'สินแร่ธาตุหายาก ยาพิษและอำนาจ' โดย วรากรณ์ สามโกเศศ



ชีวิตในยุคเทคโนโลยีใหม่อาศัยความสุขจากการมีอุปกรณ์และเครื่องมือทันสมัยที่สร้างความสะดวกและความบันเทิง แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังฉากการถ่ายทำนั้นมีธาตุหายากเป็นตัวกำกับอยู่ และบทบาทเช่นนี้ทำให้เกิดอำนาจในการต่อรองระหว่างประเทศขึ้น

 

ธาตุหายาก(rare earth metal: REM) คือชื่อเรียกกลุ่มธาตุ (element) ทางเคมีที่มีสมาชิก 17 ตัว ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ที่มีความจุสูง ผลิตจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์นานาชนิด ตัวถังเครื่องบินวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาวุธ ฯลฯ

เมื่อได้ยินว่าเป็นธาตุหายาก ทุกคนก็นึกว่าเป็นสิ่งหายาก เช่น เพชรหรือทองคำ แต่แท้ที่จริงแล้วมัน “หายาก” ในอีกความหมายหนึ่ง กล่าวคือ ธาตุ 17 ตัวนี้มีอยู่ทั่วไปบนพื้นผิวโลก แต่มันมีปริมาณน้อยมากๆต้องขุดดินและหินเป็นร้อยๆ ตันกว่าจะได้ธาตุบางตัวมาสักหนึ่งกรัม เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้นที่ 17 ตัวนี้อยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่นเป็นพิเศษ

คงจำได้ว่าเมื่อเรียนเคมีเราจะพบกับตารางธาตุ (periodic table) ที่มีชื่อธาตุต่าง เช่น ออกซิเจน (0) /ไฮโดรเจน (H) / เงิน (Ag) / ทองคำ (Au) / โซเดียม (Na) ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 118 ธาตุ สินแร่ธาตุหายากนั้นหากนำมาผ่านกระบวนการสกัดจะได้ 17 ธาตุซึ่งอยู่ใน 118 ธาตุนี้

ในปี .. 1787 มีผู้พบหินดำก้อนหนึ่งซึ่งมีลักษณะแปลกที่เหมืองใกล้เมือง Ytterby ในสวีเดน หลังจากการวิเคราะห์ก็พบว่าหนึ่งในสามของหินก้อนนี้ประกอบด้วยส่วนประกอบทางเคมีของธาตุหลายตัวที่ยังไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน อย่างไรก็ดียังไม่สามารถสกัดเอาธาตุต่างๆ ออกมาได้ เกือบสองร้อยปีผ่านไปจึงประสบผลสำเร็จได้หลายธาตุเพื่อเอาไปทำประโยชน์

ตัวแรกที่สกัดออกมาได้อย่างบริสุทธิ์มีชื่อว่า Yttrium (เพื่อเป็นเกียรติแก่แหล่งที่พบ) และเอาไปเป็นส่วนผสมกับสารอื่นๆ เพื่อผลิตจอที่ให้สีแดง เช่น จอเรดาร์ จอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

ธาตุ 17 ตัวซึ่งประกอบกันเป็น REM นั้นมีชื่อแปลกๆ เช่น Cerium (Ce) / Dysprosium (Dy) / Erbium (Er) / Lanthanum (La) / Thallium (Tm) เป็นต้น

ประโยชน์ประการแรกของ REM ก็คือการเอาธาตุบางตัวในกลุ่มไปประกอบกับก้อนที่เป็นสารกัมมันตภาพ เช่น ยูเรเนียม โดยรวมกันวางอยู่ในท่อที่เรียกว่า fuel rod เพื่อช่วยทำให้ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากสารกัมมันตภาพวางอยู่ใกล้กันนั้นมีความรุนแรงน้อยลง ไม่เกิดความร้อนที่รุนแรง หากค่อยเป็นค่อยไปโดยพลังงานความร้อนนั้นจะนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ผลิตไฟฟ้า

