การเลือกอธิการบดี มธ. คนใหม่ : จดหมายเปิดผนึกถึงชาวธรรมศาสตร์



ผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้

 

ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

อดีตอาจารย์ และอาจารย์ มธ. หลายคนปรารภกับผมเรื่องความกังวลในการสรรหาอธิการบดี มธ. คนใหม่

สิ่งที่อาจารย์เหล่านั้น รวมทั้งตัวผมเองเป็นห่วงเป็นใยมาก คือ แนวโน้มที่ธรรมศาสตร์จะได้อธิการบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาติดต่อกันกว่า 13 ปี และหากเป็นไปตามคาดหมาย ทีมบริหารของอธิการบดีคนใหม่ก็อาจจะเป็นทีมเดิมที่ทำงานในตำแหน่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และคณบดีมหาวิทยาลัยติดต่อกันตลอด 13 ปีเพียงแต่สลับตำแหน่งกัน เมื่อมีการเปลี่ยนตัวอธิการบดี เท่านั้น

ผมลังเลใจที่จะเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ถึงชาวธรรมศาสตร์ เพราะผู้บริหารชุดนี้หลายคนต่างก็เป็นเพื่อนที่ผมรักใคร่ และให้ความนับถือทั้งในทางวิชาการและการบริหาร อีกทั้งท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำเร็จในเรื่องการผลักดันนำ มธ.ออกจากระบบราชการ

แต่ขณะนี้ มธ. มีฐานเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล จึงต้องมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน และการวิจัยให้รุดหน้าเท่าเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย รวมทั้งการไล่ทวงมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบราชการก่อน และบัดนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นมีผลการดำเนินงานทางวิชาการที่ล้ำหน้ากว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไม่ว่าเราจะใช้เกณฑ์การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของสถาบันจัดอันดับใดก็ตาม ข้อมูลระบุตรงกันว่าธรรมศาสตร์มิได้อยู่ในอันดับที่น่าพึงพอใจ เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพราะอย่างเก่ง เราก็อยู่ในอันดับที่ 9-17 (ดูข้อมูลจัดอันดับในตาราง) ซึ่งต่ำกว่ามหาวิทยาลัยน้องใหม่ด้านเทคโนโลยี

ข้อสังเกต คือ การจัดอันดับของ Times Higher Education (THE) และ QS ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก ธรรมศาสตร์ไม่มีชื่อติดอันดับใดๆ ของมหาวิทยาลัยโลกเลย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า คณะด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์สุขภาพของเรามีผลงานด้อยกว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่ออกนอกระบบก่อนธรรมศาสตร์

แม้แต่การจัดอันดับ 50 มหาวิทยาลัยของไทยเอง ธรรมศาสตร์ก็ติดแค่อันที่ 8 ในด้านการวิจัย และอันดับที่ 6 ในด้านการเรียนการสอน....ในฐานที่เคยเป็นทั้งศิษย์เก่า อดีตอาจารย์และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผมพูดตรงๆว่า “น่าห่วงธรรมศาสตร์” มากครับ

นั่นหมายความว่า ผู้บริหารชุดใหม่จะต้องมีทีมอาจารย์หนุ่มสาวจากสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และวิศวกรรม เข้ามาร่วมในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมทั้งในอนาคตอันใกล้ ธรรมศาสตร์ควรจะมีอธิการบดีที่มาจากคณะเหล่านั้น เหมือนในมหิดล จุฬาลงกรณ์ เชียงใหม่ มจธ. ที่มีผู้บริหารหนุ่มสาวในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม-แพทย์ เข้ามาเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนเหล่านี้กล้าคิดเรื่องใหม่ๆ กล้าทำ กล้าทดลอง แถมยังเป็นคนเก่งที่มีพลังมหาศาล

ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันบุคคลเหล่านี้ ในฐานของกรรมการผู้ทรงวุฒิมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขณะเดียวกันผมก็รู้จักอาจารย์หนุ่มสาวของ มธ. ในสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรมหลายคนซึ่งล้วนเป็นผู้มีความสามารถวิชาการสูง มีความใฝ่ฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมหาวิทยาลัย

แต่น่าเสียดายที่ระบบการเมืองธรรมศาสตร์ไม่เปิดโอกาสให้เขาเหล่านี้

การที่ธรรมศาสตร์มีผู้บริหารระดับรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการชุดเดิมเป็นเวลาติดต่อกันอย่างยาวนานเพียงแต่สลับตำแหน่งกัน ทำให้ไม่มีการพัฒนาอาจารย์รุ่นใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในอนาคตเหมือนกับในมหาวิทยาลัย 3-4 อันดับต้นของประเทศ ยิ่งกว่านั้นในการสรรหาคณบดีหลายคณะมหาวิทยาลัยไม่เลือกคณบดีที่บุคลากรสายต่างๆของคณะ (โดยเฉพาะสายอาจารย์) เป็นผู้เสนอมาในอันดับแรก (ยกเว้นคณะเศรษฐศาสตร์ ที่อาจารย์ผู้ได้คะแนนหยั่งเสียอันดับ 2-3 จะถอนตัวตามสัญญาประชาคมของคณะ) เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ในธรรมศาสตร์คงมีความเชื่อว่าถ้าตนสมัครเข้าชิงตำแหน่งอธิการบดี ก็คงมีโอกาสริบหรี่มาก เพราะแม้ในทางหลักการกระบวนการสรรหาจะดูเหมือนเป็นระบบเปิดที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในทางความเป็นจริง อาจารย์จำนวนมากรู้ว่าคนที่อยู่นอกกลุ่มผู้บริหารชุดปัจจุบันคงไม่มีโอกาส เมื่อไม่มีโอกาสก็ไม่ควรเปลืองตัวลงสมัคร

แม้กระบวนการสรรหาจะล่วงเลยมาถึงขั้นตอนที่ใกล้จะได้ตัวอธิการบดีคนใหม่แล้ว แต่ผมคิดว่ายังไม่สายเกินไปที่สภาวิทยาลัยจะหาหนทางเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสมัครรับเลือก หรือให้กรรมการสรรหาไปทาบทามอาจารย์ที่มีความสามารถสูง รวมทั้งบุคคลภายนอก (แต่ไม่ควรมีอายุเกิน 55 ปี)เข้ามาสมัครโดยสภามหาวิทยาลัยให้ความมั่นใจแก่ชาวธรรมศาสตร์ว่ากระบวนการคัดเลือกจะเป็นกระบวนการที่คัดสรรคนหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถมากที่สุด มีความตั้งใจและเป็นคนดี โดยไม่ติดยึดกับตัวผู้บริหารปัจจุบัน

นอกจากนั้น ผมอยากเรียกร้องให้เพื่อนบางคนของผมที่เป็นผู้บริหารและมีอายุมากแล้วถอนตัว ตำแหน่งอธิการบดีควรได้บุคคลที่มีอายุ 45-55 ปี เพราะภารกิจเบื้องหน้าเป็นงานที่หนักมาก

ถ้าหากท่านติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการจัดการศึกษาอุดมศึกษา ท่านคงทราบดีว่าความท้าทายใหญ่ต่อระบบอุดมศึกษา คือ คนที่จบมัธยมปลายที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา มีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยทั้งระบบจะรับได้ นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนสมัยใหม่ผ่านระบบดิจิตอลกำลังทำให้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยล้าสมัยระบบการวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยก็ไม่สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ....ถ้าหากผู้บริหารชุดใหม่ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ ธรรมศาสตร์คงกลายเป็นมหาวิทยาลัยปลายแถว

ถ้าหากว่าหลังจากมีการเปิดโอกาสให้อาจารย์รุ่นใหม่เข้ามาสมัคร หรือมีการทาบทามให้มาสมัครเป็นอธิการบดี แต่ท่านผู้บริหารปัจจุบันที่สมัครเป็นอธิการบดีได้รับการความไว้วางใจจากสภามหาวิทยาลัยเป็นอธิการบดีคนใหม่ ผมขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดีคนใหม่แต่งตั้งรองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีชุดใหม่ทุกคน ขอความกรุณาอย่าเลือกผู้บริหารชุดเก่ามาทำงานต่ออีกเลยครับ

ธรรมศาสตร์ควรอยู่ในมือของอาจารย์และผู้บริหารหนุ่มสาวรุ่นใหม่ครับ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 กันยายน 2560    
Last Update : 21 กันยายน 2560 14:21:01 น.
Counter : 42 Pageviews.  

