Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง







บริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง


ประโยชน์ของ การบริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง

1. ผู้ป่วยที่บริจาคโลหิตเพื่อการผ่าตัดของตนเอง จะปลอดภัยจากการติดเชื้อต่าง ๆ ซึ่งอาจได้รับจากเลือดของ ผู้บริจาคทั่วไป เช่น ตับอักเสบ เอดส์ มาลาเรีย เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าโอกาสจะได้รับเชื้อจากเลือดจะน้อยมากก็ตาม

2. ผู้ป่วยไม่ต้องเสี่ยงกับการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดผลข้างเคียงจาก การรับเลือด เช่น การแพ้เลือด เม็ดเลือดแดงแตก เป็นต้น

3. เกิดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่

4. ลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเลือด

5. มีเลือดสำรองไว้ใช้เองในกรณีจำเป็นเพราะบางช่วงอาจไม่มีเลือดบริจาคสำรองไว้ ทำให้ไม่มีเลือดใช้เมื่อจำเป็น โดยเมื่อบริจาคแล้ว ธนาคารเลือดจะสำรองเลือดนั้นไว้ จนกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ จึงจะนำไปให้ผู้ป่วยอื่นต่อไป




ผู้ป่วยที่เหมาะสมสำหรับ การบริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง

1. ผู้ป่วยที่กำหนดวันทำผ่าตัดได้แน่นอน (ผ่าตัดไม่ฉุกเฉิน)

2. ผู้ป่วยที่มีหมู่โลหิตหายาก

3. ผู้ป่วยที่มีประวัติเคยได้รับเลือดแล้ว เกิดอาการแพ้ ขณะให้เลือด



คุณสมบัติของผู้ป่วย ที่จะบริจาคโลหิต เพื่อการผ่าตัดของตนเอง

1. น้ำหนัก มากกว่า 45 กิโลกรัม

2. อายุระหว่าง 17-60 ปี

3. เพศหญิงหรือชายก็ได้ แต่ถ้าเป็นหญิงต้องไม่อยู่ในระยะตั้งครรภ์

4. ต้องไม่เป็นโรคที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะเลือดออก เช่น โรคหัวใจ

5. ผู้ป่วยไม่ซีดเกินไป



ปริมาณเลือดที่เจาะ

ปริมาณเจาะเลือดในแต่ละครั้ง คือ 350 ซีซี ( 1 หน่วย ) ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อย ไม่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่ซีด ยกเว้นในบางครั้งอาจเกิดอาการเวียนศีรษะบ้าง แต่ถ้าได้พักผ่อนสักครู่ อาการก็จะดีขึ้นได้เอง

ก่อนที่จะเจาะเลือด หรือ ในวันแรกที่เจาะเลือด แพทย์จะให้ยาเพิ่มธาตุเหล็ก รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันไปอีก 1 เดือน หลังจากบริจาคเลือดครั้งสุดท้าย เพื่อให้ร่างกายนำไปสร้างเม็ดเลือด



ความถี่ของการเจาะเลือด

1. เจาะสัปดาห์ละ 1 หน่วย ( ยูนิต )

2. หน่วยสุดท้าย ต้องเจาะก่อนวันผ่าตัด อย่างน้อย 72 ชั่วโมง

3. ปริมาณเลือดที่เตรียมไว้ก่อนผ่าตัดไม่ควรเกิน 3 หน่วย เพื่อไม่ให้เลือดหน่วยแรกหมดอายุเสียก่อน



แถม ...

(เก็บมาฝาก) สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาค โลหิต  เกล็ดโลหิต   
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-01-2014&group=7&gblog=176

(เก็บมาฝาก) สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาค ร่างกาย อวัยวะ ดวงตา   
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-01-2009&group=7&gblog=10


ถ้าพ่อแม่ กรุ๊ป AB ลูกต้องกรุ๊ป AB เท่านั้น ใช่มั้ยครับ กรุ๊ปอื่นได้มั้ย ????    
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-11-2008&group=4&gblog=63



Create Date : 05 กรกฎาคม 2551
Last Update : 3 มกราคม 2557 14:43:47 น. 5 comments
Counter : 3332 Pageviews.  