ในประการที่สอง บางตัวของ REM นั้นเมื่อนำไปผสมกับธาตุอื่นก็กลายเป็นโลหะ Beryllium-Aluminumซึ่งมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมาก ในทางทหารเอาไปใช้เป็นโครงสร้างของตัวถังเครื่องบินรบ นอกจากนี้เอาไปใช้ในเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรดาร์และการตรวจสอบสารระเบิดและระเบิด เป็นส่วนผสมในกระจกที่ต้านแรงสั่นสะเทือนได้ดี เช่น รถถังและเครื่องบินรบ ในทางพลเรือนเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กและเบาเพื่อใช้ในเครื่องบินขนาดเล็กไร้คนขับ (drones) โทรศัพท์มือถือ เครื่องบินขนาดเล็ก ฯลฯ

ประโยชน์ประการที่สาม คือ เป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจาก Lanthanum เป็นวัตถุดิบสำคัญของการสร้างแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงในรถยนต์ไฮบริด เช่น รถ Toyota รุ่นPrius นั้น ใช้ Lanthanum ไม่ต่ำกว่าคันละ 20 ปอนด์ เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการเก็บกระแสไฟฟ้าของแบตเตอรี่

นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะใช้ Thorium (สมาชิกที่มีกัมมันตภาพรังสี) ทดแทนยูเรเนียมที่หาได้ยากขึ้นทุกที ในความเป็นจริงมีการใช้ REM ประกอบในการสร้างอุปกรณ์และเครื่องมือทางทหารอีกมากที่เป็นความลับของแต่ละประเทศ ประโยชน์หรือโทษหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือThallium ได้กลายเป็นยาพิษยอดนิยม

ในยุคก่อน ..1972 Thallium Sulfate ซึ่งเกิดจากการผสมของธาตุสมาชิกหนึ่งใน REM กับ Sulfurกลายเป็นผงขาวเหมือนเกลือจนสามารถละลายในน้ำได้ สารนี้เป็นส่วนผสมสำคัญของยาเบื่อหนูซึ่งหาซื้อได้ง่าย เมื่อมีผู้รู้มากขึ้นก็กลายเป็นเครื่องมือฆาตกรรมที่เนียนจนมีชื่อเรียกว่า “ผงพินัยกรรม” (inheritance powder) กล่าวคือเป็นผงที่ช่วยให้ได้รับมรดก

สำหรับมนุษย์นั้นผงขาวนี้เพียง 1 กรัมในกาแฟก็จะทำให้ล้มป่วย สุขภาพเลวลงอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตในเวลา 2-3 อาทิตย์ โดยมีอาการปนเปกับโรคอื่นๆ จนแยกไม่ออกและหาหลักฐานไม่ได้ ความเนียนทำให้มันเป็นเครื่องมือที่แพร่หลายในปัจจุบันจนมีคดีฆาตกรรมในโลกตะวันตกอยู่ไม่น้อย

ขอเล่ารายละเอียดเพื่อให้หวาดเสียวเล่นสักหน่อย เมื่อผงนี้ถูกย่อยสลายในร่างกายและเข้าไปในกระแสเลือด อะตอมของ Thallium มีลักษณะคล้ายโพแทสเซียมมากจนร่างกายยอมให้เข้าไปในเซลล์ได้ และเมื่อบุกทะลวงเข้าไปได้ก็ไปทำปฏิกริยาทางเคมีจนทำลายสุขภาพลงอย่างช้าๆ

ผู้แนะนำว่าผงนี้เป็นยาพิษก็คือนักเขียนเรื่องฆาตกรรมลึกลับมือเอกของโลกคือ Agatha Christie (1890-1976) ผู้เขียนนิยาย 66 เรื่อง รวมพิมพ์ทั้งหมด 2,000 ล้านเล่ม (อันดับ 3 รองจากคัมภีร์ ไบเบิล และบทประพันธ์เชกสเปียร์) ผงนี้เป็นยาพิษสำคัญในนิยายชื่อ The Pale Horse (1961) จนถูกวิจารณ์ว่าชี้โพรงให้กระรอก

REM มีบทบาทสำคัญในเรื่องดุลอำนาจของโลกเนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีสินแร่ของ REM รวมตัวกันแน่นเป็นปริมาณมหาศาลที่สุดในโลก โดยอยู่ในบริเวณ Inner Mongolia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีน ว่ากันว่ามีมูลค่ามหาศาลอย่างไม่ต่างไปจากที่ซาอุดีอาระเบียมีน้ำมันเลย เหตุที่มีมากในบริเวณนี้ก็เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของผืนแผ่นดินเมื่อ 400 ล้านปีก่อน จนภูเขาไฟระเบิดดัน REM ขึ้นมาจากใจกลางของโลก

