26 ตุลาคม สวีเดนจัดพิธีถวายพระเกียรติสูงสุดในหลวง รัชกาลที่ 9 ในฐานะอัศวินแห่งสวีเดน



สวีเดนจัดพิธีถวายพระเกียรติสูงสุดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะทรงเป็น Knight of the Swedish Royal Order of the Seraphim ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดของประเทศสวีเดน ในวันสำคัญที่สุด 26 ตุลาคมนี้

 

เนื่องด้วยราชสัมพันธไมตรีระหว่างราชอาณาจักรสวีเดนกับราชวงศ์จักรีที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่รัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จวบจนถึงปัจจุบัน เมื่อครั้งงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครองราชย์ครบ 60 ปีในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟแห่งสวีเดน เสด็จพระราชดำเนินในฐานะพระราชอาคันตุกะร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีด้วย

ครั้นเมื่อเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559  ราชวงศ์สวีเดนเองก็ส่งพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย   และในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งตรงกับวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ  ทางประเทศสวีเดนจะจัดพิธีถวายพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  ในฐานะที่ทรงเป็นอัศวินแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์มหาเทวาแห่งสวีเดน (Knight of the Order of the Seraphim) ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดของสวีเดน ซึ่งได้รับการถวายตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2493 และเมื่อสมาชิกของเครื่องราชอิสริยาภรณ์สวรรคตหรือสิ้นพระชนม์แล้ว ราชสำนักสวีเดนจะมีการจัดพิธีถวายพระเกียรติยศตามพระราชประเพณี

ในฐานะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นอัศวินแห่งราชวงศ์สวีเดน (Knight of the Swedish Royal Order of the Seraphim) ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของประเทศสวีเดน มาตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2493นั้น

ทางประเทศสวีเดนจะจัดพิธีถวายพระเกียรติขั้นสูงสุด ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 โดยกองทหารเกียรติยศจาก Royal Honor Guard ที่พระบรมมหาราชวังกรุงสตอกโฮล์ม จะอัญเชิญตราประจำพระองค์ "Coat of Arms" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ประทับอยู่ที่พระบรมมหาราชวังในกรุงสตอกโฮล์ม เสด็จพระราชดำเนินไปยังโบสถ์ Riddarholmen ซึ่งเป็นสถานที่เก็บพระศพของราชวงศ์สวีเดนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1632 (พ.ศ.2175) ในเวลา 11.55 น. ตามเวลาที่ Stockholm

จากนั้นในเวลา 12.00น. ถึง 13.00 น. ตามเวลาที่ Stockholm จะมีพิธีพิเศษในโบสถ์ ที่เรียกว่า "Serafimerringningen" และนอกเหนือจากการจัดพิธีในโบสถ์แล้ว ระฆังของโบสถ์ดังอยู่ตลอดเวลาในช่วงระหว่างพิธีฯ จากนั้น จะได้นำตราประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประทับไว้ที่โบสถ์นี้ตลอดไป

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2560    
Last Update : 13 ตุลาคม 2560 13:36:51 น.
Counter : 80 Pageviews.  

แถลงการณ์ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร.) Police Watch ฉบับที่ 7/2560



เรื่อง ให้เร่งปฏิรูปตำรวจโดยให้อัยการตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีสำคัญ จำเป็น หรือเมื่อได้รับการร้องเรียนตั้งแต่เกิดเหตุ

 

ตามที่คณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ได้เห็นชอบในหลักการให้อัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนของตำรวจในคดีสำคัญ จำเป็น หรือเมื่อได้รับการร้องเรียนตั้งแต่เกิดเหตุ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูประบบงานสอบสวนให้สอดคล้องกับหลักสากลและเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้รัฐแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากการที่ตำรวจไม่ยอมสอบสวน หรือสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นธรรมนั้น

หลังจากมีมติของเสียงส่วนใหญ่ดังกล่าว กลับมีตำรวจผู้ใหญ่ที่เป็นเสียงส่วนน้อยออกมาให้ข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า อัยการไม่พร้อมที่จะสอบสวนร่วมกับตำรวจตลอด 24 ชั่วโมงนั้น

