ทอท.เว้นค่าบริการจอดรถสุวรรณภูมิ 19-30 ต.ค.60



ทอท.ยกเว้นค่าบริการลานจอดรถระยะยาวท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 19-30 ต.ค.60 เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท.กล่าวถึงแผนการพัฒนาพื้นที่ของทอท.ว่า หลังจากได้ข้อสรุปกับกรมธนารักษ์ ในการคำนวณค่าตอบแทนจากมูลค่าทรัพย์สินหรือROA เพิ่มเติมจากส่วนแบ่งรายได้ ใน 3 พื้นที่ได้แก่พื้นที่พาณิชย์บริการหรือฟรีโซน พื้นที่พาณิชย์ทั่วไปและพื้นที่ว่างเปล่าแปลง 37 ซึ่งทำให้ทอท.ต้องเสียรายได้ถึง 900 ล้านบาทต่อปี ทำให้ทอท.มีแผนที่จะเปิดประมูลใช้พื้นที่แปลง 37 ที่มีเนื้อที่ประมาณ 600-700 ไร่ คาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ5,000 และการเปิดประมูลพื้นที่แปลงถนนวัดศรีวารีน้อย 723 ไร่ จังหวัดสมุทรปราการคาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาทเช่นกัน ซึ่งทั้งสองพื้นที่จะมีการเปิดประมูลในปีหน้า และต้องมีการแปลงสัญญากับผู้เช่าสัมปทานพื้นที่ฟรีโซนและพื้นที่เชิงพาณิชย์รายเดิมหากดำเนินการได้ตามที่กำหนดไว้ จะช่วยลดรายจ่ายที่ให้กับกรมธนารักษ์ปีละ 900 ล้านบาทได้ เพราะปัจจุบันทอท.ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สิน อีกทั้งบางธุรกิจหากมีการลงทุนแล้วจะทำให้สามารถรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีหน้า เช่นธุรกิจคารแคร์ และปั๊มน้ำมัน

ที่สำคัญทอท.ยังมีแนวทางพื้นที่โครงการพื้นที่แปลงถนนวัดศรีวารีน้อย เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องหรือสนับสนุนการดำเนินกิจการท่าอากาศยานหรือขนส่งทางอากาศ คือ

1) ศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้า 2) ศูนย์กลางการประชุมและแสดงสินค้า  3) ศูนย์จำหน่ายสินค้าจากโรงงาน 4) ศูนย์รวมชุมชนตลาดไทยโบราณและพิพิธภัณฑ์ 5) ศูนย์กลางสำนักงาน (Office Complex) และ 6) กลุ่มอาคารที่พักอาศัยซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ในการสนับสนุนกิจการท่าอากาศยานและอุตสาหกรรมการขนส่งโดยภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนในการขนส่งและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่การพัฒนาพื้นที่เพื่อจัดทำโครงการมีข้อจำกัด คือ มีทางเข้า-ออกด้านเดียวและรูปแปลงที่ดินถนนวัดศรีวารีน้อยมีลักษณะไม่เหมาะสมต่อการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เนื่องจากมีลักษณะเป็นที่ดินผืนใหญ่ที่ไม่ติดต่อเป็นผืนเดียวกัน และมีที่ดินส่วนบุคคลคั่นอยู่หลายแปลง

ดังนั้น ทอท.จึงได้พิจารณาแนวทางแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว ประกอบด้วย 1) การพัฒนาเส้นทางเข้าออกวัดศรีวารีน้อย 723 ไร่ เพื่อให้สามารถรองรับการจราจรได้หลายช่องทาง การเพิ่มเส้นทางเข้าออกเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดทางเลือกในการเดินทาง 2) การปรับปรุงพัฒนารูปแปลงที่ดินวัดศรีวารีน้อย 723 ไร่ เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมของโครงการได้ โดย ทอท.จะต้องดำเนินการซื้อหรือแลกเปลี่ยนที่ดินกับเอกชนแปลงข้างเคียงเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินแปลงใหญ่ที่เป็นพื้นที่เดียวติดต่อกัน และ 3) การแก้ไขผังเมือง

