'เชื่อมเตาปูนกับบางซื่อ ผู้โดยสารเพิ่มแต่ยังขาดทุนหนักวันละ 5 ล้าน' โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์



ผมขอชื่นชมการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่สามารถเชื่อมสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อได้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ทำให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้รับความสะดวก

 

ไม่ต้องเสียเวลาต่อรถเมล์จากสถานีเตาปูนไปสถานีบางซื่อ หรือต่อรถไฟจากสถานีบางซ่อนไปสถานีบางซื่อ เพื่อเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่อเดินทางสู่จุดหมายปลายทางต่อไป

ความสะดวกจากการเชื่อมต่อสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อทำให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงเพิ่มขึ้นกล่าวคือตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกัน และเป็นช่วงลดอัตราค่าโดยสารในวันทำงานจาก 14-42 บาท เป็น 14-29 บาท สำหรับผู้ใช้บัตรโดยสาร และในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ใช้อัตราค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย สำหรับผู้โดยสารทุกคนทั้งผู้ใช้บัตรโดยสารและเหรียญโดยสาร พบว่ามีผู้โดยสารเฉลี่ย 24,841 คนต่อวัน และตั้งแต่วันที่ 11-16 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกันแล้ว และยังคงลดค่าโดยสารเหมือนกับช่วงเวลาก่อนเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกัน ปรากฏว่ามีผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น36,463 คนต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 46.8% นับว่า รฟม.ทำผลงานได้ดีในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร

แต่เมื่อหันไปดูรายได้ที่เก็บได้จากค่าโดยสาร กลับน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะรายได้ลดลงจากเฉลี่ย  475,257.66 บาทต่อวัน เหลือ 441,021.57 บาทต่อวัน หรือลดลง 7.2% เนื่องจากหลังจากเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกันแล้วผู้โดยสารทุกคนทั้งผู้ที่ใช้บัตรโดยสารและเหรียญโดยสารไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า (หรือค่าใช้ชานชาลา) 14 บาท ในการเปลี่ยนรถไฟฟ้าจากสายสีม่วงไปสู่สีน้ำเงิน หรือจากสายสีน้ำเงินไปสู่สายสีม่วง ต่างกับช่วงเวลาก่อนเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกัน ซึ่งเฉพาะผู้ใช้บัตรโดยสารเท่านั้นที่ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ รฟม.มีรายได้ลดลง

เมื่อดูรายจ่ายของ รฟม. พบว่า รฟม.ต้องจ่ายค่าจ้างบริษัท ทางด่วนหรือรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือบีอีเอ็ม ในการบริหารจัดการเดินรถและค่าซ่อมบำรุงรักษาถึงวันละประมาณ 5.5 ล้านบาท ทำให้รฟม.ต้องแบกภาระการขาดทุนอย่างหนักถึงวันละประมาณ 5 ล้านบาท (5,500,000-441,021.57)

อนึ่ง เดิมผมเคยเขียนว่า รฟม.ต้องจ้างบีอีเอ็มให้เดินรถและซ่อมบำรุงรักษาวันละประมาณ 3.6 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินตามสัญญาระหว่าง รฟม.กับบีอีเอ็ม แต่พอดูค่าจ้างจริงที่ รฟม.ได้จ่ายให้บีอีเอ็มตั้งแต่เริ่มให้บริการ (6 สิงหาคม 2559) จนถึงปัจจุบันกลับพบว่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ กล่าวคือ รฟม.ต้องจ่ายค่าจ้างเฉลี่ยถึงวันละประมาณ 5.5 ล้านบาท

ผมดีใจที่ รฟม.สามารถทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นได้ แต่เป็นห่วงที่ รฟม.ต้องแบกภาระการขาดทุนอย่างหนักด้วยเหตุนี้ รฟม.จะต้องหาทางเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้มากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อลดการขาดทุน ที่น่ากังวลก็คือ เมื่อถึงเวลาที่ รฟม.จะเก็บค่าโดยสารในอัตราปกติ ไม่ลดราคาเหมือนปัจจุบันนี้ รฟม.จะสามารถรักษาผู้โดยสารที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร อีกทั้ง ยังจะต้องหาผู้โดยสารใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย รฟม.ยิ่งนัก


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2560    
Last Update : 19 สิงหาคม 2560 6:27:35 น.
Counter : 55 Pageviews.  

