Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 1 .... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์


มีคนถาม เรื่อง เจ็บสันหน้าแข้ง ผมก็ไปถามอากู๋ มาให้ ...

ไปพบ บทความที่ อ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ เขียน แล้วมีผลนำมาลงไว้ที่เวบ ...


//www.patrunning.info/show.php?Category=board&No=10227


เห็นว่าน่าสนใจ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ... ก็เลยนำมาฝากกัน ...




บาดเจ็บจากการวิ่ง

บาดเจ็บจากการวิ่ง เกิดได้กับทุกๆ ส่วนของร่างกาย บาดเจ็บที่เกิดขึ้นนั้น มีตำแหน่งที่เกิดแตกต่างกัน

แล้วแต่การใช้ส่วน หรืออวัยวะของร่างกาย หนักไปในทางใด ตามรูปแบบและเทคนิคของการวิ่ง

ส่วนใหญ่แล้ว จะมีต่อระบบการเคลื่อนไหว เช่น ขา เพราะเป็นรายละเอียดต่างๆ ให้ปรากฎ

ก็เพื่อจะช่วยให้เราสามารถกำหนดแนวทาง ในการรักษาพยาบาล และป้องกันการบาดเจ็บ

เพราะ "บาดเจ็บสามารถป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท" ทั้งยังช่วยให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ของร่างกาย

ส่วนต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะเกิดการบาดเจ็บ ทั้งเป็นแนวทางการปรับอุปกรณ์การวิ่ง พื้นสิ่ง และสนามแข่งขัน เป็นต้น




ข้าพเจ้า และคณะ ได้รวบรวมนักกีฬาบาดเจ็บมาตรวจรักษา ที่คลินิกการกีฬา ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524-2527 รวมทั้งสิ้น 4,362 คน พบว่า มีนักกรีฑาที่บาดเจ็บ(เกือบจะทั้งหมดเป็นนักวิ่ง) ถึงร้อยละ 10.8 นับเป็นกีฬาอันดับ 2 ที่เกิดการบาดเจ็บได้บ่อย และยิ่งต่อๆ มามีการนิยมการวิ่งมากยิ่งขึ้น จำนวนบาดเจ็บจากการวิ่ง ก็น่าจะมากขึ้นตามไปด้วย

แต่ถ้าดูสถิติในประเทศสหรัฐอเมริการแล้ว จะพบว่าสูงมาก จากการสำรวจพบว่า ประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน นิยมการวิ่งเพื่อสุขภาพมาก และมีจำนวนที่บาดเจ็บเกี่ยวกับการวิ่งทั่วๆ ไป ถึงร้อยละ 70 ทีเดียว

ส่วนผู้ใหญ่ที่วิ่งอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอนั้น จะมีบาดเจ็บประมาณร้อยละ 33

และผู้ที่วิ่งมากหน่อย คือ วิ่งมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ จะมีบาดเจ็บอย่างน้อยปีละครั้ง ถึงร้อยละ 75

ในจำนวนนักกรีฑาที่บาดเจ็บ 500 ราย (ส่วนใหญ่เป็นนั่งวิ่ง และรวมถึงนัดวิ่งเพื่อสุขภาพด้วย)

ตำแหน่งที่บาดเจ็บที่พบมากที่สุด คือ ขาร้อยละ 20 หัวเข่าร้อยละ 19 ข้อเท้าร้อยละ 19 ต้นขาร้อยละ 15 หลังร้อยละ 11 เท้า และนิ้วเท้าร้อยละ 9 นอกนั้นเป็นการบาดเจ็บตำแหน่งอื่น

อายุของนักวิ่งส่วนมากอยู่ระหว่าง 11-63 ปี พบการบาดเจ็บมากที่สุดในช่วงอายุ 21-30 ปี และเป็นกลุ่มอายุที่นิยมการวิ่งมากที่สุด

ตำแหน่งกดเจ็บที่ขา จะพบโรค สันหน้าแข้งอักเสบ มากที่สุด รองลงมา คือกล้ามเนื้อฉีกขาด และ เอ็นร้อยหวายอักเสบ