สำหรับการยกเว้นค่าบริการลานจอดรถระยะยาวที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระหว่างวันที่ 19 – 30 ตุลาคมนี้จะอนุมัติยกเว้นค่าบริการจอดรถยนต์ ลานจอดรถระยะยาว โซน C, D และ E เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยลานจอดรถดังกล่าวจะมีจำนวนช่องจอดรถยนต์โซนละ 718 ช่องจอด รวมมีจำนวนช่องจอดที่สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้ทั้งสิ้น 2,154 ช่องจอด

นอกจากนี้ที้ประชุมมีมติให้ฝ่ายบริหารไปพิจารณาการเปิดประมูลในส่วนของจุดส่งมอบสินค้าหรือPick UP Counterในปี 2562 และจุดส่งมอบสินค้าก่อนหน้านี้ โดยให้เป็นลักษณะใช้ร่วมกัน หรือCommon Useเหมือนท่าอากาศยานภูเก็ต โดยจะมีการเปิดประมูลก่อนสัญญา 1 ปี ก่อนสัญญาจะหมดในปี 2563 ซึ่งในส่วนของท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็มีผู้ประกอบการให้ความสนใจที่จะลงทุนเกี่ยวกับจุดส่งมอบสินค้าค่อนข้างเยอะ ส่วนดิ้วตี้ฟรีจะมีการประมูลในช่วงปี 2561

ขณะที่รายได้ทั้งปีนี้และปีหน้าเติบโตประมาณร้อยละ10 โดยการเติบโตภาพรวมปีนี้ ทอท.มีภาพรวมเติบโตผู้โดยสารประมาณร้อยละ 7.5-7.6  จากเฉลี่ยตามปกติที่ร้อยละ 5


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 24 กันยายน 2560    
Last Update : 24 กันยายน 2560 19:34:11 น.
Counter : 63 Pageviews.  

คลังพร้อมแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 21 ก.ย.นี้



กระทรวงการคลังกำหนดแจกจ่ายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในวันที่ 21 กันยายน 2560 เป็นต้นไป แก่ผู้ลงทะเบียนฯ ที่ผ่านคุณสมบัติทุกจังหวัด ยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม อยุธยา กำหนดรับบัตรฯ ในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป โดยให้นำบัตรประจำตัวประชาชน และหลักฐานการลงทะเบียนฯ มาติดต่อรับบัตรฯ ได้ที่หน่วยงานที่ได้ลงทะเบียนไว้

 

การรับบัตรฯ หากไม่สะดวกไปรับด้วยตัวเอง สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปรับแทนได้ โดยผู้รับบัตรแทนต้องนำบัตรประชาชนฉบับจริงของตนไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยเอกสาร ดังนี้

1. ใบมอบฉันทะ ที่ระบุชื่อผู้มอบฯ,ผู้รับมอบฯ พร้อมลงนามทั้งผู้มอบและผู้รับมอบ

2. สำเนาบัตรประชาชาชนที่มีการลงนามรับรองสำเนา ทั้งของผู้มอบฯและผู้รับมอบฯ

คำแนะนำ : ผู้รับบัตรควรตรวจสอบรายละเอียดข้อมูลบนหน้าบัตรที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ ทั้ง รูปถ่ายชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ว่าถูกต้องก่อนลงนามรับบัตร หากพบข้อผิดพลาดให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่

รูปแบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มี 2 รูปแบบ

แบบที่ 1 บัตร Hybrid 2 Chips เป็น Contact Chip และ Contactless Chip และแถบแม่เหล็ก โดยContactless Chip จะเป็นไปตามมาตรฐานกลางระบบตั๋วร่วม (แมงมุม) ผู้ที่ได้รับบัตรรูปแบบนี้ ได้แก่ผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม อยุธยา

แบบที่ 2 บัตร EMV เป็น Contact Chip และแถบแม่เหล็ก ผู้ที่ได้รับบัตรประเภทนี้ ได้แก่ผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนนอกเขตจังหวัดดังกล่าว (นอกเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานี สมุทรสาครนครปฐม อยุธยา)