 
เป็นคนบริจาคเลือดเป็นประจำทุก 3 เดือนครับ

ตอนนี้ก็ครั้งที่ 23 แล้ว

ความรู้ใหม่นะครับเนี้ยะ ที่มีการบริจาคเลือดให้ตัวเองด้วย

ยินดีที่ได้รู้จักครับ


โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 5 กรกฎาคม 2551 เวลา:19:44:28 น.  

 

สวัสดีค่ะ..
หนี่ฯ เห็นหัวข้อ ทำให้ต้องคลิกเข้ามาค่ะ
เป็นข้อมูลที่ดีมาก ๆ ค่ะ และพึ่งทราบครั้งแรก
เหมือน คห ข้างบนค่ะ ขอบคุณมากนะคะ




โดย: หนี่หนีหนี้ (แพรวขวัญ ) วันที่: 5 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:14:31 น.  

 
ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ ค่า


โดย: สาวญี่ปุ่น วันที่: 5 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:42:06 น.  

 
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

โทรศัพท์ : 0-2263-9600-99 ต่อ 1752,1753
โทรสาร : 0-255-4567

สายรถเมล์ที่ผ่านศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ(ถ.อังรีดูนังต์) สาย ปอ.21,ปอ.16,ปอ.141รถธรรมดา สาย 16,21,162
(ถ.พระราม4 ลงสถานเสาวภา) สาย ปอ.4,ปอ.50,ปอ.507รถธรรมดา 4,45,46,47,67
BTS - ลงสถานีศาลาแดง
รถไฟฟ้าใต้ดิน - ลงสถานีสามย่าน

หมายเหตุ ผู้บริจาคเกล็ดเลือดสภากาชาดจะปิดรับเกล็ดเลือดถึง 14.30 เท่านั้นนะคะ เสาร์อาทิตย์ 11.00 น.

สำหรับท่านที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถบริจาคได้ที่ สาขาบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ (ในวันและเวลาราชการ)

จากคุณ : ฐานข้อมูลเลือด (ฐานข้อมูลเลือด)

การเตรียมตัวก่อนการบริจาคโลหิต

เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและของผู้ป่วยที่จะรับโลหิตของท่าน ขอความกรุณาอ่านเพื่อเตรียมตัวก่อนถึงวันบริจาคโลหิต ดังนี้..

1.ท่านต้องมีอายุเต็ม 17 ปี บริบูรณ์ ถึง 60 ปี มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป ทั้งหญิงและชาย

2.ต้องนอนหลับเพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมง

3.ไม่มีอาการท้องเสีย ท้องร่วงมาก ใน 7 วันที่ผ่านมา หรือกำลังเป็นไข้หวัด

4.น้ำหนักต้องไม่ลดผิดปกติในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

5.หากรับประทานยาแอสไพริน, ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดอื่นๆ ต้องหยุดยามาแล้ว 3 วัน ถ้าเป็นยาแก้อักเสบหรือยาอื่นๆ ต้องหยุดมาแล้ว 7 วัน

6.ไม่เป็นโรคหอบหืด, ผิวหนังเรื้อรัง, ไอเรื้อรัง, วัณโรค หรือภูมิแพ้อื่นๆ

7.ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง,เบาหวาน,หัวใจ,ตับ,ไต,มะเร็ง,ไทรอยด์,โลหิตออกง่าย-หยุดยากหรือโรคประจำตัวอื่นๆ

8.หากถอนฟันต้องทิ้งระยะอย่างน้อย 3 วัน

9.หากเคยได้รับการผ่าตัดใหญ่ต้องเกิน 6 เดือน หากผ่าตัดเล็กต้องเกิน 1 เดือน

10.ท่านหรือคู่ครองของท่านต้องไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือเบี่ยงเบนทางเพศ

11.ต้องไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษต้องเกิน 3 ปี และมีสุขภาพดี

12.หากเจาะหู,สัก,ลบรอยสักหรือฝังเข็มในการรักษา ต้องเกิน 1 ปีไปแล้ว

13.หากมีประวัติเจ็บป่วยและได้รับโลหิตของผู้อื่นต้องเกิน 1 ปี

14.หากมีประวัติเป็นมาเลเรีย ถ้าเคยเป็นต้องหายมาแล้วเกิน 3 ปี หากเคยเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อมาเลเรียชุกชุม ต้องทิ้งระยะอย่างน้อยเกิน 1 ปี จึงบริจาคโลหิตได้

15.สตรีต้องไม่อยู่ในระหว่างมีรอบเดือน

16.หลังการคลอดหรือแท้งบุตรต้องเกิน 6 เดือน

17.ต้องไม่ได้รับวัคซีนในระยะ 14 วัน หรือเซรุ่มในระยะ 1 ปี ที่ผ่าน

18.ก่อนบริจาคโลหิต ต้องรับประทานอาหารให้เรียบร้อย ยกเว้นประเภทมันจัด



โดย: หมอหมู วันที่: 4 ธันวาคม 2551 เวลา:12:52:53 น.  

