‘พานทองแท้ ชินวัตร' โพสต์ปูดปม เช็คคนดัง คดีดังไม่จบ ถามหาจริยธรรม ! ป่วน‘เด็กป๋า'



นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โพสต์ไม่จบ ต่อภาคสองปูดปมเช็คกรุงไทย 2.5 แสนบาทสั่งจ่ายคนดังทั้งสอง ระบุชื่อพล.ร.ท.พะจุณณ์​ ตามประทีปและใช้อักษรย่อกับอีกคน พล.ร.ท.PJ ตบท้ายด้วยการถามหาจริยธรรม ขณะที่หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรมฯ ยืนยันชัดเจนว่าเจตนาของผู้บริจาคต้องการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษ ไม่มีการนำมาใช้ส่วนตัว

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra ในหัวข้อ “เช็คคนดัง-คดีดัง ตอนที่ 2” โดยระบุข้อความอ้างว่า “ครบรอบ 1 สัปดาห์ ที่โพสต์รูปเช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีบุคคลที่มีชื่อเสียง 2 ท่าน ที่ได้รับเงินจากเงินกู้กรุงไทยแล้ว วันนี้จะขอเล่าให้ฟังต่อ เป็นตอนที่ 2 นะครับ

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า โลกโซเชียลในปัจจุบันนี้ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ อย่างสุดยอดมาก อาจจะเรียกได้ว่า ดีกว่าการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่ตั้งมาอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ เพราะนอกจากโซเชียลจะทำหน้าที่กระจายข่าว ความไม่ชอบมาพากล ที่มีปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลาในช่วงปีขาลงของรัฐบาลนี้แล้ว โลกโซเชียลยังช่วยกันตรวจสอบและชี้ข้อผิดสังเกต ที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของรัฐ อันอาจนำมาซึ่งการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งในกรณีนี้ อาจเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนหรือบางตำแหน่งก็ได้ (ซึ่งผมได้ทำเรื่องสงวนสิทธิ์ที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคลในทุกตัวบทกฎหมายไว้แล้ว หากตรวจพบการกระทำผิด)

มีแฟนเพจ และผู้ที่ได้ติดตามข่าวหลายท่าน ได้ตั้งข้อสังเกตและชี้ประเด็น ตลอดจนเสนอแนะกันเข้ามามากมาย ทั้งคอมเมนต์ในเพจนี้ ส่งข้อความเข้ามาหลังไมค์ และติดต่อเข้ามา เพื่อให้ข้อมูลที่น่าสนใจเยอะมาก ซึ่งผมจะขอสรุปรวมกัน แล้วเปิดมาขยี้ทีละประเด็นให้เห็นกันชัดๆไป โดยวันนี้จะขอเริ่มที่ประเด็นแรก คือ

เช็คที่ถูกนำมาเข้าบัญชี พล.ร.ท.พะจุณณ์​ จำนวน 1 แสนบาท ซึ่งสั่งจ่ายจากเงินก้อนเดียวกันกับคดีที่เร่งรีบจะฟ้องผม แถมมีเลขที่เช็คติดกันกับของผม คือเช็คเลขที่ 2724851 และ 2724852 ซึ่งมีตัวแทน พล.ร.ท.(ย่อว่า PJ ละกันสั้นดี) ออกมาชี้แจงว่า เป็นเช็คที่จ่ายค่างานเลี้ยง(ในข่าวว่าเป็นงานเลี้ยงรุ่น วปอ. หรือไงนี่แหละ) แต่..ปรากฏว่า..

“เช็คเงินสดฉบับนี้ พล.ร.ท.PJ เป็นคนเซ็นนำฝากเอง โดยเขียนระบุด้วยลายมือว่า ให้นำเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน อันเป็นบัญชีของออเจ้า พีเจ เองเจ้าค่ะ..!!”

