Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 4 เจ็บเท้า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์




มีคนถาม เรื่อง เจ็บสันหน้าแข้ง ผมก็ไปถามอากู๋ มาให้ ...

ไปพบ บทความที่ อ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ เขียน แล้วมีผลนำมาลงไว้ที่เวบ ... เห็นว่าน่าสนใจ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ... ก็เลยนำมาฝากกัน ...

ตอนที่ ๔ บาดเจ็บบริเวณเท้า



บาดเจ็บบริเวณเท้า


การวิ่งเท้าเปล่ากับสวมรองเท้าวิ่งต่างกันอย่างไร คิดว่าหลายๆ คน คงอยากทราบเพราะนักกีฬาที่วิ่งเก่ง และมีชื่อเสียงอย่าง โซลา บัดด์ ยังวิ่งเท้าเปล่าเลย และก็วิ่งได้ดีด้วยสามารถชนะการแข่งขันหลายครั้งหลายหน

ขอตอบว่า ดีแน่ แต่ขอให้พิจารณากันเอาเองดังนี้

ตามทฤษฎีนั้น นักวิ่งที่มีเท้าเปล่า มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บน้อยกว่า เพราะขณะวิ่ง และเท้าสัมผัสพื้น มุมเอียงของข้อเท้าจะน้อยกว่า การวิ่งสวมรองเท้า ยิ่งรองเท้าที่มีพื้นนิ่มมากๆ ด้วยแล้ว มุมเอียงของข้อเท้า จะน้อยกว่า การวิ่งสวมรองเท้า ทำให้มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้ ตั้งแต่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อตะโพก จนกระทั่งหลังได้

แต่ที่สำคัญอีกอย่างที่เกี่ยวข้อง ก่อนการตัดสินใจก็คือ พื้นวิ่ง ซึ่งต้องเหมาะสมจริงๆ ต่อการวิ่งและเทคนิคการวิ่ง จะต้องถูกต้องด้วย จึงจะมั่นใจได้ว่า ไม่ต้องเสี่ยงต่อการบาดเจ็บอื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่สวมรองเท้าวิ่ง

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการฝึก และความเคยชินในชีวิตประจำวันด้วย

บาดเจ็บของเท้านั้นเกิดได้ไม่ยาก ถ้าไม่ระมัดระวัง เพราะเป็นส่วนที่สัมผัสพื้นโดยตรง ดังกล่าวดังต่อไปนี้




1. พังผืดอักเสบบริเวณส้นเท้า (Plantar fascilitis)


เกิดจากการอักเสบของพังผืดบริเวณใต้ฝ่าเท้า ที่เกาะที่กระดูกส้นเท้า สาเหตุที่เกิด เนื่องจาก การใช้งานมากเกินไป เช่น วิ่งลงส้นเท้ามากเกินไป หรือกระแทกกระทั้นมากเกินไป ทำให้พังผืดที่เกาะบริเวณส้นเท้านั้น ทนไม่ได้ เกิดการอักเสบขึ้นมา

จะพบในนักวิ่งซึ่งวิ่งโดยลงส้นเท้าแบบกระแทกกระทั้น หรือลงส้นเท้าลงบริเวณที่พื้นวิ่งแข็งเกินไป หรือพื้นรองเท้าบริเวณส้นเท้าไม่นิ่ม ไม่สามารถที่จะดูดซับการกระแทกกระทั้น บริเวณส้นเท้าได้

ในพวกนักสิ่งที่มีโครงสร้างของเท้า ผิดปกตินั้น ก็เกิดอาการบาดเจ็บจากโรคนี้ได้เช่นกัน คือ พวกนักวิ่งซึ่งมีเท้าในลักษณะโค้งสูง (ฝ่าเท้าโค้งสูง) หรือพวกเท้าคว่ำแบนบิดออกนอก

อาการที่พบ คือ มีการเจ็บปวดบริเวณใต้ส้นเท้า เมื่อเอานิ้วกดก็จะรู้สึก เจ็บปวดที่จุด ตรงกึ่งกลางของส้นเท้าเป็นส่วนใหญ่ หรืออาจจะเฉียงไปทางด้านนอก หรือด้านใน ได้บ้างเล็กน้อย