เล็งชงใช้ม.44คลอดกฎหมาย หนุนคนไทยเป็นสตาร์ทอัพ



คลังเล็งชง 'ประยุทธุ์'ใช้ ม.44 ทำคลอดกฎหมายสตาร์ทอัพครอบจักรวาล ยกเครื่องสิทธิประโยชน์ ลดขั้นตอน หนุนคนไทยทำธุรกิจสตาร์ทอัพเพิ่ม

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (บอร์ดสตาร์ทอัพ) เปิดเผยว่า กำลังเร่งยกร่างกฎหมายสำหรับส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพขึ้นมาโดยเฉพาะ ให้เสร็จภายในเดือนก..นี้ เพื่อ ส่งเสริม ลดอุปสรรค และให้สิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งธุรกิจแก่สตาร์ทอัพในไทย รวมถึงดึงดูดธุรกิจสตาร์ทอัพจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยสาระสำคัญของร่างกฎระเบียบ จะมีการกำหนดเงื่อนไขการสิทธิประโยชน์ นิยามของสตาร์ทอัพ การเคลื่อนย้ายเงินทุนการระดมทุนผ่านตลาดทุน การร่วมทุน การปรับปรุงกฎหมายทางแพ่งและพาณิชย์ การลดขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจ รวมถึงมาตรการส่งเสริมภาษีด้านต่างๆแก่ผู้ประกอบการ

“นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ บอร์ดสตาร์ทอัพ และกระทรวงการคลังหาแนวทางลดอุปสรรคและส่งเสริมสตาร์ทอัพในไทยเป็นการด่วนเพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยสิทธิประโยชน์อันไหนที่เรายังสู้ต่างประเทศไม่ได้ก็จะปรับให้แข่งได้หรืออาจทำให้ดีกว่า โดยเรื่องนี้มีความเร่งด่วนมาก ซึ่งจะยกร่างกฎหมายได้เดือนก..นี้ หลังจากนั้นจะมีการเสนอเข้า ครม.เพื่อออกกฎหมาย และถ้ามีความจำเป็นก็อาจเสนอให้พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา44 เพื่อผลักดันให้เกิดโดยเร็วที่สุด”  


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2560    
Last Update : 19 สิงหาคม 2560 0:19:45 น.
Counter : 66 Pageviews.  

โชคดีของแผ่นดินไทย ที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอตื่นขึ้นมาได้ทันเวลา โดย พุทธะอิสระ



ดีเอสไอลงพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีนักธุรกิจขาวจีนซื้อสิทธิ์จากชาวบ้านที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ราชพัสดุ ๑,๒๐๐ ไร่ และปลูกพืชผลทางการเกษตร ประเภทแก้วมังกร มะนาว มะม่วง เต็มแปลงเพื่อส่งออกผลไม้ไปจำหน่ายที่ประเทศจีน

 

๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๐

ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายอำเภอของ .กาญจนบุรี โดยมีนายทุนไทยเป็นนอมินีถือครองแทน

ก่อนหน้านี้เคยมีนักลงทุนชาวจีนใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีมากเกินจำเป็น ของสวนกล้วยที่จังหวัดทางภาคเหนือ จนส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทั้งน้ำดื่มน้ำใช้ และเป็นเหตุทำให้ปลาในบ่อเลี้ยงของชาวบ้านตายลอยเกลื่อน

อีกทั้งคนงานไทยในสวนกล้วยก็เจ็บป่วยเพราะสัมผัสโดนสารเคมีในระหว่างการทำงาน

แม้แต่ในประเทศลาว รัฐบาลเขายังควบคุมและปกป้องผลประโยชน์ของเขา เช่น

ที่เวียงจันทน์มีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นออกใบอนุญาตครอบครองที่ดินแก่นักลงทุนจีน

รวมถึงสวนกล้วยที่มีอยู่ในลาวยังถูกห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม หลังจากสวนกล้วยในแขวงบ่อแก้วถูกเปิดโปงว่ามีการใช้สารเคมีเป็นพิษมากมาย

โดยรัฐบาลกำชับให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หากพบนักลงทุนจีนรายใดใช้สารเคมีที่เป็นพิษมากเกินขนาด ทำให้เกิดผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อม ก็สั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตได้ทันที

