คปภ.ตั้งเป้าประกันสงกรานต์ 1 ล้านกรมธรรม์



การประกันอุบัติเหตุในระยะสั้นๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยสงกรานต์อุ่นใจ ที่คิดค่าเบี้ยประกันเพียง 10 บาท คปภ.จึงตั้งเป้ามียอดสมัครกรมธรรม์ถึง 1 ล้านกรมธรรม์

 

นายตนุภัทร รัตนพูลชัย รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวกรมธรรม์ประกันภัยสงกรานต์อุ่นใจ หรือ ประกันภัย 10 บาท มีประชาชนให้ความสนใจสมัครกรมธรรม์เป็นจำนวนมากผ่านหน่วยงานเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยคาดว่าตลอดระยะ 1 เดือน จะมีผลตอบรับไม่ต่ำกว่า 1 ล้านกรมธรรม์

สำหรับประกันภัย 10 บาท จะให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ มือ เท้า สูญเสียสายตา หรือทุพลภาพถาวรโดยสิ้นเชิง จากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกายและ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่ หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จะได้รับความคุ้มครอง 100,000 บาท

กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะมือ เท้า สูญเสียสายตา หรือทุพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และหรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หารือโดยสารรถจักรยานยนต์ จะได้รับความคุ้มครอง 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพกรณีเสียชีวิต จากการเจ็บป่วย ยกเว้นกรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยภายใน 15 วันแรก นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลาประกันภัย จำนวน 5,000 บาท

นอกจากนี้ประกันภัย 10 บาท ขยายอายุของผู้เอาประกันภัยจาก 20-60 ปี เป็น 20-70 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้มากขึ้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 10 เมษายน 2561    
Last Update : 10 เมษายน 2561 16:18:58 น.
Counter : 15 Pageviews.  

โรคต้อกระจก ต้อหิน..ภัยเงียบใกล้ตัว โดย ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์



ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมีคุณค่ามาก องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า ทั่วโลก 6,000 ล้านคน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้านคน ซึ่งสาเหตุมาจากต้อกระจกและโรคแทรกถึง 45%

 

ข้อมูลจาก นพ. ธีรวีร์ หงส์หยก จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า ต้อกระจก  จัดเป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมายาวนาน ในประเทศไทยเรามีอัตราตาบอดของประชากรไทย อยู่ที่ 0.59% โดยมีสาเหตุจากต้อกระจก 51.6% ประมาณว่า มีผู้ตาบอดจากต้อกระจกรอการผ่าตัดประมาณ 100,000 ราย และมีต้อกระจกเกิดใหม่ที่จะต้องทำผ่าตัด อีกปีละ 65,000 คน คือประมาณ 0.1% ของจำนวนประชากรต่อ 1 ปี นอกจากนี้หากเกิดร่วมกับบางโรคเช่น เบาหวาน เป็นต้น อาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ

อาการต้อกระจกจะเริ่มจากตามัวลง โดยมากจะค่อยๆ มัวลงช้าช้าทีละน้อย จากเลนส์ที่ค่อยๆ ขุ่นขึ้น นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือต้อกระจกจากโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน การมัวจากต้อกระจก บางทีอาจมีลักษณะเฉพาะ ที่มัวมากขึ้นในบางสถานการณ์ เช่น ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงจ้า แดดแรงๆ, ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงน้อย และมีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านข้างๆ (ขับรถกลางคืนลำบาก), ต้อกระจกบางแบบทำให้สายตาเปลี่ยนไปในทางที่มีสายตาสั้นมากขึ้น การมองไกลจะมัวลง แต่อาจทำให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา, การลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง), เห็นภาพซ้อน เวลามองของ 1 ชิ้นจะเห็นเป็นสองชิ้นเหลื่อมกันอยู่ หรือมีขอบเบลอๆอยู่ ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียวปวดตา และมีต้อหินแทรก  

ถึงแม้ว่าต้อกระจกจะเป็นสาเหตุตาบอดอันดับหนึ่งของคนไทย แต่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ให้กลับมามองเห็นเป็นปกติได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็วโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ถ้าปล่อยไว้ระยะยาว จะส่งผลให้ต้อกระจกสุกขึ้นเรื่อย ๆ และบางรายจะมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจกที่สุกมากๆ เช่น ต้อหิน ซึ่งอาจจะทำให้การผ่าตัดยากมากขึ้น และในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้

ส่วน โรคต้อหิน เป็นโรคซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อยในอันดับต้นๆ ของคนไทย ส่วนใหญ่รักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคเพื่อคงสภาพการมองเห็น และคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษา เพราะผู้ป่วยต้อหินมักไม่มีอาการผิดปกติจนกว่าจะอยู่ในระยะท้ายของโรค จึงมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีตรวจคัดกรอง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยง การตรวจคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้รักษาการมองเห็นให้คงไว้ได้ดีที่สุด