โรคข้อเข่านักวิ่ง เป็นการบาดเจ็บข้อเข่า ที่พบบ่อย รองลงไปคือ เอ็นข้ออักเสบ

ส่วนการบาดเจ็บข้อเท้า ที่พบมากที่สุด คือ ข้อเท้าแพลง ซึ่งพบถึงร้อยละ 74 ของการบาดเจ็บข้อเท้า




บาดเจ็บจากการวิ่งนี้ ถ้าไม่ได้รับการปฐมพยาบาลรักษา หรือถึงแม้จะได้รับการปฐมพยาบาลและรักษาแต่ไม่ถูกต้อง จะทำให้สภาพของร่างกายลดลง ผลที่ได้รับคือ วิ่งต่อไปอีกไม่ได้ หรือวิ่งได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าได้รับการปฐมพยาบาล และการรักษาที่ถูกต้อง แล้วได้ฟื้นฟู และเพิ่มสมรรถภาพ ของร่างกาย ก็จะกลับไปวิ่งได้ตามปกติเหมือนเดิม


ดังนั้น การป้องกันการบาดเจ็บจากการวิ่งที่สำคัญ จึงควรฟื้นฟู และเพิ่มสมรรถภาพของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนที่เกิดการบาดเจ็บก่อนกลับไปวิ่ง และควรปรับสภาพจิตให้อยู่ในภาวะปกติ มีสมาธิดี ไม่เกิดความเครียด หรือประหม่า เพื่อการคาดการณ์ คาดคะเน และตัดสินใจถูกต้อง ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยลง



ปัจจุบัน คนนิยมวิ่งกันมาก วิ่งเพื่อสุขภาพกันก็มาก การจัดการแข่งขันการวิ่งก็มีบ่อยเหลือเกิน แทบทุกสัปดาห์ นักวิ่งรอกก็มีอยู่มาก ได้รางวัลชนะเลิศ ได้รางวัลทีวีสี หรือตู้เย็น ถึงแม้ว่าการวิ่ง จะมีประโยชน์อย่างมากมาย ดังที่ทราบๆ กันอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีโทษไม่น้อยทีเดียว สำหรับนักวิ่ง ที่ไม่ระมัดระวัง

นักวิ่งจะเกิดความรู้สึกสดชื่น หลังที่ได้วิ่งประมาณ 15-20 นาที ทำให้นักวิ่งหลายๆ คน เกิดอาการ "ติดการวิ่ง" คือ หยุดวิ่งไม่ได้ จะต้องออกไปวิ่งทุกๆ วัน เพราะหลังจากที่วิ่งไปสักระยะหนึ่ง ต่อมพิทูอิตารีที่อยู่ในสมอง จะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมาเรียกว่า "เอ็นดอร์ฟิน" (endorphin) คุณสมบัติคล้ายกับมอร์ปีน ทำให้มีจิตใจสดชื่น เบิกบาน เคลิบเคลิ้น และยังจะรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงด้วย

จากการวิจัยในผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์ดี โดยให้วิ่งเพียง 12-15 นาที ก็จะมีระดับของเอ็นดอร์ฟินขึ้นสูงสุดแล้ว และแม้จะให้วิ่งต่อไปอีก ระดับของเอ็นดอร์ฟินก็ไม่สูงกว่านี้อีก เอ็นดอร์ฟินนั้นมีทั้งข้อดี และข้อเสีย

นักวิ่งบางคนนั้นติดการวิ่งอย่างมาก พอเกิดบาดเจ็ย และแพทย์สั่งให้หยุดวิ่ง ซึมเศร้า ถึงกับฆ่าตัวตาย ก็เคยมีมาแล้ว

นักวิ่งที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เกิดการบาดเจ็บขึ้นมา เมื่อมีฤทธิ์ของเอ็นดอร์ฟินเข้ามาบดบัง ความเจ็บปวดนั้นแล้ว ก็จะไม่รู้สึกเจ็บ หรือยิ่งถ้ามีการแข่งขันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะยิ่งลืมความเจ็บปวดนั้นมากขึ้น และเกิดเป็นผลร้ายที่รุนแรงมากๆ