จะเห็นว่ารัฐบาลลาวเขาตื่นตัวกลัวประเทศเขาจะล่มจมฉิบหายด้วยน้ำมือของนักลงทุนจีน

แล้วพี่ไทยล่ะ ทำไมถึงปล่อยปละละเลย ให้นักลงทุนจีนและต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพเกษตรไทย ทั้งที่มีกฎหมายห้าม

เวลานี้พื้นที่ใดสามารถปลูกทุเรียน ลองกอง มังคุด กล้วยหอม และผักผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ ที่คนจีนชอบกิน

ก็จะมีนักลงทุนจีนเข้ามาทุ่มทุนกว้านซื้อที่ดิน โดยมีคนไทยขายชาติบางคนร่วมมือทำตัวเป็นนอมินี เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทำร้ายคนไทยด้วยกัน

นี่ยังไม่นับรวมพวกที่รับซื้อผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่ ลองกอง หอมหัวใหญ่ และพืชผักอื่นๆ

ตอนนี้กลายเป็นของคนจีนแทบจะหมดแล้ว

แถมยังกดราคา ตั้งราคาซื้อต่ำๆ ตามชอบใจ

อยากจะถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไรกันอยู่

กรมการค้าภายในไม่คิดจะแก้ไขอะไรกันบ้างหรือ

นี่ยังไม่นับรวมความฉิบหายเสียหายของสิ่งแวดล้อมที่พวกนักลงทุนต่างชาตินำสารเคมีเข้ามาระดมใช้กับพืชผลที่ตนปลูก

ขอร้องล่ะท่านนายก ว่างๆ ลองส่งคนที่ไว้ใจได้ออกมาสำรวจตรวจสอบกันดูหน่อย จะได้รู้ข้อเท็จจริง อย่าไปฟังแต่ข้าราชการขี้ประจบ ลองออกสำรวจถามชาวบ้านเกษตรกรเขาดูบ้าง

หากวันนี้รัฐบาลยังไม่ตื่นรู้ วันข้างหน้าคนไทยคงต้องซื้อทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ กล้วยหอมใหญ่ จากจีนกินเป็นแน่


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2560    
Last Update : 18 สิงหาคม 2560 20:19:21 น.
Counter : 68 Pageviews.  

'สินแร่ธาตุหายาก ยาพิษและอำนาจ' โดย วรากรณ์ สามโกเศศ



ชีวิตในยุคเทคโนโลยีใหม่อาศัยความสุขจากการมีอุปกรณ์และเครื่องมือทันสมัยที่สร้างความสะดวกและความบันเทิง แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังฉากการถ่ายทำนั้นมีธาตุหายากเป็นตัวกำกับอยู่ และบทบาทเช่นนี้ทำให้เกิดอำนาจในการต่อรองระหว่างประเทศขึ้น

 

ธาตุหายาก(rare earth metal: REM) คือชื่อเรียกกลุ่มธาตุ (element) ทางเคมีที่มีสมาชิก 17 ตัว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ที่มีความจุสูง ผลิตจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นานาชนิด ตัวถังเครื่องบินวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาวุธ ฯลฯ

เมื่อได้ยินว่าเป็นธาตุหายาก ทุกคนก็นึกว่าเป็นสิ่งหายาก เช่น เพชรหรือทองคำ แต่แท้ที่จริงแล้วมัน “หายาก” ในอีกความหมายหนึ่ง กล่าวคือ ธาตุ 17 ตัวนี้มีอยู่ทั่วไปบนพื้นผิวโลก แต่มันมีปริมาณน้อยมากๆต้องขุดดินและหินเป็นร้อยๆ ตันกว่าจะได้ธาตุบางตัวมาสักหนึ่งกรัม เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้นที่ 17 ตัวนี้อยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่นเป็นพิเศษ

คงจำได้ว่าเมื่อเรียนเคมีเราจะพบกับตารางธาตุ (periodic table) ที่มีชื่อธาตุต่าง เช่น ออกซิเจน (0) /ไฮโดรเจน (H) / เงิน (Ag) / ทองคำ (Au) / โซเดียม (Na) ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 118 ธาตุ สินแร่ธาตุหายากนั้นหากนำมาผ่านกระบวนการสกัดจะได้ 17 ธาตุซึ่งอยู่ใน 118 ธาตุนี้

