ลงนามยุคกำธร! โชว์ใบอนุญาต บ.กระทิงแดงใช้ที่ดินห้วยเม็กขยายรง.หลัง'ประยุทธ์' สั่งสอบ



"...การอนุญาตให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ที่ดินสาธารณะห้วยเม็ก ...เกิดขึ้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2559 ตามข้อมูลในใบอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เลขที่ 3/2559 จัดทำขึ้นที่ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ลงนามโดย นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในฐานะผู้อนุญาต ในขณะนั้น (ปัจจุบัน นายกำธร เสียชีวิตแล้ว) ระบุว่า เพื่อประกอบกิจการในที่ดินของรัฐ แปลงห้วยเม็กสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา กำหนดระยะเวลาตามใบอนุญาตเป็นเวลา 5 ปี สิ้นสุด วันที่ 10 ก.ค.2564..."

 

"เพิ่งรู้เหมือนกันว่าเป็นบริษัทในเครือกระทิงแดง ได้ถาม พล..อนุพงษ์ เผ่าจินดารมว.มหาดไทยแล้ว ก็ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะเป็นการทำงานปกติ เริ่มมาจากท้องถิ่น อำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอขึ้นมา เพื่อขอใช้พื้นที่ดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงว่าไม่มีข้อมูลแนบท้ายมาให้พิจารณาว่ากรณีดังกล่าวมีปัญหาหรือไม่ และไม่รู้ว่าเป็นลูกหลานใครดังนั้นอย่าเอามาเป็นประเด็นเกี่ยวข้องกัน กระทรวงมหาดไทยกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่"

"มีกี่คนที่ร้องเรียนมา และทำประชาพิจารณ์เท่าไหร่ กว่า 16 ล้านเสียง จะร้องเรียนกี่คนเดี๋ยวกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ใช่ว่ามีข่าวอย่างนี้ออกมา แล้วทั้งหมดจะล้มเหลวประชาพิจารณ์ไม่ถูกต้อง ทำงานอย่างนี้ก็ตายเหมือนกัน ต้องไปดูใครผิดใครถูก ถ้าผิดจริงก็ตัดคนเหล่านี้ออกไป ไม่ใช่ว่าถูกสวมสิทธิทั้งหมดเมื่อไหร่ คิดแบบนี้ ไม่เช่นนั้นทำงานไม่ได้"

คือ คำยืนยันล่าสุด ของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อกรณีสภาองค์กรชุมชน ตำบลบ้านดง ล่าลายชื่อทำหนังสือถึง พล..ประยุทธ์จันทร์โอชา เพื่อขอคัดค้านการที่ พล..อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งอนุมัติให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ที่ดินสาธารณะห้วยเม็ก ในเขตหมู่ 6ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เพื่อขยายโรงงานประกอบกิจการเครื่องดื่ม

ขณะที่ พล..อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า ตามหลักเกณฑ์การขอใช้พื้นที่สาธารณะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน เอกชน หรือหน่วยงานราชการ แต่หากทำผิดเงื่อนไขเพิกถอนได้ทันที แต่กรณีนี้ยืนยันว่าทำถูกต้องทั้งหมด ถ้าไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย เจ้าหน้าที่ส่วนใดดำเนินการต้องรับโทษทั้งสิ้น

"จากการตรวจสอบน่าจะจริงตามที่ประชาชนแสดงความไม่เห็นด้วย แต่เอกสารกรมที่ดินยืนยันว่า ไม่มีเอกสารที่ไม่เกี่ยวกับความไม่เห็นด้วยของประชาชน วันนี้รองอธิบดีกรมที่ดินได้ตรวจสอบข้อมูลว่า ทำไมถึงไม่มีเอกสารที่ประชาชนไม่เห็นด้วย ดังนั้นต้องตรวจสอบทั้งหมด ตั้งแต่ระดับจังหวัด รวมถึงคณะกรรมการทั้งหมดได้รู้เรื่องนี้หรือไม่"