เรื่องนี้ มีข้อสังเกตจากนักสืบออนไลน์ และนักกฎหมายออนไลน์หลายท่านที่ส่งข้อมูลมาให้ ผมขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้

1.เงินก้อนที่บอกว่าเป็นเงินจากการกระทำความผิด ถูกนำไปเข้าบัญชีโดยระบุว่า เป็นการฝากประจำ 12 เดือน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นบัญชีเงินฝากประเภทที่ให้ดอกผลสูงสุด มากกว่าการฝากประเภท 6 เดือน หรือการฝากออมทรัพย์ ถือเป็นเจตนาหาประโยชน์งอกเงย จากเงินก้อนนี้หรือไม่..?

2.เงินที่บอกว่านำมาชำระหนี้ค่างานเลี้ยง - งานเลี้ยงที่ว่านี้ เป็นงานเลี้ยงในกลุ่มเพื่อนหรือลูกน้อง ของ PJ เองหรือไม่?

2.1 ทำไมเจ้าของธุรกิจใหญ่ จึงต้องมาจ่ายค่างานเลี้ยงเป็นแสนๆ ให้นายทหาร?

2.2 เงินจ่ายหนี้ค่างานเลี้ยง ทำไมจึงนำมาเข้าบัญชีฝากประจำ?

2.3 กรณีนี้ ถือเป็นการรับทรัพย์เกิน 3,000 บาท ที่ทหารชั้นนายพลจะต้องสำแดงหรือไม่? ได้เคยสำแดงหรือยัง?

2.4 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ได้สอบสวนความผิดในประเด็นเหล่านี้หรือยัง?

2.5 จนป่านนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะปล่อยไปจนหมดอายุความหรือไม่?

2.6 จะเร่งเอาผิดเฉพาะคดี พานทองแท้และพวก เท่านั้นหรือไม่?

3. เมื่อนำกรณีนี้ มาเปรียบเทียบกับกรณีเช็ค 26 ล้านของพานทองแท้ ที่ตัวเงินยังไม่ทันเข้าบัญชีเลย เช็คก็ถูกยกเลิกไปก่อนแล้ว ไม่มีเงินเข้าบัญชีแม้แต่บาทเดียว ภายหลังเงินถูกนำไปเข้าบัญชีผู้อื่น ซึ่งผมได้ทราบว่า ได้มีการคืนเงินกลับไปแล้วทุกบาททุกสตางค์เช่นกัน ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ แต่ผมกลับจะโดนคดี..เฮ้อออ..!!

ส่งท้ายวันนี้ผมขอตั้งคำถามไปถึงผู้รับเช็ค เป็นคำถามในเชิงจริยธรรม(ที่คนดีพึงมี) ซึ่งถ้าท่านคือคนดีของแผ่นดินจริง ขอให้ท่านตอบต่อสาธารณชนด้วย

“เงินที่ท่านได้มาฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ทำงานทำการอะไร และท่านได้นำไปเข้าบัญชี หรือจะนำไปเลี้ยงลูกน้องก็แล้วแต่ (รวมถึงเงินที่นำไปเข้ามูลนิธิฯก้อนนั้นด้วย)

ในทางกฎหมายอาจสาวไปไม่ถึงตัวท่าน เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะไม่กล้าเอาผิด และไม่กล้าสั่งฟ้องท่าน แต่ในทางจริยธรรมที่ท่านพึงมี เมื่อท่านได้ทราบที่มาที่ไปของเงินก้อนนี้อย่างกระจ่างชัด ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบแล้ว

ท่านมีความคิดที่จะนำเงินมาคืนให้กับเจ้าของ หรือผู้เสียหายหรือไม่ครับ..!!”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นที่นายพานทองแท้ ออกมากล่าวหานั้น ก่อนหน้านี้ทาง พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ได้ออกมายืนยัน โดยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพานทองแท้ โพสต์เฟซบุ๊กระบุรูปเช็ค 2 ฉบับและใบนำฝากของธนาคารว่าเป็นชื่อของ พล.อ.เปรม จำนวนเงิน 250,000 บาท มีลายเซ็น พล.อ.เปรม เซ็นชื่อกำชับว่า ให้นำเงินก้อนนี้ไปฝากเข้าบัญชีมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ส่วนเช็คอีกใบสั่งจ่ายเงินสดเข้าบัญชี พล.ร.ท.พระจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม

โดยนายพานทองแท้ ยังระบุอีกว่า เป็นเงินก้อนเดียวกันกับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีกับตนเองในข้อหาฟอกเงินว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เท่าที่ตนทราบนั้นคือ เจตนาของผู้บริจาคต้องการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่ในเช็คได้ใส่ชื่อของ พล.อ.เปรม แต่ พล.อ.เปรม ก็ได้ส่งเช็คบริจาคเงินดังกล่าวต่อเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเรียบร้อย ซึ่งไม่ได้นำเงินมาใช้ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ คงตรวจสอบแล้ว เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และยืนยันเงินดังกล่าวได้ส่งต่อเข้าการกุศลจริงๆ พล.อ.เปรมไม่ได้นำมาใช้ส่วนตัว(อ่านรายละเอียด : ลูก'ป๋า'ตบปากโอ๊ค! จวกเต้าข่าวใส่ร้าย ยันเช็คกรุงไทยส่งเข้ามูลนิธิฯ)

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 9 เมษายน 2561 12:06:35 น.
Counter : 21 Pageviews.  

'เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย' อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตือนผู้เอาประกันที่ขับขี่รถช่วงเทศกาลส



'เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย' อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชยพล ธิติศักดิ์ เตือนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ขับขี่รถช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้รู้เงื่อนไขสำคัญนี้ แถมโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีจับปรับด้วย

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมเรื่องการรักษาความปลอดภัยทางท้องถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ว่า ทางเราโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ศปถ.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเราได้เตรียมการกันมาระยะหนึ่งแล้ว โดยช่วงนี้คือตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นมา อยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อม และรณรงค์ และช่วงวันที่ 11 เมษายน-17 เมษายน จะเป็นช่วงของการรณรงค์อย่างเข้มข้นเพื่อลดอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยแนวทางที่เราใช้กฎจะมีแนวทางกลไกประชารัฐ การบังคับใช้กฎหมาย การประชาสัมพันธ์ การเตรียมสภาพถนน ฯลฯ ให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละพื้นที่

นายชยพล อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่สีแดง 109 อำเภอที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในช่วงเทศกาล 3 ปีที่ผ่านมานั้น ทาง ปภ.จะเน้นย้ำในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย กำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ เพื่อช่วยให้แต่ละอำเภอสามารถควบคุมการเกิดอุบัติเหตุ การตัดเตือน และหยุดรถที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่เป็นจุกใหญ่ๆในการเล่นน้ำสงกรานต์ก็จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วย ทุกกรณีที่มีการเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะมีการตรวจแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ในส่วนของประกันภัยนั้นก็จะไม่จ่ายหากผู้เอาประกันเมาแล้วขับ ส่วนทางตำรวจก็จะดำเนินการในทุกกรณีที่เกี่ยวกับการเมาแล้วขับอย่างเข้มข้นด้วยเช่นกัน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 9 เมษายน 2561 9:23:44 น.
Counter : 22 Pageviews.  

กสทช. กับตรรกะประหลาดเพื่อ 'อุ้ม' ผู้ประกอบการ 4G โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานTDRI



ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้เลขาธิการ กสทช.มีตรรกะประหลาด'อุ้ม'บริษัทเอไอเอสและทรู ซึ่งประกอบการ4G รัฐไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการทุกรายให้ไม่ขาดทุน เอไอเอสและทรู จึงควรต้องยอมรับความเสี่ยงปรกติทางธุรกิจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตน เตือนรัฐอย่าปล่อยให้กลุ่มผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ เพราะจะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นประเทศไทย

 

หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลแถลงว่า นายกรัฐมนตรีให้แนวนโยบายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และการขอยืดจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 4G ของเอไอเอสและทรูว่า ให้คำนึงถึงหลักการ 2 ประการ คือ 1. ต้องให้เอกชนสามารถประกอบธุรกิจได้ ไม่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ทั้งนี้เอกชนต้องยอมรับความจริงเรื่องความเสี่ยงทางธุรกิจและ 2. ต้องไม่ให้ผลประโยชน์ของรัฐเสียหาย