ประเทศที่มี REM เป็นปริมาณรองลงมาก็คืออัฟกานิสถาน ประเทศซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าอันตราย เพราะอยู่ใจกลางระหว่างตะวันออกกลาง รัสเซีย จีน และอินเดีย หากความวุ่นวายสู้รบในประเทศนี้ที่เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1980 จบลงก็จะมีรายได้มหาศาลจาก REM

ไม่มีใครบอกได้ว่าการสู้รบฆ่าฟันแย่งชิงดินแดนกันนั้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการมี REM อยู่มากเป็นพิเศษหรือไม่ รายงานการสำรวจในปี 2010 ของ US Geological Survey ระบุว่า นอกจากมีสินแร่ REM อยู่มากแล้วก็ยังมีแร่เหล็กและทองคำอยู่อีกมากเป็นพิเศษอีกด้วย มูลค่าทั้งหมดนั้นอาจมีค่าระหว่าง 1-3ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

โครงการอวกาศพิชิตดวงดาวของสหรัฐฯ รัสเซีย และจีนนั้น มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่ง คือ แสวงหาสินแร่REM และแร่ธาตุใหม่ๆ จากดาวทั้งดวง สหประชาชาติในปี 1966 ได้เสนอ Outer Space Treaty โดยระบุว่าทรัพยากรจากนอกโลกเป็นของทุกคนบนโลกเช่นเดียวกับสิ่งที่อยู่ในก้นมหาสมุทร แต่ถึงปัจจุบันประเทศทั้ง 3 ก็ยังมิได้ลงนาม

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 15 .. 2560


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 18:12:36 น.
Counter : 69 Pageviews.  

คนไทยเสี่ยงเป็นหนี้ 'จนวาระสุดท้าย' ของชีวิต



เมื่อคนกลุ่มหนี้“เจนวาย”ก่อหนี้สูงถึง 2.13 ล้านล้านบาท อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้น และนับจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย...ในวัยเกษียณ

 

กลุ่มคนเจนวาย เป็นช่วงที่เกิดในปี ..2523-2538 หรืออายุประมาณ 22-35 ปี ซึ่งกลุ่มนี้เกิดมาในช่วงกระแสของการบริโภคนิยม มีการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟื่อย ไม่มีการวางแผนทางการเงิน และสามารถเข้าถึงช่องทางการเงินได้ง่าย..และสิ่งที่ตามมาคือ รายได้ไม่พอรายจ่าย จนทำให้สถานการณ์กลุ่มหนี้ในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตในอนาคต

ข้อมูลบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือ เครดิตบูโร พบว่า ในไตรมาส 1/2560 คนเจนวาย 5.24 ล้านคน มีหนี้รวมกันสูงถึง 2.13 ล้านล้านบาท พบประวัติผิดนัดชำระหนี้ 1.1 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุ 29 ปีพบว่ามีหนี้สินต่อคนอยู่ที่ 150,000 บาท ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย

ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ นายสุรพล โอภาสเสถียร บอกว่า สาเหตุที่ทำให้คนเจนวาย มีหนี้เร็ว และยอดหนี้สูง เพราะ ไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนไปตามการเติบโตของสังคมเมือง โดยเฉพาะพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเร่งพฤติกรรมการ ในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และช่องทางการเงินที่ง่ายที่สุดคือ บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล ที่แต่ละธนาคาร ต่างก็แข่งออกโปรโมชั่นมากมายเพื่อตอบสนองลูกค้าในยุคปัจจุบัน

ตัวเลขล่าสุดของแบงก์ชาติ พบว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นสูงถึง 80% ของ จีดีพี ประเทศ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังพบว่าหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ 1.อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ 2.มาตรการโครงการภาครัฐที่ผ่านมาไม่ว่าจะเรื่องรถ หรือบ้าน เป็นการกระตุ้นคนที่ไม่พร้อมให้ก่อหนี้ และ 3.การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ทำการตลาดเพื่อให้คนเข้าถึงง่าย และสะดวกมากขึ้นขณะเดียวกันการอนุมัติบัตรเครดิตใหม่ให้กับลูกค้าในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านใบ ในจำนวนนี้ มี 1ล้านใบหรือ 50% ออกให้คนเจนวาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการจับจ่ายใช้สอย