ข้อแนะนำการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

1. บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุคคลที่ระบุบนหน้าบัตรเท่านั้น เว้นแต่ผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่สามารถเดินทางได้ สามารถให้ผู้ดูแลเป็นผู้ใชเสิทธิแทนได้ตามเงื่อนไข

2. กรุณาเก็บรักษาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์ในการรับสวัสดิการจากภาครัฐบาล

3. หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าให้ผู้อื่นนำบัตรไปใช้ เจ้าของบัตรจะถูกตัดสิทธิในบัตรและผู้ที่นำบัตรผู้อื่นไปใช้ชดใช้เงินคืนแก่ทางราชการ

การใช้สิทธิ

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้สิทธิตามวงเงินในบัตรฯ ที่ผู้ถือบัตรฯ เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานหรือร้านค้าที่กำหนด เมื่อชำระค่าสินค้าและบริการแล้ววงเงินในบัตรฯจะลดลงตามยอดที่ใช้จ่าย และเมื่อถึงวันที่ 1ของทุกเดือน* วงเงินจะถูกปรับเป็นค่าเริ่มต้นของวงเงินแต่ละสวัสดิการเสมอ ซึ่งวงเงินคงเหลือของเดือนที่ผ่านมาจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป และไม่สามารถถอนวงเงินสวัสดิการออกจากบัตรฯ เป็นเงินสดได้

สำหรับผู้ลงทะเบียนฯ ที่ผ่านคุณสมบัติในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบรี ปทุมธานีสมุทรสาคร นครปฐม อยุธยา ที่กำหนดให้รับบัตรและใช้บัตรได้ทันทีในวันที่ 17 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไปจะมีการชดเชย โดยยกยอดแต่ละประเภทสวัสดิการที่คงเหลือจากการใช้จ่ายในเดือนตุลาคม 2560 ให้ใปใช้ต่อได้ในเดือนพฤศจิกายน 2560

*ยกเว้นวงเงินส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม วงเงินจะปรับเป็นค่าเริ่มต้นทุกวันที่ 1 ของทุก 3 เดือน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 22 กันยายน 2560    
Last Update : 22 กันยายน 2560 22:57:27 น.
Counter : 81 Pageviews.  

เร่งเคลียร์อำนาจม.53 ใช้หลักบริหารแทน



‘หมอธี’เร่งเคลียร์อำนาจม.53 ใช้หลักบริหารแทน ไม่แก้ม.44 ปลื้ม ‘บุญรักษ์’ จับมือ ‘การุณ’บรรยากาศดี

 

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลัง มอบนโยบายคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคณะอนุกรรมการทุกคณะของกศจ.นครปฐมกศจ.พระนครศรีอยุธยาและ กศจ.สุพรรณบุรี เมื่อเร็ว นี้ว่า ตนขอให้ กศจ. และคณะอกศจ. ทุกคณะบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยยึดประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นสำคัญ ไม่อยากให้ไปนึกถึงเรื่องอำนาจว่าเป็นของใคร โดยเฉพาะ กรณีผู้มีอำนาจลงนามแต่งตั้งภายในเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรา 53 ของ...ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ..2547 ซึ่งเดิมเป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (....) ขณะที่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 ข้อ13 ระบุให้เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ในฐานะเลขานุการกศจ. ซึ่งตอนนี้นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำลังจะหารือร่วมกับ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ในวันที่ 22 กันยายนนี้

“เรื่องนี้อำนาจการลงนามตามกฎหมายเป็นของ ศธจ. ซึ่งคงไม่มีการปรับแก้ ให้ไปเป็นอำนาจของ อกศจ.ด้านบริหารงานบุคคลแล้ว เพราะต้องไปแก้ .44 ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นจะมีการปรับแก้ในเชิงบริหารโดยให้เขตพื้นที่ฯ มีส่วนร่วมมากขึ้น โดยกำลังพิจารณาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกเขตในจังหวัดนั้นๆ มาเป็นกรรมการใน อกศจ. เพราะ ปัญหานี้ถ้ามาพูดเรื่องใครจะได้อะไร ไม่มีทางที่ใครจะพอใจ100% แต่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะต้องดูข้อดี ข้อเสียด้วย เพราะกศจ.เอง ก็แย้งมาว่า ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ มีอำนาจพิจารณาตั้งแต่ต้นทางอยู่แล้ว ทำไม่ต้องมาเข้าร่วมที่ปลายทางด้วย ซึ่งปลายทางจริง เป็นอำนาจของกศจ. เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบและสุดท้ายต้องดูว่ากฎหมายว่าอย่างไร ตอนนี้ถือว่าทะเลาะกันน้อยลง ซึ่งผมพอใจภาพรวมการทำงานตอนนี้แล้ว”รัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าว