สุภาษิตโบราณที่ว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" นั้นยังคงใช้ได้เสมอ แต่ทำอย่างไรเล่า ุถึงจะสามารถป้องกันได้

การออกกำลังกายโดยการวิ่ง ช่วยให้ผู้ที่มีอาการผิดปกติทางจิต เช่น พวกที่มีอาการซึมเศร้า กลับมีอาการดีขึ้นได้ เพราะการหลั่งของสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งสารนี้นอกจากจะลดคววามเจ็บปวดได้แล้ว กลับมีอาการดีขึ้น ยังเป็นสารที่ต่อต้านความซึมเศร้าได้ด้วย

การออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพียงวันละ 15-20 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน จะสามารถลดอาการซึมเศร้าลงได้อย่างชัดเจน และการออกกำลังกายจะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายที่พอเหมาะพอดี ช่วยให้มีพลังทางเพศดีขึ้น ทั้งชายและหญิง เพราะมีฮอร์โมนเพศหลั่งออกมามากขึ้นทั้งชายและหญิง ความคึกคักทางเพศจึงมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่ออกกำลังกาย หรือวิ่งอยู่เสมอนั้น จะแก่ช้า และมีอายุยืนยาวกว่า โดยเฉพาะกระดูกต่างๆ จะแข็งแรงกว่า

การวิ่งแบบแอโรบิค เป็นการวิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด โดยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ อย่างแท้จริงนั้น เพราะจะทำให้ปอด หัวใจ หลอดเลือด ตลอดจนระบบไหลเวียนของโลหอตทั่วร่างกาย แข็งแรง ทนทาน และทำหน้าที่ได้ดีที่สุด

การออกกำลังกายวิธีนี้ ร่างกายต้องใชเออกซิเจนจำนวนมาก และต้องทำสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นเวลาค่อนข้างนาน ซึ่งจะมีผลให้ระบบการทำงานของหัวใจ ปอด หลอดเลือด และการไหลเวียนของหลอดเลือด ทั่วร่างกายแข็งแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าเดิม อย่างเห็นได้ชัด

นักกล้ามที่ออกกำลัง จนมีกล้ามมัดโตๆ แต่ปอดและหัวใจอาจไม่มีความแข็งแรงทนทานเลยก็ได้ เพราะไม่ได้ทำติดต่อกันเป็นเวลานาน นักกล้ามก็ดี นักวิ่งเร็วระยะสั้นก็ดี ล้วนมิได้รับการฝึก ในแบบแอโรบิกเลย จึงมีแต่พลัง จะใช้ได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ขาดคววามอดทน และถือว่าไม่ใช่ผู้ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง อย่างแท้จริง

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกนั้น จะต้องทำให้นานพอ คือ หัวใจเต็นเร็วขึ้น จนถึงเป้าหมาย ต้องทำติดต่อกันให้นานพอ ระหว่าง 15-45 นาที ต้องทำบ่อยที่สุด อย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยทั่วไปทำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง



บาดเจ็บจากการวิ่งนั้น จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ

๑. ความผิดปกติไม่สมดุลของโครงสร้างของร่างกาย

เช่น ขาโก่ง ขาสั้นข้างยาวข้าง เอ็นร้อยหวายสั้น ข้อเท้าเอียง และเท้าแบน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย

ความผิดปกติทั้งหลายนั้น ถ้าหากตรวจพบเสียก่อน ก็อาจแก้ไขได้ หรือถ้าหากแก้ไขไม่ได้ ก็สามารถแนะนำให้วิ่ง โดยวิธีการที่เสี่ยงต่ออันตรายน้อยที่สุด


๒. พื้นที่รองรับการวิ่ง รองเท้า และสิ่งแวดล้อม

พื้นผิวที่ใช้ในการวิ่ง ไม่เรียบเอียง หรือมีความแข็งจนเกินไป

รองเท้าที่ไม่ถูกต้อง แข็ง หรือเสื่อมสภาพหมดแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดแรงกระแทกต่อเท้า และร่างกายได้มาก จึงเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้มาก รวมทั้งภูมิอากาศ เช่น ชื้น ร้อนอบอ้าว เป็นต้น