“ผมยืนยันว่าถ้าคนไม่เห็นด้วยแม้แต่คนเดียวก็ไม่ให้แล้ว เพราะมันเป็นที่สาธารณะร่วมกันทำไมถึงไม่มีเอกสารมา ก็ต้องตรวจสอบทั้งหมด เมื่อยืนยันได้ว่ามีประชาชนไม่เห็นด้วย จะดำเนินการเพิกถอนคำสั่งทันที เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อน ก็มีเหตุให้ยกเลิกคำสั่ง และต้องหาคนทำผิดให้ได้ แปลกเหมือนกันจังหวัดไม่ได้ใหญ่โต แต่ทำไมคนไม่เห็นด้วยนั้นมี แต่เอกสารที่ส่งขึ้นมาบอกว่าประชาชนเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ เป็นเรื่องหนึ่งที่สงสัย เอกสารร้องเรียนไม่มีขึ้นมา” 

"ให้ผู้เกี่ยวข้องลงไปหาข้อเท็จจริงอยู่ แต่การอนุมัติเป็นไปตามกฎหมาย เป็นคำสั่งทางปกครอง การยกเลิกต้องอยู่บนกฎหมาย เช่น ตรวจสอบแล้วมีคนได้รับผลกระทบยืนยัน เป็นต้น แต่ตนทำไม่ถึง 90 วันสั่งไปภายใน 15 วัน ต้องเสร็จ ถ้าทราบว่ามีการใช้เอกสารไม่ครบส่งขึ้นมา จะเพิกถอนเลย

ไม่ว่าผลการตรวจสอบกรณีนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร

แต่ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวในจังหวัดขอนแก่นว่า การอนุญาตให้ บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ใช้ที่ดินสาธารณะห้วยเม็ก ในเขตหมู่ 6ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เพื่อขยายโรงงานประกอบกิจการเครื่องดื่มดังกล่าว เกิดขึ้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 ..2559 ตามข้อมูลในใบอนุญาตตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเลขที่ 3/2559 จัดทำขึ้นที่ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น ระหว่าง บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับการอนุญาต กับจังหวัดขอนแก่น ลงนามโดย นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในฐานะผู้อนุญาต ในขณะนั้น (ปัจจุบัน นายกำธร เสียชีวิตแล้ว)

ทั้งนี้ ในใบอนุญาตดังกล่าว ระบุว่า เพื่อประกอบกิจการในที่ดินของรัฐ แปลงห้วยเม็กสาธารณประโยชน์

เนื้อที่ประมาณ 31 ไร่ 2 งาน 63 ตารางวา

กำหนดระยะเวลาตามใบอนุญาตเป็นเวลา 5 ปี สิ้นสุด วันที่ 10 ..2564

ขณะที่ข้อมูลในฝั่งของชาวบ้าน ยืนยันว่า

1. พื้นที่บริเวณนั้น เป็นพื้นที่ป่าสาธารณะ ควรเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

2. การอนุมัติของกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาตตามมาตรา 9 ของประมวลกฎหมายที่ดิน ..2543 ข้อ 22 (2) โดยให้เหตผลว่าที่แปลงสาธารณะประโยชน์แปลงดังกล่าว “..ปัจจุบันมีสภาพแห้งแล้งไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติราษฎรไม่ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว และไม่ได้เป็นพื้นที่รับน้ำในฤดูฝนแต่อย่างใด..” และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ราษฎรในพื้นที่ สภา อบต. พิจารณาแล้วเห็นควรอนุมัติกับได้มีการประกาศการขออนุญาตใช้ที่ดินแล้ว “ไม่มีผู้ใด” คัดค้าน

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยืนยันว่าพื้นที่บริเวณนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นสภาพแห้งแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามที่ระบุ

เพราะป่าห้วยเม็กเป็นที่ที่ชาวบ้านอนุรักษ์ไว้เป็นป่าของชุมชน กำหนดกติกาการใช้ประโยชน์เก็บหาของป่า อยู่ในเขตหมู่บ้านหนองแต้ . 6 .บ้านดง .อุบลรัตน์ .ขอนแก่น เป็นทางน้ำผ่านตามธรรมชาติ เชื่อมกับห้วยทรายไปลงน้ำพอง ห่างจากสปริงเวย์ของเขื่อนอุบลรัตน์ประมาณ 1กิโลเมตร

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังระบุด้วยว่า เป็นการอนุญาตเกินกำหนดในระเบียบ มท.เกี่ยวกับการใช้ที่ นสล. ข้อ23 (3) ที่ในแต่ละจังหวัดอนุญาตให้ได้รายละไม่เกิน 10 ไร่ เว้นมีเหตุสมควร ซึ่งหนังสือ มท. ให้เหตุผลว่า"...ที่สาธารณะห้วยเม็กอยู่กึ่งกลางในเขตประกอบการอุตสาหกรรมของบริษัทฯ และบริษัทฯ มีความจำเป็นต้องขยายกิจการและก่อสร้างอาคารโรงงานเพื่อประกอบการอุตสาหกรรม.."