ในปี .. 1787 มีผู้พบหินดำก้อนหนึ่งซึ่งมีลักษณะแปลกที่เหมืองใกล้เมือง Ytterby ในสวีเดน หลังจากการวิเคราะห์ก็พบว่าหนึ่งในสามของหินก้อนนี้ประกอบด้วยส่วนประกอบทางเคมีของธาตุหลายตัวที่ยังไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน อย่างไรก็ดียังไม่สามารถสกัดเอาธาตุต่างๆ ออกมาได้ เกือบสองร้อยปีผ่านไปจึงประสบผลสำเร็จได้หลายธาตุเพื่อเอาไปทำประโยชน์

ตัวแรกที่สกัดออกมาได้อย่างบริสุทธิ์มีชื่อว่า Yttrium (เพื่อเป็นเกียรติแก่แหล่งที่พบ) และเอาไปเป็นส่วนผสมกับสารอื่นๆ เพื่อผลิตจอที่ให้สีแดง เช่น จอเรดาร์ จอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

ธาตุ 17 ตัวซึ่งประกอบกันเป็น REM นั้นมีชื่อแปลกๆ เช่น Cerium (Ce) / Dysprosium (Dy) / Erbium (Er) / Lanthanum (La) / Thallium (Tm) เป็นต้น

ประโยชน์ประการแรกของ REM ก็คือการเอาธาตุบางตัวในกลุ่มไปประกอบกับก้อนที่เป็นสารกัมมันตภาพ เช่น ยูเรเนียม โดยรวมกันวางอยู่ในท่อที่เรียกว่า fuel rod เพื่อช่วยทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากสารกัมมันตภาพวางอยู่ใกล้กันนั้นมีความรุนแรงน้อยลง ไม่เกิดความร้อนที่รุนแรง หากค่อยเป็นค่อยไปโดยพลังงานความร้อนนั้นจะนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ผลิตไฟฟ้า

ในประการที่สอง บางตัวของ REM นั้นเมื่อนำไปผสมกับธาตุอื่นก็กลายเป็นโลหะ Beryllium-Aluminumซึ่งมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมาก ในทางทหารเอาไปใช้เป็นโครงสร้างของตัวถังเครื่องบินรบ นอกจากนี้เอาไปใช้ในเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรดาร์และการตรวจสอบสารระเบิดและระเบิด เป็นส่วนผสมในกระจกที่ต้านแรงสั่นสะเทือนได้ดี เช่น รถถังและเครื่องบินรบ ในทางพลเรือนเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กและเบาเพื่อใช้ในเครื่องบินขนาดเล็กไร้คนขับ (drones) โทรศัพท์มือถือ เครื่องบินขนาดเล็ก ฯลฯ

ประโยชน์ประการที่สาม คือ เป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจาก Lanthanum เป็นวัตถุดิบสำคัญของการสร้างแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงในรถยนต์ไฮบริด เช่น รถ Toyota รุ่นPrius นั้น ใช้ Lanthanum ไม่ต่ำกว่าคันละ 20 ปอนด์ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการเก็บกระแสไฟฟ้าของแบตเตอรี่

นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะใช้ Thorium (สมาชิกที่มีกัมมันตภาพรังสี) ทดแทนยูเรเนียมที่หาได้ยากขึ้นทุกที ในความเป็นจริงมีการใช้ REM ประกอบในการสร้างอุปกรณ์และเครื่องมือทางทหารอีกมากที่เป็นความลับของแต่ละประเทศ ประโยชน์หรือโทษหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือThallium ได้กลายเป็นยาพิษยอดนิยม

ในยุคก่อน ..1972 Thallium Sulfate ซึ่งเกิดจากการผสมของธาตุสมาชิกหนึ่งใน REM กับ Sulfurกลายเป็นผงขาวเหมือนเกลือจนสามารถละลายในน้ำได้ สารนี้เป็นส่วนผสมสำคัญของยาเบื่อหนูซึ่งหาซื้อได้ง่าย เมื่อมีผู้รู้มากขึ้นก็กลายเป็นเครื่องมือฆาตกรรมที่เนียนจนมีชื่อเรียกว่า “ผงพินัยกรรม” (inheritance powder) กล่าวคือเป็นผงที่ช่วยให้ได้รับมรดก