โดยตัวเลขหนี้สินต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2554 ประชาชนมีหนี้ต่อคนเฉลี่ย 70,000 บาท และในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท และยังพบว่าในระบบเครดิตบูโรมีลูกหนี้ค้างชำระหนี้ 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของประชากร 60 ล้านคน

ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ บอกว่า “คนอายุน้อยไม่ใช่ร้อยล้าน แต่คนอายุน้อยมีหนี้เป็นล้าน หรือคนอายุน้อยเริ่มเป็นหนี้เร็ว เป็นหนี้เสียเร็วภาพต่อไปคือ คนอายุ 55 ปี อีก 5 ปีเกษียณรายได้จะต้องหายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเขาควรจะมีหนี้ลดลง แต่กลับพบว่าหนี้ยังเยอะอยู่ดังนั้นชีวิตหลังเกษียณเรียกว่าถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีหนี้ ซึ่งเราไม่อยากเห็นภาพนั้น”

ขณะที่ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)ให้ข้อมูลว่า คนเจนวายเป็นวัยที่เติบโตมากับกระแสการบริโภคนิยมกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยขาดความระมัดระวัง ซึ่งส่วนใหญ่การก่อหนี้ของคนกลุ่มนี้นอกจากหนี้จากการบริโภค อุปโภคแล้ว ยังพบว่าความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟน ก็ทำให้การตัดสินใจเป็นหนี้เร็วและง่ายขึ้นด้วย

ดังนั้นคนเจนวาย จึงถือเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับความรู้ในเรื่องวินัยทางการเงินมากที่สุดเพื่อเตรียมการเข้าสู่วัยเกษียณมิเช่นนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในวันชราที่ต้องแบกรับทั้งภาระหนี้สินและการดูแลตนเองหลังเกษียณจากงานประจำ

ถ้าวันนี้ไม่เริ่มแก้ไขอย่างจริงจัง สิ่งที่จะเห็นในอนาคตคือ หนี้สินที่ตามไปถึงวัยเกษียณทำให้ภาวะ “แก่ไม่มีกิน” รุนแรงมากขึ้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 10:58:27 น.
Counter : 200 Pageviews.  

'เนื้อสัตว์' มัจจุราชซ่อนรูป ยาปฏิชีวนะท่วม ยิ่งบริโภคอ่วม 'เชื้อดื้อยา'



ภัยสุขภาพซ่อนรูปที่แฝงมากับการบริโภคเนื้อสัตว์ กำลังทำให้มนุษย์ตกอยู่ในที่นั่งยากลำบาก

 

ข้อมูลบ่งชี้ว่าอีก 13 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2030 โลกอาจใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นถึง 120% จากปัจจุบัน นั่นหมายความว่าทั้งเราและสัตว์จะได้รับเชื้อดื้อยามากขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว

แม้จะไม่มีหลักฐานทางสถิติว่าในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ปริมาณการสั่งซื้อและบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อเฉลิมฉลองวันหยุดยาวจะเป็นปริมาณเท่าใด หากแต่ ข้อมูลสถิติจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้ระบุถึงปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ยในปี 2015 โดยพบว่าทั่วโลกบริโภคเนื้อหมู 117,568 กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อไก่ 112,539 กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อวัว 67,452 กิโลกรัม ต่อคน/ปี และเนื้อแกะ 14,257 กิโลกรัม ต่อคน/ปี

สำหรับข้อมูลการบริโภคในประเทศไทย พบว่ามีการบริโภคเนื้อหมู 10.9 กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อไก่ 9.7กิโลกรัม ต่อคน/ปี เนื้อวัว 1.8 ต่อคน/ปี

ปริมาณยาปฏิชีวนะที่ถูกใช้และฉีดลงไปในกระบวนการผลิตเหล่านี้ว่ามหาศาลเพียงใด และนั่นย่อมส่งผลต่อลูกน้อย ต่อการดื้อยา ต่อโรคระบาดในสัตว์ และต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างไร

งานวิจัยเรื่อง Global trends in antimicrobial use in food animals หรือ แนวโน้มโลกเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ วิเคราะห์ว่า ในปี 2030 ทั่วทั้งโลกจะมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและป้องกันโรคในสัตว์จะเพิ่มขึ้น 67% และอาจถูกใช้มากเป็นสองเท่า หรือราวๆ 120% ในบราซิล รัสเซียอินเดีย จีน และแอฟริกาใต้

แล้วผลที่ตามมาคืออะไร?

เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดดังทั่วโลก นอกจากจะเคยมีข่าวว่าใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่สะอาดและหมดอายุแล้ว ยังมีอีกหลายครั้งที่ถูกระบุว่า ได้ใช้ยาปฏิชีวนะเลี้ยงสัตว์ และมีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาและกลายพันธุ์ของไวรัสตัวใหม่ๆ ในโลก

ในบทความของ ฟิโอนา ฮาร์วีล์ (Fiona Harvey) ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อมมือรางวัลของ The Guardianรายงานว่า อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในเอเชียมีการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมาก นั่นทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อ และเป็นที่มาของเชื้อไข้หวัดนกที่รุนแรงขึ้น จากไข้หวัดนกสายพันธ์ H5N1 กลายมาเป็นH7N9 ซึ่งเก็บข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่ามีผู้เสียชีวิตจาก H7N9 มากกว่า H5N1 ถึง 84%

อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (U.S. Centers for Disease Control and Prevention: CDD) พบว่า ในแต่ละปีชาวอเมริกันว่า 2 ล้านคน อยู่ในภาวะดื้อยา และเสียชีวิตจากภาวะนั้นราว 2.3 หมื่นคน

อีกหนึ่งบทความที่ฉายภาพผลพวงจากการใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมากในขั้นตอนการเลี้ยงสัตว์ ก็คือบทความเรื่อง การป่วยไข้ด้วยไวรัสสายพันธ์ใหม่ๆ ในเด็กเล็ก โดย ซาช่า สแตชวิกค์ และ ลีน่าโบรก(Sasha Stashwick and Lena Brook) สองคอลัมนิสต์ ชี้ประเด็นว่า ท่ามกลางวิวาทะเรื่องการรักษาพยาบาลในการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินควร ซึ่งนำมาสู่การดื้อยาในคนและทวีความรุนแรกมากขึ้นเรื่อยๆนั้น เรายังรับยาปฏิชีวนะโดยอ้อมจากอาหารที่เรากินเข้าไปทุกวันด้วย

บทความนี้ยกกรณีตัวอย่างคุณแม่จำนวนหนึ่ง ที่ลูกๆ ของพวกเธอตกอยู่ในภาวะดื้อยา เป็นโรคเรื้อรัง นำมาซึ่งการรักษาที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากการรับยาปฏิชีวนะที่มาก และนำมาสู่การกลายพันธุ์ของแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ ของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์แล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่ทับซ้อนพะรุงพะรังก็คือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปลูกพืชเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ด้วย

ดังที่ฮาร์วีล์อ้างอิงข้อมูลว่า เฉพาะพื้นที่ป่าปลูกถั่วเหลือง เพื่อนำไปผลิตอาหารสัตว์ของประเทศจีน ก็มากกว่าพื้นที่ป่าถั่วเหลืองของประเทศบราซิลถึงสามเท่า

ขณะที่มีการเรียกร้องให้อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ลดการใช้ยาปฏิชีวนะลง ข้อเท็จจริงของธุรกิจประเภทนี้มีว่า เจ้าของโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการลูกเกือบทั้งกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงกระทั่งหน้าร้านที่เปิดขาย นั่นทำให้พวกเขามีอำนาจในการต่อรองทั้งกระบวนการ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2560    
Last Update : 17 สิงหาคม 2560 7:22:34 น.
Counter : 64 Pageviews.  

เศรษฐกิจซบ-กำลังซื้อหด กระทบยอดร้านทองร่วง10%



เศรษฐกิจซบยอดร้านขายทองร่วง 10% เหตุกำลังซื้อหายคนใช้เงินอย่างอื่นที่จำเป็น เอกชนหวังลงทุนรัฐโครงการใหญ่กระตุ้นใช้จ่ายครึ่งปีหลัง

 

