แนะนำ 5 นิทรรศการ และงานรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙



และแล้วช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกที่คนไทยทุกคนต่างรู้สึกร่วมกันเนื่องจากการสูญเสียในหลวง รัชกาลที่ ๙ ของปวงชนชาวไทยก็เวียนมาบรรจบครบ 1 ปีแล้ว

 

เดือนตุลาคม 2560 นี้ จึงเป็นเดือนที่เรากลับมาไว้ทุกข์กันอีกครั้ง ก่อนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ในวันที 26 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ในโอกาสนี้จึงอยากจะเชิญชวนเพื่อน ไป 5 นิทรรศการ ที่จะทำให้เราย้อนวันวาน รำลึกถึงครั้งที่ยังทรงมีระชนม์ชีพ ที่จะทำให้เราทราบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ที่ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคน ได้อยู่ดีกินดี และรักพระองค์ท่านด้วยชีวิต ซึ่งมีหน่วยงานต่าง ที่ร่วมมือร่วมใจกันจัดนิทรรศการให้เราได้ไปดูกัน หากเพื่อน สะดวกที่ไหน ก็ออกไปที่นั่นได้เลย ทางเราได้เรียงลำดับจากงานที่จะสิ้นสุดในเร็ว นี้ขึ้นมาก่อน เพื่อให้เพื่อน ได้เตรียมตัว จัดสรรค์เวลาและไปกันให้ทัน ถ้าเพื่อน พร้อมแล้ว ก็ตามไปดูกันได้เลย

อันดับที่ 1 : มาเริ่มที่แรกกันที่งาน “ดอกดาวเรืองแทนดวงใจ ถวายอาลัยแด่พ่อของแผ่นดินรัชกาลที่ ” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 13-15 ตุลาคม 2560 

งานนี้เป็นการร่วมแรงร่วมใจทั้งภาครัฐ และเอกชน แม่งานใหญ่คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกรรมการมูลนิธิไทยพึ่งไทย และหน่วยงานอื่น ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานเขตลาดพร้าว สำนักงานเขตบางเขน วัดลาดปลาเค้า กลุ่มวิทยาลัยในเครือไทย-เทค มูลนิธิดร.สุข พุคยาภรณ์ สมาคมเมโลเดียน รวมไปถึงประชาชนทุกคน ที่ได้ร่วมกันปลูกต้นดาวเรืองทั้งหมด99,999 ต้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถึงงานพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ และประชาชนทุกคน ภายในงานจะมีการแสดงและกิจกรรมเทิดพระเกียรติ มีการออกร้านแสดงสินค้า OTOP คุณภาพดีจากชุมชน และมีซุ้มเทิดพระเกียรติตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ถนนลาดปลาเค้าไปจนถึงศูนย์การค้า THE JAS รามอินทรา เพื่อน คนไหนสะดวกไป ใกล้ที่นี่ ก็อย่าลืมไปกันนะคะสำหรับงานนี้จัดขึ้นแค่ 3 วันเท่านั้น

อันดับที่ 2 : ต่อมาเป็นนิทรรศการที่จัดกันมาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว "นิทรรศการ ภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 'KING OF KINGS' ” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 มิ.. - 29 .. นี้เท่านั้น

สามารถเข้าชมได้วันอังคาร - วันศุกร์ เวลา 10.00-17.00 . และ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-18.00 . ที่ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) ภาพในงานจะเป็นภาพจากช่างภาพรับเชิญทั้งหมด 16 ท่าน ภาพที่จัดแสดงเป็นภาพความทรงจำในช่วงเวลาต่าง ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไปจนถึงภาพพระราชกรณีกิจต่าง หรือภาพที่พระองค์ท่านฉายร่วมกับพระบรมวาศานุวงศ์ต่าง ซึ่งบอกเลยว่าหลาย ภาพก็หาชมได้ยากไม่อยากให้เพื่อน พลาดเลย

อันดับที่ 3 : นิทรรศการ “สแตมป์ของพ่อ ๒๔๙๓ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