๓. ระยะทาง และการฝึกซัอม

ระยะทางมากๆ โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บก็มีมาก โดยเฉพาะการบาดเจ็บ ที่เกิดจากการใช้งาน หรือวิ่งเกินขีดจำกัด ซึ่งไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่น่ากลัวมาก บางครั้งถึงกับเสียขาไปเลยก็มี การฝึกซ้อมที่ผิดไปจากแผนการที่กำหนดไว้ เช่น มีการเพิ่มระยะทาง ความเร็วที่รวดเร็วเกินไป ปัจจัยนี้ พบการบาดเจ็บได้มากที่สุด


สำหรับการวิ่งเพื่อสุขภาพนั้น ควรวิ่งวันละ 4.8 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 5 วันเหมาะที่สุด สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง หรือการออกกำลังกายใดๆ ก็ตาม คือ ค่อยๆ เริ่มทีละน้อยๆ แล้วคอยสังเกตตัวเองว่า มีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างไรบ้าง ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ ถ้าพบความผิดปกติอย่าฝืน แม้แต่หลังจากหยุดวิ่งแล้ว ก็ต้องดูปฏิกิริยาของร่างกายด้วย

บาดเจ็บจากการวิ่งเกิดได้เสมอ โดยบางชนิดนักวิ่ง หรือผู้ฝึกสอนสามารถรักษาพยาบาลเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางแพทย์มากมาย แต่บางชนิดจำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้บำบัดรักษาเท่านั้น

การเกิดการบาดเจ็บที่พบเห็น และทราบได้ทันที ก็คือ การเกิดอุบัติเหตุ แต่ที่มักจะผิดพลาด และละเลยกัน ก็คือ บาดเจ็บที่เกิดจากการใช้งานมากเกินไป ซึ่งบางครั้งนักวิ่งก็ไม่ทราบ ต่อเมื่อเกิดอาการมากๆ แล้ว จึงฉุกคิดได้ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะสายเกินแก้ และแก้ไขยาก หรือคิดว่าไม่เป็นไร ยังคงวิ่งต่อไป ทำให้ต้องเสียใจ น้ำตาตกมากนักต่อนักแล้ว



หลักการปฐมพยาบาลทั่วไป

เมื่อเกิดการบาดเจ็บจากการวิ่ง การให้การปฐมพยาบาลอาจจะได้ง่ายๆ จากตัวอักษรภาษาไทยว่า "พันรัย" คือ

พ หมายถึง พัก

น หมายถึง น้ำแข็ง

ร หมายถึง รัด

ย หมายถึง ยก


หรือจากตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า RICE ซึ่งแปลว่า ข้าว คือ

R หมายถึง Ice,

C หมายถึง Compression

และ E หมายถึง Evaluation




พ - พัก (R=Rest) เมื่อมีการบาดเจ็บจากการวิ่งที่ส่วนใด ให้พักส่วนนั้นทันที ความหมายก็คือ หยุดวิ่ง

น - น้ำแข็ง (I=Ice) ใช้น้ำแข็งประคบส่วนที่ได้รับการบาดเจ็บ ความเย็นจะช่วยลดอาการบวม

และความเจ็บปวด การประคบน้ำแข็งให้ทไครั้งละ 10 ถึง 20 นาที หยุดพัก 5 นาที จนกระทั่งไม่บวม

ร - รัด (C=Compression) คือ การพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บนั้นไว้ ไม่ให้บวมมากขึ้น

ควรใช้ผ้าพันสำลีผืนใหญ่รองไว้ให้หนาๆ โดยรอบก่อน แล้วพันด้วยผ้ายืด ให้พอดี ไม่รัดจนแน่น เพราะจะทำให้ส่วนปลายจากที่พันไว้บวม หลักการพันผ้าให้พ้นจากส่วนปลายขึ้นมาหาส่วนต้น

ย - ยก (E=Elevation) คือ ยกส่วนนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจ เช่น ยกขาสูงเพื่อให้เลือดไหลลงได้สะดวก เป็นการช่วยลดอาการบวม


แหล่งที่มา
บทความ :
ศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล







Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2552 18:44:26 น. 2 comments
Counter : 4696 Pageviews.  

