คลังลดภาษี'ท่องเที่ยว'พื้นที่ชนบท



คลังถก ททท.เคาะภาษีท่องเที่ยวใหม่ รมว.คลังยืนยันให้อัตราเดียวและต้องเป็นการเดินทางไปเที่ยวในชุมชนและชนบท

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รายงานข้อเสนอเรื่องมาตรการภาษีท่องเที่ยวที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอมา ให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาเห็นชอบ เพื่อนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า รมว.คลังเห็นด้วยในหลักการให้นำรายจ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ได้ให้ สศค.ไปหารือกับ ททท.เรื่องรูปแบบการหักลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยให้มีการกำหนดจังหวัดและเส้นทางการท่องเที่ยวให้ชัดเจนว่าอย่างไรถึงนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

"รมว.คลังต้องการให้การ ลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยว ทำให้คนในชนบทได้ประโยชน์จริงๆ เพราะมาตรการลดหย่อนภาษี ท่องเที่ยวที่ผ่านมาพบว่า โรงแรมในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวใหญ่ๆ เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ชนบทไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการที่ออกไป" นายกฤษฎา กล่าว

ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ททท.ได้เสนอมาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวแบ่งเป็น 3 เขต คือ จังหวัดท่องเที่ยวหลัก 14 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท จังหวัดท่องเที่ยวใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด ลดหย่อนภาษีได้ 3 หมื่นบาท และจังหวัดท่องเที่ยวรอง 51 จังหวัด ลดหย่อนภาษีได้ 5 หมื่นบาท

ทั้งนี้ ททท.ต้องการให้ลดหย่อนทั้ง 3 เขต ซึ่งกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วย จึงต้องหารือกับ ททท. เพื่อกำหนดจังหวัดและเส้นทางการท่องเที่ยวที่จะได้ลดหย่อนภาษีใหม่ อีกครั้ง ซึ่งสุดท้ายอาจจะได้ลดหย่อนภาษีทุกจังหวัดแต่ต้องเป็นเส้นทาง ท่องเที่ยวที่สนับสนุนท้องถิ่นและ ชนบท

สำหรับค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยวยังไม่ได้มีการสรุประหว่าง 1.5 หมื่นบาท หรือ 3 หมื่นบาท รวมถึงระยะเวลาของมาตรการ เพราะต้องการให้สรุปจังหวัดและเส้นทางการท่องเที่ยวให้ได้เสียก่อน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2560    
Last Update : 20 สิงหาคม 2560 10:41:25 น.
Counter : 84 Pageviews.  

เจาะแฟ้มแถลงปิดคดีอัยการ! เบื้องหลังนำสำนวนจีทูจีเก๊รวมคดี‘ปู’-หัวใจสำคัญทำชาติเจ๊ง?



“…ที่สำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนโยบายเร่งด่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง แต่พฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏจากการไต่สวนของศาลที่ผ่านมา ฟังได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ หาได้ทำอย่างเคร่งครัดจริงจังดังที่กล่าวอ้างไม่ ทั้งหลังจากมีการเตือนท้วงติงอย่างหนักหน่วงแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยังปล่อยให้มีการทำสัญญาซื้อขายจีทูจีต่อไปอีก 4 สัญญา รวมปริมาณข้าวสูงถึง 14 ล้านตัน นับว่ามีพิรุธน่าสงสัยยิ่งนัก ถือเป็นการผิดมาตรฐานของวิญญูชนคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่งที่โดนเตือนท้วงติงอย่างหนักขนาดนั้นแล้ว ยังหลับหูหลับตาไม่สนใจต่อไป…”

 

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 16 .. 2560 ที่ผ่านมา ฝ่ายพนักงานอัยการได้ยื่นคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรแก่องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว

โดยคำแถลงปิดคดีของฝ่ายอัยการโดยสรุปคือ ชี้ให้เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่มีผลงานวิจัยที่ได้มาตรฐานมารองรับ เป็นเพียงการคิดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอิทธิพลครอบงำพรรคเพื่อไทย และนโยบายนี้จัดทำขึ้นเพื่อหาเสียงจากชาวนาที่มีกว่า 3-4 ล้านครัวเรือน เพื่อต้องการให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง และครองอำนาจรัฐเท่านั้น นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ และสารพัดปัญหาในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และเป็นข้อต่อสู้ระหว่างฝ่ายพนักงานอัยการ และทีมทนายความของ ..ยิ่งลักษณ์ มาโดยตลอดคือ การที่ฝ่ายพนักงานอัยการนำสำนวนระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ ที่มีนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 28 ราย มาใส่ไว้ในสำนวนคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวด้วย สามารถทำได้หรือไม่ และการระบายข้าวจีทูจีเกี่ยวข้องกับการจำนำข้าวอย่างไร ?