คป.ตร.เห็นว่า การกระทำในการให้ข่าวเช่นนี้ นอกจากจะเป็นพฤติกรรมที่ไร้มารยาทแล้ว ยังเป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อประชาชนเพื่อให้เกิดความสับสนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนี้ด้วย เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นเพียงการตรวจสอบหรือควบคุมการสอบสวนในคดีสำคัญที่จำเป็นหรือเมื่อมีการร้องเรียนเท่านั้น มิใช่การไปร่วมสอบสวนกับตำรวจแต่อย่างใด ซึ่งคดีที่จำเป็นต้องตรวจสอบเช่นนี้มีเกิดขึ้นไม่มากนัก ซึ่งไม่น่าจะเกิน 5 เปอร์เซ็นต์โดยเฉพาะในชนบท ทั้งนี้อัยการมีอำนาจสั่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเมื่อได้รับสำนวนจากตำรวจอยู่แล้ว เพียงแต่ปฏิรูปให้สั่งได้ตั้งแต่เกิดเหตุในคดีสำคัญ หรือ เมื่อมีการร้องเรียน เพื่อป้องกันการบิดเบือนพยานหลักฐาน

นอกจากนั้น การตรวจสอบก็สามารถกระทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีระบบไลน์ หรือหากเห็นว่าจำเป็นต้องไปดูที่เกิดเหตุ ก็อาจไปในวันที่สะดวกก็ได้ แม้กระทั่งจัดผู้ช่วยอัยการไปทำหน้าที่แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าว ซึ่งทางอัยการยืนยันว่ามีความพร้อมและสามารถปฏิบัติได้จริงผู้ที่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมสุจริตเที่ยงธรรมย่อมต้องสนับสนุนกับแนวทางดังกล่าว

คป.ตร.จึงขอให้ตำรวจผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยหยุดให้ข้อมูลเท็จสร้างความสับสนต่อสังคมดังกล่าวอันเป็นการกระทำที่ไม่ต้องการให้เกิดการปฏิรูประบบงานสอบสวนของชาติอันเป็นอำนาจที่ถูกผูกขาดและไร้การตรวจสอบสร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อประชาชนมาอย่างยาวนาน และขอให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ เร่งปฏิรูปงานสอบสวนตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้ระบบงานสอบสวนของชาติมีมาตรฐานสอดคล้องกับหลักสากล และเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศเป็นไปด้วยความสุจริตและมีประสิทธิภาพเป็นที่เชื่อถือของนานาชาติอย่างแท้จริง


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2560    
Last Update : 13 ตุลาคม 2560 8:51:04 น.
Counter : 83 Pageviews.  

‘สำนักพระราชวัง’ ชวนส่งภาพความทรงจำเหตุการณ์ ร.9 สวรรคต



‘สำนักพระราชวัง’ ชวนประชาชนทั่วโลก ส่งภาพความทรงจำเหตุการณ์ ร.9 สวรรคต บันทึกประวัติศาสตร์แห่งความจงรักภักดี ส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ มีความละเอียดภาพไม่เกิน 3 MB

 

เมื่อวันที่ 12 .. สำนักพระราชวัง แจ้งว่า ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการบันทึกภาพการเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ และการทำกิจกรรมจิตอาสาในด้านต่างๆ ที่ประชาชนมุ่งปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายพระราชกุศล ซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการประมวลภาพเหตุการณ์แห่งความทรงจำนับแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา

เพื่อรวบรวมไว้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความจงรัก ความภักดีและความศรัทธาของปวงเหล่าพสกนิกรที่มีต่อพระองค์ อันจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ โดยมีพระราชดำริให้มีการนำภาพที่จัดส่งมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดไป

สำนักพระราชวังขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก ร่วมส่งภาพแห่งความทรงจำและระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในมุมมองต่าง ที่ประชาชนได้บันทึกภาพไว้นับแต่วันเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม 2559 โดยสามารถจัดส่งภาพเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560  

และช่วงที่สอง หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

ทั้งนี้ สามารถส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ และมีความละเอียดของภาพไม่เกิน 3 MB (เม็กกะไบร์ท)โดยระบุชื่อและนามสกุลของผู้ถ่ายภาพ วัน เวลา และสถานที่ของภาพ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อและส่งมาที่

- e-mail : photoking9@mail.go.th ทางเว็บไซต์ https://photoking9.ohm.go.th 

หรือทางไปรษณีย์ ที่

- สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ 904 พระที่นั่งอัมพรสถาน ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิตกรุงเทพฯ 10300