สำหรับมนุษย์นั้นผงขาวนี้เพียง 1 กรัมในกาแฟก็จะทำให้ล้มป่วย สุขภาพเลวลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในเวลา 2-3 อาทิตย์ โดยมีอาการปนเปกับโรคอื่นๆ จนแยกไม่ออกและหาหลักฐานไม่ได้ ความเนียนทำให้มันเป็นเครื่องมือที่แพร่หลายในปัจจุบันจนมีคดีฆาตกรรมในโลกตะวันตกอยู่ไม่น้อย

ขอเล่ารายละเอียดเพื่อให้หวาดเสียวเล่นสักหน่อย เมื่อผงนี้ถูกย่อยสลายในร่างกายและเข้าไปในกระแสเลือด อะตอมของ Thallium มีลักษณะคล้ายโพแทสเซียมมากจนร่างกายยอมให้เข้าไปในเซลล์ได้ และเมื่อบุกทะลวงเข้าไปได้ก็ไปทำปฏิกริยาทางเคมีจนทำลายสุขภาพลงอย่างช้าๆ

ผู้แนะนำว่าผงนี้เป็นยาพิษก็คือนักเขียนเรื่องฆาตกรรมลึกลับมือเอกของโลกคือ Agatha Christie (1890-1976) ผู้เขียนนิยาย 66 เรื่อง รวมพิมพ์ทั้งหมด 2,000 ล้านเล่ม (อันดับ 3 รองจากคัมภีร์ ไบเบิล และบทประพันธ์เชกสเปียร์) ผงนี้เป็นยาพิษสำคัญในนิยายชื่อ The Pale Horse (1961) จนถูกวิจารณ์ว่าชี้โพรงให้กระรอก

REM มีบทบาทสำคัญในเรื่องดุลอำนาจของโลกเนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีสินแร่ของ REM รวมตัวกันแน่นเป็นปริมาณมหาศาลที่สุดในโลก โดยอยู่ในบริเวณ Inner Mongolia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน ว่ากันว่ามีมูลค่ามหาศาลอย่างไม่ต่างไปจากที่ซาอุดีอาระเบียมีน้ำมันเลย เหตุที่มีมากในบริเวณนี้ก็เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของผืนแผ่นดินเมื่อ 400 ล้านปีก่อน จนภูเขาไฟระเบิดดัน REM ขึ้นมาจากใจกลางของโลก

ประเทศที่มี REM เป็นปริมาณรองลงมาก็คืออัฟกานิสถาน ประเทศซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าอันตราย เพราะอยู่ใจกลางระหว่างตะวันออกกลาง รัสเซีย จีน และอินเดีย หากความวุ่นวายสู้รบในประเทศนี้ที่เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จบลงก็จะมีรายได้มหาศาลจาก REM

ไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบฆ่าฟันแย่งชิงดินแดนกันนั้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการมี REM อยู่มากเป็นพิเศษหรือไม่ รายงานการสำรวจในปี 2010 ของ US Geological Survey ระบุว่า นอกจากมีสินแร่ REM อยู่มากแล้วก็ยังมีแร่เหล็กและทองคำอยู่อีกมากเป็นพิเศษอีกด้วย มูลค่าทั้งหมดนั้นอาจมีค่าระหว่าง 1-3ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

โครงการอวกาศพิชิตดวงดาวของสหรัฐฯ รัสเซีย และจีนนั้น มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่ง คือ แสวงหาสินแร่REM และแร่ธาตุใหม่ๆ จากดาวทั้งดวง สหประชาชาติในปี 1966 ได้เสนอ Outer Space Treaty โดยระบุว่าทรัพยากรจากนอกโลกเป็นของทุกคนบนโลกเช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่ในก้นมหาสมุทร แต่ถึงปัจจุบันประเทศทั้ง 3 ก็ยังมิได้ลงนาม

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 15 .. 2560


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 18:12:36 น.
Counter : 73 Pageviews.  