ประเด็นนี้ถูกทีมทนายความ ..ยิ่งลักษณ์ โต้แย้งคัดค้านต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯตั้งแต่ตอนตรวจพยานหลักฐานเมื่อปี 2559 แล้วว่า การนำสำนวนคดีระบายข้าวจีทูจี ซึ่งเป็นคนละสำนวนกับคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่ ..ยิ่งลักษณ์ ถูกฟ้องเป็นจำเลย ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่เกี่ยวข้องกันนอกจากนี้ตอนที่ ..ยิ่งลักษณ์ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) ชี้มูลความผิดนั้น ในสำนวนของ ... ไม่ได้ระบุถึงการระบายข้าวจีทูจีด้วย

เรื่องนี้เองที่ทีมทนายความ ..ยิ่งลักษณ์ ต้องทำคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการไต่สวนอย่างไม่เป็นธรรมหรือไม่ถึง 3 ครั้ง แต่องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯวินิจฉัยแล้วว่า ในการไต่สวนที่ผ่านมาทั้งหมด ได้ให้โอกาสคู่ความทั้งสองฝ่าย นำพยานหลักฐานต่าง มาให้ศาลไต่สวนโดยยุติธรรมแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก

ล่าสุด ในคำแถลงปิดคดีฝ่ายพนักงานอัยการ ได้อธิบายว่า สาเหตุที่ต้องนำสำนวนคดีระบายข้าวจีทูจีมาใส่ไว้ในสำนวนคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเห็นว่า มูลความผิดอันเป็นหัวใจสำคัญของคดี คือ การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และระบายข้าวแบบจีทูจี นั่นเอง !

อย่างไร ?

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org สรุปคำแถลงปิดคดีของฝ่ายพนักงานอัยการเฉพาะประเด็นการนำสำนวนคดีระบายข้าวจีทูจี มาใส่ในสำนวนคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ดังนี้

ประเด็นหลังจากมีการยื่นฟ้องคดีแล้ว อัยการชอบอ้างสำนวนการไต่สวนคดีระบายข้าวจีทูจี รวม 148 แฟ้มประมาณ 68,000 แผ่น เข้ามาเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ทำได้หรือไม่

นเรื่องนี้ข้อต่อสู้ของ ..ยิ่งลักษณ์ ที่ว่า โจทก์ (พนักงานอัยการ) ไม่มีอำนาจอ้าง และศาลไม่มีอำนาจรับฟัง ก็หาฟังขึ้นไม่อีกเช่นกัน เนื่องจากการกล่าวหา ..ยิ่งลักษณ์ ในคดีนี้นั้น

มูลความผิดอันเป็นหัวใจสำคัญของคดีคือ การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และระบายข้าวจีทูจี และที่สำคัญตามที่วินิจฉัยในประเด็นข้างต้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติว่า คณะกรรมการ ... ได้เริ่มไต่สวนการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวของ ..ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่ .. 2555 แล้ว โดยผู้ร้องเรียนกล่าวหาให้ไต่สวน ..ยิ่งลักษณ์ โดยตรง เพียงแต่ในชั้นนั้นคณะกรรมการ ... ยังไม่มีคำสั่งไต่สวนระบุชื่อ..ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น

แต่เนื้อหาแห่งคดีที่ไต่สวน เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนตั้งแต่ตอนแรกแล้วจะเห็นว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนซึ่งทำหน้าที่แทนคณะกรรมการ ... นั้น ได้มุ่งไต่สวน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว 2.การทุจริตในการระบายข้าว

โดยพยานโจทก์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ... เบิกความสอดคล้องกันทำให้มีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ และพยานหลักฐานที่คณะกรรมการ ... ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าว ก็ฟังเป็นที่ยุติว่า การระบายข้าวตามที่มีการกล่าวหา ไม่มีการซื้อขายแบบจีทูจี และนายบุญทรง กล่าวอ้างหรือแสดงพฤติกรรมรับรองความชอบของการซื้อขายแบบจีทูจีไว้ เรื่องนี้คณะกรรมการ ... ได้ระบุข้อเท็จจริงนี้ไว้ในบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ ..ยิ่งลักษณ์ โดยชัดแจ้งแล้ว