- ฝ่ายทะเบียนกองกลาง อาคาร 601 สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิตกรุงเทพฯ 10300

- กองเผยแพร่พระราชกรณียกิจ สำนักพระราชวัง อาคารศาลาลูกขุนใน ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 

อนึ่ง ผู้ส่งภาพเข้าร่วมกิจกรรมยินดีให้ส่วนราชการในพระองค์นำภาพไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ได้

สามารถดูรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ https://photoking9.ohm.go.th และสอบถามที่ 02 - 220 - 7200 ต่อ3401 – 3407

ที่มาภาพ : ภาพข่าวรางวัลยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว ประจำปี 2559  ชื่อภาพ “คืนฝนตก” โดยนายปฏิภัทร จันทร์ทอง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2560    
Last Update : 13 ตุลาคม 2560 2:45:04 น.
Counter : 166 Pageviews.  

ธนาคารโลกชี้นโยบายย้ายถิ่นข้ามชาติภูมิภาคอาเซียนไม่เหมาะสม ขาดโอกาสได้แรงงานทักษะดี



อาเซียนต้องบริหารจัดการด้านแรงงานย้ายถิ่นให้ดีขึ้น พร้อมปรับนโยบายและหน่วยงานด้านการย้ายถิ่นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค ทั้งทางเศรษฐกิจและโครงสร้างของประชากร เพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศผู้รับและผู้ส่งแรงงาน พร้อมจูงใจแรงงานข้ามชาติที่มีประสิทธิภาพแต่ยากจนและด้อยโอกาส

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทวีปหนึ่งที่ประชากรมีการย้ายถิ่นข้ามประเทศมากที่สุดในโลก โดยการเคลื่อนย้ายประชากรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขณะที่การเคลื่อนย้ายประชากรในทวีปอื่นๆ ลดลง โดยในปี .. 2558 มีเงินส่งกลับประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นจำนวนถึง 62,000 ล้านบาท มูลค่าเงินส่งกลับประเทศต่อจีดีพีของฟิลิปปินส์คิดเป็นร้อยละ 10 เวียดนามคิดเป็นร้อยละ 7 เมียนมาคิดเป็นร้อยละ 5 และกัมพูชาคิดเป็นร้อยละ 3

รายงานจากธนาคารโลก เล่มล่าสุด การเคลื่อนย้ายสู่โอกาส การก้าวข้ามอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Migrating to Opportunity: Overcoming Barriers to Labor Mobility in Southeast Asia) ระบุว่า การย้ายถิ่นภายในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระหว่างปี .. 2538-2558 ส่งผลให้มาเลเซีย สิงคโปร์และไทย กลายเป็นศูนย์กลางของแรงงานย้ายถิ่นกว่า 6.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 96 ของจำนวนแรงงานย้ายถิ่นทั้งหมดในอาเซียน

ประเทศไทยมีสัดส่วนแรงงานย้ายถิ่นสูงถึง 55% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากเมียนมาและกัมพูชา ขณะที่มาเลเซียมีสัดส่วนแรงงานย้ายถิ่น 22% และสิงคโปร์มีสัดส่วนแรงงานย้ายถิ่น 19% ทั้งนี้ ประเทศไทยและมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาไม่กี่ประเทศที่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานจำนวนมาก

รูปแบบการเคลื่อนย้ายของแรงงานมีความซับซ้อน โดยประเทศผู้ส่งแรงงานย้ายถิ่นเข้าสู่อาเซียน คือ เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว และกัมพูชา ขณะที่ฟิลิปปินส์และเวียดนามกลับส่งแรงงานออกนอกกลุ่มประเทศอาเซียน

แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา ลาว และ เมียนมา ที่เข้าประเทศไทยมาทำงานด้านเกษตรกรรม งานบ้านงานก่อสร้าง และงานในภาคอุตสาหกรรม ส่วนแรงงานข้ามชาติจากอินโดนีเซียเข้าประเทศมาเลเซียไปทำงานเกษตรกรรมและงานบ้าน ในขณะที่แรงงานมาเลเซียจำนวนมากไปทำงานที่สิงคโปร์และเดินทางไปกลับทุกวันผ่านช่องแคบยะโฮร์

การอพยพประชากรในภูมิภาคนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเริ่มต้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อปี .. 2558 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายผู้ประกอบวิชาชีพและแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีภายในภูมิภาค

การเคลื่อนย้ายประชากรเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ความหลากหลายภายในภูมิภาค และปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำภายในภูมิภาคของอาเซียนอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคนี้รวยกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดมากถึง 25 เท่า และอายุมัธยฐานของประเทศที่อายุมากที่สุดนั้นสูงกว่าประเทศที่อายุน้อยที่สุดมากเกือบถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเริ่มประสบปัญหาแรงงานขาดแคลนแล้ว ในขณะที่บางประเทศประสบปัญหามีงานไม่เพียงพอที่จะรองรับประชากรในวัยทำงานที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยและเวียดนามจะประสบปัญหาแรงงานลดลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศไทย ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีแรงงานเพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปีข้างหน้า โดยความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปสงค์และอุปทานของแรงงานจะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้แรงงานมีการเคลื่อนย้ายภายในภูมิภาค เนื่องจากแรงงานได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมากหากอพยพไปทำงานในต่างประเทศ โดยระดับค่าแรงในประเทศรายได้สูงอย่างสิงคโปร์สูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียนอย่างน้อย 5 เท่า แรงงานกัมพูชาจะได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหากย้ายไปทำงานในประเทศไทย

แรงงานย้ายถิ่นในอาเซียนส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีทักษะต่ำและการศึกษาไม่สูง โดยเฉพาะจากประเทศผู้ส่งแรงงาน ซึ่งแรงงานที่การศึกษาไม่สูงนี้จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยในสัดส่วนสูงที่สุด

แรงงานย้ายถิ่นในอาเซียนที่ทักษะต่ำและมักไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียน ได้ย้ายถิ่นฐานเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะทำงานในภาคอุตสาหกรรม การเพาะปลูก และบริการในครัวเรือน ถึงแม้จะยังมีงานที่มีรายได้สูง แต่แรงงานมักไม่สามารถได้รับประโยชน์จากโอกาสที่ยังมีอยู่นี้ได้ แม้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้เริ่มขั้นตอนอำนวยการเคลื่อนย้ายแรงงานแล้วก็ตาม แต่กฎข้อบังคับยังคงครอบคลุมแค่กลุ่มวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นจำนวนรวมกันแค่ร้อยละ 5 ของจำนวนงานที่มีทั้งหมดในภูมิภาคนี้

ลดข้อจำกัดการย้ายถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต

รายงานการเคลื่อนย้ายไปสู่โอกาสแสดงให้เห็นว่ายังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่จะเกิดกับแรงงานข้ามชาติและครอบครัว รวมถึงประเทศผู้รับและผู้ส่งแรงงานข้ามชาติด้วย แต่ในภูมิภาคอาเซียนยังมีนโยบายด้านการย้ายถิ่นข้ามชาติที่ไม่เหมาะสม และองค์กรที่บริหารจัดการอย่างขาดประสิทธิภาพทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นได้ ปัญหาเกิดจากครัวเรือนยากจนเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก การขาดข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานสูง โดยสาเหตุหลักมาจากนโยบายด้านการย้ายถิ่นข้ามประเทศที่ไม่เปิดกว้าง และระบบบริหารจัดการการย้ายถิ่นที่ไม่มีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานที่มีศักยภาพแต่ยากจนและด้อยโอกาสไม่สามารถย้ายถิ่นข้ามประเทศได้ ทำให้แรงงานบางส่วนต้องใช้ช่องทางนอกระบบที่มีความเสี่ยงสูงแทนการย้ายถิ่นอย่างถูกต้องตามระบบซึ่งปลอดภัยกว่า

การลดข้อจำกัดในการย้ายถิ่นของแรงงานจะช่วยให้แรงงานมีสวัสดิการดีขึ้น และช่วยเร่งการรวมภาคเศรษฐกิจในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย

ดร.ชูเดียร์ แชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าวว่า “หากเลือกนโยบายที่ถูกต้องแล้ว ประเทศผู้ส่งออกแรงงานสามารถได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากแรงงานที่ย้ายไปทำงานนอกประเทศ ในขณะที่สามารถปกป้องแรงงานของตนที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ด้วย ในขณะที่ประเทศที่รับแรงงานย้ายถิ่น แรงงานที่ย้ายถิ่นจากประเทศอื่น สามารถช่วยลดภาวะการขาดแคลนแรงงานและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ยั่งยืน นโยบายที่ไม่เหมาะสมและหน่วยงานที่ด้อยประสิทธิภาพจะทำให้ภูมิภาคนี้พลาดโอกาสที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการย้ายถิ่นแรงงาน”

โดยภาพรวมแล้ว ขั้นตอนการย้ายถิ่นทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนยังจัดว่าเข้มงวด อุปสรรคในเรื่องขั้นตอนการจ้างงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนมาก การกำหนดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศ และนโยบายการจ้างงานที่เข้มงวดจำกัดทางเลือกในการจ้างงานและส่งผลกระทบต่อสวัสดิการ

การที่นโยบายมีข้อจำกัดเข้มงวดมากนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความคิดที่ว่าการที่มีแรงงานย้ายถิ่นหลั่งไหลเข้าประเทศนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบด้านลบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่รับแรงงานเหล่านี้

แต่การศึกษาของรายงานกลับมีข้อค้นพบที่ตรงกันข้ามกับความคิดนี้ โดยจากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองพบว่า ในมาเลเซียนั้น หากจ้างแรงงานย้ายถิ่นทักษะต่ำเข้าประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะเพิ่มจีดีพีที่แท้จริงของประเทศได้ร้อย 1.1 ในขณะที่ผลการวิเคราะห์ล่าสุดของไทยพบว่าหากไม่มีแรงงานย้ายถิ่นในกำลังแรงงานของประเทศจะทำให้จีดีพีของไทยลดไปร้อยละ 0.75

ดร.เมาโร เทสเทอเวอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มงานการคุ้มครองทางสังคมและงาน และผู้เขียนหลักของรายงานกล่าวว่า “ไม่ว่าประเทศไหนที่แรงงานต้องการจะย้ายไปในอาเซียนก็ตาม พวกเขาก็ประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่นฐานซึ่งแพงกว่าค่าจ้างต่อปีหลายเท่าตัว การปรับปรุงกระบวนการย้ายถิ่นสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้กับแรงงานที่ต้องการย้ายถิ่นและช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถตอบสนองกับความต้องการด้านตลาดแรงงานได้ดีขึ้น”

การเคลื่อนย้ายแรงงานมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการย้ายถิ่นช่วยให้แรงงานจากประเทศที่มีรายได้น้อยแต่ละคนมีโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ของตัวเอง รายงานนี้ประมาณการณ์ว่าหากลดอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายแรงงานได้นั้นจะช่วยปรับปรุงสวัสดิการของแรงงานได้ถึงร้อยละ14 ในส่วนของกลุ่มแรงงานที่มีทักษะสูง หรือหากคิดรวมแรงงานทุกกลุ่มจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 29

ครอบครัวของแรงงานข้ามชาติได้ประโยชน์จากเงินส่งกลับประเทศของแรงงานข้ามชาติและช่วยลดระดับความยากจน นอกจากนี้ เมื่อแรงงานข้ามชาติเดินทางกลับประเทศจะนำเงินทุน ความรู้ และทักษะมาสู่ประเทศผู้ส่งออกแรงงานข้ามชาติด้วย ในขณะที่แรงงานข้ามชาติจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ และช่วยผลักดันการผลิตและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

นโยบายที่สามารถนำมาดำเนินการเพื่อปรับปรุงให้แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายได้ยังมีอีกหลายประการควรมีการสอดส่องดูแลบริษัทจัดหางานมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค โดยฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกแรงงานข้ามชาติมากที่สุด ได้พัฒนาระบบสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีประสิทธิภาพสามารถเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆ

ส่วนอินโดนีเซียควรปรับปรุงการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำให้ขั้นตอนกระชับมากขึ้นในขณะที่เวียดนามสามารถใช้ยุทธศาสตร์การย้ายถิ่นเป็นแนวทางให้การการปฏิรูปได้ การย้ายแรงงานออกนอกประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อย เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งหากประเทศเหล่านี้ทำขั้นตอนให้สะดวกมากขึ้นจะลดค่าใช้จ่ายนี้ได้

