สิ่งต่างๆมันไม่ใช่ของเรา...
เคยได้ยินคำนี้กับมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ ผมเองมักจะได้ยินหลายๆคนพูดคำนี้
"สิ่งต่างๆมันไม่ใช่ของเรา" แม้กระทั่งในเรื่องของธรรมะเองก็มักจะพูดเรื่องนี้ให้เราฟังอยู่เสมอ
ผมเคยมีความคิดว่า แล้วถ้าเรายังอยู่ในโลกของสัตว์สังคมอยู่เหมือนทุกวันนี้ มันจะเป็นไปได้ยังไงว่าเราจะอยู่กับตัวของเราโดยไม่สนใจสิ่งของรอบข้างเหมือนกับที่ทางศาสนาสอนได้ยังไง
วันนี้เพิ่งเข้าใจได้ชัดเจนขึ้น เกิดจากการเปิดจิตยอมรับสิ่งต่างๆ แล้วผมก็เข้าใจว่า เออ...ที่เค้าสอนกันมาว่าสิ่งต่างๆไม่ใช่ของเรานั้นมันไม่ได้หมายความว่าให้เราทิ้งทุกอย่าง เดินตัวเปล่าเปลือย หยุดอยากได้สิ่งของ หยุดทะเยอทะยานก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สุดท้ายแล้วเค้าสอนให้เราดำเนินชีวิตแบบไม่ต้องยึดติดกับเครื่องอัตถบริขารต่างๆเท่านั้นเอง

ผมเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นในวันที่ผมจะต้องย้ายที่งาน จากที่ๆเราขวนขวายหาที่สร้าง office ให้ทีมงานอยู่ ออกแบบที่ว่างๆให้เป็นห้องเป็นสัดเป็นส่วนเหมาะที่จะทำงาน ตบแต่งด้วยใจให้เป็นสถานที่ทำงานที่น่าอยู่ มีความสุขที่ได้เข้ามาทำงานในสถานที่แห่งนี้ แล้วก็ใช้เวลาวันละไม่น้อยกว่าแปดชั่วโมง สัปดาห์ละไม่น้อยกว่าห้าวันในสถานที่แห่งนี้ ผมมีความรู้สึกภูมิใจกับที่ทำงานนี้มาก เพราะผมทำให้ลูกน้องอีกหลายๆคนที่ทำงานด้วยไม่ต้องเก็บของลงลังแล้วย้ายห้องทำงานบ่อยๆเหมือนที่ผ่านมา
ผมหาที่ทำงานที่เหมาะกับการใช้ชีวิตทำงานของพวกเค้าได้แล้ว และต่อไปเราจะไม่ต้องโดนไล่ที่ย้ายห้องทำงานกันบ่อยๆ จะได้มีสมาธิตั้งใจทำงานเพื่อองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

วันนี้ ... เป็นวันที่ผมเองได้ผลกระทบจากการปรับแปลี่ยนวิถีทางๆธุรกิจ มีเหตุให้ต้องแยกตัวออกมาเป็นอีกบริษัทนึง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าลักษณะงานจะไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกและการปฏิบัติระหว่างเพื่อนร่วมงานเดิมๆที่ไม่เหมือนเดิม
ความรู้สึกของความสนิทสนม ไว้ใจ เกรงใจกันมันหายไปเลย มันกลายเป็นการมองหน้ากันด้วยผลประโยชน์ระหว่างบริษัทแทน

ห้องทำงานที่สร้างขึ้นมากับมือ วันนี้เหลือแต่คำถามว่า "เมื่อไหร่จะย้ายออกไปซะที" ผมต้องเดินไปบอกลูกน้องว่าให้เก็บของให้หมดนะ เค้าต้องการที่ของเค้าคืนเพื่อจะให้คนอื่นที่ยังเป็นคนในองค์กรเดียวกันกับเค้ามานั่งแล้ว
เราเป็นคนนอกองค์กรแล้วนะวันนี้