คนไทยเสี่ยงเป็นหนี้ 'จนวาระสุดท้าย' ของชีวิต



เมื่อคนกลุ่มหนี้“เจนวาย”ก่อหนี้สูงถึง 2.13 ล้านล้านบาท อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้น และนับจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย...ในวัยเกษียณ

 

กลุ่มคนเจนวาย เป็นช่วงที่เกิดในปี ..2523-2538 หรืออายุประมาณ 22-35 ปี ซึ่งกลุ่มนี้เกิดมาในช่วงกระแสของการบริโภคนิยม มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟื่อย ไม่มีการวางแผนทางการเงิน และสามารถเข้าถึงช่องทางการเงินได้ง่าย..และสิ่งที่ตามมาคือ รายได้ไม่พอรายจ่าย จนทำให้สถานการณ์กลุ่มหนี้ในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตในอนาคต

ข้อมูลบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร พบว่า ในไตรมาส 1/2560 คนเจนวาย 5.24 ล้านคน มีหนี้รวมกันสูงถึง 2.13 ล้านล้านบาท พบประวัติผิดนัดชำระหนี้ 1.1 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุ 29 ปีพบว่ามีหนี้สินต่อคนอยู่ที่ 150,000 บาท ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย

ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ นายสุรพล โอภาสเสถียร บอกว่า สาเหตุที่ทำให้คนเจนวาย มีหนี้เร็ว และยอดหนี้สูง เพราะ ไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนไปตามการเติบโตของสังคมเมือง โดยเฉพาะพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเร่งพฤติกรรมการ ในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และช่องทางการเงินที่ง่ายที่สุดคือ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ที่แต่ละธนาคาร ต่างก็แข่งออกโปรโมชั่นมากมายเพื่อตอบสนองลูกค้าในยุคปัจจุบัน

ตัวเลขล่าสุดของแบงก์ชาติ พบว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงถึง 80% ของ จีดีพี ประเทศ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังพบว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ 1.อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ 2.มาตรการโครงการภาครัฐที่ผ่านมาไม่ว่าจะเรื่องรถ หรือบ้าน เป็นการกระตุ้นคนที่ไม่พร้อมให้ก่อหนี้ และ 3.การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ทำการตลาดเพื่อให้คนเข้าถึงง่าย และสะดวกมากขึ้นขณะเดียวกันการอนุมัติบัตรเครดิตใหม่ให้กับลูกค้าในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านใบ ในจำนวนนี้ มี 1ล้านใบหรือ 50% ออกให้คนเจนวาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการจับจ่ายใช้สอย

โดยตัวเลขหนี้สินต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2554 ประชาชนมีหนี้ต่อคนเฉลี่ย 70,000 บาท และในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท และยังพบว่าในระบบเครดิตบูโรมีลูกหนี้ค้างชำระหนี้ 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของประชากร 60 ล้านคน

ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ บอกว่า “คนอายุน้อยไม่ใช่ร้อยล้าน แต่คนอายุน้อยมีหนี้เป็นล้าน หรือคนอายุน้อยเริ่มเป็นหนี้เร็ว เป็นหนี้เสียเร็วภาพต่อไปคือ คนอายุ 55 ปี อีก 5 ปีเกษียณรายได้จะต้องหายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเขาควรจะมีหนี้ลดลง แต่กลับพบว่าหนี้ยังเยอะอยู่ดังนั้นชีวิตหลังเกษียณเรียกว่าถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีหนี้ ซึ่งเราไม่อยากเห็นภาพนั้น”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)ให้ข้อมูลว่า คนเจนวายเป็นวัยที่เติบโตมากับกระแสการบริโภคนิยมกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยขาดความระมัดระวัง ซึ่งส่วนใหญ่การก่อหนี้ของคนกลุ่มนี้นอกจากหนี้จากการบริโภค อุปโภคแล้ว ยังพบว่าความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟน ก็ทำให้การตัดสินใจเป็นหนี้เร็วและง่ายขึ้นด้วย

ดังนั้นคนเจนวาย จึงถือเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความรู้ในเรื่องวินัยทางการเงินมากที่สุดเพื่อเตรียมการเข้าสู่วัยเกษียณมิเช่นนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในวันชราที่ต้องแบกรับทั้งภาระหนี้สินและการดูแลตนเองหลังเกษียณจากงานประจำ

ถ้าวันนี้ไม่เริ่มแก้ไขอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเห็นในอนาคตคือ หนี้สินที่ตามไปถึงวัยเกษียณทำให้ภาวะ “แก่ไม่มีกิน” รุนแรงมากขึ้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 10:58:27 น.
Counter : 208 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.