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า สถานการณ์ธุรกิจร้านค้าทองคำปัจจุบันมียอดขายลดลงเฉลี่ยประมาณ 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลจากกำลังซื้อในประเทศที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้คนชะลอซื้อสินค้าที่มีมูลค่าแพง โดยคนส่วนใหญ่จะซื้อทองรูปพรรณเพื่อความสวยงาม ส่วนทองคำแท่งซื้อไว้เก็บเพื่อการออม เก็งกำไรระยะสั้น ลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ จากการที่กำลังซื้อชะลอตัว หรือบางภาคส่วน เช่น กลุ่มเกษตรกรมีรายได้จากราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นำเงินส่วนที่เป็นเงินออมไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแทนการซื้อทองคำ ส่วนธุรกิจร้านทองจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจไทย หากเศรษฐกิจดีร้านทองก็ขายดี แต่หากชะลอตัวการลงทุนทองคำก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในการลงทุนโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ จะช่วยเศรษฐกิจไทยดีขึ้นในครึ่งปีหลังนี้

สำหรับราคาทองคำในปัจจุบันอยู่ที่ 1,280 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ คาดมีแนวโน้มจะปรับราคาเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,300 ดอลลาร์/ออนซ์ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากจิตวิทยาต่อความกังวลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดของเกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่เป็นผลทางจิตวิทยาระยะสั้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 19:40:47 น.
Counter : 54 Pageviews.  

วิวัฒนาการม็อบการเมือง สู่ล็อก 3 ชั้น ตีกรอบการชุมนุม



หลังจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินยกฟ้องคดีจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

 

ไม่เพียงแค่ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.. ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล... พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล... สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช..จำเลยทั้ง 4 คน พ้นมลทินแล้ว

ผลจากคำพิพากษาครั้งนี้ยังส่งผลต่อทิศทางการชุมนุม หรือม็อบการเมืองในอนาคตอย่างมีนัยยะสำคัญ

คำพิพากษาระบุถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 .. 2551 ว่า การที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมประตูเข้าออกทุกด้านของอาคารรัฐสภาถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบสันติตามที่แกนนำได้ประกาศไว้

เนื่องจากตามทางนำสืบของเจ้าหน้าที่พบว่าภายหลังเกิดเหตุ ในพื้นที่พบระเบิดปิงปองและตามรายงานตามทางข่าวพบว่าผู้ชุมนุมพกอาวุธ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้โล่ผลักดัน ผู้ชุมนุมได้ใช้หนังสติกยิงลูกเหล็กหัวน็อต ลูกแก้ว รวมทั้งขว้างปาไม้ ขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

การปิดล้อมอาคารรัฐสภาก็นำรั้วลวดหนามที่คล้ายกับที่ใช้ในทางการทหารและแผงกั้นเหล็กมาวางไว้ที่กลางถนน อีกทั้งยังนำยางรถยนต์ขวางทางดังกล่าว และราดน้ำมันไว้บนพื้นผิวจราจรด้วย

การชุมชุมนั้นจึงไม่ได้เป็นการที่ชุมนุมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

ไม่ต่างจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 9 .. 2551 ที่แม้ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และมีลำดับขั้นตอน

แต่ศาลระบุด้วยว่า การปิดล้อมประตูทางเข้าทุกด้านของรัฐสภา เพื่อมิให้ .. และ .. เข้าและออกรัฐสภาได้ โดยใช้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดน้ำมันขวางกั้นถนนไว้ การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ จนไม่กล้าเข้าและออกจากรัฐสภา อันเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพผู้อื่น

การชุมนุมดังกล่าวจึงมิใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับ 2550)

แน่นอนว่านี่อาจยังไม่ใช่คำวินิจฉัยชี้ขาดเสียงทั้งหมด เพราะขั้นตอนหลังจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ยังเปิดช่องให้ทางคู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ใน 30 วัน และเวลานี้ กลุ่ม พธม. ก็เริ่มกดดันไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) ให้พิจารณาอุทธรณ์คดีเพื่อทำให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจน

แต่ลำพังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ออกมาครั้งนี้ ย่อมจะสะกดไม่ให้มีการชุมนุมในรูปแบบเช่นเดิมอีกต่อไป

เมื่อคำพิพากษานี้อาจมีผลต่อไปถึงการต่อสู้ทางคดีอื่นๆ ทั้ง ทางอาญา และ ทางแพ่ง และไม่ใช่เพียงแค่ของกลุ่ม พธม. แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มอื่นๆ อีกด้วย

ทำให้ “ม็อบมีเส้น” ตามฉายาที่ พล... โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น กำลังจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริงในเวลานี้

