เอสโตเนีย "ประเทศคลาวด์" โดย : พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ แ



หลังจากถูก cyber attack โดยรัสเซีย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2007 จนระบบธนาคาร ระบบการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคม ไปจนถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐบาลล้มเหลวทั้งหมด

 

ประเทศเอสโตเนียซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ  ก็นำเอาบทเรียนในครั้งนั้นมาเป็นแรงผลักดันเพื่อพัฒนาประเทศ จนในวันนี้สามารถเรียกได้ว่า เอสโตเนียเป็น "ประเทศดิจิทัล" อย่างแท้จริง และเป็นประเทศหนึ่งที่มีผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity จำนวนมาก ด้วยความที่เอสโตเนียเป็นประเทศที่เล็กและมีภัยคุกคามด้าน cyber จึงทำให้เปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างรวดเร็วจนประเทศอื่นต้องเอาไปเป็นกรณีศึกษา

เอสโตเนียเป็นประเทศที่มีบริการของรัฐ 95% เป็นบริการออนไลน์ คุณสามารถลงคะแนนเสียง แจ้งเกิด แจ้งจดทะเบียนรถยนต์ เอกสารราชการต่างๆ และการตั้งธุรกิจออนไลน์ โดยสามารถทำได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ เพราะเอสโตเนียมีระบบ eGovernment ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นแพลทฟอร์มขับเคลื่อน โดยเอสโตเนียเก็บข้อมูลประชาชนในทุกประเภทในรูปแบบอิเล็คทรอนิกส์บน Blockchain เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพและการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเอสโตเนียเป็นประเทศเดียวในขณะนี้ ที่มีระบบ Govtech ที่สมบูรณ์แบบที่สุดบน Blockchain แพลทฟอร์ม

เอสโตเนียวางแผนที่จะ upload ข้อมูลของรัฐบาลจำนวนมากเข้าสู่ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud computing) เพื่อป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคง เพราะหากประเทศถูกเข้ายึดทำลาย รัฐบาลก็ยังสามารถทำงานบนแพลทฟอร์ม cloud จากต่างประเทศได้ ถ้าหากจำเป็น

การเติบโตของการใช้งานออนไลน์ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ให้แก่ประเทศเอสโตเนียที่มีประชากร 1.3 ล้านคน โดยรัฐบาลต้องการมั่นใจว่าจะมี "ความต่อเนื่องทางระบบดิจิทัล"  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการโจมตีทางไซเบอร์จากรัสเซีย ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำการย้ายข้อมูลสู่ระบบคลาวด์ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไป

รัฐบอลติก เอสโตเนีย ลิทัวเนียและลัตเวียมีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับรัสเซียนับตั้งแต่รัสเซียได้ยึดแคว้นไครเมียจากยูเครน ความทรงจำจากการปกครองของสหภาพโซเวียตที่เพิ่งสิ้นสุดเมื่อกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงหลอนอยู่สำหรับนักการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสามประเทศดังกล่าว

เอสโตเนียได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเวบไซต์ทั้งของภาครัฐและเอกชนเมื่อปี 2007 หลังจากตัดสินใจที่จะย้ายรูปปั้นยุคโซเวียตจากจัตุรัสในเมืองหลวงทาลลินน์ ทำให้เกิดการเดินประท้วงบนท้องถนนโดยชาวรัสเซีย

เว็บไซต์ของรัฐถูกทำให้ใช้งานได้ช้าลงและเว็บไซต์ธนาคารออนไลน์ถูกปิด เอสโตเนียได้โทษรัสเซียที่โจมตี แต่รัฐบาลเครมลินปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าว