 

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 1 .... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=22

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 2 เจ็บเข่า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=23

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 3 เจ็บขา.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=24

บาดเจ็บจากการวิ่ง....ตอนที่ 4 เจ็บเท้า.... โดย ศ.นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=25

วิ่งอย่างไร ไม่ให้ ปวดเข่า ..... โดย อ.นพ.จักรกริช กล้าผจญ์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=26

ตะคริว ( muscle cramps )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-08-2008&group=6&gblog=20

บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-06-2008&group=6&gblog=16

การยืดเส้นแบบประหยัด .... โดย ม.ร.ว. ธันยโสภาคย์ เกษมสันต์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=6&gblog=27


โดย: หมอหมู วันที่: 15 สิงหาคม 2555 เวลา:3:06:47 น.  

 
กระทู้พันทิบ ข้อมูลแน่นนนนน .. เกี่ยวกับ การวิ่ง

“วิ่งลงส้น หรือวิ่งเท้าเปล่า” ท่าวิ่งแบบไหนดีกว่ากัน???
//pantip.com/topic/31991867

ผมร่วมแสดงความเห็น นำมาบันทึกไว้ด้วย ..

๑. จาก ภาพโครงสร้างกระดูกเท้า จะเห็นว่า กระดูกส้นเท้า มีขนาดใหญ่ หนา ... ในขณะที่กระดูกนิ้วเท้า เล็กเรียว แสดงให้เห็นว่า กระดูกส้นเท้าถูกออกแบบให้รับน้ำหนัก (แรงกระแทก) มากกว่า กระดูกนิ้วเท้า

๒. โครงสร้างของเท้า นอกจากกระดูกแล้ว ยังมีเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ด้วย

๓. การรับน้ำหนัก จึงแบ่งทั้ง กระดูก และ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อ .. ขึ้นอยู่กับท่าทาง (ตำแหน่ง) ที่ลงน้ำหนัก


จากข้อมูลข้างต้น .. นำมาพิจารณาเกี่ยวกับ ท่าทางการวิ่ง

๑. ถ้าวิ่ง ลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ขณะสัมผัสพื้น ... แรงกระแทกก็จะลงที่กระดูกส้นเท้า ซึ่ง ท่าเดิน ปกติ ก็จะลงน้ำหนักที่ส้นเท้าก่อน ..การวิ่งแบบนี้จึงเป็นลักษณะตามโครงสร้างที่ธรรมชาติออกแบบมา แต่ก็มีข้อเสียคือ ความเร็วจะน้อยกว่า และ ถ้าวิ่งเหยียดเข่าสุด ก็จะมีแรงกระแทกไปที่เข่ามากกว่า

๒. ถ้าวิ่ง ลงน้ำหนักที่นิ้วเท้า ขณะสัมผัสพื้น ... แรงกระแทกก็จะลงที่ กระดูกนิ้วเท้า กล้ามเนื้อเส้นเอ็น ซึ่งโครงสร้างตามธรรมชาติ ไม่ได้ออกแบบมาให้รับแรง จึงต้อง ฝึกฝน มากกว่าปกติ เพื่อให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็น รับแรง ได้เพิ่มมากขึ้น (โอกาสเกิดการบาดเจ็บก็สูงขึ้น) แต่ การวิ่งแบบนี้ ก็สามารถเร่งความเร็วของการวิ่ง ได้มากกว่า การลงน้ำหนักที่ส้นเท้า และ แรงกระแทกที่เข่าจะน้อยกว่า ( เพราะ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อรับแรงกระแทกไปแล้ว)


สรุปว่า .. ถ้าอยากจะวิ่งแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคล การฝึกฝน ลักษณะการวิ่ง ฯลฯ .. เรื่องแบบนี้ ไม่มีอะไรที่ถูกผิด ไม่มีอะไรที่ดีทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เหมาะสมกับทุกคน เลือกได้ตามชอบเลยครับ



โดย: หมอหมู วันที่: 30 กันยายน 2558 เวลา:15:28:45 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 733 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]