ผมนั่งอยู่ท่ามกลางกล่องมากมายที่พวกเราช่วยกันเก็บของลงลังเพื่อจะย้ายไปที่ทำงานใหม่ ทั้งๆที่หน้าที่และงานยังคงต้องมาทำให้องค์กรนี้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าวันพรุ่งนี้เค้าไม่สนใจแล้วว่าเราจะนั่งทำงานที่ไหน แต่งานต้องทำให้ได้เหมือนเดิม
ผมเลยนึกถึงที่ผู้ใหญ่หลายๆท่านเคยพูดให้ฟังมาว่า "สิ่งต่างๆมันไม่ใช่ของเรา"
เออ...จริงเนอะ ตอนวันแรกที่เราเดินเข้ามาทำงานที่นี่ เราก็มาตัวเปล่า เค้าให้นั่งตรงไหนก็นั่ง ทำงานตรงไหนก็ทำ แล้ววันนี้เค้าให้เราเดินออกไปเราจะต้องเอาอะไรออกไปเหรอ มันไม่ใช่ของเราทั้งนั้นเลย สิ่งที่เค้าเอาคืนไปจากเราไม่ได้คือความรู้ที่อยู่ในหัวเรา นั่นคือสมบัติที่มีค่าที่สุดแล้ว...ห้องทำงาน โต๊ะทำงาน เก้าอี้ หรืออะไรต่างๆเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าเปรียบเป็นอาหาร มันก็เป็นแค่เพียงน้ำจิ้มที่(อาจจะ)ทำให้อาหารอร่อยขึ้นเท่านั้น แต่ตัวเนื้ออาหารที่ให้คุณประโยชน์กับร่างกายมันยังอยู่ในหัวเรา และไม่มีใครลบมันทิ้งได้นอกจากตัวเราเท่านั้น

ผมเลยสรุปกับความคิดของตัวเองว่า การไม่ยึดติดกับสิ่งของความสะดวกสะบายรอบข้างเป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ และปล่อยวางมันไปเหมือนกับที่ได้รับการสอนมาว่าสิ่งต่างๆนั้นไม่ใช่ของเรา แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราคิดอย่างนั้นแล้วเราจะต้องหยุดที่จะก้าวหน้าหรือตั้งจุดมุ่งหมายของชีวิตไปด้วย
มันเป็นคนละเรื่องกัน....เรายังคงต้องต้องดำเนินชีวิตแบบมีเป้าหมาย ไม่งั้นเราจะกลายเป็นคนที่อยู่ไปวันๆ



Create Date : 22 พฤษภาคม 2555
Last Update : 22 พฤษภาคม 2555 14:09:07 น.
Counter : 681 Pageviews.

0 comment
เปราะบาง...
เปราะบาง....ใครๆได้ยินก็คงนึกถึงเพลงของวง Bodyslam



ใช่เลยครับ มันมาจากเพลงของ bodyslam นั่นแหละ
จริงๆแล้วผมรู้จักและชอบเพลงนี้มานานแล้ว แต่ก็ได้แต่ฟังผ่านๆไป ... แต่มีอยู่วันนึงบังเอิญได้ยินเพลงนี้เข้า อยู่ดีๆก็เกิดอาการจุกในลำคอ อึ้ง นิ่งไปเลย

จริงๆแล้วช่วงชีวิตของคนเรามันจะถูกกระทบกับปัจจัยภายนอกได้ตามสภาพแวดล้อมของจิตใจ
มันเป็นไปได้ยากที่ใจคนเราจะมีภูมิคุ้มกันเหตุการณ์ต่างๆแข็งแรงได้ตลอดเวลา ความอ่อนล้าในใจที่เรามองไม่เห็นมันมีผลกับเราอย่างมากโดยไม่รู้ตัว

หลังจากฟังเพลงจบ ผมลองตั้งจิตให้สงบนิ่งแล้วถามตัวเองว่าตอนนี้เราเป็นอะไร ทำไมเพลงหนึ่งเพลงถึงได้มีผลกับความรู้สึกของเรามากอย่างนี้ ทั้งๆที่ผ่านมาเราเคยเป็นคนมีเหตุผลกับทุกๆอย่าง รับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีและมีสติ แต่ทำไมวันนี้แค่เพลงๆเดียวทำให้เรารู้สึกได้มากมายเช่นนี้