จัดขึ้นที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ เข้าชมได้ตั้งแต่ วันอังคาร - วันอาทิตย์ เวลา 9.00-19.00 . ซึ่งงานได้เริ่มจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้แล้ว โดนผู้เข้าชมจะได้รับโปสการ์ดและบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากร รัชกาลที่ เป็นจองที่ระลึกด้วย

อันดับที่ 4 : นิทรรศการ “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์"

จัดขึ้นโดยพิพิทฑภัณฑ์ศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ทำให้เราได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยมากมาย ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ งานจัดที่ศาลาศิริราช 100 ปี ซึ่งจะจัดแสดงวันที่ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม .. 2560 เปิดทำการทุกวันเวลา 10.00 - 17.00 . ยกเว้นวันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันที่ 25-27ตุลาคม 2560

อันดับที่ 5 : นิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นิทรรศการนี้จะถูกจัดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คือ ตั้งแต่ วันที่ 1 - 30พฤศจิกายน 2560 นี้ ซึ่งพื้นที่จัดนิทรรศกาคือทั่วทั้งบริเวณมณฑลพิธี และจะแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน

  • ทิศเหนือของมณฑลพิธี : ส่วนนี้จะจัดแสดงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ผ่านงานภูมิทัศน์ เช่น บ่อแก้มลิง และแปลงนาข้าว เป็นต้น
  • บริเวณมณฑลพิธีและศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง : นิทรรศการส่วนนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุมาศต่าง ทั้งหมดในบริเวณมณฑลพิธี
  • บนพระที่นั่งทรงธรรม : นิทรรศการนี้แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณีกิจด้านต่าง

บอกเลยว่าแต่ละนิทรรศการ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่าง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกคน ตั้งใจอุทิศแรงกายแรงใจเป็นอย่างมากที่จะจัดขึ้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ และเพื่อให้คนทั่วไปทั้งไทยและต่างชาติได้ทราบถึงพระราชประวัติ พระอัจฉริยภาพด้านต่าง รวมถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อให้ชาวไทย อยู่ดีกินดีตลอด 70 ปีแห่งการครองราช ทำให้ชาวโลกรู้ว่า เพราะอะไรคนไทยถึงรักและเทิดทูลพระองค์ท่านขนาดนี้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2560    
Last Update : 18 ตุลาคม 2560 9:18:05 น.
Counter : 34 Pageviews.  

วันอาหารโลกเครือข่ายแบนสารพิษเรียกร้องซินเจนทาและเจียไต๋ถอนพิษวัตถุอันตราย



ภาคประชาชนเรียกร้องวันอาหารโลก ยื่นจดหมายเรียกร้องให้ซินเจนทาและเจียไต๋แสดงจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต่ออายุทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางอาหาร

 

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมซึ่งเป็นวันอาหารโลก WORLD FOOD DAY นายอุบล อยู่หว้า ตัวแทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง พร้อมเครือข่ายเกษตรกร 5 จังหวัด ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทแสดงจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปยังบริษัทเจียไต๋ จำกัด เรียกร้องให้บริษัทไม่ต่ออายุทะเบียนคลอร์ไพริฟอสและพาราควอต โดยเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตได้มอบกระเช้าผักผลไม้อินทรีย์ให้กับนายสมชาย เนาสราญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทเจียไต๋ จำกัด เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยเนื่องในวันอาหารโลก และนายอุบลกล่าวย้ำว่า

“ผู้บริโภคต้องการอาหารปลอดภัย จึงอยากให้บริษัทได้อาหารปลอดภัย และผลิตอาหารปลอดภัยให้กับสังคม”

ต่อมาในช่วงบ่ายเครือข่ายฯได้ไปยื่นจดหมายที่บริษัทซินเจนทา แต่ไม่มีผู้แทนจากบริษัทออกมารับจดหมาย

