห่มผ้าห่มรัดช่วงขามากเกินไป โดยเฉพาะการปูเตียงนอนแบบตะวันตก (มักเป็นสา เหตุเกิดในช่วงกลางคืน) การไหลเวียนโลหิตบริเวณขาจึงลดลง
กินยาบางชนิด ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ


ตะคริวมีอาการอย่างไร?

อาการจากการเกิดตะคริว คือ กล้ามเนื้อมัดที่เกิดตะคริวจะแข็ง เกร็ง คลำได้เป็นก้อนแข็ง และปวด/เจ็บมาก อาการอาจคงอยู่ 1-2 นาที หรือนานได้ถึง 10-15 นาที ซึ่งภายหลังกล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว อาจยังมีการปวด/เจ็บกล้ามเนื้อมัดนั้นอยู่ เป็นนาที หรือเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน แต่อาการปวด/เจ็บน้อยกว่าช่วงกล้ามเนื้อหดเกร็ง และยังสามารถใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้นได้ตามปกติ
แพทย์วินิจฉัยสาเหตุของตะคริวได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยตะคริวได้จากประวัติอาการ ประวัติการเล่น การทำงาน อาชีพ โรคประจำ ตัว และยาที่ใช้อยู่ ร่วมกับการตรวจร่างกาย และหาสาเหตุของตะคริวได้จากประวัติทางการ แพทย์ต่างๆ รวมทั้งอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และ/หรือเอกซเรย์ ทั้งนี้ขึ้นกับอาการผู้ ป่วย ความผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบ และดุลพินิจของแพทย์ เช่น ตรวจเลือดดูค่าน้ำตาล เพื่อวิ นิจฉัยโรคเบาหวาน ตรวจเลือดดูฮอร์โมนไทรอยด์ เมื่อสงสัยโรคของต่อมไทรอยด์ หรือตรวจภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กเอมอาร์ไอ/MRI ดูภาพของกระดูกสันหลัง ช่องสันหลัง และไขสันหลัง เมื่อสงสัยสาเหตุเกิดจากโรคของอวัยวะดังกล่าว
รักษาตะคริวได้อย่างไร?

โดยทั่วไปการรักษาตะคริว คือการดูแลตนเอง อาการมักหายได้เองภายในระยะเวลาเป็นนาที โดย

หยุด พัก การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเกิดตะคริว
นวด และยืด (Stretching) กล้ามเนื้อมัดเกิดตะคริวเบาๆ จนกว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัว
ช่วงกล้ามเนื้อหดเกร็งมาก การประคบอุ่นอาจช่วยบรรเทาอาการได้ ส่วนเมื่อปวด/เจ็บกล้ามเนื้อมาก การประคบเย็นอาจช่วยบรรเทาอาการได้
กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังกล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว แต่ไม่สามารถช่วยลดอาการปวดช่วงกล้ามเนื้อหดเกร็งได้ เพราะยายังออกฤทธิ์ไม่ทัน



ทั้งนี้ กรณีอาการตะคริวไม่ดีขึ้นและมาพบแพทย์ แพทย์อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยากิน ยาฉีด ให้เกลือแร่ และ/หรือ ใช้ยาชา ซึ่งยาต่างๆเหล่านี้ยังให้ผลรักษาไม่ชัดเจน แต่ได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้อาจก่อผลข้างเคียงได้ (คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มีเสียงในหู อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ เลือดออกง่ายจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ และอาจก่อให้เกิดไตวายได้) ดังนั้น ยาเหล่านี้ต้องให้การรักษาโดยแพทย์เท่านั้น อย่าซื้อยากินเอง ซึ่งการรักษาอาการตะคริวโดยการใช้ยาต่างๆมักอยู่ภายใต้คำแนะนำจากองค์กรทางการแพทย์ เช่น สภาโรคทางระบบประสาทแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Neurology) เป็นต้น
ตะคริวรุนแรงไหม? มีผลข้างเคียงไหม?