พวกที่เป็นมาก ก็จะเจ็บอยู่ตลอดเวลา เมื่อลงน้ำหนักกระทั่งเดินก็จะเจ็บ

ส่วนที่อาการไม่มาก จะสังเกตว่า เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ลงจากเตียงใช้เท้าเดือน พบว่าจะเจ็บมาก บริเวณส้นเท้า หลังจากเดินชั่วครู่ อาการก็จะดีขึ้น การเจ็บปวดก็จะน้อยลง จนกระทั่งผ่านไปถึงสาย บ่าย อาการจะหายไป หลังจากนั้นในตอนเย็นๆ หรือตอนกลางคืน ก็จะมีอาการเจ็บปวดขึ้นมาอีก

ส่วนพวกที่วิ่ง จะพบว่า ตอนเริ่มต้นวิ่งนั้น จะเจ็บบริเวณส้นเท้า หลังจากวิ่งไปสักระยะหนึ่ง อาการเจ็บส้นเท้นั้นก็จะหายไป แต่เมื่อหยุดวิ่ง อาการเจ็บปวดส้นเท้านั้น ก็จะกลับเป็นขึ้นมาอีก


การปฐมพยาบาล และการรักษา

เมื่อมีอาการเจ็บปวด ให้หยุดวิ่ง การรักษาเบื้องต้นก็เหมือนกับการรักษาพยาบาล การบาดเจ็บทั่วๆ ไป คือ

ให้พัก และประคบน้ำแข็งบริเวณนั้น ประมาณ 10-20 นาที แล้วให้ยาแก้ปวด และให้ยาต้านการอักเสบ สำหรับโรคนี้ ประมาณ 3 สัปดาห์

ในระหว่างการรักษา 3 สัปดาห์นี้ ให้คนไข้ได้พักบริเวณส้นเท้าจริงๆ ไม่ให้มีน้ำหนักไปกด หลีกเลี่ยงการเดินหรือการวิ่ง ต้องให้ส้นเท้ารับน้ำหนักน้อยที่สุด ถ้าจะเดินก็ไม่ควรให้มีน้ำหนักกด ที่บริเวณเท้า อาจจะใช้รองเท้าฟองน้ำ เจาะรูกลมๆ บริเวณส้นเท้ารับน้ำหนัก หรือรองด้วยฟองน้ำหนาๆ เมื่อเวลาต้องการ จะเดิน เพื่อที่ให้นิ่มที่สุด เท่าที่จะนิ่มได้

และสิ่งที่ควรให้ร่วมด้วยคือ การรักษาทางกายภาพบำบัด โดยการให้ความร้อน ใช้เท้าแช่น้ำอุ่นให้ร้อนเท้าที่ทนได้ แช่ประมาณ 15-20 นาที เช้า-เย็น นอกจากนี้ การใช้คลื่นเหนือเสียง ก็สามารถช่วยทำให้การหายเร็วขึ้น

ในรายที่อาการเป็นมาก การรักษาทางยา และกายภาพบำบัดไม่ได้ผล เราสามารถใช้ ยาฉีดสเตียรอยด์เฉพาะที่ ต้านการอักเสบได้ การฉีดยา ให้ฉีดห่างกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ไม่ควรเกิน 3 เข็ม

หลังจาก 3 เข็มไปแล้ว อาการยังไม่หาย การรักษาขั้นต่อไป คือ การรักษาขั้นผ่าตัด เพื่อลดแรงดึงรั้งของพังผืดที่เกาะบริเวณส้นเท้า จะทำให้หายจากอาการเจ็ยปวดได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน อาจเป็นเวลาหลายๆ เดือน


การป้องกัน

- รองเท้าที่ใช้วิ่ง จะต้องมีพื้นรองส้นเท้า นิ่ม หรือเสริมที่รองเท้าส้นเท้าเป็นยางนิ่มมากๆ และพื้นรองเท้าควรมีส่วนโค้งนูนขึ้นสำหรับอุ้งเท้า

- หลีกเลี่ยงการวิ่งบนพื้นที่แข็ง ไม่ควรวิ่งแบบออกแรงกระแทกที่ส้นเท้า

- ปรับโครงสร้างของร่างกายที่ผิดปกติ โดยการเสริมรองเท้าที่ได้กล่าวมาแล้ว

- ให้บริหารเพื่อยืดพังผืดนี้ ให้มีความยืดหยุ่นอยู่เสมอ โดยโน้มตัวไปทางด้านหน้าให้เขาเอนไปทางด้านหน้า ทำบ่อยๆ ประมาณ 10 ครั้ง ในตอนเช้าและเย็น