และยังมีข้อมูลระบุว่า บริษัทได้เข้าไปซื้อที่ดินบริเวณโดยรอบป่าชุมชุนตั้งแต่ช่วงปี 2555 ก่อนจะมาขอใช้ที่ดินเพื่อขยายโรงงานช่วงปี 2558 แต่ก็ถูกชาวบ้านคัดค้านมาโดยตลอด ซึ่งเป็นเรื่องคาราคาซังเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูลจาก เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน)  

ขณะที่ข้อมูลในฝั่งของจังหวัดขอนแก่น ล่าสุด นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์สำนักข่าวอิศรา ยืนยันว่า

1. เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่าการทำเรื่องขออนุมัติใช้ที่ดินดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอน

2. ส่วนการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านของชาวบ้าน ที่ผ่านมามีการร้องเรียนเข้ามาที่จังหวัดอยู่ตลอด จังหวัดก็รับเรื่องมาตรวจสอบทุกครั้ง แต่มีข้อมูลหลายส่วนของชาวบ้านมีลักษณะคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงเอาพื้นที่คนละส่วนมาปะปนกัน จนทำให้เกิดความสับสน ซึ่งขณะนี้ทางจังหวัดอยู่ระหว่างการเรียกดูเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร หากพบว่ามีเอกสารที่ถูกปลอมแปลงจะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

พร้อมระบุว่า "ที่ชาวบ้านออกมาบอกว่าคัดค้านไม่เอาด้วย มีกี่คนกี่กลุ่ม เพราะในหลักการการทำประชาคม ถ้าชาวบ้านเสียงส่วนใหญ่กว่า 90% เห็นด้วย มากกว่าชาวบ้านเสียงส่วนน้อยที่มีประมาณ 10% จากนั้นคนเสียงส่วนน้อยก็ออกมาบอกว่าไม่เอาด้วยกับเสียงคนส่วนใหญ่ แบบนี้มันเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่"  

หากเปรียบเทียบข้อมูลทั้งสองฝั่งจะพบว่า มีความแตกต่างกันใน 2 ประเด็น หลัก คือ

1. กระบวนขั้นตอนการทำเรื่องขออนุญาต สภาพพื้นที่จริงๆ ของป่าสาธารณะแปลงนี้ รวมถึงขนาด เข้าเงื่อนไขตามระเบียบและความจำเป็นในการขออนุญาตหรือไม่

2. การทำกระบวนการประชาคมของชาวบ้านในพื้นที่ มีความถูกต้อง ตามหลักวิธีการปฏิบัติหรือไม่ สถานะของชาวบ้าน ที่ลงนามสนับสนุนเป็นใครมาจากไหน? มีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่? มีเหตุผลปัจจัยอะไรที่ทำให้ต้องสนับสนุนไม่คัดค้าน

ทั้ง 2 ประเด็นนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบทำความจริงให้กระจ่างชัด เพื่อจะได้รับรู้รับทราบว่า ข้อมูลของชาวบ้าน หรือหน่วยงานรัฐ ใครเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูกกันแน่?  

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ ข้อกล่าวอ้างที่ว่า บริษัทฯ ได้เข้าไปซื้อที่ดินบริเวณโดยรอบป่าชุมชุนตั้งแต่ช่วงปี 2555 ก่อนจะมาขอใช้ที่ดินเพื่อขยายโรงงานช่วงปี 2558  

เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ ต่อกรณีนี้ ว่าเป็นอย่างไรกันแน่

ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมแก่บริษัทฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นนี้ เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาเรื่องนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย

ขณะที่ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า นับตั้งแต่บริษัทฯ จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2554 จนถึงปัจจุบัน ข้อมูลในส่วนของตัวเลขอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของบริษัทที่แจ้งไว้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจ มีลักษณะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปี 2554 แจ้งว่า มีสินทรัพย์ อุปกรณ์ - สุทธิ 2,317,504.46 บาท

ปี  2555 แจ้งว่า มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 63,734,738.90 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อุปกรณ์1,813,991.64 บาท

ปี  2556 แจ้งว่า มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 188,494,425.55 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อุปกรณ์1,962,172.23 บาท

ปี 2557 แจ้งว่า มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 209,240,116.79 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อุปกรณ์1,600,560.32 บาท

ปี 2558 แจ้งว่า มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 219,213,914.81 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ - สุทธิ916,862.11 บาท

ปี 2559 แจ้งว่า มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 248,616,942.54 บาท ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ - สุทธิ428,938.53 บาท

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนของบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างที่ว่าบริษัทฯ ได้เข้าไปซื้อที่ดินบริเวณโดยรอบป่าชุมชุนตั้งแต่ช่วงปี 2555 ด้วยหรือไม่

แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบพบ ก็พอจะชี้ให้เห็นถึงแนวทางและแนวโน้มการทำธุรกิจของบริษัทฯ ได้ชัดเจนในระดับหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูลสำคัญที่สำนักข่าวอิศรา ประมวลมาให้สาธารณชนได้รับทราบ เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ เพื่อทำความจริงให้กระจ่างชัด

ภายใต้จุดยืนเดิม คือ หากกระบวนการขั้นตอนมีปัญหาในทางปฏิบัติเกิดขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหาทางแก้ไขปัญหาโดยด่วน คือ ยกเลิกคำสั่งอนุมัติการใช้ที่ดิน เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะดังกล่าว กลับไปให้ชาวบ้านซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่เคยเป็นมาในอดีต

และหากปรากฎหลักฐานชัด ว่าในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ ให้กับเอกชน ก็สมควรที่จะต้องถูกลงโทษทางวินัยกฎหมาย เพื่อหยุดยั่งไม่ให้ปัญหารูปแบบนี้ ขยายตัวไปยังจุดอื่นได้อีก (หรือจริงๆ ทำอยู่ปกติแล้วในหลายพื้นที่ เพียงแต่ยังไม่ถูกเปิดเผยเป็นข่าวออกมา

แต่ถ้าหากผลการตรวจสอบพบว่า กระบวนการขออนุญาตใช้ที่ดินดังกล่าว เป็นไปด้วยความโปร่งใส ทำถูกต้องตามขั้นตอน ชี้แจงข้อเท็จจริงทุกอย่างได้ชัดเจน

บริษัทฯ ก็สมควรที่จะได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐ ในการประกอบกิจการ เช่นกัน!


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 18 กันยายน 2560    
Last Update : 18 กันยายน 2560 7:06:11 น.
Counter : 79 Pageviews.  

'เรือเหาะ' หมดอายุใช้งานแล้ว 'ผบ.ทบ.' รับ ปิดฉากไม่ซื้ออีก ส่วนรถลากให้ประมูลขาย



'ผบ.ทบ.' บอก เรือเหาะ หมดอายุใช้งาน เตรียมถอดกล้องตรวจการณ์ติดอากาศยานแทน พร้อมไฟเขียว ขส.ทบ.หากนำรถลากจูงประมูลขายทอดตลาด

 

วันที่14 กันยายน ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก พล..เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการนำประเด็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรือเหาะที่ประจำการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ตนยังไม่ทราบ ส่วนการใช้งานนั้น ตัวเรือเหาะ เป็นบอลลูนครบอายุการใช้งานแล้ว เพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ ดังนั้นจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งาน อาจจะนำไปติดอากาศยาน ซึ่งทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กำลังดำเนินการอยู่ แต่ตัวบอลลูนหมดอายุการใช้งาน การจะให้คนขึ้นไปอยู่บนนั้นเสี่ยงอันตราย ดังนั้นจึงให้ระงับการใช้งานไว้ก่อน

“อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งานเพราะตัวที่มีราคาแพงและใช้ประโยชน์ได้คือกล้อง ผมยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อตัวบอลลูนใหม่ แต่ดูแลส่วนประกอบที่เป็นกล้อง มาปรับรูปแบบการใช้งานเพราะมีราคาแพง และ ถือเป็นหัวใจของกระบวนการในการค้นหา นำไปประยุกต์ใช้กับอากาศยาน ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองทำอยู่“ ผบ.ทบ. กล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าแบบนี้ถือว่าปิดฉากการใช้เรือเหาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช่หรือไม่พล..เฉลิมชัย กล่าวว่า “ใช่ แต่ส่วนประกอบอื่นก็สามารถนำไปใช้กับอากาศยานได้ ส่วนรถลากเรือเหาะที่มีข่าวว่าจะมีการนำไปประมูลขายทอดตลาดนั้น อยู่ในขั้นตอนที่ของกรมขนส่งทหารบก เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป เพราะทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานก็จะเกิดความเสียหาย

เมื่อถามอีกว่า จะเรียกว่า เรือเหี่ยว ได้หรือไม่ ผบ.ทบ. กล่าวว่า ที่ผ่านมาใช้ได้ สมัยที่ตนลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2554 เรือเหาะตรวจการณ์สามารถใช้งานได้อยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ กองทัพบกซื้อเรือเหาะ และระบบตรวจการณ์ ราคา 350 ล้านบาท เป็นตัวเรือเหาะ 260 ล้านบาท กล้องตรวจการณ์ และระบบภาคพื้น รถต่างๆ 70 ล้านบาท โดยเข้าประจำการเมื่อปี2552 แต่ต่อมาเกิดปัญหารั่ว และต้องเติมก๊าซฮีเลี่ยม มีราคาแพง จนต้องจอดเก็บในโรงจอด ที่กองพลทหารราบที่ 15 ( พล .15) . หนองจิก .ปัตตานี. จนในยุค พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.ได้จ้าง บริษัท มาดูแลรักษาซ่อมบำรุง ปีละ 50 ล้านบาท และได้นำออกมาบินตรวจการณ์ บ้าง แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด จนที่สุดก็ต้องจอดเก็บไว้ จนหมดอายุ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 กันยายน 2560    
Last Update : 14 กันยายน 2560 19:13:26 น.
Counter : 96 Pageviews.  

'ดีอี'เตือนใช้บลูทูธระวัง 'บลูบอร์น'เจาะข้อมูล



กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกโรงเตือนผู้ใช้งานบลูทูธ เฝ้าระวัง'บลูบอร์น' จ้องโจมตีผู้สมาร์ทโฟน-คอมพิวเตอร์พีซี-หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธ

 

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 12 ..ที่ผ่านมา กระทรวงได้รับรายงานกรณีของ บลูบอร์น (Blue borne) ซึ่งจะอาศัยช่องโหว่ที่มีบนบลูทูธเพื่อโจมตีผู้ใช้งาน ทั้งในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์พีซี หรืออุปกรณ์ชนิดต่างๆ ที่มีการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธ แม้ยังไม่ได้รับรายงานการถูกโจมตีทั้งในประเทศ และต่างประเทศแต่ก็ต้องเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง หยุดการใช้บลูทูธในช่วงนี้ลงก่อน และขอแนะนำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์ในระบบไอโอเอส อัพเดตเป็นเวอร์ชั่น 10 และผู้ใช้งานในระบบแอนดรอยด์ให้ปิดการใช้งานบลูทูธก่อนระยะหนึ่ง โดยกระทรวงจะแถลงการณ์ความคืบหน้าผ่านเว็บไซต์อีกครั้ง


ทั้งนี้ เร่งเสนอจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ แก่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะผ่านมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.)และจัดตั้งได้ภายในเดือน ..นี้ โดยจะมีคณะกรรมการขำนวน 30 คน ซึ่งเตรียมเชิญนายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทหลัก 3 ด้าน คือ 1.วางยุทธศาสตร์นโยบายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์2.เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และ3.ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ


"
คณะกรรมการเตรียมการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ ซึ่งจะเข้ามาดูแลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยตรง เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญในยุคดิจิทัล ที่ต้องเผชิญกับการโจมตีด้านไซเบอร์ตลอดเวลา" รมว.กระทรวงดีอี กล่าว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 13 กันยายน 2560    
Last Update : 13 กันยายน 2560 22:16:39 น.
Counter : 157 Pageviews.  