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดเข้าโลกออนไลน์แล้ว



ปปง.เตือนภัย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดเข้าโลกออนไลน์

 

พล...ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันปละปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนที่ที่ผ่านมา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง.หลอกลวงผู้เสียหายว่าถูกอายัดบัญชีเพราะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดยาเสพติด หรือเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินแล้วหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน ในพื้นที่ .เมือง .สุรินทร์ มีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินกว่า 2 ล้านบาท ในจ.ชลบุรี มีผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน  1.3 ล้านบาท ล่าสุด กรณีของดร.รัชดาธนาดิเรก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่ามีมิจฉาชีพโทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. บอกว่ามีการฟอกเงินผ่านบัญชี แต่พอบอกว่าเป็นนักการเมือง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ตัดสายไป

พล...ชัยยะ กล่าวอีกว่า ปปง. ขอแจ้งเตือนว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ เปิดเซิร์ฟเวอร์ใช้โทรศัพท์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือวีโอไอพีหลอกลวงผู้เสียหาย โดยโทรศัพท์ในระบบวีโอไอพีสามารถกำหนดหมายเลขโทรเข้าให้เป็นเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยราชการใดก็ได้ ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อ และขอให้คิดเสมอว่าระบบราชการจะไม่ติดต่อประชาชนทางโทรศัพท์ และจะไม่ให้ประชาชนถอนเงินออกจากบัญชีตัวเองเพื่อโอนเข้าบัญชีอื่น โดยที่ผ่านมามีแจ้งเตือนอย่างสม่ำเสมอแต่เนื่องจากปัจจุบันมีรูปแบบการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินผ่านอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก และถูกปรับเปลี่ยนไปให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ขอให้ประชาชนที่ได้รับสายมิจฉาชีพ มีสติ ไม่ตกใจ และไม่โอนเงินให้กับมิจฉาชีพโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ยังต้องระมัดระวังเรื่องการเปิดบัญชีธนาคารเพื่อซื้อขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็มด้วยเนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวอาจเป็น รูปแบบหนึ่งของการหลอกลวงให้โอนเงินหรืออาจเข้าข่ายการรับจ้างเปิดบัญชี มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 10 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 กันยายน 2560    
Last Update : 20 กันยายน 2560 22:02:02 น.
Counter : 45 Pageviews.  

เร่งยกเครื่องปฏิรูป อปท.ใหม่



'ชาติชาย' ลุยยกเครื่องปฏิรูป อปท. หลังติดปัญหาร่วม 16 ปี

 

นายชาติชาย เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุกรรมการจัดทำร่างกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กล่าวความคืบหน้าในการพิจารณาว่า หลักหัวใจในการปฏิรูปเพื่อให้การกระจายอำนาจเดินหน้าได้ อปท. จะต้องบริหารงานด้วยความโปร่งใส เปิดเผย มีส่วนร่วม ซึ่งการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางไปท้องถิ่นเริ่มในปี 2544 กว่า254ภารกิจ ซึ่งมีหลายภารกิจที่โอนไปแต่ยังทำไม่ได้ เช่นอย่าง การซ่อมถนน งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาทแต่โอนไปได้เพียง 5 พันล้าน และซ่อมได้เพียงแค่ ร้อยละ 20 เท่านั้น ในขณะเดียวกันก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับระเบียบรองรับที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้ สตง.เข้ามาสอบและเรียกเงินคืน ปัญหาเรื่องการทำงานที่ซ้ำซ้อน คลุมเครือระหว่างส่สวนกลางและส่วนท้องถิ่น ที่เป็นปัญหาจนส่งให้คณะกรรมการกระจายอำนาจฯและคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องตีความกันอยู่ทุกวันนี้

นายชาติชาย กล่าวอีกว่า ใน 16 ปีที่ผ่านมาท้องถิ่นยังไม่มีการปรับปรุงปัญหาที่เกิดหรือคือภารกิจเป็นแบบเก่าไม่ทันต่อเหตุการณ์และความต้องการของประชาชน ดังนั้นรัฐธรรมนูญปี 60 จึงมีจุดมุ่งหมายปฏิรูปท้องถิ่นให้มีการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง ตามมาตรา 249 ประกอบกับ เราได้ร่างให้กฎหมายให้สามารถปฏิบัติได้จริง เช่น อปท. คิดเริ่มงานได้เองไม่ต้องเรียกร้องการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางตามกฎหมายปี 42 โดยจะมีคณะกรรมการกระจายอำนาจคอยพิจารณา ขณะเดียวกันก็ริเริ่มสิ่งใหม่ๆได้ ส่วนเรื่องเงินอุดหนุนพึ่งตนเอง ที่มีการเปิดพื้นที่ให้สามารถหารายได้เอง โดยการตั้งวิสาหกิจท้องถิ่นส่งเสริมธุรกิจในท้องที่ตรงนี้จะเป็นแหล่งหารายได้ให้กับ อปท.โดยดูตามความแตกต่างตามภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่ เช่น ภูเขา เกาะ อะไรที่เป็นงานขั้นพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติก็ต้องทำให้กับประชาชน แต่อะไรที่เป็นสิ่งริเริ่มใหม่แล้วดีๆ ก็ต้องสนับสนุนให้ถูกต้อง แล้วจะมีการลงไปตรวจสอบในภายหลัง เป็นต้น

