นายกรัฐมนตรีสนับสนุนแต่งชุดไทยย้อนยุคไปทำงาน สร้างบรรยากาศไทยนิยม



พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสนับสนุนคนไทยนิยมไทยตามนโยบาย แต่งกายชุดไทยย้อนยุค สร้างบรรยากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ซึมเศร้า เหงาหงอย หลังจากกระแสละครดัง'บุพเพสันนิวาส' เสริมงาน'อุ่นไอรัก คลายความหนาว' สอดคล้องรักษา สืบสาน ต่อยอด ความเป็นไทยนิยมตามนโยบายรัฐบาล

 

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า นอกจากงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยแล้ว โชคดีที่มีละคร บุพเพสันนิวาส เข้ามาเสริมอย่างลงตัว เป็นละครที่ดีในเวลานี้ สอดคล้องรักษา สืบสาน ต่อยอด ความเป็นไทยนิยมตามนโยบายรัฐบาล หลายคนอาจมองว่าเป็นกระแสหรือ ลมเพ ลมพัด ไม่นานก็จางหาย แต่ตนมั่นใจว่า มันอยู่ในสายเลือดของเราทุกคน

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า "วันนี้ตนดีใจที่เห็นคนไทยไม่ได้เคอะเขินที่จะแต่งกายย้อนยุคออกจากบ้าน ไปในสถานที่ต่าง ๆ ผมอยากเห็นบรรยากาศ หรือปรากฏการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นทั่วไทย ตามโอกาสต่าง ๆ หรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งชาวต่างชาติเอง ต่างก็เห็นคุณค่าและให้ความชื่นชมการแสดงออกลักษณะนี้แล้วเราในฐานะลูกหลาน ก็ควรได้ตระหนักและ ช่วยกันอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติให้กับลูกหลานของเราสืบไป อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะทำ"

"ในส่วนของรัฐบาลเอง วันอังคารเราแต่งชุดผ้าไทยอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้ห้าม ถ้าใครจะแต่ชุดไทยย้อนยุคเข้ามาประชุม หรือข้าราชการจะแต่งชุดไทยย้อนยุคมาทำงานก็ได้ ผมก็อยากเห็นหลากหลาย แพร่ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา หรือสถานการทำงานของเอกชน ธุรกิจต่าง ๆ ถ้าแต่งชุดเหล่านี้มาทำงาน ก็ดูน่าสนใจดี แล้วก็ดูทุกคนก็มีบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลง ไม่ซึมเศร้า เหงาหงอย แต่ข้อสำคัญก็คืออย่าไปบังคับ" พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าว 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 มีนาคม 2561    
Last Update : 17 มีนาคม 2561 5:42:59 น.
Counter : 87 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แพทย์เตือนรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทผิดวิธีถึงขั้นพิการ



อธิบดีกรมการแพทย์เผยสัญญาณเตือนโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท หากพบอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปให้รีบพบแพทย์ เพราะหากรักษาผิดวิธีอาจทำให้พิการได้

 

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว

แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลัง ทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงาน ช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลังเป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ ขึ้นไป ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้าซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทาง ห้ามรักษาด้วยวิธีที่ไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยันเพราะอาจทำให้เกิดภาวะเรื้อรังซึ่งส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็งและบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 มีนาคม 2561    
Last Update : 16 มีนาคม 2561 9:28:32 น.
Counter : 27 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. โดย ภัทระ คำพิทักษ์



ภัทระ คำพิทักษ์ หนึ่งในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว I-Mong Pattara Khumphitak ในประเด็น'อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่างพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ' เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่ออายุพลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไป โดย“ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”ไว้อย่างน่าศึกษา

 

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เขียนบทเฉพาะกาลมาตรา 178 ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ....โดยยกเว้นคุณสมบัติและ”ลักษณะต้องห้ามสองประการเพื่อให้คนสองคน คือ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปได้นั้น “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่า เป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร

อย่างไรก็ดีในฐานะที่เป็นผู้ลุกขึ้นท้วงติงในสภาว่า การเขียนกฏหมายแบบนี้ มันไม่ถูกต้องและน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ การออกกฏหมายไปยกเว้นลักษณะต้องห้ามในรัฐธรรมนูญ นั้นทำไม่ได้ รวมทั้งเหตุผลอีกหลายประการตามที่ปรากฏในคลิปนี้

ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่มีความเห็นร่วมกันว่า การเขียนกฏหมายแบบลูกฆ่าแม่ เอาบทบัญญัติของกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปยกเว้นรัฐธรรมนูญนั้นทำไม่ได้แต่ก็ต้องทำใจว่า แม้จะถ่องแท้แก่ใจว่า เจตนารมณ์ที่เขียนไปกับมือนั้นคืออะไร แต่อำนาจในการวินิจฉัยเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ของกรธ.

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวผมเองจะไม่ใช่นักกฏหมายแต่บังเอิญมีชีวิตที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับการตรากฏหมายหลายครั้งหลายหน รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญในคราวนี้ ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ตัวเองก็ดี กรธ.ก็ดีและที่ปรึกษากรธ.โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยตรงเพราะเป็นตัวแทนของกรธ.ที่มาร่วมเป็นกรรมาธิการฯด้วยคือ อาจารย์วิชา มหาคุณ และอาจารย์เจษฏ์ โทณะวณิก ก็ดี ได้พากันทำในสิ่งที่คนตรากฏหมายพึงกระทำแล้ว

ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า คราใดก็ตามถ้าได้หวนกลับไประลึกถึงเรื่องราวในหนหลัง หรือจะสอบทานต้วเองด้วยการทบทวนพระราชดำรัสของในหลวง หรือผู้รู้ผู้ชำนาญที่เป็นที่เคารพนับถือในทางกฏหมายขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะได้คำตอบชัดเจนแก่ตัวเองว่า เมื่อยามที่มีโอกาสทำงานให้แก่ส่วนรวมในเรื่องนี้ เราได้ทำไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยมโนธรรมสำนึก ด้วยความสำนึกรับผิดชอบ และด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา ฯลฯ หรือไม่ และทำไปอย่างเต็มกำลังหรือไม่

แม้ผลจะไม่ออกมาอย่างที่คาดหวังแต่เมื่ออ่านพระราชดำรัสเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายดังเช่นที่ปรากฏนี้แล้ว ผมก็ยังแน่ใจในสิ่งที่ทำมา สิ่งที่พูดออกไปและจะไม่ท้อถอยที่ทำในสิ่งที่ควร ตามกำลังต่อไป

“...กฏหมายทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรง หรือธำรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่ เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นๆจริงๆแล้ว ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิด ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฏหมายก็จะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันทีและกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง

ผู้ที่ตัองการใช้กฏหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฏหมายแต่ละฉบับเอาไว้ให้แน่วแน่เสมอไปอย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมทั้งต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของกฏหมายไว้โดยรอบคอบ เคร่งครัดเสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฏหมายไทยถึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือ ยกย่องอยู่โดยตลอดได้”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 19 กรกฎาคม 2520

“...จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้กฏหมายต้องสำนึกตระหนักในความรับผิดชอบของตนเองอยู่ตลอดเวลา ในอันที่จะใช้กฏหมายเพื่อธำรงรักษาและผดุงความยุติธรรมถูกต้องเพียงอย่างเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นๆ ในขณะนี้ ทุกคนตัองทำใจให้หนักแน่นเที่ยงตรงปราศจากอคติ ให้กล้าแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม ให้สุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยสติและปัญญา ที่จะตรวจตราและพินิจพิจารณาหาทางที่จะใช้ตัวบทกฏหมายให้ได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ให้เกิดความถูกต้องเที่ยงตรงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ยอมปล่อยให้มีผู้อาศัยข้อบกพร่องของกฏหมาย เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นในทางไม่เป็นธรรมได้ ทั้งต้องดำรงตนให้เป็นที่พึ่งของสุจริตชนด้วยเสมอ นักกฏหมายจึงจะสามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายและความผาสุกสงบของบ้านเมืองไว้ได้...”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2523