2. โคนนิ้วแม่เท้าอักเสบ (Bunion)

เกิดจากการอักเสบของข้อต่อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า อาการของโรคนี้อาจจะเจ็บเมื่ออยู่นิ่งๆ หรือจะเจ็บก็ต่อเมื่อเดิน หรือวิ่งก็ได้ แล้วแต่ว่าอาการมากหรือน้อย

สาเหตุเกิดจากรูปทรงของเท้าที่ผิดปกติ คือ มีนิ้วหัวแม่เท้าบิดออกนอก

พบในนักวิ่งที่สวมรองเท้าที่มีส่วนปลายแคบ (หัวแหลม) ทำให้มีการบีบรัดหัวแม่เท้าให้เบี่ยงเบนออกนอก เกิดการหลุดของข้อต่อเป็นบางส่วน ทำให้มีการเสื่อม จะเห็นว่าส่วนของข้อต่อนี้ โตขึ้น หรือเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น เกิดการเจ็บปวด


การปฐมพยาบาล และการรักษา

เมื่อมีการเจ็บปวดบริเวณตำแหน่งนี้ ให้หยุดวิ่งทันที ถอดรองเท้าออก การรักษาเบื้องต้นให้ประควบน้ำแข็งเพื่อลดการอักเสบ พัก ให้ยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบ

ถ้าอาการไม่หายไปใน 3 วัน ควรให้ยาต้านการอักเสบนาน 3 สัปดาห์ และให้การรักษาทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น ความร้อน(แช่เท้าในน้ำอุ่น ประมาณ 15-20 นาที เช้า-เย็น) ใช้คลื่นเหนือเสียง (อัลตราซาวด์) เป็นต้น

การฉีดยาเฉพาะที่ชนิดยาต้านการอักเสบ จำพวกสเตียรอยด์เข้าข้อต่อใดๆ ของร่างกาย เป็นข้อห้ามเด็ดขาด เพราะแม้ว่าจะทำให้อาการหายไปทันที แต่ข้อต่อจะเสื่อม และผุพังเร็วขึ้น จนเสียไปเลย วิ่งไม่ได้ จะเจ็บอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะได้รับการผ่าตัดแล้วก็ตาม


การป้องกัน

- ดูรูปทรงของเท้าบริเวณนิ้วหัวแม่เท้าว่า บิดเบนออกไปด้านนอกหรือไม่ ถ้ามีมาก และมีอาการอักเสบ เกิดขึ้นแล้ว อาจจะต้องทำการผ่าตัดรักษา เพื่อให้นิ้วนั้นตรง


- รองเท้าที่ใช้วิ่ง จะต้องมีหัวป้าน ไม่แปลมบีบปลายเท้า รองบริเวณโคนนิ้วของหัวแม่เท้า ด้วยแผ่นสำลี และแผ่นยางที่นิ่มมากๆ เพื่อลดการเสียดสีบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า




3. การเจ็บปวดบริเวณด้านใต้ต่อโคนนิ้วหัวแม่เท้า (Sesamoiditis)

เกิดจากการเสียดสีของปุ่มกระดูกเล็กๆ ที่อยู่ในเอ็น บริเวณใต้ต่อโคนนิ้วหัวแม่เท้าบ่อยๆ ครั้ง ทำให้มีอาการเจ็บปวด

สาเหตุเกิดจาก การวิ่งที่ลงด้วยปลายเท้า หรือเขย่งเท้า แทนที่จะวิ่งให้เต็มฝ่าเท้า


การปฐมพยาบาล และการรักษา

เมื่อมีอาการเกิดขึ้น ให้หยุดวิ่งทันที ประคบเย็น หลังจากพักแล้วอาการยังไม่หาย ให้ยาแก้ปวด

ถ้าภายใน 3 วัน ยังมีอาการอยู่ ก็ให้ยาต้านการอักเสบนาน 3 สัปดาห์ และรักษาทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น แช่น้ำอุ่น ให้คลื่นเหนือเสียง (อัลตราซาวด์) เป็นต้น


การป้องกัน

- ไม่วิ่งโดยปลายเท้า หรือเขย่งเท้า ให้วิ่งเต็มฝ่าเท้าเมื่อลงน้ำหนัก

- รองเท้าที่ใช้วิ่ง ไม่ควรบีบรัดบริเวณปลายเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคนนิ้วหัวแม่เท้า

- หลีกเลี่ยงการวิ่งบนพื้นแข็ง เพราะจะทำให้เกิดการกระแทกกระทั้น หรือมีการเสียดสี ของกระดูกชิ้นเล็กๆ นี้ได้





แหล่งที่มา
บทความ :
ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล







Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2552 19:29:09 น. 2 comments
Counter : 7789 Pageviews.  