“เรามาเพื่อเรียกร้องจริยธรรมในการทำธุรกิจของบริษัทซินเจนทา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ส่งพาราควอตมาขายในประเทศไทยทั้งที่ไม่ขายสารนี้ในสหภาพยุโรปมาเป็น 10 ปีแล้ว เราเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสุขภาพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศไหนมีกฎหมายอ่อนแอก็เอาสารพิษอันตรายไปขายที่นั่น เราอยากเห็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบด้วย ด้วยเงื่อนไขที่ทะเบียนพาราควอตของซินเจนทาได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม จึงเรียกร้องให้ไม่มีการต่อทะเบียนเพื่อขายในประเทศไทยและภูมิภาคนี้ และเรารู้สึกผิดหวังที่ซินเจนทาไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนไทยส่วนหนึ่งที่ตื่นรู้กับปัญหาสารเคมีอันตรายนี้ที่ตั้งใจมาพบ ทั้งๆที่ตอนประสานในครั้งแรกก็มีท่าทีที่จะมารับจดหมาย ถือว่าไม่มีความจริงใจ หลบเลี่ยงปัญหา และหาประโยชน์บนชีวิตคนไทยอย่างไม่รับผิดชอบ” นายอุบลกล่าว

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เนื่องจากมติเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่มี ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการเพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 2 ชนิดคือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส

จากการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่า ทะเบียนแรกของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสได้หมดอายุลงในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นของบริษัทซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น และบริษัทเจียไต๋ จำกัดตามลำดับ โดยซินเจนทายังถือทะเบียนพาราควอต อีก 4 ทะเบียน และเจียไต๋ยังถือทะเบียนคลอร์ไพริฟอสอีก 4 ทะเบียน และพาราควอต 3 ทะเบียน ที่จะทยอยหมดอายุลงเป็นลำดับ 

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง จึงได้ยื่นจดหมายเรียกร้องจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของบริษัทซินเจนทาและเจียไต๋ ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่และเป็นเจ้าของทะเบียนค้าขายสารเคมีทางการเกษตรที่กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาว่าเป็นพิษร้ายแรง สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนไปตลอดจนถึงเด็กในครรภ์ จึงมีการเสนอให้ห้ามต่ออายุสารสองตัวได้แก่ คลอร์ไพรีฟอส และพาราควอต

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2560    
Last Update : 17 ตุลาคม 2560 15:05:11 น.
Counter : 33 Pageviews.  

คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า โดย ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์



ประเด็นของอธิการบดีที่น่าศึกษาคือ อธิการบดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการการศึกษา(ทคอ.)ที่ยืนยันว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มิชอบขัดต่อระเบียบมีความผิดทั้งๆที่อธิการบดีใช้อำนาจตามระเบียบของราชการมิได้ใช้อำนาจโดยพลการ ด้วยความเคารพต่อศาล แต่จำเลยทั้ง 2ยังสามารถใช้สิทธ์ในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้ โดยอธิการบดีเชื่อมั่นว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะยืนยันความบริสุทธ์ได้ในชั้นอุทธรณ์

 

....ผมหายหน้าไปนาน เนื่องจากไปทำหน้าที่เป็นรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำให้มีภารกิจยุ่งมาก แต่ 2วันมานี้มีเรื่องสะเทือนใจมากที่ศาลคดีทุจริตฯตัดสิน”รอกำหนดโทษ”3ปี พร้อมกับศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติคณบดีคณะนิติศาสตร์

คดีที่นศ.คณะนิติศาสตร์คนหนึ่งฟ้องว่าคณะนิติศาสตร์ยกเลิกการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามิชอบ ความจริงอธิการบดีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรโดยตรง เพียงแต่ได้รับหนังสืออุทธรณ์จากนักศึกษาจึงส่งให้ที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการ(ทคอ.)การศึกษา ซึ่งมีรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเป็นประธานเป็นผู้ตรวจสอบและที่ประชุม ทคอ.การศึกษาตรวจสอบแล้วรายงานว่า การแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและประกาศกระทรวงศึกษาข้อ7.5 ที่ห้ามไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์

ดังนั้นการที่คณบดีคณะนิติศาสตร์สั่งยกเลิกกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ที่มีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นประธานจึงชอบแล้ว อธิการบดีจึงแจ้งให้นักศึกษาทราบและให้คณะนิติศาสตร์ดำเนินการตามระเบียบซึ่งคณะนิติศาสตร์ได้ประกาศแต่งตั้งกรรมการสอบชุดใหม่แต่นักศึกษาไม่เข้าสู่กระบวนการใหม่และทำการฟ้องร้องทั้งอธิการบดีกรรมการ ทคอ.การศึกษาและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดประมาณ 20 คน และศาลตัดสินว่าอธิการบดีและคณบดีมีความผิดให้”รอกำหนดโทษ3ปี” (หมายความว่ายังไม่ได้ลงโทษ) และให้ยกคำร้องกรรมการ ทคอ.และคนอื่นๆทั้งหมด 