ขายรถยนต์ไฟฟ้า คันละ 3 แสนปีหน้า



เวิลด์เอนเนอร์จีฯลงทุน 2.58 หมื่นล้าน ตั้งโรงประกอบรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แย้มขายรถยนต์ไฟฟ้า 3 แสน ปี 2561

 

นายรัฐกฤช เนติรฐนนท์กุล ประธานบริษัท เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้เงินลงทุนกว่า2.58 หมื่นล้านบาท (760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อตั้งโรงงานประกอบยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งเป็นลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 600 ล้านดอลลาร์ กำลังการผลิต 1 หมื่นคัน/ปี คาดจะเริ่มผลิตใน2 ปี เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับบริษัท อินเตอร์แพลน ประเทศไนจีเรีย และลงทุนประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 160 ล้านดอลลาร์ กำลังการผลิต 6 หมื่นคัน/ปี เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับบริษัทเบนหลิง ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน คาดว่าผลิตได้ต้นปี 2561

สำหรับแผนธุรกิจจะผลิตจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “อีท่า” (ETA) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ 1,000 คัน ภายในปี 2561 โดยจะนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายก่อน และปี 2562 ตั้งเป้าโต 30% ตั้งราคาขายราคาเริ่มต้น 3 แสนบาท/คัน และหากโรงงานเสร็จคาดว่าจะลดราคาลง 5-10%พร้อมหวังยอดขายโต 40-50%

ขณะที่ตั้งเป้ายอดขายรถจักรยานยนต์ 1 หมื่นคัน ภายในปี 2561 และเพิ่มเป็น 6 หมื่นคัน ภายใน 5 ปีจากนี้โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 4 หมื่นบาท/คัน บริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดรถจักรยานยนต์ไว้ที่ 3% จากตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศ 2 ล้านคัน

“บริษัทเชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะมีทิศทางการเติบโตที่รวดเร็วตามแผนการสนับสนุนของรัฐบาล ซึ่งบริษัทมองว่าภายใน 3 ปี จะสามารถคืนทุนได้ โดยบริษัทใช้ฐานการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยมุ่งเน้นให้เป็นโปรดักต์ ออฟ ไทยแลนด์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการพัฒนาโดยฝีมือคนไทย” นายรัฐกฤช กล่าว

ด้านแผนขยายผู้แทนจำหน่ายจะตั้งผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อยู่ที่ 23 แห่ง และผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ 83 แห่ง ภายในปี 2561 พร้อมทั้งมีแผนส่งออกรถยนต์ละรถจักรยานยนต์ในสัดส่วน 60%ของกำลังการผลิตไปประเทศไนจีเรีย อินเดีย เอธิโอเปีย ภายหลังสร้างโรงงานเสร็จ ส่วนแผน 3 ปีจะเพิ่มรุ่นรถยนต์นั่งไฟฟ้าขนาดกลางเพื่อขยายตลาดตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทจะใช้เงินลงทุน 300 ล้านบาท ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 500 แห่งภายในปี 2561และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 แห่ง ภายในปี 2565 โดยเน้นขยายในพื้นที่ศูนย์ราชการ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล เป็นต้น

นายรัฐกฤช กล่าวว่า ถึงแม้มาตรการด้านข้อกำหนดยังไม่ชัดเจน แต่บริษัทมั่นใจว่ารัฐบาลจะคงเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน พร้อมทั้งการตอบรับของผู้บริโภคและภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 12 กันยายน 2560    
Last Update : 12 กันยายน 2560 3:14:10 น.
Counter : 209 Pageviews.  