ถ้อยแถลงดังกล่าวชี้ว่า นายกรัฐมนตรีสามารถจับประเด็นประโยชน์สาธารณะในเรื่องดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง     อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏข่าวว่า เลขาธิการ กสทช. ยังพยายามเตรียมเสนอรัฐบาลให้ “อุ้ม”  เอไอเอสและทรูในแนวทางที่แตกต่างจากหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยอ้างข้อมูลและตรรกะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง  เพราะยืนยันที่จะเสนอให้รัฐบาลยืดเวลาการจ่ายค่าประมูลคลื่น 4G  งวดสุดท้ายออกไป โดยอ้างว่าจะทำให้ 

รัฐบาลมีรายได้ประมาณ 3,600 ล้านบาทจากดอกเบี้ย 1.5%  ตามอัตราของธนาคารแห่งประเทศไทย แทนที่จะปล่อยให้ผู้ประกอบการ 2 รายไปกู้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้รัฐไม่ได้รายได้ดังกล่าว

รัฐบาลน่าจะมีรายได้จากการประมูลคลื่น 4G ย่าน 1800 MHz ที่จะจัดขึ้น เป็นเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เอไอเอสและทรู จะเข้าร่วมประมูลด้วย  แต่รัฐอาจไม่ได้รายได้ดังกล่าว หากไม่ยืดเวลาการจ่ายค่าประมูลคลื่น 4G งวดสุดท้าย 

ที่ผมกล่าวว่า ข้อเสนอของเลขาธิการ กสทช. แตกต่างจากแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี และอยู่บนข้อมูลและตรรกะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง  ก็ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 

เอกชนต้องสามารถประกอบธุรกิจได้

ผู้ประกอบการทั้งสองรายคือ เอไอเอสและทรู ไม่ได้มีปัญหาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด  เอไอเอสยังเป็นอันดับ 1 ของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย และมีผลกำไรมหาศาลถึง 3 หมื่นล้านบาทในปี 2560 แม้จะลดลงจากก่อนหน้านั้นไปบ้าง 

ส่วนทรูนั้น แม้จะมีกำไรน้อยกว่าเอไอเอสมาก แต่ก็ยังมีกำไร 2.3 พันล้านบาทในปี 2560 ที่สำคัญ ทรูมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 18.8% เมื่อไตรมาส 2/2558 เป็น 26% ในไตรมาส 2/2560  และแจ้งต่อนักลงทุนว่า สามารถเพิ่มลูกค้าได้ 2.7 ล้านรายในปี 2560 ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีลูกค้าลดลง 

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไป “อุ้ม” ทั้ง 2 บริษัท  เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทยังดำเนินธุรกิจได้ดี  

ไม่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

จากผลประกอบการที่ดีดังกล่าว นักลงทุนจึงยังคงมีความเชื่อมั่นต่อทั้ง 2 บริษัท ซึ่งสะท้อนจากมุมของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายรายที่ระบุว่า ฐานะทางการเงินของทั้ง 2 บริษัทยังแข็งแกร่ง  แม้รัฐบาลจะไม่ยืดเวลาจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 

ที่สำคัญกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบางบริษัทคือความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย การที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎกติกาหรือเงื่อนไขที่ออกมาแล้ว อันเป็นผลจากการเรียกร้องของผู้ประกอบการบางรายโดยไม่มีเหตุผลอันควร จะมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยไม่มีหลักการที่ชัดเจน สามารถต่อรองได้หากมีเส้นสาย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ประกอบธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ลังเลที่จะมาลงทุนในประเทศไทย  