นาย Taavi Roivas นายกรัฐมนตรีเอสโตเนียกล่าวกับ Reuters ที่เมืองทาลลินน์ว่า "เราพร้อมมากจากการเรียนรู้ในการโจมตีครั้งก่อน สิ่งหนึ่งที่เราต้องสนใจก็คือระบบข้อมูลของเรามีความอ่อนแอทางกายภาพหรือไม่ ถ้ามีความเสี่ยงเช่นนั้น เราก็ควรที่จะต้องมีความสามารถในการบริหารราชการจากที่ตั้งอื่น เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกการโจมตี"

ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำของประเทศขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงจากการที่จะถูกโจมตี เอสโตเนียจึงตัดสินใจสู่ "ประเทศในระบบคลาวด์" โดยแผนการคร่าวๆ คือ ใช้เทคโนโลยีคลาวด์เพื่อสำรองข้อมูลจากการโจมตีในโลกไซเบอร์หรือจากภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้น ซึ่งอาจจะตัองมีเซิร์ฟเวอร์ที่สถานทูตเอสโตเนียในต่างประเทศอีกด้วย

ประชากรในเอสโตเนียทุกคนมีหมายเลขดิจิทัลสำหรับเข้าถึงบริการของรัฐรวมถึงการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ประเทศในยุโรปอื่น ๆ รวมทั้งประเทศเยอรมนีปฏิเสธที่จะยอมรับความคิดนี้ และสำหรับในเอสโตเนียก็มีข้อโต้แย้งเช่นกัน แต่มีเพียงเล็กน้อย

ในเซิร์ฟเวอร์คลาวด์เอกชน รัฐบาลพยายามป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ เช่น เว็บไซต์ของประธานาธิบดีที่ไม่ได้เก็บข้อมูลสำคัญไว้ แต่ถ้ามีการโจมตีสำเร็จ ก็จะเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะสำหรับแฮกเกอร์ได้ ส่วนข้อมูลและบริการของรัฐจะถูก upload เข้าสู่ระบบคลาวด์ โดยในปี 2016 ข้อมูลที่เปิดเผยได้ เช่น ทะเบียนสิทธิการเป็นเจ้าของที่ดินและราชกิจจานุเบกษาของรัฐ ได้มีการเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์เชิงพาณิชย์ เช่น ในระบบคลาวด์ของ Amazon และ Microsoft

อย่างไรก็ตาม แนวคิดและแผนที่จะให้รัฐบาลสามารถสั่งการและบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์วิกฤติด้วยระบบคลาวด์จากสถานทูตเอสโตเนียในต่างประเทศ เช่น ในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือมีการโจมตีจากรัสเซีย ก็ยังเป็นประเด็นด้านกฎหมายและปัญหาทางเทคนิค แต่ผู้นำประเทศเอสโตเนียก็เชื่อมั่นว่าจะจบลงที่พวกเขามีประเทศอยู่ในคลาวด์


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2560    
Last Update : 15 สิงหาคม 2560 4:15:45 น.
Counter : 132 Pageviews.  

'ดุสิตโพล' เผยประชาชน 60.89 % หนุนยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง หวั่นทำให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวกดด



“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,143 คน

 

จากที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ออกมายืนยันยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมืองในช่วงนี้ ถึงแม้ว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้วเพราะเห็นว่าขณะนี้สถานการณ์การเมืองยังไม่สงบ และยังมีคดีสำคัญทางการเมืองรออยู่ โดยสำรวจความเห็นประชาชนระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2560

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่คือ 60.89% เห็นด้วยกับการยังไม่ปลดล็อค และ 39.11% ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อถามความเห็นประชาชนในเรื่องดังกล่าว พบว่า ส่วนใหญ่คือ 65.88% เห็นว่า อาจทำให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวกดดัน เรียกร้องขอความยุติธรรม รองลงมาคือ ควรรอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ ถ้าปลดล็อคในช่วงนี้อาจมีปัญหาตามมาอีกมาก 61.42%