ประกอบกับในชั้นตั้งข้อไม่สมบูรณ์ (คณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการ และ ...) อสส. ได้แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ให้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นการซื้อขายแบบจีทูจี ไว้ในหนังสือดังกล่าวเช่นกัน อีกทั้งในชั้นรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อไม่สมบูรณ์นั้น คณะทำงานร่วมได้มีหนังสือขอพยานหลักฐานดังกล่าวจากคณะกรรมการ ... เพื่อประกอบสำนวนด้วย โดยคณะกรรมการ ... มีมติเห็นชอบให้ส่งสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหานายบุญทรง ให้คณะทำงานร่วมเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

เหตุผลสำคัญประการต่อมาคือ คดีที่ฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองการพิจารณาคดีของศาลใช้ระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจเต็มในการแสวงหาข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้เองตามที่เห็นสมควร นอกเหนือจากเอกสารหลักฐานในสำนวนการไต่สวนตามที่คณะกรรมการ ... ชี้มูลมา แม้กฏหมายจะบัญญัติให้ศาลยึดถือสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ...เป็นหลักในการพิจารณาก็ตาม

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์แห่งการกระทำของ ..ยิ่งลักษณ์ ตามรูปคดีที่ปรากฏแล้ว ถือว่าการกระทำความผิดอาญาในคดีนี้เป็นอาชญากรรมประเภท ‘White-Collar Crime’ ต่างจาก ‘Street Crime’ ทั่วไป เช่น คดีลักวิ่งชิงปล้นโดยสิ้นเชิง เพราะคดีประเภทนี้ไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

แต่ผลแห่งการกระทำของ ..ยิ่งลักษณ์ หรือผลของการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ ..ยิ่งลักษณ์ ได้กำหนดนโยบายที่ผิดพลาดนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้างในหลายมิติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชนตามมาเป็นระยะ ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาระแก่งบประมาณแผ่นดิน ภาระหนี้คงค้าง ภาระดอกเบี้ย หนี้สาธารณะ การเงินการคลัง เศรษฐกิจ การเมือง หรือการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การเกษตร การส่งออก

รวมทั้งความเสียหายไม่โปร่งใสจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในการระบายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการขาดทุนสูง นอกเหนือไปจากการรับจำนำข้าวในราคาสูงเกินกว่าราคาท้องตลาดประมาณ50-60% และผลเสียหายอื่น ที่กระทบกันเป็นลูกโซ่อีกหลายด้าน

แม้กระทั่งการพัฒนาในด้านต่าง ที่ต้องสะดุดไปอันสืบเนื่องมาจากการต้องนำเงินส่วนใหญ่ไปชำระหนี้ดอกเบี้ย และต้นเงินที่กู้มาใช้ในโครงการหลายแสนล้านบาท ล้วนแล้วแต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายของ ..ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น โดยจากรูปคดีที่ปรากฏผลเสียหายทั้งหมดยังเกิดขึ้นในปัจจุบัน คงอยู่ และยังดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น

สอดคล้องกับการเตือนท้วงติงต่าง อย่างหนักหน่วง ที่มีการตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ขณะดำเนินโครงการ และหลังดำเนินโครงการว่า จะมีผลเสียหายอย่างไรบ้างในอนาคตหาก ..ยิ่งลักษณ์ ยังคงดันทุรังดำเนินนโยบายต่อไปเช่นนั้น ทั้ง ที่มีบทเรียนในอดีตให้จดจำ และนำไปแก้ไขป้องกันปัญหาที่ไม่ควรเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และผลของการกระทำดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองอีกยาวนานหลายสิบหรืออาจเป็นร้อยปีก็ว่าได้

ด้วยเหตุนี้ อสส. ในฐานะทนายแผ่นดินซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนคนทั้งชาติ จึงชอบที่จะอ้างพยานหลักฐานต่าง ที่ ..ยิ่งลักษณ์ โต้แย้งมาเพิ่มเติมได้ เนื่องจากเป็นผลของการกระทำที่ยังเกิดขึ้นสืบเนื่องต่อมาตามลำดับวันเวลา ยังไม่สิ้นสุดไป ทั้งไม่ทราบว่าจะจบสิ้นเมื่อใด แม้การกระทำนั้นจักได้สำเร็จแล้วก็ตาม