นายบุญรักษ์ กล่าวว่า มาตรา 53 ไม่ใช่เรื่องหลักของการบริหารระหว่างเขตพื้นที่ฯ กับกศจ. อำนาจม.44ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นตามนั้น แต่ผู้เกี่ยวข้องต้องมาคุยและตกลงทำความเข้าใจเรื่องทำงานร่วมกัน ซึ่งก็เชื่อว่าคุยได้ไม่มีปัญหา


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 22 กันยายน 2560    
Last Update : 22 กันยายน 2560 2:00:30 น.
Counter : 130 Pageviews.  

กสทช.เตรียมคาดโทษทีวีโฆษณาเกินเวลา



คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯเตรียมเสนอที่ประชุมกสทช.พิจารณากรณีช่องทีวีโฆษณาเกินเวลา ขณะที่ รองประธาน กสทช.แนะควรทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการก่อน

 

ในการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ครั้งที่ 12/2560 วันพุธที่ 20 .. 2560 สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณากรณีช่องรายการอัมรินทร์ทีวีมีการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและการออกอากาศรายการในลักษณะที่จัดให้มีข้อความหรือข้อมูล ซึ่งมีขนาดพื้นที่บนหน้าจอรวมกันเกินกว่าที่กำหนด

ทั้งนี้ สำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้ตรวจสอบพบการออกอากาศรายการและการโฆษณาของรายการ “ทุบโต๊ะข่าว” ทางช่องอมรินทร์ทีวีว่ามีการโฆษณาสินค้าหรือบริการเกินกว่าชั่วโมงละ 12.30 นาที ในวันที่ 16 สิงหาคม 2560 และวันที่ 20 สิงหาคม 2560 รวมทั้งมีการออกอากาศรายการในลักษณะที่จัดให้มีข้อความหรือข้อมูลซึ่งมีขนาดพื้นที่รวมกันเกินหนึ่งในแปดของขนาดพื้นที่หน้าจอโทรทัศน์ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

โดยในเรื่องนี้ คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ได้พิจารณาแล้ว มีมติให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งทางปกครองให้บริษัทอมรินทร์ทีวีระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้โภค ทั้งการออกอากาศโฆษณาเกินเวลา และจัดให้มีข้อความหรือข้อมูลเกินขนาดพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้ปรับทางปกครองเป็นจำนวนเงิน 1 ล้านบาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง รวมทั้งให้แจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคไปยังกองทัพบกซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายเพื่อทราบ และมีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแล มิให้ผู้ใช้บริการโครงข่ายมีการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบอีกต่อไป โดยสำนักงาน กสทช. เตรียมนำมติของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา

พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. ได้มีความเห็นในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของกสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ว่า วิธีการนับเวลาโฆษณายังไม่มีการกำหนดกฎกติกาที่ชัดเจน ประกอบกับยังมีการออกคำสั่งลงโทษทางปกครองต่อกรณีดังกล่าว และมีการฟ้องร้องทางปกครองอยู่ที่ศาลปกครอง ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงควรมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการร่วมกับคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคฯ ร่วมกันจัดทำร่างประกาศเพื่อกำหนดวิธีการโฆษณาให้ชัดเจน และทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างแนวปฏิบัติให้ตรงกันเสียก่อน

นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. ยังเตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณาการกระทำผิดด้านเนื้อหารายการ ได้แก่รายการ “ปากโป้ง” ที่ออกอากาศทางช่อง 8 ตอนอาถรรพ์ทางสามแพร่ง! ออกอากาศเมื่อวันที่ 27ธันวาคม 2559 และตอนขอเลขเด็ดเจ้าแม่ตะเคียน ออกอากาศเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2560 ซึ่งเข้าข่ายเป็นการนำเสนอเนื้อหารายการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นความเชื่อนอกระบบ และอาจกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และรายการ “แฉ” ที่ออกอากาศทางช่อง GMM 25 ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม2560 ซึ่งในช่วงสัมภาษณ์แขกรับเชิญ มีการใช้คำพูดหยาบคาย ล่อแหลม ส่อไปในเรื่องทางเพศ อันเป็นเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจของประชาชนอย่างร้ายแรง

ซึ่งในกรณีของรายการ “ปากโป้ง” ทางช่อง 8 คณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังช่องรายการซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตให้ระมัดระวังในการนำเสนอรายการให้มีความเหมาะสม ส่วนกรณีของรายการ “แฉ” ทางช่อง GMM 25คณะอนุกรรมการด้านผังรายการฯ มีมติลงโทษปรับทางปกครองเป็นเงิน 50,000 บาท


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 กันยายน 2560    
Last Update : 21 กันยายน 2560 17:45:05 น.
Counter : 236 Pageviews.  

การเลือกอธิการบดี มธ. คนใหม่ : จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์



ผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้

 

ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

อดีตอาจารย์ และอาจารย์ มธ. หลายคนปรารภกับผมเรื่องความกังวลในการสรรหาอธิการบดี มธ. คนใหม่

สิ่งที่อาจารย์เหล่านั้น รวมทั้งตัวผมเองเป็นห่วงเป็นใยมาก คือ แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาติดต่อกันกว่า 13 ปี และหากเป็นไปตามคาดหมาย ทีมบริหารของอธิการบดีคนใหม่ก็อาจจะเป็นทีมเดิมที่ทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และคณบดีมหาวิทยาลัยติดต่อกันตลอด 13 ปีเพียงแต่สลับตำแหน่งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี เท่านั้น

ผมลังเลใจที่จะเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงชาวธรรมศาสตร์ เพราะผู้บริหารชุดนี้หลายคนต่างก็เป็นเพื่อนที่ผมรักใคร่ และให้ความนับถือทั้งในทางวิชาการและการบริหาร อีกทั้งท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จในเรื่องการผลักดันนำ มธ.ออกจากระบบราชการ

แต่ขณะนี้ มธ. มีฐานเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล จึงต้องมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัยให้รุดหน้าเท่าเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย รวมทั้งการไล่ทวงมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการก่อน และบัดนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีผลการดำเนินงานทางวิชาการที่ล้ำหน้ากว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่ว่าเราจะใช้เกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของสถาบันจัดอันดับใดก็ตาม ข้อมูลระบุตรงกันว่าธรรมศาสตร์มิได้อยู่ในอันดับที่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะอย่างเก่ง เราก็อยู่ในอันดับที่ 9-17 (ดูข้อมูลจัดอันดับในตาราง) ซึ่งต่ำกว่ามหาวิทยาลัยน้องใหม่ด้านเทคโนโลยี

ข้อสังเกต คือ การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก ธรรมศาสตร์ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆ ของมหาวิทยาลัยโลกเลย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า คณะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์สุขภาพของเรามีผลงานด้อยกว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่ออกนอกระบบก่อนธรรมศาสตร์

แม้แต่การจัดอันดับ 50 มหาวิทยาลัยของไทยเอง ธรรมศาสตร์ก็ติดแค่อันที่ 8 ในด้านการวิจัย และอันดับที่ 6 ในด้านการเรียนการสอน....ในฐานที่เคยเป็นทั้งศิษย์เก่า อดีตอาจารย์และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผมพูดตรงๆว่า “น่าห่วงธรรมศาสตร์” มากครับ

นั่นหมายความว่า ผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันบุคคลเหล่านี้ ในฐานของกรรมการผู้ทรงวุฒิมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขณะเดียวกันผมก็รู้จักอาจารย์หนุ่มสาวของ มธ. ในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรมหลายคนซึ่งล้วนเป็นผู้มีความสามารถวิชาการสูง มีความใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมหาวิทยาลัย

แต่น่าเสียดายที่ระบบการเมืองธรรมศาสตร์ไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านี้

การที่ธรรมศาสตร์มีผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการชุดเดิมเป็นเวลาติดต่อกันอย่างยาวนานเพียงแต่สลับตำแหน่งกัน ทำให้ไม่มีการพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในอนาคตเหมือนกับในมหาวิทยาลัย 3-4 อันดับต้นของประเทศ ยิ่งกว่านั้นในการสรรหาคณบดีหลายคณะมหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคลากรสายต่างๆของคณะ (โดยเฉพาะสายอาจารย์) เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก (ยกเว้นคณะเศรษฐศาสตร์ ที่อาจารย์ผู้ได้คะแนนหยั่งเสียอันดับ 2-3 จะถอนตัวตามสัญญาประชาคมของคณะ) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ในธรรมศาสตร์คงมีความเชื่อว่าถ้าตนสมัครเข้าชิงตำแหน่งอธิการบดี ก็คงมีโอกาสริบหรี่มาก เพราะแม้ในทางหลักการกระบวนการสรรหาจะดูเหมือนเป็นระบบเปิดที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางความเป็นจริง อาจารย์จำนวนมากรู้ว่าคนที่อยู่นอกกลุ่มผู้บริหารชุดปัจจุบันคงไม่มีโอกาส เมื่อไม่มีโอกาสก็ไม่ควรเปลืองตัวลงสมัคร

แม้กระบวนการสรรหาจะล่วงเลยมาถึงขั้นตอนที่ใกล้จะได้ตัวอธิการบดีคนใหม่แล้ว แต่ผมคิดว่ายังไม่สายเกินไปที่สภาวิทยาลัยจะหาหนทางเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสมัครรับเลือก หรือให้กรรมการสรรหาไปทาบทามอาจารย์ที่มีความสามารถสูง รวมทั้งบุคคลภายนอก (แต่ไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี)เข้ามาสมัครโดยสภามหาวิทยาลัยให้ความมั่นใจแก่ชาวธรรมศาสตร์ว่ากระบวนการคัดเลือกจะเป็นกระบวนการที่คัดสรรคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถมากที่สุด มีความตั้งใจและเป็นคนดี โดยไม่ติดยึดกับตัวผู้บริหารปัจจุบัน

นอกจากนั้น ผมอยากเรียกร้องให้เพื่อนบางคนของผมที่เป็นผู้บริหารและมีอายุมากแล้วถอนตัว ตำแหน่งอธิการบดีควรได้บุคคลที่มีอายุ 45-55 ปี เพราะภารกิจเบื้องหน้าเป็นงานที่หนักมาก

ถ้าหากท่านติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดการศึกษาอุดมศึกษา ท่านคงทราบดีว่าความท้าทายใหญ่ต่อระบบอุดมศึกษา คือ คนที่จบมัธยมปลายที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยทั้งระบบจะรับได้ นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนสมัยใหม่ผ่านระบบดิจิตอลกำลังทำให้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยล้าสมัยระบบการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ....ถ้าหากผู้บริหารชุดใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ ธรรมศาสตร์คงกลายเป็นมหาวิทยาลัยปลายแถว

ถ้าหากว่าหลังจากมีการเปิดโอกาสให้อาจารย์รุ่นใหม่เข้ามาสมัคร หรือมีการทาบทามให้มาสมัครเป็นอธิการบดี แต่ท่านผู้บริหารปัจจุบันที่สมัครเป็นอธิการบดีได้รับการความไว้วางใจจากสภามหาวิทยาลัยเป็นอธิการบดีคนใหม่ ผมขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดีคนใหม่แต่งตั้งรองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีชุดใหม่ทุกคน ขอความกรุณาอย่าเลือกผู้บริหารชุดเก่ามาทำงานต่ออีกเลยครับ

ธรรมศาสตร์ควรอยู่ในมือของอาจารย์และผู้บริหารหนุ่มสาวรุ่นใหม่ครับ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 กันยายน 2560    
Last Update : 21 กันยายน 2560 14:21:01 น.
Counter : 56 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.