ประเทศผู้รับแรงงานสามารถนำมาตรการเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเต็มที่มาเลเซียสามารถปรับปรุงนโยบายเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงแก้ไขระบบเก็บภาษีแรงงานและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน ส่วนประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการนำแรงงานย้ายถิ่นที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบและลดค่าใช้จ่ายในขั้นตอนเข้าประเทศ

สิงคโปร์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีแรงงานข้ามชาติมาก ที่มีการพัฒนาระบบการย้ายถิ่นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชี่ยวชาญมากนั้น ควรให้ความสนใจในเรื่องการให้สวัสดิการแก่แรงงานย้ายถิ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์มีระบบตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกพัฒนามาอย่างดี

โดยรวมประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติควรพัฒนาระบบบริหารจัดการการย้ายถิ่นที่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นทางเศรษฐกิจและตอบรับกับนโยบายของรัฐบาลตนเองได้ ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกแรงงานควรสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องแรงงานข้ามชาติและการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และถึงเวลาแล้วที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องปรับนโยบายด้านการย้ายถิ่นให้สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2560    
Last Update : 10 ตุลาคม 2560 10:28:12 น.
Counter : 167 Pageviews.  

องค์กรต่อต้านนิวเคลียร์ ICAN คว้ารางวัลโนเบลสันติภาพปี 2017



International Campaign to Abolish Nuclear Weapons (ICAN) หรือองค์กรรณรงค์นานาชาติเพื่อยุติอาวุธนิวเคลียร์ คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2017

 

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบล ประกาศผลรางวัลผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2017 ให้กับโครงการระหว่างประเทศเพื่อการยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ หรือ ICAN: International Campaign to Abolish Nuclear Weapons ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์นานาชาติเพื่อยุติอาวุธนิวเคลียร์ 

นางเบริต รีส-แอนเดอร์เซน ประธานคณะกรรมการมอบรางวัลโนเบล กล่าวถึงเหตุผลที่มอบรางวัลดังกล่าวให้กลุ่ม ICAN ว่า เป็นเพราะความพยายามของกลุ่มที่ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จระหว่างการประกาศรางวัลว่า 

“ตอนนี้เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าที่เคยเป็นมา องค์กร ICAN ได้ทำงานเพื่อให้ผลกระทบจากความหายนะด้านมนุษยธรรมจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นที่สนใจ และยังพยายามในการทำให้สนธิสัญญาปลอดอาวุธนิวเคลียร์บรรลุผล”

องค์กร ICAN ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของอาวุธนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งจากสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ รวมถึงข้อตกลงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านและตะวันตกด้วย 

โดยคณะกรรมการได้เลือก ICAN จากผู้ถูกเสนอผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพปีนี้มีมากถึง 318 รายชื่อ แบ่งเป็นบุคคล 215 คน และกลุ่มบุคคลหรือองค์กรอีก 103 กลุ่ม ถือว่ามีจำนวนผู้เข้าชิงมากเป็นอันดับสองรองจากปีก่อนที่ 376 รายชื่อ โดยตั้งแต่เริ่มประกาศรางวัลสาขาสันติภาพเมื่อปีพ.ศ.2438 มอบรางวัลไปแล้ว 98 ครั้ง แก่ผู้ชนะ 131 คนหรือกลุ่มองค์กร ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้หญิง 66 คน

ประวัติองค์กร“ICAN” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรเอกชนหลายร้อยแห่ง เริ่มต้นเมื่อปี 2550 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่อยู่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรหลักที่ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons) ซึ่งได้รับการลงมติรับรองโดยเสียงส่วนมากของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้นำประเทศต่างๆ 122 ชาติได้ยอมรับสนธิสัญญาของสหประชาติในการห้ามและค่อย ๆ กำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทุกชนิด ขณะที่บางส่วนให้การรับรองในรัฐสภาแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับรางวัลโนเบลสันติภาพ ทางกลุ่มICAN จะได้รับเงินรางวัล 9 ล้านโครน หรือราว 37 ล้านบาท พร้อมกับเหรียญและใบประกาศนียบัตร ในพิธีมอบรางวัลโนเบล เดือนธันวาคม 2560 นี้

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2560    
Last Update : 9 ตุลาคม 2560 3:51:08 น.
Counter : 97 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.