ที่ว่าสะเทือนใจเพราะในชีวิตความเป็นครูมาตลอดชีวิตเคยได้โล่ห์การสอนดีเด่นมุ่งมั่นแต่จะทำเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและรักษาประโยชน์ของนักศึกษามาโดยตลอดถ้านักศึกษาทำถูกต้อง แต่เรื่องนี้ผมไม่เคยรู้จักนักศึกษาเห็นหน้าครั้งแรกก็วันฟังคำตัดสิน และคณะนิติศาสตร์ก็เป็นคณะที่ผมจัดตั้งขึ้นมาเอง จึงไม่มีเหตุใดที่ผมจะกลั่นแกล้งไม่ให้นักศึกษาจบ เมื่อตอนที่เขาร้องเรียนผมให้เลขาเขิญเขามาพบเพื่อปรึกษาหาทางแก้ไขแต่เขาไม่ยอมมาพบแต่เลือกที่จะฟ้อง


ยังงงยู่เหมือนกันว่าศาลตัดสินยกฟ้องกรรมการ ทคอ.ทั้งหมดบอกว่า ไม่มีความผิดซึ่งก็เหมาะสมแล้ว แต่ตัดสินให้ผมมีความผิดทั้งๆที่ผมเพียงแค่ดำเนินการตามมติของที่ประชุม ทคอ.เท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากนั้น แต่ด้วยความเคารพต่อศาลเราก็ต้องรับชะตากรรมต่อไป


อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการตัดสินของศาลชั้นต้น ผมยังสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์เพื่อความยุติธรรมต่อไปได้ ซึ่งมั่นใจว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะพิสูจน์ความบริสุทธ์ของตัวเองได้


ตามกระบวนการยุติธรรมถึงแม้เราจะต่อสู้ได้ถึงชั้นศาลฎีกาแต่ความเสียหายจากการตัดสินของศาลชั้นต้นก็มากเกินกว่าที่จะประมาณ แต่ชีวิตก็ต้องสู้กันต่อไป และไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนความตั้งใจของผมที่จะทุ่มเทให้กับการศึกษาและลูกศิษย์


ผมจะพยายามสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เพื่อนมิตรและบรรดาศิษย์ที่ห่วงใยได้ทราบข้อเท็จจริงดังนี้

คำชี้แจงคดีนักศึกษาฟ้องผู้บริหารนิด้า

มูลแห่งคดี

๑. รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ (ในขณะนั้น) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา (คำสั่งที่ ๑๐/๒๕๕๕) และออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์และป้องกันวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้น (คำสั่งที่ ๑๑/๒๕๕๕) ทั้งที่รู้ว่า ตนไม่มีอำนาจในการออกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งคำสั่งที่11/2555 เป็นการกระทำซึ่งขัดกับข้อ ๒๙ ของข้อบังคับสถาบันว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และขัดกับข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งห้ามไม่ให้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาร่วมเป็นประธานกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ เพราะจะทำให้การสอบไม่โปร่งใส และรองคณบดีผู้นั้นยังได้ออกหนังสือเชิญกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ฯ (๓ ฉบับ) ซึ่งหนังสือทั้งหมดได้อ้างข้อความอันเป็นเท็จ โดยกล่าวอ้างถึง “คณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์” ซึ่งไม่เคยมีการประชุมในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

การดำเนินการโดยลำพังของรองคณบดีฝ่ายวิชาการเป็นการดำเนินการที่คณบดีคณะนิติศาสตร์ (ศาสตราจารย์ บรรเจิด สิงคะเนติ) มิได้ทราบเรื่องแต่อย่างใด จนนำไปสู่การสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้น ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๕