“...กฎหมายไม่ว่าประเทศไหนมีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ กฎหมายนั้นก็ลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี แปลความให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในทางปฏิบัติ มันก็ไม่ดี พอเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นทั้งศาสตร์ เป็นทั้งศิลป์ เรื่องกระบวนการยุติธรรมเนี่ย แต่ถ้าหากตระหนักถึงความถูกต้อง หรือพูดง่ายๆความสุขของส่วนรวม ความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศชาติ ก็จะไปในทางที่ถูก ก็จะอ่านกฎหมาย หรืออำนวยการยุติธรรมได้อย่างไม่ผิด ผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ก็เป็นคน มีอารมณ์ แต่ถ้าเผื่อทบทวนศีลธรรม หรือจรรยาบรรณของผู้พิพากษาไว้ ก็จะไม่ออกนอกกรอบที่ผิด ท่านทั้งหลายได้เรียนมา ได้ศึกษามา และได้เรียนรู้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันเดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็คงจะรู้แล้วอะไรไปในทางที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้อง และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง"

พระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 10 แก่คณะผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ซึ่งเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 12 มีนาคม 2561    
Last Update : 12 มีนาคม 2561 4:42:37 น.
Counter : 28 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดี 'คลองด่าน' เหตุจำเลยไม่ได้รับหมาย - นัดใหม่ 30 พ.ค.นี้



ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีโกงบ่อบำบัดคลองด่าน 2.3 หมื่นล้าน เหตุจำเลยบางส่วนไม่มา-ไม่ได้รับหมาย นัดใหม่ 30 พ.ค.นี้

 

เมื่อวันที่ 7 มี..2561 ศาลแขวงดุสิต มีคำสั่งเลื่อนนัดการอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีฉ้อโกงซื้อที่ดินและสัญญาสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน สมุทรปราการ เป็นวันที่ 30 ..2561 เวลา 09.00 . เนื่องจากจำเลยบางส่วนไม่มาศาล โดยจำเลยบางคนยังไม่ได้รับหมายเพราะเปลี่ยนแปลงที่อยู บางส่วนที่อยู่ไม่มีเลขที่ และไฟไหม้ ดังนั้นจึงให้ส่งหมายใหม่ หากไม่มีผู้รับก็ให้ปิดหมายตามที่พักของจำเลยตามทะเบียนราษฎร์

สำหรับคดีดังกล่าว กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 19 ราย ในความผิดฐานฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน .คลองด่าน .สมุทรปราการเนื้อที่รวม 1,900 ไร่ มูลค่า 1.9 พันล้านบาท เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่ที่ดินนั้นกลับเป็นกลุ่มบริษัทจัดหามาแล้วที่ดินนั้นเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน รวมถึงฉ้อโกงสัญญาก่อสร้างฯมูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ศาลได้พิพากษายกฟ้องกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี (NVPSKG)จำเลยที่ 1 และสั่งประทับรับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่เหลือ โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12..2552 ว่าจำเลยที่ 2-19 ร่วมกันกระทำผิดตามมาตรา 341 ฐานร่วมกันฉ้อโกง อันเป็นความผิดกรรมเดียว จึงให้จำคุกจำเลยที่เป็นบุคคล 11 ราย คนละ 3 ปี และสั่งปรับจำเลยที่เป็นบริษัท 7 ราย รายละ 6,000บาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ..2556 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 18 รายเนื่องจากศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าพวกจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใดๆ ให้คณะกรรมการคัดเลือกของ คพ. เลือกที่ดินของ บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำเลยที่ 12 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-19 จึงฟังขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 มี..2561 ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ให้ คพ.ชดใช้ค่าเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จำนวนกว่า 9พันล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้า NVPSKG เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบของราชการ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คู่สัญญา จึงมีเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 มีนาคม 2561    
Last Update : 8 มีนาคม 2561 22:03:24 น.
Counter : 86 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแบงก์ชาติปรับเกณฑ์ยืดหยุ่นการเปิด-ปิดสาขา และให้ “แบงกิ้งเอเยนต์” เบิกถอ



ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มทางเลือกช่องทางบริการผ่านโมบายแบงกิ้งและ 'แบงกิ้ง เอเยนต์' โดยไม่จำเป็นบริการต้องครบ 4 ประเภท ฝาก ถอน โอน เปิดปิดบัญชี ถอนได้สูงสุด 2 หมื่นบาท หากยกเลิกสาขาถาวรต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้า 45 วัน

 

 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 3/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับช่องทางให้บริการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหรือวันที่ 6 มีนาคม 2561

โดยในประกาศดังกล่าวได้มีการระบุเหตุผลว่าในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า ประกอบกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีและธุรกรรมต่าง ๆ ทำให้ประชาชนหรือลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง มากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กับช่องทางให้บริการ 3 ฉบับ ได้แก่

-ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกอบกิจการสาขาธนาคารพาณิชย์

-ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งตัวแทนของสถาบันการเงิน (Banking Agent)

-ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ให้บริการการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับ ความต้องการของลูกค้า เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์สามารถบริหารจัดการช่องทางให้บริการต่าง ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น โดยยังคงหลักการเดิมที่ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้บริการ แก่ลูกค้าและประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ช่องทางให้บริการในประกาศฉบับนี้ ในประเด็นสำคัญ เช่น การเพิ่มความยืดหยุ่นในขอบเขตการให้บริการและการขออนุญาตเพื่อรองรับ การเปิด – ปิดสาขา การปรับเปลี่ยนรูปแบบสาขาและวันเวลาทำการให้สามารถตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องให้บริการพื้นฐานครบทั้ง 4 ประเภท (การฝาก ถอน โอน เปิด – ปิดบัญชี) ซึ่งลูกค้าสามารถได้รับบริการผ่านช่องทางอื่นที่มีต้นทุนการให้บริการที่ต่ำลงได้ เช่น ผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือ mobile banking การให้ธนาคารพาณิชย์นำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น การขยายประเภทตัวแทน(banking agent) และขอบเขตการให้บริการเพื่อเป็นทางเลือกให้ธนาคารพาณิชย์ในการบริหารช่องทางให้บริการ เป็นต้น นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญในเรื่องมาตรฐานการให้บริการที่ดี จึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์มีการบริหารความเสี่ยงและการดูแล ผู้ใช้บริการที่เหมาะสม รัดกุม และเป็นธรรมผ่านนโยบายด้านช่องทางให้บริการที่ได้รับการอนุมัติ และ ดูแลติดตามการดำเนินการโดยคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ด้วย

สำหรับประกาศฉบับดังกล่าวมีจำนวน 38 หน้ามีรายละเอียดที่สำคัญ อาทิ การกำหนดหลักเกณฑ์ การตั้งตัวแทนธนาคารพาณิชย์หรือ “แบงกิ้ง เอเยนต์ ซึ่งในส่วนของการรับถอนเงินและตัวแทนจ่ายเงินสำหรับผู้ใช้บริการรายย่อยสามารถให้บริการได้ไม่เกินห้าพันบาทต่อรายการ และไม่เกินสองหมื่นบาทต่อวัน ,การเลิกสาขาทั่วไป และสาขาอิเล็กทรอนิกส์

ธนาคารพาณิชย์สามารถเลิกการให้บริการที่ได้เปิดให้บริการอยู่เป็นการถาวร โดยจะต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ ล่วงหน้าอย่างน้อย 45 วัน และต้องมีการจัดทาแผนและมีขั้นตอนกระบวนการในการเลิกสาขาทั่วไปหรือสาขาอิเล็กทรอนิกส์นั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ช่องทางให้บริการประจำปีที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยล่วงหน้า โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย อาทิ วันเลิกการให้บริการ เหตุผลในการเลิกการให้บริการ ซึ่งหากเป็นกรณีขาดทุนจากการ ดำเนินงาน ให้ธนาคารพาณิชย์แสดงรายงานผลการดำเนินงานของสาขานั้น ย้อนหลัง 3 ปี แนวทางการชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ใช้บริการ รายงานผลการสำรวจ ความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบจากการเลิกการให้บริการ และ แนวทางการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ เป็นต้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 มีนาคม 2561    
Last Update : 6 มีนาคม 2561 15:12:43 น.
Counter : 21 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.