เอกชนต้องยอมรับความเสี่ยงปรกติทางธุรกิจ

ในระบบตลาดเสรี ย่อมไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ผู้ประกอบการจะต้องได้รับกำไรเสมอไป เพราะการประกอบธุรกิจทั้งหลายย่อมมีความเสี่ยงทางธุรกิจตามปรกติ (normal business risk) ซึ่งเอกชนจะต้องแบกรับเอง   รัฐไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการทุกรายให้ไม่ขาดทุน หากสาเหตุของการขาดทุนนั้นไม่ได้มาจากรัฐหรือกฎระเบียบของรัฐ (regulatory risk)

ในกรณีนี้ เอไอเอสและทรู เสนอราคาในการประมูลโดยสมัครใจและเข้าใจเงื่อนไขการผ่อนชำระค่าประมูลเป็นอย่างดี  จึงควรต้องยอมรับความเสี่ยงปรกติทางธุรกิจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตน

ผลประโยชน์ของรัฐต้องไม่เสียหาย

เงื่อนไขการประมูลกำหนดไว้ชัดเจนว่า หากชำระค่าประมูลล่าช้าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่อัตรา 15% ไม่ใช่ 1.5% ที่เลขาธิการ กสทช. เสนอ  ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในกรณีนี้คิดเป็นเม็ดเงินสูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่า หากรัฐบาลทำตามข้อเสนอของ กสทช. ก็จะเป็นการยกผลประโยชน์มหาศาลให้เอกชนทั้งสอง  

อัตราดอกเบี้ย 1.5% ที่เลขาธิการ กสทช.ยกมา เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้กันในเชิงพาณิชย์ และยังเป็นอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลด้วย  ซึ่งหมายความว่า หากรัฐบาลปล่อยให้ทั้ง 2 รายกู้ในอัตราดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้ดอกเบี้ยที่อัตรา 15% ตามสัญญาแล้ว ยังขาดทุนทางการเงินด้วย การอ้างว่า รัฐจะมีรายได้จากดอกเบี้ยถึง 3,600 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง 

ผู้ประกอบการทั้งสองรายออกแถลงการณ์ชี้นำให้สังคมเข้าใจว่า การผ่อนชำระค่าประมูลคลื่นดังกล่าว  “ไม่ได้เป็นการขอลดค่าประมูลคลื่น” เป็นแต่เพียงการ “ขยายเวลา” เท่านั้น ไม่ได้ทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์  คำกล่าวอ้างดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริงเนื่องจากการขยายเวลาโดยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำมาก ก็มีผลเหมือนการขอลดค่าประมูลคลื่น ซึ่งทำให้รัฐและประชาชนเสียหาย การขอใช้มาตรฐานเดียวกับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลเพราะ “ต่างได้ใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นจากกสทช. มาเช่นเดียวกัน” ก็ไม่สมเหตุผล เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการดำเนินการที่บกพร่องของ กสทช.  ในขณะที่ เอไอเอสและทรูมีกำไรและไม่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการของ กสทช.  

เอไอเอสและทรูยังอ้างว่าสามารถกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ได้ในอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3-4% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มาก  หากเป็นเช่นนั้น ผู้ประกอบการทั้งสองรายก็สมควรไปกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์เพื่อมาชำระค่าประมูล ไม่ใช่ให้รัฐปล่อยกู้ในอัตราขาดทุน โดยผู้เสียภาษีเป็นผู้แบกรับภาระแทน   

การเข้าร่วมประมูลคลื่นในอนาคต

เลขาธิการกสทช. อ้างว่า การขยายเวลาผ่อนชำระค่าประมูล จะช่วยให้รัฐได้รายได้จากการประมูลคลื่น 1800 MHz มากขึ้น เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เอไอเอสและทรู จะเข้าร่วมประมูลด้วย   ข้ออ้างดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของการ “มโน” หรือคาดเดาฝ่ายเดียว ดังจะเห็นได้ว่า แถลงการณ์ของเอไอเอสและทรูก็ไม่ได้ระบุเลยว่า จะเข้าประมูลรอบใหม่หากได้รับการผ่อนชำระค่าประมูล   