เมื่อถามถึงเหตุผลที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการปลดล็อคพรรคการเมือง 5 เหตุผลแรกที่เห็นด้วยคือ บ้านเมืองจะได้สงบ ไม่วุ่นวาย ไม่อยากเห็นนัการเมืองออกมาทะเลาะกัน รัฐบาลจะได้ควบคุมดูแลได้ง่าย ควรปฏิบัติตาม ยังไม่ถึงช่วงเลือกตั้ง และ อยากให้เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้

ส่วน 5 เหตุผลแรกที่ไม่เห็นด้วยกับการยังไม่ปลดล็อคพรรคการเมือง คือ เป็นการปิดกั้น ไม่ให้อิสระพรรคการเมือง นักการเมืองไม่พอใจ สร้างความขัดแย้ง ทำให้มีเวลาในการเตรียมการเลือกตั้งน้อย กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง และ ประชาชนไม่รู้ความคืบหน้าของนักการเมือง


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2560    
Last Update : 14 สิงหาคม 2560 8:09:22 น.
Counter : 71 Pageviews.  

สรุปประเด็นจากหนังสือ 'Why The Rich Are Getting Richer' ของ Robert T.Kiyosaki โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษ



"ส่งลูกไปโรงเรียน แย่งกันกวดวิชา เข้ามหาวิทยาลัย ต่อโท ต่อเอก จบแล้วหางานทำ เงินเดือนดีๆ สอนให้ประหยัดอดออม มีเงินมากๆ ก็ลงทุนเล่นหุ้น สร้างความรำ่รวย"

 

ถ้าเรายังคงสอนลูกๆกันแบบนี้ อนาคตเห็นจะลำบาก เพราะยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่เรายังคิดกันแบบเดิมๆ ราวกับจะย้อนยุคส่งลูกหลาน นั่ง time machine กลับไปอยู่ในยุคอุตสาหกรรม สงครามเย็น ของศตวรรษที่ 20

โลกยุคใหม่ของศตวรรษที่ 21 ที่รู้จักกันในบ้านเราว่า กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ ยุคดิจิตัล ที่เรียกว่าประเทศไทย 4.0 นั้น อีกเพียงแปดปีข้างหน้า เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมแห่งความรู้ ที่โลกเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายอย่างกว้างขวาง เราจะเริ่มเห็น หุ่นยนตร์ ที่มีความฉลาด เข้ามาทำงานแทนคน มากขึ้น งานหลายๆชนิด กำลังจะหมดไป รวมทั้งงานที่เรียกว่า blue collar ใช้แรงงานทั้งหลาย

มีผลการศึกษาคะเนกันว่า ภายในอีกเพียงสามปีข้างหน้าปี 2510 หรือ พศ 2563 ประมาณ ร้อยละ 47 ของงานในสหรัฐ จะถูกแทนด้วย คอมพิวเตอร์ ความเชื่อในเรื่องความมั่นคงใน การทำงานในสาขาอาชีพต่างๆ มีเงินเดือน ประจำ จึงนับว่า ล้าสมัยหมดยุคแล้ว

แม้แต่คำแนะนำ ใน หนังสืออันโด่งดัง เรื่อง Rich Dad Poor Dad ที่คนอ่านกันแยะ สมัยปี 1997 แนะนำคำสอนพ่อรวยๆให้ลูก

"Go to school , get a job , save money,get out of debt save money,get out of debt and invest for the long terms in the stock market"

ก็ต้องคิดกันใหม่ เสียแล้ว

( เก่าเร็วจัง

เขาทำการศึกษามาชัดเจนว่าในระยะที่ผ่านมา พวกที่ทำตามคำแนะนำ ข้างต้น กำลังประสบกับปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวย คนจนถ่างกว้างมากขึ้น

