วันอาหารโลกเครือข่ายแบนสารพิษเรียกร้องซินเจนทาและเจียไต๋ถอนพิษวัตถุอันตราย



ภาคประชาชนเรียกร้องวันอาหารโลก ยื่นจดหมายเรียกร้องให้ซินเจนทาและเจียไต๋แสดงจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต่ออายุทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางอาหาร

 

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมซึ่งเป็นวันอาหารโลก WORLD FOOD DAY นายอุบล อยู่หว้า ตัวแทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง พร้อมเครือข่ายเกษตรกร 5 จังหวัด ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทแสดงจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปยังบริษัทเจียไต๋ จำกัด เรียกร้องให้บริษัทไม่ต่ออายุทะเบียนคลอร์ไพริฟอสและพาราควอต โดยเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตได้มอบกระเช้าผักผลไม้อินทรีย์ให้กับนายสมชาย เนาสราญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทเจียไต๋ จำกัด เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยเนื่องในวันอาหารโลก และนายอุบลกล่าวย้ำว่า

“ผู้บริโภคต้องการอาหารปลอดภัย จึงอยากให้บริษัทได้อาหารปลอดภัย และผลิตอาหารปลอดภัยให้กับสังคม”

ต่อมาในช่วงบ่ายเครือข่ายฯได้ไปยื่นจดหมายที่บริษัทซินเจนทา แต่ไม่มีผู้แทนจากบริษัทออกมารับจดหมาย

“เรามาเพื่อเรียกร้องจริยธรรมในการทำธุรกิจของบริษัทซินเจนทา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ส่งพาราควอตมาขายในประเทศไทยทั้งที่ไม่ขายสารนี้ในสหภาพยุโรปมาเป็น 10 ปีแล้ว เราเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสุขภาพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศไหนมีกฎหมายอ่อนแอก็เอาสารพิษอันตรายไปขายที่นั่น เราอยากเห็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบด้วย ด้วยเงื่อนไขที่ทะเบียนพาราควอตของซินเจนทาได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม จึงเรียกร้องให้ไม่มีการต่อทะเบียนเพื่อขายในประเทศไทยและภูมิภาคนี้ และเรารู้สึกผิดหวังที่ซินเจนทาไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนไทยส่วนหนึ่งที่ตื่นรู้กับปัญหาสารเคมีอันตรายนี้ที่ตั้งใจมาพบ ทั้งๆที่ตอนประสานในครั้งแรกก็มีท่าทีที่จะมารับจดหมาย ถือว่าไม่มีความจริงใจ หลบเลี่ยงปัญหา และหาประโยชน์บนชีวิตคนไทยอย่างไม่รับผิดชอบ” นายอุบลกล่าว

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เนื่องจากมติเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่มี ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการเพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 2 ชนิดคือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส

จากการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่า ทะเบียนแรกของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสได้หมดอายุลงในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นของบริษัทซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น และบริษัทเจียไต๋ จำกัดตามลำดับ โดยซินเจนทายังถือทะเบียนพาราควอต อีก 4 ทะเบียน และเจียไต๋ยังถือทะเบียนคลอร์ไพริฟอสอีก 4 ทะเบียน และพาราควอต 3 ทะเบียน ที่จะทยอยหมดอายุลงเป็นลำดับ 

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง จึงได้ยื่นจดหมายเรียกร้องจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของบริษัทซินเจนทาและเจียไต๋ ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่และเป็นเจ้าของทะเบียนค้าขายสารเคมีทางการเกษตรที่กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาว่าเป็นพิษร้ายแรง สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนไปตลอดจนถึงเด็กในครรภ์ จึงมีการเสนอให้ห้ามต่ออายุสารสองตัวได้แก่ คลอร์ไพรีฟอส และพาราควอต

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2560    
Last Update : 17 ตุลาคม 2560 15:05:11 น.
Counter : 42 Pageviews.  

คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า โดย ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์



ประเด็นของอธิการบดีที่น่าศึกษาคือ อธิการบดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการการศึกษา(ทคอ.)ที่ยืนยันว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มิชอบขัดต่อระเบียบมีความผิดทั้งๆที่อธิการบดีใช้อำนาจตามระเบียบของราชการมิได้ใช้อำนาจโดยพลการ ด้วยความเคารพต่อศาล แต่จำเลยทั้ง 2ยังสามารถใช้สิทธ์ในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้ โดยอธิการบดีเชื่อมั่นว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะยืนยันความบริสุทธ์ได้ในชั้นอุทธรณ์

 

....ผมหายหน้าไปนาน เนื่องจากไปทำหน้าที่เป็นรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำให้มีภารกิจยุ่งมาก แต่ 2วันมานี้มีเรื่องสะเทือนใจมากที่ศาลคดีทุจริตฯตัดสิน”รอกำหนดโทษ”3ปี พร้อมกับศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติคณบดีคณะนิติศาสตร์

คดีที่นศ.คณะนิติศาสตร์คนหนึ่งฟ้องว่าคณะนิติศาสตร์ยกเลิกการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามิชอบ ความจริงอธิการบดีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรโดยตรง เพียงแต่ได้รับหนังสืออุทธรณ์จากนักศึกษาจึงส่งให้ที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการ(ทคอ.)การศึกษา ซึ่งมีรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเป็นประธานเป็นผู้ตรวจสอบและที่ประชุม ทคอ.การศึกษาตรวจสอบแล้วรายงานว่า การแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและประกาศกระทรวงศึกษาข้อ7.5 ที่ห้ามไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์

ดังนั้นการที่คณบดีคณะนิติศาสตร์สั่งยกเลิกกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ที่มีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นประธานจึงชอบแล้ว อธิการบดีจึงแจ้งให้นักศึกษาทราบและให้คณะนิติศาสตร์ดำเนินการตามระเบียบซึ่งคณะนิติศาสตร์ได้ประกาศแต่งตั้งกรรมการสอบชุดใหม่แต่นักศึกษาไม่เข้าสู่กระบวนการใหม่และทำการฟ้องร้องทั้งอธิการบดีกรรมการ ทคอ.การศึกษาและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดประมาณ 20 คน และศาลตัดสินว่าอธิการบดีและคณบดีมีความผิดให้”รอกำหนดโทษ3ปี” (หมายความว่ายังไม่ได้ลงโทษ) และให้ยกคำร้องกรรมการ ทคอ.และคนอื่นๆทั้งหมด 

ที่ว่าสะเทือนใจเพราะในชีวิตความเป็นครูมาตลอดชีวิตเคยได้โล่ห์การสอนดีเด่นมุ่งมั่นแต่จะทำเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและรักษาประโยชน์ของนักศึกษามาโดยตลอดถ้านักศึกษาทำถูกต้อง แต่เรื่องนี้ผมไม่เคยรู้จักนักศึกษาเห็นหน้าครั้งแรกก็วันฟังคำตัดสิน และคณะนิติศาสตร์ก็เป็นคณะที่ผมจัดตั้งขึ้นมาเอง จึงไม่มีเหตุใดที่ผมจะกลั่นแกล้งไม่ให้นักศึกษาจบ เมื่อตอนที่เขาร้องเรียนผมให้เลขาเขิญเขามาพบเพื่อปรึกษาหาทางแก้ไขแต่เขาไม่ยอมมาพบแต่เลือกที่จะฟ้อง


ยังงงยู่เหมือนกันว่าศาลตัดสินยกฟ้องกรรมการ ทคอ.ทั้งหมดบอกว่า ไม่มีความผิดซึ่งก็เหมาะสมแล้ว แต่ตัดสินให้ผมมีความผิดทั้งๆที่ผมเพียงแค่ดำเนินการตามมติของที่ประชุม ทคอ.เท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากนั้น แต่ด้วยความเคารพต่อศาลเราก็ต้องรับชะตากรรมต่อไป


อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการตัดสินของศาลชั้นต้น ผมยังสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์เพื่อความยุติธรรมต่อไปได้ ซึ่งมั่นใจว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะพิสูจน์ความบริสุทธ์ของตัวเองได้


ตามกระบวนการยุติธรรมถึงแม้เราจะต่อสู้ได้ถึงชั้นศาลฎีกาแต่ความเสียหายจากการตัดสินของศาลชั้นต้นก็มากเกินกว่าที่จะประมาณ แต่ชีวิตก็ต้องสู้กันต่อไป และไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนความตั้งใจของผมที่จะทุ่มเทให้กับการศึกษาและลูกศิษย์


ผมจะพยายามสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนมิตรและบรรดาศิษย์ที่ห่วงใยได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้

คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า

มูลแห่งคดี

๑. รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ (ในขณะนั้น) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา (คำสั่งที่ ๑๐/๒๕๕๕) และออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์และป้องกันวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้น (คำสั่งที่ ๑๑/๒๕๕๕) ทั้งที่รู้ว่า ตนไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งคำสั่งที่11/2555 เป็นการกระทำซึ่งขัดกับข้อ ๒๙ ของข้อบังคับสถาบันว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และขัดกับข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งห้ามไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาร่วมเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เพราะจะทำให้การสอบไม่โปร่งใส และรองคณบดีผู้นั้นยังได้ออกหนังสือเชิญกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ฯ (๓ ฉบับ) ซึ่งหนังสือทั้งหมดได้อ้างข้อความอันเป็นเท็จ โดยกล่าวอ้างถึง “คณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์” ซึ่งไม่เคยมีการประชุมในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

การดำเนินการโดยลำพังของรองคณบดีฝ่ายวิชาการเป็นการดำเนินการที่คณบดีคณะนิติศาสตร์ (ศาสตราจารย์ บรรเจิด สิงคะเนติ) มิได้ทราบเรื่องแต่อย่างใด จนนำไปสู่การสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้น ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

๒.คณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อทราบเรื่องการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ จึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งกรรมการบุคคลภายนอก ว่าคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์อาจมีข้อบกพร่อง ขอให้ชะลอการสอบวิทยานิพนธ์ออกไปก่อน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถยุติการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้นได้ คณะนิติศาสตร์จึงได้ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการในเรื่องนี้ทั้งหมด และได้เชิญนักศึกษาให้มารับทราบเกี่ยวกับขั้นตอนการแต่งตั้งกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษาปฏิเสธการเข้าร่วมฟังการชี้แจงของคณะนิติศาสตร์ ภายหลังจากการสอบวิทยานิพนธ์แล้ว

นักศึกษาผู้นั้นได้ทำหนังสือเพื่อให้ทางคณะดำเนินการเรื่องการจบการศึกษา คณะนิติศาสตร์เห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ยังมีปัญหาหลายเรื่อง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง เห็นควรให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว คณะนิติศาสตร์จึงได้มีคำสั่งที่ ๑๖/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้เชิญรองคณบดีฝ่ายวิชาการ (ขณะนั้นได้ลาออกแล้ว) มาให้ถ้อยคำในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่รองคณบดีผู้นั้นไม่ยอมมาให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสอบสวน ท้ายที่สุดคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้สรุปความเห็น ดังนี้

(๑) คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๐/๒๕๕๕ ซึ่งลงนามโดย รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ ปฏิบัติราชการแทนคณบดีคณะนิติศาสตร์ เป็นการลงนามโดยไม่ชอบ

(๒) คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๑/๒๕๕๕ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและป้องกันวิทยานิพนธ์ ซึ่งลงนามโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ เป็นการลงนามโดยไม่ชอบและเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อ ๒๙ แห่งข้อบังคับสถาบัน ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และขัดกับข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอาจเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ แต่ต้องไม่เป็นประธานกรรมการ และต้องสอบวิทยานิพนธ์ด้วยทุกครั้ง”

๓. หลังจากที่คณะนิติศาสตร์ได้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้นักศึกษาทราบ แต่นักศึกษาผู้นั้นได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังอธิการบดี ซึ่งอธิการบดีได้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการ (ทคอ.) การศึกษา โดยที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า “คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๑/๒๕๕๕ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและป้องกันวิทยานิพนธ์ ลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ นั้นไม่ถูกต้องตามข้อ ๒๙ ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอาจเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ แต่ต้องไม่เป็นประธานกรรมการ และต้องสอบวิทยานิพนธ์ด้วยทุกครั้ง” ทคอ.การศึกษาได้รายงานมติดังกล่าวให้อธิการบดีทราบ อธิการบดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้นักศึกษาทราบ และมีหนังสือถึงคณะนิติศาสตร์เพื่อทราบและให้คณะนิติศาสตร์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบต่อไป

การดำเนินการของอธิการบดีจึงเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ 

๔. คณะนิติศาสตร์ได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ทราบผลการพิจารณาของ ทคอ.การศึกษาในกรณีของนักศึกษาผู้นั้น และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ จึงได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์นักศึกษาผู้นั้นใหม่ และได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบกำหนดวันสอบวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษาผู้นั้นได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องการไม่เข้าสอบให้คณะนิติศาสตร์ทราบ และได้นำเรื่องดังกล่าวฟ้องคดีนี้

๕.นักศึกษาผู้นั้นได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญาในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยฟ้องจำเลย ๗ คน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.๔๑๓๗/๒๕๕๕ ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วไม่รับฟ้อง ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จำเลยที่ ๒ เนื่องจากเห็นว่า ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นอธิการบดี (ในขณะนั้น) มีหน้าที่บริหารงานและกำกับดูแลคณะ/สำนักและหน่วยงานทั้งหมดของสถาบัน เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินงานของคณะนิติศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิการบดี จึงไม่รับฟ้อง