ที่สำคัญ หากเอไอเอสและทรูจะเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz ด้วยเหตุผลจากการเจรจาแบบ “หมูไปไก่มา” ก็ยิ่งจะเป็นผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เพราะแทนที่การประมูลคลื่นจะเกิดขึ้นตามกลไกตลาด ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและโปร่งใส กลับเกิดขึ้นจากการต่อรองกันเป็นครั้งๆ หรือการวิ่งเต้น 

รัฐบาลและ กสทช. ไม่ควรคาดหวังว่า การประมูลคลื่น 1800 MHz ในอนาคตจะต้องได้ค่าประมูลสูงเท่ากับที่ผ่านมา เนื่องจาก ในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการ 2 รายคือ เอไอเอสและทรู ได้ประมูลคลื่นไปจำนวนหนึ่งแล้ว จึงอาจไม่ต้องการประมูลคลื่นเพิ่มเติมอีกมาก (นอกจากเพื่อกีดกันคู่แข่ง)     รายได้จากการประมูลคลื่นรอบใหม่นี้จะมากหรือน้อยจึงควรเป็นไปตามอุปทานและอุปสงค์ ภายใต้การออกแบบการประมูลที่ดี โดยไม่ต้องพยายามบิดเบือนให้ได้ราคามากหรือน้อย

โดยสรุป แม้นายกรัฐมนตรีสามารถจับประเด็นประโยชน์สาธารณะในเรื่องดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง   เลขาธิการ กสทช. ยังพยายามชักจูงรัฐบาลให้ “อุ้ม”  ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดๆ   รัฐบาลจึงควรตัดสินใจอย่างมั่นคงบนผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ปล่อยให้กลุ่มผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ  

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 เมษายน 2561    
Last Update : 8 เมษายน 2561 23:06:22 น.
Counter : 23 Pageviews.  

เหตุร้ายที่เยอรมนี คนขับรถตู้พุ่งชนฝูงชนกลางจัตุรัสเมืองมึนสเตอร์แล้วฆ่าตัวตาย ตาย 2 ศพ บาดเจ็บ 20 ค



คนเยอรมนีขวัญหนีดีฝ่อเมื่อเกิดเหตุร้ายคนขับรถตู้พุ่งชนฝูงชนกลางจตุรัสเมืองมึนสเตอร์แล้วฆ่าตัวตาย พบเสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บสาหัส 6 คนใน20คนที่บาดเจ็บ รัฐมนตรีรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินแถลงคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ ยังไม่ยืนยันว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง

 

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2561 เวลา 15.27 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ที่บริเวณจตุรัสกลางเมืองมึนสเตอร์ (Muenster) รัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน (Nordrhein-Westfalen) เยอรมนีที่อยู่ใกล้ชายแดนเนเธอร์แลนด์

เกิดเหตุรถตู้ขับพุ่งชนผู้คนที่นั่งบริเวณด้านนอกภัตตาคารบริเวณนั้น ก่อให้เกิดความหวาดผวา ประชาชนต่างหวีดร้องและวิ่งหนีอย่างแตกตื่นขณะที่ตำรวจปิดกั้นล้อมบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นบริเวณที่กว้างมากอย่างรวดเร็วสำหรับการสอบสวน และรถพยาบาลถูกส่งมาที่เกิดเหตุ

โฆษกตำรวจเยอรมัน อันเดรียส โบด(Andreas Bode) ได้เปิดเผยว่ามีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ 20 คน โดย 6 คนบาดเจ็บสาหัส

เอพีรายงานว่า เฮอร์เบิร์ต ออยเออร์ (Herbert Reul) รัฐมนตรีมหาดไทยประจำรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน กล่าวถึงเหตุไม่คาดฝันนี้ว่า คนขับรถตู้สีเทาเป็นพลเมืองเยอรมัน แต่ย้ำว่าในขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ในช่วงต้น และเปิดเผยว่า ในเวลานี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ไปการเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง

รัฐมนตรีมหาดไทยประจำรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินยืนยันว่า คดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ส่วนคนขับปลิดชีพตัวเองหลังเกิดเหตุภายในรถตู้ที่คนร้ายได้ขับก่อเหตุ เอพีชี้ว่า ตัวเลขสูญเสียต่ำกว่าที่ทางตำรวจประกาศไว้ตอนแรกที่ 3 รายรวมไปถึงคนขับก่อเหตุ 

แต่ทว่าทางโฆษกตำรวจเยอรมันปฎิเสธที่จะยืนยันกับเอพีตามการรายงานของสื่อท้องถิ่นเยอรมันที่ว่า คนร้ายมีอาการทางจิต 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงเยอรมันชี้ว่า คนร้ายที่ก่อเหตุไม่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมติดอาวุธ แต่ทางตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดออกไป โดยกล่าวว่าจะสอบสวนหาแรงจูงใจในทุกความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้สำหรับเหตุใช้รถตู้พุ่งชนคน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 เมษายน 2561    
Last Update : 8 เมษายน 2561 20:00:42 น.
Counter : 23 Pageviews.  

ศาลเยอรมนีสั่งปล่อยตัวอดีตผู้นำกาตาลุญญา‘ปิกเดมองต์’ โดยให้ประกันตัว 2.8 ล้านบาท ปฎิเสธคำขอส่งตัวผู้



ศาลท้องถิ่นเยอรมนีแถลงให้ประกันตัวนาย ปิกเดมองต์ อดีตผู้นำกาตาลุญญา โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2.8 ล้านบาท และห้ามออกนอกประเทศ นอกจากนี้ศาลยังปฏิเสธคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหากบฎด้วย

 

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2561  ศาลท้องถิ่นเยอรมนีแถลงว่า จะปล่อยตัวนายการ์เลส ปิกเดมองต์ อดีตผู้นำกาตาลุญญาในวันพรุ่งนี้ ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัว

ศาลรัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ระบุว่า คำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของสเปนนั้นไม่สามารถอนุมัติได้ด้วยข้อหากบฏ และขอให้ปิกเดมองต์วางเงินประกันตัวมูลค่า 75,000 ยูโร (ราว 2.8 ล้านบาท) 

อย่างไรก็ดี ศาลยังเสริมต่อไปว่า ปิกเดมองต์ยังมีข้อหาใช้เงินทุนสาธารณะในทางที่ผิด ซึ่ง “โดยทฤษฎีแล้ว” เยอรมนีอาจสามารถส่งตัวเขากลับสเปนได้ด้วยข้อหานี้ แต่ยังต้องรอการตัดสินใจต่อไป

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานว่า ปิกเดมองต์จะต้องมารายงานตัวต่อตำรวจทุกๆ สัปดาห์ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเยอรมนี หากไม่ได้รับความยินยอมจากอัยการ

โฆษกของเรือนจำเมืองนูมุนสเตอร์ซึ่งคุมขังปิกเดมองต์อยู่นั้นระบุว่า เขาจะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกว่าจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น 

ส่วนปิกเดมองต์ก็โพสต์ข้อความผ่านบัญชีผู้ใช้ของเขาเองบนทวิตเตอร์ว่า “เจอกันพรุ่งนี้ ขอบคุณทุกคนมาก!”

ทั้งนี้ นายการ์เลส ปุกเดมอนต์ ผู้นำแคว้นกาตาลุญญาที่ถูกรัฐบาลสเปนปลดจากตำแหน่งไปแล้วได้เดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมแล้วหลังอัยการสูงสุดของสเปนได้ยื่นคำร้องให้ศาลสั่งฟ้องข้อหากบฏ ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและใช้งบหลวงในทางมิควรกับปุกเดมอนต์และคณะรัฐมนตรีกาตาลันที่เพิ่งถูกปลด ตามกฎหมายของสเปน ข้อหากบฏนั้นมีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี โทษฐานยุยงปลุกปั่นมีโทษจำคุก 15 ปี และโทษใช้งบหลวงในทางมิควรมีโทษจำคุก 6 ปี

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 07 เมษายน 2561    
Last Update : 7 เมษายน 2561 19:30:18 น.
Counter : 86 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.