๒.คณบดีคณะนิติศาสตร์เมื่อทราบเรื่องการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ในวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๕ จึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งกรรมการบุคคลภายนอก ว่าคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์อาจมีข้อบกพร่อง ขอให้ชะลอการสอบวิทยานิพนธ์ออกไปก่อน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถยุติการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาผู้นั้นได้ คณะนิติศาสตร์จึงได้ดำเนินการตรวจสอบการดำเนินการในเรื่องนี้ทั้งหมด และได้เชิญนักศึกษาให้มารับทราบเกี่ยวกับขั้นตอนการแต่งตั้งกรรมการสอบเค้าโครงและสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษาปฏิเสธการเข้าร่วมฟังการชี้แจงของคณะนิติศาสตร์ ภายหลังจากการสอบวิทยานิพนธ์แล้ว

นักศึกษาผู้นั้นได้ทำหนังสือเพื่อให้ทางคณะดำเนินการเรื่องการจบการศึกษา คณะนิติศาสตร์เห็นว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ยังมีปัญหาหลายเรื่อง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง เห็นควรให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว คณะนิติศาสตร์จึงได้มีคำสั่งที่ ๑๖/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้เชิญรองคณบดีฝ่ายวิชาการ (ขณะนั้นได้ลาออกแล้ว) มาให้ถ้อยคำในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ แต่รองคณบดีผู้นั้นไม่ยอมมาให้ข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสอบสวน ท้ายที่สุดคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้สรุปความเห็น ดังนี้

(๑) คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๐/๒๕๕๕ ซึ่งลงนามโดย รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ ปฏิบัติราชการแทนคณบดีคณะนิติศาสตร์ เป็นการลงนามโดยไม่ชอบ

(๒) คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๑/๒๕๕๕ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและป้องกันวิทยานิพนธ์ ซึ่งลงนามโดยรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ เป็นการลงนามโดยไม่ชอบและเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามข้อ ๒๙ แห่งข้อบังคับสถาบัน ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และขัดกับข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องแนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอาจเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ แต่ต้องไม่เป็นประธานกรรมการ และต้องสอบวิทยานิพนธ์ด้วยทุกครั้ง”

๓. หลังจากที่คณะนิติศาสตร์ได้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้นักศึกษาทราบ แต่นักศึกษาผู้นั้นได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังอธิการบดี ซึ่งอธิการบดีได้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการ (ทคอ.) การศึกษา โดยที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า “คำสั่งคณะนิติศาสตร์ ที่ ๑๑/๒๕๕๕ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบเค้าโครงและป้องกันวิทยานิพนธ์ ลงวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕ นั้นไม่ถูกต้องตามข้อ ๒๙ ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ว่าด้วยการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๙ และข้อ ๗.๕ ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.๒๕๔๘ ซึ่งกำหนดว่า “อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมอาจเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ แต่ต้องไม่เป็นประธานกรรมการ และต้องสอบวิทยานิพนธ์ด้วยทุกครั้ง” ทคอ.การศึกษาได้รายงานมติดังกล่าวให้อธิการบดีทราบ อธิการบดีจึงได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้นักศึกษาทราบ และมีหนังสือถึงคณะนิติศาสตร์เพื่อทราบและให้คณะนิติศาสตร์ดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบต่อไป

การดำเนินการของอธิการบดีจึงเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ 

๔. คณะนิติศาสตร์ได้นำเรื่องดังกล่าวแจ้งให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ทราบผลการพิจารณาของ ทคอ.การศึกษาในกรณีของนักศึกษาผู้นั้น และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรฯ จึงได้พิจารณาแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์นักศึกษาผู้นั้นใหม่ และได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบกำหนดวันสอบวิทยานิพนธ์ แต่นักศึกษาผู้นั้นได้ทำหนังสือแจ้งเรื่องการไม่เข้าสอบให้คณะนิติศาสตร์ทราบ และได้นำเรื่องดังกล่าวฟ้องคดีนี้