นายชาติชาย กล่าวอีกว่า การปฏิรูปท้องถิ่นเราได้เปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นทำงานกันเองมากขึ้น โดยมีกลไกสนับสนุนให้สามารถทำได้จริง รวดเร็วสะดวก และระบบราชการต้องเป็นคุณแก่คนที่จะทำประโยชน์ให้ท้องถิ่น นอกจากนี้จะเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานที่โอนได้และไม่ได้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประชาชนซึ่งขณะนี้กำลังมีการยกร่างกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่

“ร่างกฎหมายกระจายอำนาจฯฉบับนี้ เราเขียนให้ อปท.คิดริเริ่มงานเอง ไม่ต้องเรียกร้องการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนราชการส่วนกลาง ที่มักจะถ่ายโอนภารกิจ ในลักษณะที่ว่า เสื้อที่พี่ใส่นั้น เก่าแล้ว คับแล้วถ่ายโอนให้น้อง อปท.ใส่แทน ตลอด 16 ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหามามาก วันนี้กลไกต่างๆ เริ่มอ่อนล้า วิ่งตามปัญหาในปัจจุบันไม่ทันการณ์ ดังนั้นเราจึงต้องเร่งสร้างสมรรถนะองค์กรท้องถิ่นให้ทันกับเหตุการณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเรา จึงถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าปฏิรูปท้องถิ่นอย่างจริงจังเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างทันต่อเหตุการณ์ในปัจจุบัน”นายชาติชาย กล่าว

นายชาติชาย กล่าวต่อไปว่า ทางคณะอนุฯจะนำผลสรุปครั้งสุดท้ายหลังจากที่ได้ไปทำความเห็นเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 จากประชาชน 5 ภาค ใน 77 จังหวัด ที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้โดยจะส่งให้กับคณะกรรมการกระจายอำนาจได้ดูในวันที่ 21 .. นี้ ถ้าเห็นชอบก็จะได้ส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไปซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะต้องใช้ควบคู่กับกฎหมายท้องถิ่นอีก 4 ฉบับอย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ ถ้ามีการเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือน เม.. 61 หรือหลังการเลือกตั้ง .. ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาใดก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 กันยายน 2560    
Last Update : 20 กันยายน 2560 18:38:29 น.
Counter : 48 Pageviews.  

ปตท.รับ 2 รางวัลดีเลิศ จาก ป.ป.ช.ประจำปี 2560



พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เกียรติมอบ 2 รางวัล "รัฐวิสาหกิจที่มีแผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใส" ประเภทดีเลิศ แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

ประกอบด้วย 1. แผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร: Integrity Culture และ 2. แผนงานยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการ ด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน: Work Integrity

นายเทวินทร์วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ปตท.ดำเนินการด้านการผลักดันกระบวนการทำงานภายในองค์กรเพื่อยกระดับด้านความโปร่งใส รวมถึงสนับสนุนคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสียกับ ปตท.ให้เกิดหลักปฏิบัติที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้ ปตท.มุ่งสู่การเป็นองค์กรของคนไทยที่สร้างความภาคภูมิใจควบคู่กับนำการพัฒนามาสู่ประเทศ หรือ PTT Pride and Treasures ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นขึ้นตามลำดับ