 
//www.doctor.or.th/node/1546

ให้เลือดตัวเอง ความปลอดภัยที่คุณเลือกได้


การได้รับเลือดจากผู้อื่น แม้จะมีมาตรฐานด้านคุณภาพดีเพียงใด ก็ไม่อาจพูดได้ว่า "ได้เลือดปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์" เพราะเทคโนโลยีการตรวจทางห้องปฏิบัติการยังมีข้อจำกัด

ความไม่ปลอดภัยส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับเชื้อโรคที่ติดต่อจากการให้เลือด นอกจากนั้นยังเกิดจากปฏิกิริยาจากหมู่เลือดและแอนติบอดี หมู่เลือดหลักของคนที่สำคัญคือ ระบบ A B O ซึ่งคนเราจะมีหมู่เลือดหมู่ใดหมู่หนึ่งใน ๔ หมู่นี้ ได้แก่ หมู่ A หมู่ B หมู่ AB และหมู่ O หมู่เลือดหลักที่สำคัญอีกระบบคือ Rh ซึ่งจะแบ่งเป็น Rh+ และ Rh- คนไทยส่วนมากจะเป็น Rh+ ที่เป็น Rh- จะมีจำนวนน้อยมาก ประมาณ ๑-๓ ต่อ ๑,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นคนไทยที่มีหมู่เลือด Rh- เมื่อจะต้องได้รับเลือด จึงหาเลือดได้ยาก

การจะได้รับเลือดจากใคร เลือดของผู้ให้และผู้รับต้องเป็นหมู่เดียวกันทั้งระบบ ABO และระบบ Rh ซึ่งการตรวจหมู่เลือด ๒ ระบบนี้ สามารถตรวจได้ชัดเจนไม่มีปัญหา
ถ้าให้เลือดผิดหมู่ในระบบ ABO หรือ Rh จะเกิดอันตรายจากเลือดเข้ากันไม่ได้ ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย และคนไข้มีโอกาสอันตรายถึงเสียชีวิต นอกจากนี้ คนเรายังมีหมู่เลือดย่อยๆ อีกหลายระบบ และมีส่วนประกอบของแอนติเจนต่างๆ ไม่เหมือนกัน ซึ่งในกระบวนการให้เลือดตามปกติไม่มีการตรวจ ทำให้ผู้ได้รับเลือดอาจเกิดปฏิกิริยาแพ้เลือดบ้าง แต่มักไม่เกิดอันตราย หมู่เลือดย่อยๆ และแอนติเจนที่คนเราได้รับจากเลือดของคนอื่น มีผลทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นในกระแสเลือด ถ้าในเวลาต่อมาได้รับเลือดที่มีแอนติเจนตัวนั้นอีก จะเกิดปฏิกิริยากับแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้น เกิดอาการแพ้เลือดที่รุนแรงมากกว่าเดิม

คนไข้ที่เป็นโรคเลือด หรือมีอาการซีดเรื้อรัง ที่ต้องให้เลือดบ่อยๆ ทำให้ในกระแสเลือดมีแอนติบอดีหลายชนิด การให้เลือดครั้งหลังๆ จะหาเลือดที่ไม่เกิดปฏิกิริยาการแพ้เลือดได้ ยากขึ้นเรื่อยๆ และหน่วยบริการเลือดต้องเพิ่มขั้นตรวจคัดกรองอีกหลายขั้นตอน เพื่อให้ได้เลือดที่มีโอกาสแพ้น้อยที่สุด หลายโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือด เช่น ทาลัสซีเมีย เป็นโรคกรรมพันธุ์ที่ผู้ป่วยซีดมาแต่เด็กโดยพ่อแม่ไม่มีอาการซีด จะให้คำแนะนำพ่อและแม่ให้เป็นผู้ให้เลือดแก่ลูกทุกเดือน โดยสลับกันให้คนละเดือน เพื่อให้ลูกมีโอกาสได้รับแอนติเจนจากเลือดคนอื่นน้อยที่สุด มีบางรายที่มีแต่พ่อหรือแม่เพียงคนเดียวที่ให้เลือดลูกได้ ก็สามารถบริจาคให้ลูกได้ทุกเดือนโดยไม่มีปัญหา