๕.นักศึกษาผู้นั้นได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลอาญาในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยฟ้องจำเลย ๗ คน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.๔๑๓๗/๒๕๕๕ ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วไม่รับฟ้อง ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ จำเลยที่ ๒ เนื่องจากเห็นว่า ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นอธิการบดี (ในขณะนั้น) มีหน้าที่บริหารงานและกำกับดูแลคณะ/สำนักและหน่วยงานทั้งหมดของสถาบัน เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินงานของคณะนิติศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับอธิการบดี จึงไม่รับฟ้อง

นักศึกษาผู้นั้นได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลอาญาต่อศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วก็มีคำสั่งไม่รับฟ้องเช่นกัน นักศึกษาผู้นั้นได้ฎีกาต่อศาลฎีกาให้รับฟ้องศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ในช่วงระหว่างฎีกาได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางขึ้น จึงได้โอนคดีมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

๖. ในระหว่างนั้นนักศึกษาผู้นั้นได้ฟ้อง ทคอ.การศึกษา ผู้บริหารคณะนิติศาสตร์ กรรมการบริหารหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายและการจัดการ และกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เป็นจำเลยทั้งหมด ๒๐ คน เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.๒๗๐๖/๒๕๕๗ ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ได้มีการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบกลางขึ้น จึงได้โอนคดีนี้มาที่ศาลอาญาคดีทุจริต และศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้รับฟ้องโดยให้รวมคดีทั้ง ๒ เข้าด้วยกัน 

๗. เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ ศาลได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ (ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์) กับจำเลยที่ ๓ (ศาสตราจารย์ บรรเจิด สิงคะเนติ) มีความผิด”ให้รอการกำหนดโทษเป็นระยะเวลา ๓ ปี “ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

ประเด็นของอธิการบดีที่น่าศึกษาคือ อธิการบดีปฏิบัติตามมติของที่ประชุมคณบดีและผู้อำนวยการการศึกษา(ทคอ.)ที่ยืนยันว่าการแต่งตั้งกรรมการสอบวิทยานิพนธ์มิชอบขัดต่อระเบียบมีความผิดทั้งๆที่อธิการบดีใช้อำนาจตามระเบียบของราชการมิได้ใช้อำนาจโดยพลการ

ด้วยความเคารพต่อศาล แต่จำเลยทั้ง 2ยังสามารถใช้สิทธ์ในการอุทธรณ์และฎีกาต่อไปได้ โดยอธิการบดีเชื่อมั่นว่ามีหลักฐานทางราชการที่จะยืนยันความบริสุทธ์ได้ในชั้นอุทธรณ์


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 ตุลาคม 2560    
Last Update : 16 ตุลาคม 2560 6:01:49 น.
Counter : 60 Pageviews.  

โปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ ณ อยุธย



รายงานจากราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 ต.ค.2560 เผยแพร่ประกาศเรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา

 

รายงานจากราชกิจจานุเบกษาวันที่ 13 ต.ค.2560 เผยแพร่ประกาศเรื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา ระบุว่า 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในให้แก่พลเอกหญิงสุทิดาวชิราลงกรณ์ณอยุธยา

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมพุทธศักราช 2560 

ประกาศณวันที่ 13 ตุลาคมพุทธศักราช 2560 เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2560    
Last Update : 14 ตุลาคม 2560 13:43:26 น.
Counter : 137 Pageviews.  

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต รัชกาลที่ 9



เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดสด พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

 

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาเวลา 17.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงวางพวงมาลาส่วนพระองค์ และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ชาวพนักงานมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ ปี่พาทย์ ทหารกองเกียรติยศพระบรมศพถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูปสวดพระพุทธมนต์ และสวดคาถาพิเศษ “ปรมินทมหาภูมิพละอตุลยะเตชะมหาราชัสสะ ปัตติทานคาถา"จบ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ออกจากพระที่นั่ง เจ้าพนักงานนิมนต์พระสงฆ์ที่จะถวายพระธรรมเทศนาและสวดธรรมคาถาขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม พระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่งจบ พระสงฆ์ 4 รูปสวดธรรมคาถาแล้วทรงประเคนเครื่องไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ ทั้งสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดธูปเทียนที่แท่น เตียงพระสวดพระอภิธรรม เสด็จพระราชดำเนินกลับ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2560    
Last Update : 14 ตุลาคม 2560 10:52:08 น.
Counter : 25 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.