จริงด้วยซี พวกรับเงินบำนาญอย่างเราๆ มีเงินออมมาบ้างฝากธนาคารแทบกินดอกเบี้ยอันน้อยนิด ไม่พอยาไส้กันเลย นับเป็นทศวรรษแล้ว โลกอนาคต ความสำเร็จสร้างความร่ำรวย มิใช่ เรียนเก่งจบจากมหาวิทยาลัยระดับหนึ่งในสิบของโลก ปริญญาโท เอก ที่จริงแล้ว มหาเศรษฐีระดับโลกหลายคน ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยกันเลย เข่น สตีฟ จอบ, วอล ดิสนี่ เป็นต้น (เพื่อนร่วมก๊วนกอลฟผมก็มี เศรษฐีย่อมๆหลายคนเหมือนกัน ที่แค่จบชั้นมัธยม แต่รวยกว่าหลายคน)

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว แต่ที่จริงมันไม่ถูกหรอก หากยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด คนเคยรวยจะมีมากขึ้น กลายเป็นคนจนใหม่สบทบกับพวกคนจนรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนหนังสือแบบเก่าแย่งกันกวดวิชาในขณะนี้ืเขาแนะนำว่า เราจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน กันเสียใหม่ ( ต้องเปลี่ยนกรอบคิด หรือParadigm shift กันครั้งใหญ่

ต้องปฏิรูปการเรียนรู้ ของคนทั้งมวล โดยเฉพาะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่คนส่วนใหญ่มักจะหยุดเรียน หลังจากเรียนจบ หรือ มีงานทำตามสาขาวิชาชีพ ก้าวหน้าไปตามตำแหน่ง เชี่ยวชาญ ในเชิงลึก ซึ่งไม่กว้างพอ

การแข่งขันกันเรียนกวดวิชาสร้างเกรด ดีๆ ได้เอทุกตัว เอาเป็นเอาตาย ( ที่สยามสแควลองไปดูกัน ซิครับธุรกิจกวดวิชากลายเป็น เศรษฐกิจสาขานำ สร้างมูลค่าเพิ่ม เขื่อมโยงมากมาย ตึกทั้งตึกไม่ทราบกี่ชั้น มีทั้งโรงเรียนกวดวิชา ร้านอาหาร ภัตตาคาร เครื่องเขียน คอฟฟี่ ชอพ หรูๆ แน่นขนัดเป็นงานมหกรรมแทบหาที่จอดรถไม่ได้เลย )

ทางออกในเรื่องนี้ ก็หนีไม่พ้นการเตรียมการ เข้าสู่สังคมผู้ประกอบการ เรียนรู้ตลอดเวลาคิดเป็นทำเป็น สร้างสรรสิ่งใหม่ๆได้ คิดออกนอกกรอบที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ความรู้เรื่องการจัดการเงินเป็นผู้ประกอบการสร้างงานเอง เรียนรู้จากการปฎิบัติงานจริงๆ คือหัวใจ

หมายเหตุ ขอแนะนำ ผู้บริหารงาน ทั้งในภาครัฐ เอกชน อ่านหนังสือเล่มนี้ครับ ถ้าอ่านกันแล้วทขออภัยเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ทราบว่า มีกฏหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ จะตั้งกรรมการปฏิรูปกันอีกมากมายคงเบาใจได้ ว่าคนดีคนเก่งของบ้านเมืองคงจัดการหรือไม่จัดการได้ สบายๆตามที่เขาคิดว่าเหมาะว่าควรหรือถ้าเราไม่เชื่อว่าเกี่ยวกับบ้านเราก็ปล่อยให้ คน มะกัน ที่วิจัยจากกรณีศึกษาของเขาเอง ถ้าเขาไม่ปรับตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เกาหลีเหนือไม่เห็นต้องปรับตัวตามใคร กลายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์สะท้านโลกไปแล้ว  5555)

ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์

       5 สค 2560 

แถมน้ำจิ้มจากหนังสือครับ

Poor Dad

 " Why do i need financial education? I have a greateducation.I have a great job I have a house,money in the bank and a government retirement"

Rich Dad

" If you argue with an idiot, there are two idiots"


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2560    
Last Update : 14 สิงหาคม 2560 5:04:34 น.
Counter : 103 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.