ดังนี้การที่ศาลไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามที่โจทก์อ้างและมีดุลยพินิจเห็นสมควรย่อมถือเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยเหตุผล และชอบด้วยประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้ว อีกทั้งคำว่า ‘เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม’ นั้น เป็นคำที่มีความหมายกว้างมาก และย่อมครอบคลุมถึงเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย มิใช่แต่เพื่อประโยชน์แก่ฝ่าย ..ยิ่งลักษณ์ ฝ่ายเดียวตามที่อ้าง

นอกจากนี้การทุจริตในการระบายข้าวจีทูจี คือหัวใจสำคัญของการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ..ยิ่งลักษณ์ และหากพิจารณาในภาพรวมแล้วน่าจะถือเป็นคำตอบสุดท้ายของกระบวนการกระทำผิดในคดีนี้ก็ว่าได้ ประกอบกับเอกสารหลักฐานในสำนวนการไต่สวนการระบายข้าวจีทูจี ก็ผ่านกระบวนการรวบรวมนำเข้ามาในสำนวนคดีนี้ตั้งแต่ชั้นการตั้งข้อไม่สมบูรณ์ของคณะกรรมการ ... และอสส. แล้ว

ที่สำคัญ ..ยิ่งลักษณ์ มีนโยบายเร่งด่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง แต่พฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏจากการไต่สวนของศาลที่ผ่านมา ฟังได้ว่า ..ยิ่งลักษณ์ หาได้ทำอย่างเคร่งครัดจริงจังดังที่กล่าวอ้างไม่ ทั้งหลังจากมีการเตือนท้วงติงอย่างหนักหน่วงแล้ว ..ยิ่งลักษณ์ ก็ยังปล่อยให้มีการทำสัญญาซื้อขายจีทูจีต่อไปอีก 4 สัญญา รวมปริมาณข้าวสูงถึง 14 ล้านตัน นับว่ามีพิรุธน่าสงสัยยิ่งนัก ถือเป็นการผิดมาตรฐานของวิญญูชนคนทั่วไปเป็นอย่างยิ่งที่โดนเตือนท้วงติงอย่างหนักขนาดนั้นแล้ว ยังหลับหูหลับตาไม่สนใจต่อไป

เมื่อฟังประกอบกับการที่จำเลยเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประเทศที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนโดยรวม มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังตามที่แถลงนโยบายไว้และมีหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่ต้องติดตามกำกับดูแลการระบายแบบจีทูจีโดยตรง กลับไม่ให้ความสำคัญระมัดระวังเอาใจใส่อย่างเข้มงวดจริงจัง

จนทำให้พฤติการณ์ของ ..ยิ่งลักษณ์ น่าฟังว่า สมยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริต ทั้ง ที่ ..ยิ่งลักษณ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลและเป็นผู้มีอำนาจเหนือข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่จะสั่งการให้ตรวจสอบหรือสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างง่ายดายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่หาได้ทำอย่างจริงจังตรงไปตรงมาไม่กลับละเลยเพิกเฉยจนปราศจากเหตุผล

และถ้าหากการติดตามกำกับดูแลมีประสิทธิภาพโดยทำได้จริงตามที่ ..ยิ่งลักษณ์ กล่าวอ้าง การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในแต่ละฤดูกาลผลิต และการระบายข้าวตามลำดับวันเวลา ย่อมไม่มีปัญหาตามที่มีการเตือนท้วงติงเป็นแน่แท้ และย่อมสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งมีมาตรการในการป้องกันความเสียหายและการทุจริตอย่างใกล้ชิดจริงจังสมกับที่เป็นโครงการใหญ่ ใช้เงินมากมายมหาศาลหลายแสนล้านบาท โดยรวมโครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูกาลผลิต รัฐบาล ..ยิ่งลักษณ์ ใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 9.32 แสนล้านบาท มีภาระคงค้างหนี้สูงประมาณ 6.74 แสนล้านบาท (ไม่รวมดอกเบี้ย)และใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 9.41 แสนล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น ยังไม่รวมผลขาดทุนที่สูงเพิ่มขึ้นเรื่อย และหากนับรวมถึงผลขาดทุน ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่น ที่เกิดขึ้นตามมาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน (ยังไม่รวมในอนาคต) อาจมียอดใช้เงินทะลุ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย

นี่เป็นประเด็นความเสียหายที่เป็นผลมาจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเท่านั้น ยังไม่รวมถึงประเด็นความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตในการระบายข้าวจีทูจีที่มีการขายข้าวอันเป็นทรัพย์สินของชาติไปในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพราะการทุจริตย่อมถือเป็นความเสียหายอย่างหนึ่งในตัวของมันเอง และนั่นหมายความว่า ประชาชนคนทั้งชาติที่เป็นเจ้าของภาษีเป็นเจ้าของแผ่นดินต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนนี้โดยไม่เป็นธรรมเช่นกัน ข้อกล่าวอ้างของ ..ยิ่งลักษณ์ จึงหาฟังขึ้นไม่

----

นี่คือหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฝ่ายอัยการถึงกับใช้คำว่า ‘หัวใจหลัก’ ที่ทำให้ต้องนำสำนวนคดีระบายข้าวจีทูจี มาใส่ไว้ในสำนวนคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่ ..ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย

ท้ายสุดคำพิพากษาจะออกมาในรูปแบบใด ต้องรอลุ้นกันวันที่ 25 .. นี้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2560    
Last Update : 20 สิงหาคม 2560 6:30:53 น.
Counter : 105 Pageviews.  

ปูดนักลงทุนจีนกว้านซื้อที่ดิน จ.กาญจนบุรี



พระพุทธอิสระ ปูดนักลงทุนจีนกว้านซื้อที่ดิน จ.กาญจนบุรี ให้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้า ใช้พื้นที่ปลูกพืชผลการเกษตรด้วยสารเคมี หวั่นคนไทยต้องซื้อผลไม้นำเข้าจากจีนแทน

 

๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๐

โชคดีของแผ่นดินไทย ที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอตื่นขึ้นมาได้ทันเวลา 

ดีเอสไอลงพื้นที่ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า มีนักธุรกิจขาวจีนซื้อสิทธิ์จากชาวบ้านที่เข้าไปบุกรุกพื้นที่ราชพัสดุ ๑,๒๐๐ ไร่ และปลูกพืชผลทางการเกษตร ประเภทแก้วมังกร มะนาว มะม่วง เต็มแปลงเพื่อส่งออกผลไม้ไปจำหน่ายที่ประเทศจีน 

ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายอำเภอของ .กาญจนบุรี โดยมีนายทุนไทยเป็นนอมินีถือครองแทน

ก่อนหน้านี้เคยมีนักลงทุนชาวจีนใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมีมากเกินจำเป็น ของสวนกล้วยที่จังหวัดทางภาคเหนือ จนส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทั้งน้ำดื่มน้ำใช้ และเป็นเหตุทำให้ปลาในบ่อเลี้ยงของชาวบ้านตายลอยเกลื่อน

อีกทั้งคนงานไทยในสวนกล้วยก็เจ็บป่วยเพราะสัมผัสโดนสารเคมีในระหว่างการทำงาน

แม้แต่ในประเทศลาว รัฐบาลเขายังควบคุมและปกป้องผลประโยชน์ของเขา เช่นที่เวียงจันทน์มีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นออกใบอนุญาตครอบครองที่ดินแก่นักลงทุนจีน

รวมถึงสวนกล้วยที่มีอยู่ในลาวยังถูกห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเติม หลังจากสวนกล้วยในแขวงบ่อแก้วถูกเปิดโปงว่ามีการใช้สารเคมีเป็นพิษมากมาย

โดยรัฐบาลกำชับให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หากพบนักลงทุนจีนรายใดใช้สารเคมีที่เป็นพิษมากเกินขนาด ทำให้เกิดผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อม ก็สั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตได้ทันที

จะเห็นว่ารัฐบาลลาวเขาตื่นตัวกลัวประเทศเขาจะล่มจมฉิบหายด้วยน้ำมือของนักลงทุนจีน

แล้วพี่ไทยล่ะ ทำไมถึงปล่อยปละละเลย ให้นักลงทุนจีนและต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพเกษตรไทย ทั้งที่มีกฎหมายห้าม