 



บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 1 .... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=22

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 2 เจ็บเข่า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=23

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 3 เจ็บขา.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=24

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 4 เจ็บเท้า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=25

วิ่งอย่างไร ไม่ให้ ปวดเข่า ..... โดย อ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=26

ตะคริว ( muscle cramps )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-08-2008&group=6&gblog=20

บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-06-2008&group=6&gblog=16

การยืดเส้นแบบประหยัด .... โดย ม.ร.ว. ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=27



โดย: หมอหมู วันที่: 15 สิงหาคม 2555 เวลา:3:07:51 น.  

 
กระทู้พันทิบ ข้อมูลแน่นนนนน .. เกี่ยวกับ การวิ่ง

“วิ่งลงส้น หรือวิ่งเท้าเปล่า” ท่าวิ่งแบบไหนดีกว่ากัน???
//pantip.com/topic/31991867

ผมร่วมแสดงความเห็น นำมาบันทึกไว้ด้วย ..

๑. จาก ภาพโครงสร้างกระดูกเท้า จะเห็นว่า กระดูกส้นเท้า มีขนาดใหญ่ หนา ... ในขณะที่กระดูกนิ้วเท้า เล็กเรียว แสดงให้เห็นว่า กระดูกส้นเท้าถูกออกแบบให้รับน้ำหนัก (แรงกระแทก) มากกว่า กระดูกนิ้วเท้า

๒. โครงสร้างของเท้า นอกจากกระดูกแล้ว ยังมีเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ด้วย

๓. การรับน้ำหนัก จึงแบ่งทั้ง กระดูก และ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ .. ขึ้นอยู่กับท่าทาง (ตำแหน่ง) ที่ลงน้ำหนัก


จากข้อมูลข้างต้น .. นำมาพิจารณาเกี่ยวกับ ท่าทางการวิ่ง

๑. ถ้าวิ่ง ลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ขณะสัมผัสพื้น ... แรงกระแทกก็จะลงที่กระดูกส้นเท้า ซึ่ง ท่าเดิน ปกติ ก็จะลงน้ำหนักที่ส้นเท้าก่อน ..การวิ่งแบบนี้จึงเป็นลักษณะตามโครงสร้างที่ธรรมชาติออกแบบมา แต่ก็มีข้อเสียคือ ความเร็วจะน้อยกว่า และ ถ้าวิ่งเหยียดเข่าสุด ก็จะมีแรงกระแทกไปที่เข่ามากกว่า

๒. ถ้าวิ่ง ลงน้ำหนักที่นิ้วเท้า ขณะสัมผัสพื้น ... แรงกระแทกก็จะลงที่ กระดูกนิ้วเท้า กล้ามเนื้อเส้นเอ็น ซึ่งโครงสร้างตามธรรมชาติ ไม่ได้ออกแบบมาให้รับแรง จึงต้อง ฝึกฝน มากกว่าปกติ เพื่อให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็น รับแรง ได้เพิ่มมากขึ้น (โอกาสเกิดการบาดเจ็บก็สูงขึ้น) แต่ การวิ่งแบบนี้ ก็สามารถเร่งความเร็วของการวิ่ง ได้มากกว่า การลงน้ำหนักที่ส้นเท้า และ แรงกระแทกที่เข่าจะน้อยกว่า ( เพราะ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกไปแล้ว)


สรุปว่า .. ถ้าอยากจะวิ่งแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคล การฝึกฝน ลักษณะการวิ่ง ฯลฯ .. เรื่องแบบนี้ ไม่มีอะไรที่ถูกผิด ไม่มีอะไรที่ดีทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับทุกคน เลือกได้ตามชอบเลยครับ



โดย: หมอหมู วันที่: 30 กันยายน 2558 เวลา:15:25:58 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 733 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]