ตัวอาการตะคริวเอง เป็นอาการไม่รุนแรง และมักหายได้เองโดยเฉพาะตะคริวประเภทไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic cramp)

แต่ในตะคริวที่เกิดโดยมีสาเหตุ ตะคริวจะเป็นอาการหนึ่งของโรค ถึงแม้เป็นอาการที่ดูแลหายได้เอง แต่ต้องดูแลรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วย มิเช่นนั้นก็จะเกิดตะคริวได้บ่อย ดังนั้นความรุนแรงของตะคริวในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จึงขึ้นกับสาเหตุ คือขึ้นกับแต่ละโรค เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

โดยทั่วไป ไม่มีผลข้างเคียงจากตัวอาการตะคริว ยกเว้นอาการปวดขณะเกิดอาการ หรือภายหลังเกิดอาการ ซึ่งมักหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง หรือเพียงกินยาแก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol)
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นตะคริว? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองเมื่อเกิดตะคริว ได้แก่ การหยุดใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้น การนวดและการยืดกล้ามเนื้อมัดเกิดอาการ เบาๆ และการประคบอุ่น หรือประคบเย็นดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ การรักษา

นอกจากนั้น คือ การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดตะคริวซ้ำ หรือเกิดบ่อยๆ (อ่านเพิ่ม เติมในหัวข้อ การป้องกัน)

ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพื่อการรักษาทั้งสาเหตุและตัวอาการตะคริว เมื่อ

มีอาการปวดมาก ไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเองหลังจากตะตริวหายไป
ตะคริวไม่หายไปหลังดูแลตนเอง โดยเป็นนานเกินกว่า 30 นาที
เป็นตะคริวบ่อย
เมื่อกังวลในอาการ


ป้องกันตะคริวได้อย่างไร?

การป้องกันการเกิดตะคริว ได้แก่

ดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม และให้พอ เพียงกับปริมาณน้ำที่ร่างกายเสียไป เช่น เมื่อเหงื่อออกมาก ท้องเสีย หรือ ปัสสาวะมาก
ไม่นั่ง นอน เดิน นานๆ
ฝึกยืด (Stretching) กล้ามเนื้อมัดที่เกิดตะคริวบ่อยๆเสมอ โดยดังกล่าวแล้วว่า ตะ คริวมักเกิดกับกล้ามเนื้อน่องและต้นขา ซึ่งสามารถฝึกทำได้โดยปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ออร์โทพีดิกส์/ Orthopaedics (แพทย์โรคกระดูกและข้อ) หรือนักกายภาพบำบัด ทั้งนี้การออกกำลังยืดกล้ามเนื้อ ควรทำวันละ 1-3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 3-5 นาที (ครั้งสุดท้ายของวัน ควรเป็นก่อนเข้านอน เพื่อลดโอกาสเกิดตะคริวตอนกลางคืน) ก่อนทำควรอบอุ่น (Warm up) กล้ามเนื้อด้วยการเดินเบาๆ ประมาณ 5 นาที และเมื่ออาการตะคริวห่างออกไป สามารถลดการทำเหลือเพียงวันละครั้งได้ แต่ยังควรต้องทำต่อเนื่องตลอดไป



อนึ่ง สภาแพทย์ออร์โทพีดิกส์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Academy of Orthopaedic Surgeons, AAOS, //orthoinfo.aaos.org/topic.cfm?topic=a00200) ได้แนะนำท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อดังกล่าว ดังนี้

(***** ข้อควรระวัง: ในการทำการบริหารยืดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆที่จะได้กล่าว ถึงต่อไปนี้ อาจมีข้อจำกัดสำหรับบางคนซึ่งมีปัญหาโรค กระดูก ข้อ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อเกี่ยว พัน ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดก่อนลงมือปฏิบัติ และ/หรือ เมื่อขณะบริหาร ถ้าเริ่มมีอาการเจ็บ ควรหยุดบริหาร ไม่ควรฝืนทำต่อไป)