เวลานี้พื้นที่ใดสามารถปลูกทุเรียน ลองกอง มังคุด กล้วยหอม และผักผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ ที่คนจีนชอบกิน

ก็จะมีนักลงทุนจีนเข้ามาทุ่มทุนกว้านซื้อที่ดิน โดยมีคนไทยขายชาติบางคนร่วมมือทำตัวเป็นนอมินี เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาทำร้ายคนไทยด้วยกัน

นี่ยังไม่นับรวมพวกที่รับซื้อผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นลำไย ทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่ ลองกอง หอมหัวใหญ่ และพืชผักอื่นๆ

ตอนนี้กลายเป็นของคนจีนแทบจะหมดแล้ว

แถมยังกดราคา ตั้งราคาซื้อต่ำๆ ตามชอบใจ

อยากจะถามว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำอะไรกันอยู่

กรมการค้าภายในไม่คิดจะแก้ไขอะไรกันบ้างหรือ

นี่ยังไม่นับรวมความฉิบหายเสียหายของสิ่งแวดล้อมที่พวกนักลงทุนต่างชาตินำสารเคมีเข้ามาระดมใช้กับพืชผลที่ตนปลูก

ขอร้องล่ะท่านนายก ว่างๆ ลองส่งคนที่ไว้ใจได้ออกมาสำรวจตรวจสอบกันดูหน่อย จะได้รู้ข้อเท็จจริง อย่าไปฟังแต่ข้าราชการขี้ประจบ ลองออกสำรวจถามชาวบ้านเกษตรกรเขาดูบ้าง

หากวันนี้รัฐบาลยังไม่ตื่นรู้ วันข้างหน้าคนไทยคงต้องซื้อทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ กล้วยหอมใหญ่ จากจีนกินเป็นแน่


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2560    
Last Update : 19 สิงหาคม 2560 14:19:47 น.
Counter : 89 Pageviews.  

'เชื่อมเตาปูนกับบางซื่อ ผู้โดยสารเพิ่มแต่ยังขาดทุนหนักวันละ 5 ล้าน' โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์



ผมขอชื่นชมการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่สามารถเชื่อมสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อได้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2560 ทำให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ต้องการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้รับความสะดวก

 

ไม่ต้องเสียเวลาต่อรถเมล์จากสถานีเตาปูนไปสถานีบางซื่อ หรือต่อรถไฟจากสถานีบางซ่อนไปสถานีบางซื่อ เพื่อเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่อเดินทางสู่จุดหมายปลายทางต่อไป

ความสะดวกจากการเชื่อมต่อสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อทำให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงเพิ่มขึ้นกล่าวคือตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกัน และเป็นช่วงลดอัตราค่าโดยสารในวันทำงานจาก 14-42 บาท เป็น 14-29 บาท สำหรับผู้ใช้บัตรโดยสาร และในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ใช้อัตราค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย สำหรับผู้โดยสารทุกคนทั้งผู้ใช้บัตรโดยสารและเหรียญโดยสาร พบว่ามีผู้โดยสารเฉลี่ย 24,841 คนต่อวัน และตั้งแต่วันที่ 11-16 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกันแล้ว และยังคงลดค่าโดยสารเหมือนกับช่วงเวลาก่อนเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกัน ปรากฏว่ามีผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น36,463 คนต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 46.8% นับว่า รฟม.ทำผลงานได้ดีในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร

แต่เมื่อหันไปดูรายได้ที่เก็บได้จากค่าโดยสาร กลับน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะรายได้ลดลงจากเฉลี่ย  475,257.66 บาทต่อวัน เหลือ 441,021.57 บาทต่อวัน หรือลดลง 7.2% เนื่องจากหลังจากเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกันแล้วผู้โดยสารทุกคนทั้งผู้ที่ใช้บัตรโดยสารและเหรียญโดยสารไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า (หรือค่าใช้ชานชาลา) 14 บาท ในการเปลี่ยนรถไฟฟ้าจากสายสีม่วงไปสู่สีน้ำเงิน หรือจากสายสีน้ำเงินไปสู่สายสีม่วง ต่างกับช่วงเวลาก่อนเชื่อมสองสถานีเข้าด้วยกัน ซึ่งเฉพาะผู้ใช้บัตรโดยสารเท่านั้นที่ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ รฟม.มีรายได้ลดลง