นักศึกษาผู้นั้นได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วก็มีคำสั่งไม่รับฟ้องเช่นกัน นักศึกษาผู้นั้นได้ฎีกาต่อศาลฎีกาให้รับฟ้องศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ในช่วงระหว่างฎีกาได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางขึ้น จึงได้โอนคดีมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

๖. ในระหว่างนั้นนักศึกษาผู้นั้นได้ฟ้อง ทคอ.การศึกษา ผู้บริหารคณะนิติศาสตร์ กรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายและการจัดการ และกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เป็นจำเลยทั้งหมด ๒๐ คน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๗๐๖/๒๕๕๗ ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลางขึ้น จึงได้โอนคดีนี้มาที่ศาลอาญาคดีทุจริต และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้รับฟ้องโดยให้รวมคดีทั้ง ๒ เข้าด้วยกัน 

๗. เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ ศาลได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ (ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์) กับจำเลยที่ ๓ (ศาสตราจารย์ บรรเจิด สิงคะเนติ) มีความผิด”ให้รอการกำหนดโทษเป็นระยะเวลา ๓ ปี “ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

ประเด็นของอธิการบดีที่น่าศึกษาคือ อธิการบดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการการศึกษา(ทคอ.)ที่ยืนยันว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มิชอบขัดต่อระเบียบมีความผิดทั้งๆที่อธิการบดีใช้อำนาจตามระเบียบของราชการมิได้ใช้อำนาจโดยพลการ

ด้วยความเคารพต่อศาล แต่จำเลยทั้ง 2ยังสามารถใช้สิทธ์ในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้ โดยอธิการบดีเชื่อมั่นว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะยืนยันความบริสุทธ์ได้ในชั้นอุทธรณ์


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2560    
Last Update : 16 ตุลาคม 2560 6:01:49 น.
Counter : 69 Pageviews.  

โปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ ณ อยุธย



รายงานจากราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 ต.ค.2560 เผยแพร่ประกาศเรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา

 

รายงานจากราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 ต.ค.2560 เผยแพร่ประกาศเรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ระบุว่า 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ณอยุธยา

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมพุทธศักราช 2560 

ประกาศณวันที่ 13 ตุลาคมพุทธศักราช 2560 เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2560    
Last Update : 14 ตุลาคม 2560 13:43:26 น.
Counter : 147 Pageviews.  

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต รัชกาลที่ 9



เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดสด พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

 

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาเวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงวางพวงมาลาส่วนพระองค์ และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ชาวพนักงานมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ และสวดคาถาพิเศษ “ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะ ปัตติทานคาถา"จบ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ที่จะถวายพระธรรมเทศนาและสวดธรรมคาถาขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่งจบ พระสงฆ์ 4 รูปสวดธรรมคาถาแล้วทรงประเคนเครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ ทั้งสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่แท่น เตียงพระสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2560    
Last Update : 14 ตุลาคม 2560 10:52:08 น.
Counter : 34 Pageviews.  

ทช.ห้ามสูบบุหรี่ นำร่อง 20 ชายหาดดัง



กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ออกมาตรการห้ามสูบบุหรี่บนชายหาด นำร่อง 20 หาดดัง เริ่ม พ.ย.นี้ หลังพบก้นบุหรี่กว่าแสนมวนเกลื่อนหาด

 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทช.เตรียมออกระเบียบห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณชายหาด นำร่อง 20 หาด หลังเก็บก้นบุหรี่ตลอดแนวบริเวณชายหาดป่าตองแค่ 2.5 กิโลเมตร ได้จำนวน 1.3 แสนมวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก เช่น หาดแม่พิมพ์ หาดแหลมสิงห์ หาดบางแสน หาดชะอำ หาดเขาตะเกียบหาดบ่อผุด (เกาะสมุย) หาดทรายรี หาดป่าตอง .ภูเก็ต หาดเกาะไข่นอก และเกาะไข่ใน .พังงา หาดหัวหิน .ประจวบคีรีขันธ์ หาดพัทยา หาดจอมเทียน .ชลบุรี หาดสมิหรา .สงขลา เป็นต้น เริ่ม .. ก่อนที่ในอนาคตจะประกาศเต็มรูปแบบทั่วทุกหาด ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2560    
Last Update : 14 ตุลาคม 2560 5:42:52 น.
Counter : 67 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.