ปชช.75% ชี้ 'ยิ่งลักษณ์' หนี คาดเพื่อไทยโอกาสน้อยตั้งรัฐบาล



สำรวจปชช.กว่า 75% ชี้ 'ยิ่งลักษณ์' หนี มองพรรคเพื่อไทยโอกาสน้อยตั้งรัฐบาล เผยอีก 71% รู้สึกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นอีกทางเลือก

 

วันที่ 9 .. สวนดุสิตโพล โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,187 คน ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-8 .. ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็น ต่อกรณีน..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มาฟังคำตัดสินคดีจำนำข้าว และมีกระแสว่าหลบหนีออกนอกประเทศ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นดังกล่าวในวงกว้าง ตลอดจนกระทบต่อสถานการณ์ภาพรวมของการเมืองไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่น

ต่อคำถาม ว่า ประชาชนคิดว่าสถานการณ์การเมืองไทยหลังจากน..ยิ่งลักษณ์หนี ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล เป็นอย่างไร โดยอันดับ 1 เห็นว่าต้องรอดูอนาคตการเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป คิดเป็น77.34% อันดับ 2 เห็นว่าทุกพรรคทุกฝ่ายออกมาแสดงความเห็น เคลื่อนไหวมากขึ้น คิดเป็น 72.54 %อันดับ 3 เห็นว่ายังมีคลื่นใต้น้ำ มีความขัดแย้งแบ่งพรรคแบ่งพวก คิดเป็น 66.64 % อันดับ4 เห็นว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นการเล่นเกมการเมือง คิดเป็น 65.37 % และอันดับ 5 เห็นว่า รอให้มีการจัดเลือกตั้ง ประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง คิดเป็น 50.80%

สำหรับคำถามที่ 2 จากกรณี ..ยิ่งลักษณ์หนี ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล มีผลกระทบต่อการเมืองไทยในภาพรวมอย่างไรบ้าง ผลสำรวจพบว่า ในแง่ผลกระทบด้านดี อันดับ 1 เห็นว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงคิดเป็น 82.31 % อันดับ 2 ลดการปะทะ คิดเป็น 70.35% อันดับ 3 สถานการณ์ทางการเมืองเย็นลง ไม่ตึงเครียด คิดเป็น 68.41% อันดับ 4 พรรคการเมืองอื่นๆ มีโอกาสมากขึ้น คิดเป็น 66.13 % และอันดับ 5รัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น คิดเป็น 53.66 % ในส่วนของผลกระทบด้านลบ อันดับ 1 มองว่า ประเทศเสียชื่อเสียง การเมืองเสียหาย คิดเป็น 79.44 % อันดับ 2 รัฐบาลถูกจับตามอง โดนจ้องจับผิด คิดเป็น72.45 % อันดับ 3 ไม่เป็นประชาธิปไตย สองมาตรฐาน คิดเป็น 69.33 % อันดับ 4 นักการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ คิดเป็น 64.95 % และอันดับ 5 ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น คิดเป็น 61.50 %

จากกรณีน..ยิ่งลักษณ์หนีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองอื่น อย่างไรบ้าง โดยผลสำรวจระบุว่า ในส่วนของผลกระทบที่มีต่อพรรคเพื่อไทย อันดับ 1 มองว่าพรรคเพื่อไทยต้องหาผู้นำใหม่ หรือเปลี่ยนแกนนำ คิดเป็น 80.88 % อันดับ2 มองว่า พรรคเพื่อไทยจะหาเสียงลำบาก โอกาสตั้งรัฐบาลน้อย คิดเป็น 75.40 % อันดับ 3 มองว่าเกิดการแบ่งกลุ่มภายในพรรคเพื่อไทย คิดเป็น 70.18 % อันดับ 4 เห็นว่า อาจมีผลต่อคะแนนนิยมและฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย คิดเป็น 60.40 % และอันดับ 5 เห็นว่า พรรคเพื่อไทยต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ คิดเป็น58.80 %

สำหรับผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่น จากกรณีที่น..ยิ่งลักษณ์หนีไม่มาฟังคำพิพากษา อันดับ 1 มองว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่น เป็นอีกทางเลือกให้กับประชาชน คิดเป็น 71.10 %อันดับ 2 มองว่าการหลบหนีของน..ยิ่งลักษณ์เป็นคดีตัวอย่าง ทำให้พรรคการเมืองอื่นไม่กล้ากระทำผิดคิดเป็น 67.73 % อันดับ 3 มองว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางในการหาเสียง คิดเป็น 63.86 % อันดับ 4 เห็นว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่นต้องปรับตัว สร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น คิดเป็น 51.31 % และอันดับ 5 มองว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่นมีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้น คิดเป็น48.10%


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 11 กันยายน 2560    
Last Update : 11 กันยายน 2560 0:36:45 น.
Counter : 61 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.