การให้เลือดถี่ทุกเดือน ผู้ให้จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพหรือไม่
มีความจริงเกี่ยวกับเรื่องเลือดดังนี้ ปกติเม็ดเลือดแดง ของคนเรามีอายุประมาณ ๑๒๐ วัน แต่จำนวนเม็ดเลือดแดง ครึ่งหนึ่งจะถูกทำลายไปเองในเวลาประมาณ ๓๐ วัน ดังนั้น ร่างกายของคนเราจึงมีการสร้างและทำลายของเม็ดเลือดแดงตลอดเวลา คนที่มีร่างกายสมบูรณ์ เมื่อเราเสียเลือดไปหรือเจาะเลือดเพื่อบริจาค ซึ่งโดยปกติจะเจาะประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ มิลลิลิตร ซึ่งไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ของร่างกาย ร่างกายจะมีกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติ ซึ่งในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงนี้ต้องใช้ธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้บริจาคเลือดจึงได้รับยาที่มีธาตุเหล็ก คือ เฟอร์รัสซัลเฟตกินเพิ่มขึ้น เคยมีการวิจัยพบว่า ผู้ที่บริจาคเลือดทุกสัปดาห์ติดต่อ กันเป็นปี โดยได้รับการดูแลสุขภาพที่ดี ปรากฏว่าสุขภาพปกติ ไม่มีอาการซีด ด้วยกลไกธรรมชาติระบบเลือดในร่างกายของเราเป็นเช่นนี้ การเจาะเลือดตนเองเก็บไว้ก่อนแล้วนำมาให้ภายหลังจึงเป็นเรื่องที่ทำได้

เตรียมเลือดไว้ให้ตนเอง
การเตรียมเลือดไว้ให้ตนเอง (autologous tranfusion) ในกรณีที่ต้องให้เลือด เป็นวิธีการที่จะได้เลือดที่ปลอดภัยที่สุด สามารถลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรค ลดการเกิดปฏิกิริยาการแพ้เลือด ลดการสร้างแอนติบอดีที่ต่อต้านแอนติเจนต่างๆในร่างกาย การให้เลือดตัวเอง หมายถึง การเก็บและใช้เลือดของตัวเองเพื่อการรักษา ซึ่งสามารถทำได้โดยการเตรียมก่อนการผ่าตัด การเก็บเลือดในระหว่างการผ่าตัดให้กลับเข้าสู่การไหลเวียนของกระแสเลือดในร่างกาย โดยไม่ปล่อยทิ้งไป

การเตรียมเลือดของตนเองไว้ก่อนการผ่าตัดเป็นวิธีการหนึ่ง เหมาะสำหรับคนไข้ที่เตรียมการผ่าตัดล่วงหน้า โดยหมอและคนไข้กำหนดนัดการผ่าตัดที่แน่นอนประมาณการจำนวนเลือดที่ต้องเตรียม จากนั้นนัดคนไข้มาเจาะเลือดเก็บไว้ก่อนผ่าตัด เพื่อที่จะนำเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดกลับมาให้คนไข้ขณะผ่าตัดหรือหลังผ่าตัด หากคุณเป็นคนแข็งแรงไม่ซีด โดยวัดความเข้มข้นของเลือดได้ระดับ Hemoglobin 11 gm% ขึ้นไป หรือ Hematocrit 33% ขึ้นไป อายุระหว่าง ๑๗-๖๐ ปี และน้ำหนัก ๕๐ กิโลกรัมขึ้นไป ก็สามารถเตรียมเลือดไว้สำหรับตนเองในการผ่าตัดล่วงหน้าได้ หมอจะเจาะเลือดของคุณเก็บไว้สัปดาห์ละถุง ถุงละประมาณ ๓๐๐ มิลลิลิตร รวม ๒-๓ สัปดาห์ โดยเก็บครั้งสุดท้ายก่อนผ่าตัดอย่างน้อย ๗๒ ชั่วโมง รวมจำนวนเลือด ๒-๓ ถุง ตามความจำเป็น เพื่อให้ดียิ่งขึ้น หมอจะให้กินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก เฟอร์รัสซัลเฟต ครั้งละ ๑ เม็ด ๓ เวลาหลังอาหาร ก่อนเจาะเลือด ๑ สัปดาห์ หรืออย่างช้าที่สุดในวันที่เจาะเก็บถุงแรก