ณ วันนั้นผมจำได้ว่า ไม่มีคำตอบอะไรจากการถามตัวเองเลย คงเพราะในเวลานั้นมันเหมือนกับคนเมาหมัด คิดอะไรไม่ออก มองอะไรได้ไม่ไกล ยืนประคองตัวอย่างมึนๆ แล้วก็คิดได้เพียงแต่ว่าทำไมชีวิตเรามันมืดมนและตึงเช่นนี้

มีอยู่จังหวะนึงที่ผมเคยคิดจะยอมแพ้สภาพจิตใจของตัวเองในเวลานั้น เพราะมันรู้สึกเหนื่อยและท้อกับสภาพของตัวเองเป็นอย่างมาก มีอาการไม่สนใจใครๆรอบตัว แม้กระทั่งแม่หรือใครๆ

จุดนี้คือจุดเปลี่ยน เมื่อเรามีที่ยึดเหนี่ยวในจิตใจ เราจะไม่ยอมให้เราตกลงไปในบ่วงของความทุกข์ได้ เพราะมันจะมีผลกับคนที่เรารัก เค้าจะพลอยกังวลและเป็นห่วงเราไปด้วย

คนเรามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่หลายอย่าง บางคนเลือกธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ บางคนยึดเหล้าเป็นที่ยึดเหนี่ยว บางคนเลือกคนรัก บางคนเลือกสิ่งของเครื่องอัตถบริขาร
สำหรับตัวผมเอง ผมมีแม่และคนที่รักเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ผมต้องเอาตัวเองออกจากบ่วงความคิดนี้ให้ได้เร็วที่สุด สิ่งที่ผมทำคือ ทำการแสกนจิตใจตัวเองให้ได้ละเอียดที่สุดด้วยวิธีเดิม คือการตั้งคำถามกับตัวเองให้ตอบเยอะๆ แล้วผมก็ได้คำตอบมาส่วนนึงแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้หลุดออกจากสถานการณ์นั้นได้สักที

ผมไม่เคยคิดว่าจะมีใครรู้จักตัวเราเท่าตัวเราเอง ผมจึงไม่มีความคิดที่จะไปคุย ถาม หรือปรึกษาใครเลย แล้วก็พยายามหาตัวเองด้วยตัวเราเองให้เจอให้ได้ แต่สิ่งต่างๆก็เหมือนกับจะดูแย่ลงๆไปทุกวัน จนมีวันนึงมีน้องคนนึงบอกกับผมว่า พี่ลองปรึกษาคนอื่นบ้างดีไม๊ อย่างน้อยก็ลองฟังความเห็นของเค้าว่ามีความเห็นหรือมีความคิดอย่างไรกับเรื่องของเรา
ใจจริงในใจลึกของผมก็ค้านความคิดนี้นะด้วยเหตุผลความคิดอย่างที่บอกไปขั้นต้น
แต่มาถึง ณ เวลานั้นแล้ว เราลองทุกอย่างแล้ว เราทรมาณกับความหมกมุ่นในความทุกข์ของเราจนรู้สึกแย่มากๆแล้ว ผมตัดสินใจคุยกับคนที่รู้จักเรามากที่สุดคือ แม่....

ผมจำได้ว่า หลังจากที่ผมเล่าและปรึกษาเรื่องต่างๆให้แม่ฟังแล้ว ผมรู้สึกสบายใจมาก ทั้งๆที่ปัญหาต่างๆมันยังไม่ได้ถูกแก้ไขเลย เหตุการณ์ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม อะไรที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีตก็ยังคงเกิดขึ้นไปแล้วเหมือนเดิม แต่เรารู้สึกเปลี่ยนไป แม่ได้ปลดล๊อคความคิดของผมด้วยมุมมองของคนนอก แล้วเปิดความคิดผมด้วยขอสรุปว่า "ผมป่วยทางใจ"

เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดเลยว่าใจเราป่วยเหรอ ก่อนหน้านี้ผมต้องเผชิญสถานการณ์ต่างๆทั้งการผิดหวังทางด้านความรักกับคนที่คบกันมาสิบปี
ต้องเจอกับความผิดหวังและความกดดันทางด้านการงานที่เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจจะต้องเกิดการเปลี่ยนงานที่ทำมาเป็นระยะเวลา 13 ปี ต้องเจอกับสถานการณ์ความเจ็บป่วยของพ่อจนท่านเสียชีวิตไปมาตลอดสองปีพร้อมๆกัน
จนถึงวันนี้ผมพยายามที่จะเข้มแข็งรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการพยายามแสดงออกว่าเราเข้มแข็งให้แม่เห็นว่าเราไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วง

ตลอดเวลาที่เราทำตัวอย่างงั้น เราเข้มแข็งแค่จิตกับการแสดงออก แต่เราลืมมองถึงความเข้มแข็งของใจที่มันจะต้องอยู่คู่กันในการดำเนินชีวิต แล้วเราก็เข้าใจผิดมาตลอดว่าเราเข้มแข็ง เราแข็งแกร่งจนลืมเข้าใจใจของตัวเอง
ถ้าวันนั้นผมยังคงรั้นกับการไม่เปิดรับฟังใคร ผมก็ยังคงจะหมดมุ่นย่ำอยู่กับที่กับตัวเองจนผมดแรงไปเท่านั้น

สิ่งนี้ทำให้ผมเรียนรู้ได้ว่า ตัวเราไม่ได้แน่จริงเสมอไป การรับฟังความคิดของคนอื่นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำในโลกของความเป็นเป็นจริงด้วย
จุดนี้ เองทำให้ผมเริ่มเปิดใจให้กับการรับฟังและศึกษาเรื่องของธรรมะ และพยายามที่จะหาคำตอบให้ได้ว่าหลักความคิดทางด้านพระธรรมจะมาอยู่ในโลกของการดำเนินชีวิตของคนเราได้อย่างไร

มีคนแนะนำเรื่องของการเข้าวัด นั่งวิปัสนา หลีกหนีจากความวุ่นวาย หรือการฟังเทศน์ให้ผมมากมาย แต่ผมรู้ตัวว่า ผมไม่ได้ Hard core ธรรมะถึงขนาดนั้น ใจยังคงต่อต้านอยู่ ผมเลยตั้งใจว่าผมจะเรียนรู้ธรรมะนอกวัดให้ได้ เพราะผมจะอยู่ข้างนอกวัดนี่แหละแบบมีหลักธรรมะเป็นหลักการคิด
ผมยังอยากอยู่กับความวุ่นวายต่างๆ แล้วมีชีวิตอยู่กับมันแบบมีความสุขให้ได้

แล้วคอยมาดูต่อว่าผมจะอยู่ได้ยังไง คอยติดตามกันใน Blog ไปเรื่อยๆแล้วกันนะครับ....



Create Date : 21 พฤษภาคม 2555
Last Update : 21 พฤษภาคม 2555 16:13:42 น.
Counter : 214 Pageviews.

0 comment
ทำไมถึงเป็นหนังสือที่คนไม่ได้อยากอ่านทุกวัน
เคยไม๊ครับกับการที่มีความคิดว่าเราต้องพัฒนาตัวเราเองอยู่เสมอเพื่อเราจะได้เป็นคนดี
ให้เหมาะสมกับคนที่จะเข้ามาอยู่ข้างๆเรา เพื่อให้เค้าได้อยู่กับคนดีๆ พยายามเรียนรู้และรู้ทันตัวเองในทุกๆเรื่อง พยายามด่าและว่าตัวเองเพื่อให้เกิดการแก้ไขและพัฒนา ผมมีความเชื่อว่าถ้าเรายังสามารถด่าตัวเองได้อยู่ แสดงว่าเรายังมีจุดบกพร่องในตัวของเราให้แก้ไขปรับปรุง