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดเรื้อรังมักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพราะในระยะแรกของโรคการสูญเสียลานสายตาจะเกิดที่บริเวณรอบนอกก่อน เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงจะเสียลานสายตาในส่วนตรงกลางซึ่งกระทบต่อการมองเห็นจนผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติได้ ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลง จนตาบอดได้ในที่สุด อาการแสดงอื่นๆ และการดำเนินโรคอาจแตกต่างไปตามชนิดของต้อหิน เช่น อาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลัน ส่วนต้อหินมุมเปิดมักพบว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการทางตาผิดปกติ ยกเว้นในระยะท้ายของโรคการมองเห็นจะแคบลง เป็นต้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เช่น ผู้ที่มีประวัติ บิดา มารดา พี่น้องหรือญาติเป็นต้อหิน คนสายตาสั้นหรือยาวมากๆ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตลอดจนผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา อุบัติเหตุทางตา การติดเชื้อหรือการอักเสบในตา การใช้ยากลุ่ม สเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยาพ่น ตลอดจนโรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก หรือบวม

แต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถีเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา เป็นศูนย์ Excellent center ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์ Tertiary eye care referral center ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันรพ.ราชวิถีมีพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกรักษาจำกัด แต่ประมาณปลายปีนี้ เมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีสร้างเสร็จ ก็จะเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นและลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้อาคารศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้ยังขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอีกมาก ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 02–3547997-9 หรือ https://www.rajavithihospitalfoundation.org

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตาคือ อายุที่มากขึ้น ตาถูกแสงแดดจัด ขาดวิตามินเอ กรรมพันธุ์ มีโรคเรื้อรังต่างๆโดยเฉพาะเบาหวาน และบุหรี่ ทั้งนี้เมื่อเป็นโรคตา โอกาสสูญเสียการมองเห็นขึ้นอยู่กับสาเหตุและการพบแพทย์หรือจักษุแพทย์ได้ทันการหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดเพียงชั่วคราวหรือถาวรตลอดไป อาจเป็นการสูญเสียการมองเห็นชนิดพอมองเห็นบ้างหรือในลักษณะตาบอดถาวรก็ได้ หากมีอาการปวด เคือง แดง หรือ สังเกตเห็นความผิดปกติ ควรรีบพบจักษุแพทย์และตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพราะการแก้ปัญหาทางตาต่างๆจะได้ผลดีกว่าหากเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 10 เมษายน 2561    
Last Update : 10 เมษายน 2561 13:46:37 น.
Counter : 15 Pageviews.  

คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย? อุ้มค่ายมือถือ รัฐ-เอกชน ใครได้ใครเสีย!



ภาคประชาชนคัดค้านใช้มาตรา 44 อุ้มค่ายมือถือ-ยืดการชำระค่างวดใบอนุญาต ชี้เอื้อประโยชน์เอกชนทั้งๆ ที่มีกำไรหลายหมื่นล้าน ส่อเป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเครือข่ายตรวจสอบภาคประชาชน ได้จัดเสวนาเรื่อง “ม.44 อุ้มค่ายมือถือ รัฐ-เอกชน ใครได้ใครเสีย" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ คุณสุภิญญา​ กลางณรงค์​ อดีต​กรรมการ กสทช. ดร.​มานะ​ นิมิตร​มงคล​ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) คุณชาญชัย​ อิสระ​เสนา​รักษ์​ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริตฯ สปท. และคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า หากใช้ ม.44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดีกับ กสทช.เอง และอาจจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างตั้งใจ  และไม่เหมือนกับการช่วยเหลือ ทีวิดิจิทัล ที่มีเหตุผลในการช่วย เพราะได้รับผลกระทบการนโยบายของรัฐบาล

ไม่เห็นด้วยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพิจารณาใช้มาตรา 44 อุ้มบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลสเน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทลูกของเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทลูกของทรูมูฟ ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือที่ได้รับประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ (4G) ในการยืดจ่ายงวดที่สี่ออกไป ทั้งที่ในต่างประเทศพยายามให้จ่ายน้อยงวดมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทิ้งคลื่นความถี่หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

ทั้งนี้ การจ่ายงวดที่สี่ในปี 2563 นั้น จะมีมูลค่ารวมทั้งสองค่ายมือถือ ราว 1.2 แสนล้านบาท และยืดจากจ่ายงวดที่สี่ครั้งเดียวเป็นแบ่งจ่าย 5 ปี โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ซึ่งเป็นผู้นำเสนอแนวคิดดังกล่าว อ้างว่า รัฐจะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5

“นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.คลัง) เคยอธิบายเรื่องดังกล่าวไว้ว่าดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5 นั้น เป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สถาบันการเงินใช้ได้ และให้สิทธิ์กู้ 1 วันเท่านั้น ไม่ใช่กู้ 5 ปี มิฉะนั้นเอกชนจะประหยัดดอกเบี้ยได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก”

อดีต ส.ว. ยังกล่าวถึงการบังคับใช้มาตรา 44 ของ คสช. ด้วยว่า หากมีการใช้ในกรณียืดการจ่ายงวดที่สี่ ตั้งถามเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ให้อำนาจใช้ได้ 3 กรณี คือ เรื่องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป การปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ และการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร จึงตั้งคำถามว่า เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า การใช้มาตรา 44 อุ้มสองบริษัทมือถือ ยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอีกมาก ดังนั้นจึงคาดหวังว่า คสช.จะทบทวนโดยรอบคอบ เพราะสังคมเกิดคำถามการที่มีผู้นำเสนอและหากมีการอนุมัติ จนทำให้เอกชนประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 3 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นการทำให้ฟรีๆ หรือมีเงินทอนติดมาด้วย

ตอนนี้คสช.ใช้มาตรา 44 ฟุ่มเฟือยและไร้ขอบเขต เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ระบุถึงการใช้มาตรา 44 ใน 3 กรณีเท่านั้น คือการปฏิรูป การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการช่วยเหลือภาคเอกชนในการประกอบธุรกิจ ถามว่าความพยายามในการช่วยเหลือภาคเอกชนของคสช. เปรียบเหมือนการเหาะเลยกรุงลงกาหรือไม่ โดยหวังว่าจะมีการทบทวนอย่างรอบคอบ ถ้าคสช.ใช้มาตรา44 อุ้ม รัฐบาลจะเสียประโยชน์แน่นอน เพราะ 2 บริษัทมีสัญญาการจ่ายเงินชัดเจน ที่ผ่านมารัฐอำนวยความสะดวกให้แล้ว ซึ่งในงวดสุดท้ายหากไม่จ่ายก็ต้องเสียดอกเบี้ย 15 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี หากจะให้ผ่อนจ่ายนั้นไม่มีเหตุผล อีกทั้งจะให้ดอกเบี้ยเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐควรไปช่วยอุดหนุนเงินคนจนมากกว่า เอกชนเขารวยอยู่แล้วเราจะไปอุ้มเขาทำไมให้จ่ายดอกเบี้ยเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนั้นจะเกิดคำถามจากสังคมมากและเกิดคำถามในใจจากประชาชนแน่นอน ดังนั้นเรื่องนี้เราไม่หยุดติดตามแน่นอน

ด้านน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ 4G ได้มีการวิเคราะห์มาแล้วว่า ผู้ประมูลได้จะมีกำไร มิฉะนั้นคงไม่เคาะราคาประมูลกันในเวลานั้น หากปล่อยให้มีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน จะส่งผลให้เสียประโยชน์เรื่องดอกเบี้ย พร้อมตั้งข้อสังเกต กสทช.มีสิทธิที่จะแก้ไขกติกาเงื่อนไขการประมูล เพราะมีอำนาจ แต่พบว่า กสทช.ยังไม่กล้าดำเนินการ แม้แต่จะลงมติเสนอเรื่องต่อ คสช. แต่กลับโยนเรื่องไปให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการเอง ดังนั้น สุดท้าย หาก คสช.มีมติที่จะช่วยเหลือ นอกจากจะโดนกล่าวหาว่าอุ้มเอกชนแล้ว ยังจะโดนกล่าวหาว่าอุ้ม กสทช.ด้วย

ส่วนเหตุผลมีความจำเป็นต้องช่วยยืดการจ่ายเหมือนกับทีวีดิจิทัลนั้น อดีต กรรมการ กสทช. ระบุว่า ที่ผ่านมาทีวีดิจิทัลยังมีข้อถกเถียงกันได้ เพราะมีการฟ้องร้องกันที่ศาล จึงถกเถียงเพื่อให้ช่วยเหลือได้ แต่สำหรับบริษัทมือถือแล้ว ยังไม่เห็นว่า คสช.จะมีส่วนทำให้เกิดผลเสียต่อการประกอบกิจการ ยกเว้น บริษัทมือถือจะตอบคำถามชัด ๆ ว่า ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐอย่างไร