เมื่อดูรายจ่ายของ รฟม. พบว่า รฟม.ต้องจ่ายค่าจ้างบริษัท ทางด่วนหรือรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)หรือบีอีเอ็ม ในการบริหารจัดการเดินรถและค่าซ่อมบำรุงรักษาถึงวันละประมาณ 5.5 ล้านบาท ทำให้รฟม.ต้องแบกภาระการขาดทุนอย่างหนักถึงวันละประมาณ 5 ล้านบาท (5,500,000-441,021.57)

อนึ่ง เดิมผมเคยเขียนว่า รฟม.ต้องจ้างบีอีเอ็มให้เดินรถและซ่อมบำรุงรักษาวันละประมาณ 3.6 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินตามสัญญาระหว่าง รฟม.กับบีอีเอ็ม แต่พอดูค่าจ้างจริงที่ รฟม.ได้จ่ายให้บีอีเอ็มตั้งแต่เริ่มให้บริการ (6 สิงหาคม 2559) จนถึงปัจจุบันกลับพบว่าสูงกว่าที่ประเมินไว้ กล่าวคือ รฟม.ต้องจ่ายค่าจ้างเฉลี่ยถึงวันละประมาณ 5.5 ล้านบาท

ผมดีใจที่ รฟม.สามารถทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นได้ แต่เป็นห่วงที่ รฟม.ต้องแบกภาระการขาดทุนอย่างหนักด้วยเหตุนี้ รฟม.จะต้องหาทางเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้มากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อลดการขาดทุน ที่น่ากังวลก็คือ เมื่อถึงเวลาที่ รฟม.จะเก็บค่าโดยสารในอัตราปกติ ไม่ลดราคาเหมือนปัจจุบันนี้ รฟม.จะสามารถรักษาผู้โดยสารที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร อีกทั้ง ยังจะต้องหาผู้โดยสารใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย รฟม.ยิ่งนัก


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2560    
Last Update : 19 สิงหาคม 2560 6:27:35 น.
Counter : 51 Pageviews.  

เล็งชงใช้ม.44คลอดกฎหมาย หนุนคนไทยเป็นสตาร์ทอัพ



คลังเล็งชง 'ประยุทธุ์'ใช้ ม.44 ทำคลอดกฎหมายสตาร์ทอัพครอบจักรวาล ยกเครื่องสิทธิประโยชน์ ลดขั้นตอน หนุนคนไทยทำธุรกิจสตาร์ทอัพเพิ่ม

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (บอร์ดสตาร์ทอัพ) เปิดเผยว่า กำลังเร่งยกร่างกฎหมายสำหรับส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพขึ้นมาโดยเฉพาะ ให้เสร็จภายในเดือนก..นี้ เพื่อ ส่งเสริม ลดอุปสรรค และให้สิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งธุรกิจแก่สตาร์ทอัพในไทย รวมถึงดึงดูดธุรกิจสตาร์ทอัพจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยสาระสำคัญของร่างกฎระเบียบ จะมีการกำหนดเงื่อนไขการสิทธิประโยชน์ นิยามของสตาร์ทอัพ การเคลื่อนย้ายเงินทุนการระดมทุนผ่านตลาดทุน การร่วมทุน การปรับปรุงกฎหมายทางแพ่งและพาณิชย์ การลดขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจ รวมถึงมาตรการส่งเสริมภาษีด้านต่างๆแก่ผู้ประกอบการ

“นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ บอร์ดสตาร์ทอัพ และกระทรวงการคลังหาแนวทางลดอุปสรรคและส่งเสริมสตาร์ทอัพในไทยเป็นการด่วนเพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยสิทธิประโยชน์อันไหนที่เรายังสู้ต่างประเทศไม่ได้ก็จะปรับให้แข่งได้หรืออาจทำให้ดีกว่า โดยเรื่องนี้มีความเร่งด่วนมาก ซึ่งจะยกร่างกฎหมายได้เดือนก..นี้ หลังจากนั้นจะมีการเสนอเข้า ครม.เพื่อออกกฎหมาย และถ้ามีความจำเป็นก็อาจเสนอให้พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา44 เพื่อผลักดันให้เกิดโดยเร็วที่สุด”  


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2560    
Last Update : 19 สิงหาคม 2560 0:19:45 น.
Counter : 59 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.