นี่จึงเป็น “ล็อกตัวแรก” ที่จะสะกดให้การชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นได้ยากนับจากนี้ต่อไป

แถมยังมี “ล็อกตัวที่สอง” นั่นก็คือ ...การชุมนุมสาธารณะ 2558 ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 158 เสียงเห็นชอบในวาระ 3 และมีผลบังคับใช้ในเวลาต่อมา

กฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าออกมาดักทางการชุมนุมด้วยรูปแบบเดิมๆ จนยากจะขยับตัว หรือสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดความเห็นได้อย่างมีพลังอีกต่อไป

เริ่มตั้งแต่ “ทำเลทอง” หรือจุดยุทธศาสตร์ที่ใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมในอดีตล้วนแต่ถูกขึ้นบัญชีห้ามชุมนุม ทั้งรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล และ ศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล) เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่นั้น

รวมทั้งจะต้องไม่กีดขวางทางเข้าออกหรือรบกวนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้แก่ 1. สถานที่ทำการหน่วยงานของรัฐ 2. ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ 3. โรงพยาบาล สถานศึกษาและศาสนสถาน 4. สภานทูตหรือสถานกงศุลของรัฐต่างประเทศ หรือสถานที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ 5. สถานที่อื่นตามกฎหมายกำหนด

ยังไม่รวมกับขั้นตอนที่มีระเบียบแบบแผนชัดเจนมากขึ้น ทั้งต้องแจ้งความประสงค์ก่อนการชุมนุมอย่างน้อย 24 ชม. โดยระบุ วัน เวลา สถานที่ และขออนุญาตใช้สถานที่ และเครื่องขยายเสียง

ผู้จัดการชุมนุมจะต้องรับผิดชอบการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ไม่ปิดบังหรืออำพรางตนเอง ไม่บุกรุกหรือทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย ทรัพย์สิน เสรีภาพ

ที่สำคัญ การเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมหรือเดินขบวนจะทำได้ก็ต่อเมื่อแจ้งต่อหัวหน้าสถานีตำรวจซึ่งมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบดูแลการชุมนุมนั้น

ทั้งหมดหากฝ่าฝืนมีทั้งโทษจำคุกและปรับ

จนมาถึง “ล็อกที่สาม” คือ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ที่ใดๆ ที่มีจํานวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

แม้จะเป็นคำสั่งที่คาดว่าจะปลดล็อกในเร็วๆ นี้เพื่อสร้างบรรยากาศเตรียมความพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ทั้งหลายทั้งปวง ย่อมไม่อาจสกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครอง ตามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนจะทำให้รูปแบบการชุมนุมในอนาคตตต้องเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตที่ผ่านมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง(คลิกที่ภาพเพื่อขยาย)

วิวัฒนาการม็อบจาก พธม. – นปช. – กปปส.

หากไล่เรียงย้อนไปดูรูปแบบการชุมนุมเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาจะพบว่า รูปแบบการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ล้วนแต่มี “พลวัต” ที่สอดรับไปกับสถานการณ์และบริบทในขณะนั้น

พร้อมด้วย ลูกเล่น สีสัน ที่ทางแกนนำหยิบยกมาชักจูง หล่อเลี้ยงมวลชน ให้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงและเหนียวแน่น

พธม. ต้นแบบ ม็อบดาวกระจาย ล้อมทำเนียบ-ปิดสนามบิน

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 .. 2551ที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ภายใต้การนำของ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมและเว็บไซต์ ที่ประกาศตัวนำมวลชนขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกมองว่าเป็นนอมินีของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มมาตรการกดดันหนักขึ้นด้วยการเคลื่อนขบวนภายใต้ยุทธการสงคราม 9 ทัพ ฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 มิ.. ต่อด้วย ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล26 .. ทำให้รัฐบาลไม่สามารถใช้พื้นที่ทำเนียบสำหรับทำงานได้จนถึงรัฐบาล สมชาย

การชุมนุมยืดเยื้อปักหลักข้ามวันข้ามคืนมาร่วมเดือนด้วยรูปแบบกิจกรรมความบันเทิงสลับปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล จนเกิดวลี “อาหารดี ดนตรีไพเราะ”

พร้อมเคลื่อนไหวด้วยยุทธการดาวกระจายพามวลชนเคลื่อนขบวนไปจุดต่างๆ ทั้ง กระทรวงมหาดไทยสำนักงานอัยการสูงสุด สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ ทักษิณ