การยืดกล้ามเนื้อน่อง ซึ่งเมื่อบริหารจะรู้สึกถึงการยืดตึงของกล้ามเนื้อน่องลงมาจนถึงส้นเท้า วิธีการ คือ ยืนตรง หลังตรง หันหน้าเข้าหาผนัง/กำแพงที่แข็งแรง ห่างประมาณ 2-3 ฟุต ฝ่าเท้าทั้งสองข้างตรง เท้าหลังห่างจากเท้าหน้าเล็กน้อย งอเข่าเท้าหน้าพอ ควร เท้าหลัง/ข้อเข่าเหยียดตรง มือ 2 ข้างยกยันกำแพงโดยเอนตัวไปข้างหน้าโดยแผ่นหลัง ต้องเหยียดตรงเสมอ และค้างไว้ประมาณ 15-30 วินาที สลับทำทั้ง 2 ข้างซ้ายและขวา ขณะทำฝ่าเท้าต้องวางราบกับพื้น เท้าหลังต้องชี้ตรงไปยังเท้าหน้าเสมอ
การยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของต้นขา โดยนั่งกับพื้น หลังตรง เหยียดเข่าตรงไปด้านหน้า ขาชิดกันทั้ง 2 ข้าง เท้าอยู่ในท่าปกติ ส้นเท้าชิดกัน และค่อยลากฝ่ามือไปตามพื้นด้านข้างของขาทั้ง 2 ข้างไปจนถึงข้อเท้า โดยหลังตรงอย่าก้มหลังและเข่าเหยียดตรงเสมอ เมื่อรู้สึกว่ากล้ามเนื้อด้านหลังตันขาเหยียดเต็มที่แล้ว ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที
การยืดกล้ามเนื้อด้านหน้าของต้นขา โดยยืนตรง มือข้างหนึ่งจับพนักเก้าอี้ที่แข็งแรง ห่างจากเก้าอี้ประมาณ 1 ฟุต เท้าสองข้างชิดกัน พับข้อเข่าขึ้น 1 ข้าง ใช้มือข้างเดียวกัน จับข้อเท้าด้านยกขึ้น กดส้นเท้าเข้าหาบริเวณก้น จนรู้สึกได้ถึงการเหยียดตัวของกล้ามเนื้อหน้าขา (ไม่ต้องกดมาก) ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที สลับทำอีกข้าง
หลีกเลี่ยง/งด การงาน หรือกิจกรรมที่ต้องใช้กล้ามเนื้อเกินกำลัง เช่น ยกของหนัก เล่นกีฬาหนัก
เมื่อต้องใช้กล้ามเนื้อทำงานหนัก ควรมีการอบอุ่น (Warm up) กล้ามเนื้อ ตามวิธีที่ถูกต้องก่อนเสมอ เช่น วิ่งเบาๆประมาณ 10 นาที
กิน ผัก ผลไม้ให้มาก เพราะมีวิตามิน และเกลือแร่ที่ช่วยในการทำงานของกล้าม เนื้อสูง เช่น โปแตสเซียม แมกนีเซียม วิตามิน บี และวิตามิน อี
สวมรองเท้าที่ไม่รัดเท้าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณขาและเท้า
ขณะนอน ไม่ควรนอนห่มผ้าห่มรัดเท้าแน่น (การปูเตียงนอนแบบชาวตะวันตก)
สังเกตกิจกรรมต่างๆที่กระตุ้นให้เกิดตะคริว แล้วหลีกเลี่ยง
รักษา ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ


บรรณานุกรม

Cramps in the leg //www.patient.co.uk/health/Cramps-in-the-Leg.htm [2013,July15].
Katttzberg, H. et al.(2010). Assessment:symptomatic treatment for muscle cramps (an evidence-based review): report of therapeutics and technology assessment subcommittee of the American Academy of Neurology. Neurology. 74,691-695
Leg cramps //www.nhs.uk/conditions/legcrampsunknowncause/Pages/Introduction.aspx [2013,July15].
Muscle cramp //orthoinfo.aaos.org/topic.cfm?topic=a00200 [2013,July15].

Updated 2013, July 15



โดย: หมอหมู วันที่: 4 มีนาคม 2557 เวลา:21:38:34 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 739 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]