สำหรับ 2 รางวัลระดับดีเลิศ ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร: Integrity Culture และ ด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน: Work Integrity ที่ ปตท.ได้รับนั้นเป็นผลลัพธ์มาจากผลงานการนำระบบควบคุมและติดตามตรวจสอบต่อเนื่องมาใช้กับกระบวนการจัดซื้อจนถึงการชำระเงิน (Continuous Control Monitoring & Auditing System) การพัฒนาระบบการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการทุจริตรองรับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม การจัดทำนโยบาย แนวทางการกำกับการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบองค์กรเพื่อให้มั่นใจว่ามีความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ภายนอก การปรับปรุงกระบวนการจัดหาพัสดุเพื่อยกระดับความโปร่งใส การปลูกฝังวัฒนธรรมจริยธรรมผ่านค่านิยมองค์กร "SPIRIT" และการดำเนินการด้านอื่นๆในการสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อยกระดับความโปร่งใสองค์กร ยกตัวอย่างเช่น การนำโครงการสำคัญประกอบด้วย โครงการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ส่วนที่ 2 (ฉะเชิงเทรา - นนทบุรี) และ โครงการคลังรับก๊าซแอลเอ็นจี (LNG Receiving Terminal) แห่งใหม่ .ระยอง เข้าร่วมในโครงการข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact เป็นต้น

นอกจากนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในเวทีการเสวนาและอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีด้านการพัฒนาและยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจร่วมกับวิทยากรทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆอีกด้วย


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 กันยายน 2560    
Last Update : 20 กันยายน 2560 3:08:36 น.
Counter : 67 Pageviews.  

'ดุสิตโพล'สำรวจเสียงปชช. พบ 81.88% สนใจการกำหนดวันเลือกตั้ง



'ดุสิตโพล' สำรวจเสียงประชาชน พบ 81.88% สนใจการกำหนดวันเลือกตั้ง อีก 47.88% มองการเมืองไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง "ทิศทางการเมืองไทย ในสายตาประชาชน" โดยทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,109 คน ระหว่างวันที่ 12-16 .. 2560 ต่อประเด็น เรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับการเมืองไทยในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายลูก การกำหนดวันเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ สรุปผลได้ดังนี้

1) จากเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับการเมืองไทยในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกฎหมายลูกการกำหนด วันเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาลแห่งชาติประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร?

อันดับ 1 เป็นเรื่องสำคัญ มีผลต่ออนาคตของบ้านเมือง ควรพิจารณาให้รอบคอบ 74.57%

อันดับ 2 อยากเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นทุกๆด้าน 65.01%

อันดับ 3 อยากให้มีการเลือกตั้ง ประเทศเป็นประชาธิปไตย 60.50%

2) 3 อันดับ เรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองไทยที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด

อันดับ 1 การกำหนดวันเลือกตั้ง 81.88%

อันดับ 2 การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ 68.35%

อันดับ 3 การออกกฎหมายลูก 55.73%

3) จากเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะทำให้ความสนใจของประชาชนที่มีต่อการเมืองไทยเป็นอย่างไร?

อันดับ 1 สนใจเพิ่มขึ้น 38.07% เพราะ การเมืองมีผลต่อประเทศชาติและประชาชน สถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น นักการเมืองออกมาเคลื่อนไหว อยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ฯลฯ

อันดับ 2 สนใจเหมือนเดิม 31.55% เพราะ ติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เป็นประจำการเมืองเป็นเรื่องสำคัญอยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ฯลฯ

อันดับ 3 สนใจน้อยลง 30.38% เพราะ ไม่คาดหวังกับการเมือง เป็นเกมการเมือง มีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง สนใจเรื่องปากท้องมากกว่า ฯลฯ

4) ประชาชนคิดว่าการเมืองไทยจะมีทิศทางอย่างไร?

อันดับ 1 เหมือนเดิม 47.88% เพราะ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะเข้ามาก็เหมือนเดิม ยังไม่มีการเลือกตั้ง ยังมีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ

อันดับ 2 ดีขึ้น 31.92% เพราะ มีการทำงานเป็นระบบ วางแผนระยะยาว ดำเนินงานตามโรดแมป กำลังจะมีการเลือกตั้ง มีบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมา ฯลฯ

อันดับ 3 แย่ลง 20.20% เพราะ ความขัดแย้งฝังรากลึก เป็นเรื่องของอำนาจผลประโยชน์นักการเมืองหน้าเดิม ยังแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ฯลฯ

5) ในช่วงระยะนี้นักการเมืองไทยควรมีบทบาทอย่างไร?

อันดับ 1 เป็นนักการเมืองที่ดี ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ 72.86%

อันดับ 2 ไม่ออกมาเคลื่อนไหว สร้างความวุ่นวาย 67.18%

อันดับ 3 ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 55.82%


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 18 กันยายน 2560    
Last Update : 18 กันยายน 2560 19:09:30 น.
Counter : 52 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.