เมื่อตอนเด็กๆผมได้อ่านหนังสือเล่มนึง ยังจำได้ว่าชื่อ "โอวาทสี่ของท่านเหลียวฝาน" มีอยู่ตอนนึงในหนังสือเล่มนั้นสอนให้เราพัฒนาและปรับปรุงตัวเองเพื่อคนรอบข้าง หลังจากที่ได้อ่านข้อความในตอนนั้นแล้ว ผมก็เริ่มมีความคิดที่จะพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อคนอื่นๆ มีหนังสือเล่มไหน หรือวิธีการใดที่ทำให้เรารู้ตัวตนของเรามากขึ้นก็พยายามศึกษา

พวกเราเคยกันไม๊ครับ เวลาเราไปงานหนังสือหรือเดินไปเจอหนังสือ หรือมีคนแนะนำหนังสือบางอย่างให้กับเราแล้วเรารู้สึกว่าเราอยากได้หนังสือเล่มนั้นมากๆ
เราก็จะพยายามหามันมาให้ได้ เช่นสารานุกรมไทย เรารู้ว่ามันมีค่ามากๆ เป็นหนังสือที่ดี ต้องมีเก็บไว้ให้ได้ แต่จะมีสักกี่ครั้งที่เราหยิบสารานุกรมเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน....
นานๆทีใช่ไม๊ครับ มันเป็นหนังสือที่เราไม่ได้อยากหยิบอ่านทุกวัน...

มันก็เหมือนกับตัวผม ที่พยายามปรับปรุงตัวให้มีค่ากับคนอื่นๆ มีหลายคนที่อยากมีผมไว้ข้างๆเค้าตลอด เป็นที่ปรึกษา เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นพี่ เป็นเพื่อนเวลาที่เค้าต้องการ แต่มีน้อยคนที่อยากอยู่กับเราทุกวัน ดูแลทุกข์ สุข หรือเป็นที่พึ่งของเราเมื่อเราต้องการ (ไม่รวมถึง พ่อ แม่ และญาติผู้ใหญ่นะครับ)

ทั้งนี้ จึงเข้าใจได้ว่า เราต้องอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับความต้องการของคนจริงๆ คนเราก็ยังชอบอ่านนิยาย อ่านหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาหลากหลาย เพิ่มเติมความรู้และเนื้อหาใหม่ๆเข้ามาเสมอ การที่คิดแต่ว่า แค่ทำตัวดีก็มีคนอยากอยู่ด้วยแล้วคงไม่ใช่ในชีวิตจริง ไม่ realistic...

ใน blog ต่อๆไป ผมก็จะพยายามเอาสิ่งที่ได้เจอมา หรือเรียนรู้มาจากสถานะการณ์ต่างๆมาเล่าให้ฟังว่าแต่ละเรื่องนั้น มีข้อสรุปและข้อคิดอย่างไรบ้าง โดยยึดหลัก (principle) จากแนวคิดทางด้านธรรมะบ้าง การเข้าใจความเป็นจริงทางหลักวิทยาศาสตร์บ้าง หรือข้อแนะนำจากผู้มีประสพการณ์บ้าง คิดเองบ้าง เดาเองบ้าง มั่วเองบ้าง...5555
ลองติดตามต่อไปนะครับ :-)



Create Date : 21 พฤษภาคม 2555
Last Update : 22 พฤษภาคม 2555 18:27:28 น.
Counter : 442 Pageviews.

2 comment
1  2  

cig@
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ผมมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่เหมือนกับ "หนังสือที่ไม่มีคนอยากอ่าน"
และมีไม่กี่คนที่ผมอธิบายความหมายของคำนี้ให้ฟัง...
ผมเปิด Blog ขึ้นมาเพื่อที่จะแบ่งปันความคิดเล็กที่เกิดขึ้น
จากการที่เจอเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันให้กับเพื่อนๆ และจะพยายามเชื่อมโยงหลักความคิดของธรรมะ
และนำธรรมะออกมานอกวัด
แล้วใช้ได้ในชีวิตประจำวันของสัตว์สังคมเช่นเราให้ได้
...แต่จะทำได้ดีขนาดไหน เพื่อนๆช่วยแนะนำด้วยนะครับ