ก่อนทิ้งไพ่ใบสุดท้ายด้วยการยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ แม้จะเพิ่มแรงกดดันแต่ก็ไม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลอีก 2 พรรค อันเนื่องมาจากกรณีทุจริตการเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อวันที่ 2 .. วันรุ่งขึ้นแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศยุติการชุมนุมรวมเวลาทั้งสิ้น 190 วัน

นปช. ม็อบเลือด กับ วาทกรรม ไพร่-อำมาตย์

แนวรวมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เริ่มต้นชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 12 มี.. 2553 ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ภายใต้การนำของ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ เพื่อขับไล่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และต่อต้านเผด็จการ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

กลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันเจาะเลือดเพื่อนำไปเทยังสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ บ้านพักนายอภิสิทธิ์ ด้วยแนวคิดใช้เลือดเป็นสัญลักษณ์ในการสละเลือดเพื่อชาติ

กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มกดดันรัฐบาลมากขึ้นด้วยการไปชุมนุมที่แยกราชประสงค์อันเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ในวันที่ 27 มี.. พร้อมกับการเคลื่อนไหวเรื่อง ไพร่-อำมาตย์ ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคม

จากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.. ที่ถนนดินสอ ช่วงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนตะนาว ช่วงแยกคอกวัว จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก กลุ่มผู้ชุมนุมนำศพผู้เสียชีวิตแห่ขบวนไปยังจุดต่างๆ

9 เม.. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม เพื่อเรียกร้องให้ยุติการระงับการเผยแพร่สัญญาณการออกอากาศของดี-สเตชัน ต่อมา 29 เม.. พายัพ ปั้นเกตุ แกนนำ นปช. ระบุว่า ในโรงพยาบาลจุฬาฯ มีกำลังทหาร หากไม่ถอนกำลังทหารออกไปให้หมดภายในคืนนี้ จะนำสื่อมวลชนและกลุ่มคนเสื้อแดงไปตรวจสอบที่โรงพยาบาล จนแกนนำคนอื่นต้องออกมาขอโทษ

ท่ามกลางเสียงระเบิดที่หนักขึ้นเรื่อยๆ และปริศนาเรื่องชายชุดดำที่ยังไม่อาจหาข้อสรุป สุดท้าย หลังรัฐบาลตัดสินใจสลายการชุมนุม 19 .. แกนนำเข้ามอบตัวและยุติการชุมนุม รวมระยะเวลาการชุมนุม 65วัน

ตามมาด้วยเหตุการณ์เผาอาคาร และสถานที่ราชการ ทั้งเซ็นทรัลเวิร์ล และศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง

กปปส. ม็อบนกหวีดชัตดาวน์กรุงเทพ

ฟางเส้นสุดท้ายจากการผลักดัน ...นิรโทษกรรม ทำให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ นำคณะ ..ประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งลาออกมาเคลื่อนไหว ชุมนุมในนาม กปปส. ต่อสู้ข้างถนนหลังไม่อาจใช้เสียงในฐานะฝ่ายค้านทัดทานความพยายามการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ได้สำเร็จ

การชุมนุมครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อวันที่ 31 .. 2556 ที่สถานีรถไฟสามเสน ก่อนขยับมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 4 .. ก่อนผุดเวทีตามที่ต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มแรงกดดัน

รูปแบบการเคลื่อนไหวเน้นไปที่การเดินขบวนไปจุดต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อระดมมวลชนให้ออกมาคัดค้านร่าง ...นิรโทษกรรม ก่อนยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นอกจากจะใช้วิธีเน้นการระดมมวลมหาประชาชนออกมาเคลื่อนไหวจำนวนมากแล้ว ยังใช้รูปแบบการเดินขบวนไปยังสถานที่ราชการให้ข้าราชการออกมาเคลื่อนไหว

จนพัฒนาเป็นการปิดกรุงเทพฯ พร้อมกันในหลายจุด แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศกมนตรี แยกศาลาแดง ห้าแยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แจ้งวัฒนะ ท่ีไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ก่อนขยับมาทีสวนลุมพินีและสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนเกิดการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 .. 2557 ปิดฉากการชุมนุมอันยาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 203 วัน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2560    
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 14:24:05 น.
Counter : 64 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.