นอกจากยาแล้วการกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เลือดหมู เลือดไก่ หรือตับก็ได้ประโยชน์ ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้ดีกว่ายาเสียอีก เลือดที่เจาะเก็บไว้สามารถเก็บได้นาน ๓๕ วัน แต่ปกติ เลือดที่เก็บใหม่ๆ จะมีคุณสมบัติดีกว่าเลือดที่เก็บไว้นานๆ จึงมักเตรียมเลือดถุงหลังสุดหลังการเจาะเก็บ ๗๒ ชั่วโมง ถึง ๗ วัน แม้จะเป็นการนำเลือดตัวเองมาให้ตัวเอง เลือดที่เจาะเตรียมไว้ก็จะได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ร่องรอยการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เชื้อเอดส์ ร่องรอยการติดเชื้อเอดส์ และเชื้อซิฟิลิส (HBsAg, anti HCV, HIV Ag, anti HIV, VDRL) ถ้าพบผลบวกเชื้อใดเชื้อหนึ่ง หมอก็จะไม่ให้เลือดนั้นกลับคืน คนไข้ กระบวนการให้เลือดตัวเองของคนคนนั้นเป็นอันยุติ เพราะการให้เลือดที่มีเชื้อใดเชื้อหนึ่งซึ่งความจริงก็คือ เชื้อในร่างกายคนไข้นั่นเอง อาจทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาบางอย่างที่อาจทำให้เชื้อลุกลามเพิ่มขึ้น

การเตรียมเลือดไว้สำหรับตัวเอง เป็นกระบวนการที่ต้องการความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งหมอ พยาบาล บุคลากรห้องเลือด รวมทั้งตัวคนไข้เองและญาติ เพราะกว่าจะผ่าตัดได้คนไข้อาจต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง เพื่อเตรียมเลือด โรงพยาบาลแห่งหนึ่งมีทีมงานที่เข้มแข็งในการชักชวนให้คนไข้เตรียมเลือดไว้ให้ตัวเอง ทำให้คนไข้ได้เลือดปลอดภัย และยังลดปัญหาการได้รับบริจาคเลือดจากประชาชนไม่เพียงพออีกทางหนึ่ง เลือดที่คนไข้บริจาคไว้ให้ตนเอง หากไม่ได้ใช้ ตรวจแล้วไม่พบภาวะเสี่ยงใดๆ โรงพยาบาลจะเตรียมเป็นเลือดบริจาคให้คนไข้อื่น มีคนไข้หลายคนที่ไม่เคยบริจาคเลือด เมื่อได้เจาะเลือดเตรียมไว้สำหรับตนเอง เกิดเป็นประสบการณ์ประทับใจและกลายเป็นผู้บริจาคเลือดประจำในเวลาต่อมา

ในโลกที่ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่คนเราเพรียกหา เริ่มมีคนคิดว่า เขาจะให้หมอเจาะเลือดเก็บไว้ในธนาคารเลือด ซึ่งโดยเทคโนโลยีการแช่แข็ง สามารถเก็บได้นานเป็นปี เมื่อถึงคราวจำเป็นก็สามารถไปเบิกมาใช้ทันที โดยไม่ต้องเที่ยวหาเลือดของใครต่อใครที่อาจไม่ปลอดภัยให้ยุ่งยาก ใครเปิดธนาคารรับฝากเลือด จะคิดค่าฝากเท่าไร บอกมาเลย

* คอลัมน์: คุยกับผู้อ่าน
* หมวดหมู่: โรคระบบไหลเวียนโลหิต, โรคตามระบบ
* ผู้เขียน: นพ.สุรชัย ปัญญาพฤทธิพงศ์























โดย: หมอหมู วันที่: 20 สิงหาคม 2552 เวลา:0:50:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 739 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]