การพยายามแก้กฎหมายเอื้อผู้ประกอบการนั้น เป็นสิ่งที่รัฐเสียผลประโยชน์เพราะจากเดิมในปี 55 ที่มีการประมูลคลื่น 3G ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงการประมูลที่ถูกมากเพียง 14,000 ล้านบาทให้กับเอกชนสามราย ซึ่งที่ผ่านมาเอกชนดังกล่าวได้ผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้นการประมูลคลื่น 4G แม้อาจดูว่ามีค่าใบอนุญาตที่สูง แต่ก็อยู่ในภาวะวิสัยที่เอกชนวิเคราะห์แล้วและเคาะประมูลในช่วงเวลาดังกล่าวที่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้ เมื่อหักลบกับต้นทุน ซึ่งเมื่อในส่วนของ 3G เราเสียผลประโยชน์ ส่วนของ4G รัฐจึงควรได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้ตนมองว่ากสทช. ยังไม่กล้าแก้ไขเงื่อนไขดังกล่าวเอง ดังนั้นถ้าจะแก้ควรเป็นกสทช. ไม่ใช่คสช. ซึ่งจะทำให้อาจมองว่าคสช. อุ้มทั้ง2 บริษัทเอกชน รวมถึงอุ้มกสทช. อีกด้วย เพราะไม่ใช่กฎหมายในชั้นของ พ.ร.บ. แต่เป็นเพียงประกาศของกสทช. ดังนั้นถามว่าคสช. จะรับผิดชอบแทนกสทช. เพราะเหตุใด ส่วนกรณีที่มีการนำเรื่องดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือทีวีดิจิตอลนั้น ตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะทีวีดิจิทัลได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ โดยตรงจึงอาจนำไปสู่การช่วยเหลือ แต่ส่วนตัวนั้นยังไม่เห็นว่าการทำงานของรัฐ หรือคสช. จะกระทบต่อโทรคมนาคม จึงไม่ควรจับทีวีดิจิทัลมาเป็นตัวประกัน

ขณะที่ นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่ คสช.จะใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือ เพราะบริษัทมือถือทั้งสองรายมีกำไรในการทำธุรกิจ และสมัครใจในการประมูล จึงต้องศึกษาวางแผนถึงผลดีผลเสียและโอกาสทางธุรกิจที่จะได้รับ การหาเหตุอ้างในภายหลัง เพื่อขอลดค่าใช้จ่ายลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้ตนเอง จึงรับฟังไม่ขึ้น

ขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์ใดที่บ่งชี้ว่า เอกชนอยู่ในสภาวะที่ควรได้รับความช่วยเหลือ เพราะปีที่ผ่านมาเอไอเอสมีผลประกอบการรวมกว่า 6 แสนล้านบาท กำไรกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทรูมูฟ 2.3 แสนล้านบาท กำไร 2.3 พันล้านบาท ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัทยังมีความสามารถระดมทุนจากตลาด หรือกู้เงินมาชำระได้เลย ถ้าไม่มีจะเป็นความสูญเสียของประเทศ

“เพิ่งมีข่าวว่า ทรูมูฟประกาศการใช้เงินลงทุน 3.6 พันล้านบาท ทำเคเบิลใต้น้ำเพื่อเชื่อมโยงระบบเครือข่ายดิจิทัลระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิก โดยจะมีอายุการใช้งาน 25 ปี และจะเริ่มใช้ในปี 2563 อีกทั้งยังรองรับระบบ 5Gที่จะประมูลเร็ว ๆ นี้ด้วย ดังนั้นจะเห็นว่ามีการลงทุนเตรียมพร้อมแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงจะไม่มีเงินมาจ่ายงวดที่สี่”

เลขาธิการองค์กรต่อต้านฯ ยังกล่าวว่า หากจะให้การช่วยเหลือจริง ๆ จะต้องทำให้โปร่งใส ดังนั้น จึงควรผ่านกระบวนการที่มีการตรวจสอบอย่างชัดเจน โดยนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เปิดอภิปราย เก็บข้อมูลให้ชัดเจน คิดว่าคนไทยจะยอมรับ ส่วนการใช้มาตรา 44 ถือเป็นการตัดตอนที่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ

“จะใช้วิธีไหนก็ได้ ขอให้ ครม. และ คสช.แสดงท่าทีอย่างเปิดเผย ใช้กฎหมายอย่างไรก็ได้ แต่หากใช้มาตรา 44ช่วยเหลือ แล้ววันข้างหน้ามีความเสียหายเกิดขึ้น ขอให้บุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดชอบ ชดใช้ อย่าลอยตัว มิฉะนั้นจะไม่ยุติธรรมกับสังคมไทยและไม่เป็นธรรมกับคนไทยทั้งประเทศ” นายมานะ กล่าว

สุดท้าย นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า กสทช.ต้องอธิบายให้สังคมรับทราบ ภาระหน้าที่ทำเพื่ออะไร หากนายฐากร ตันฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงาน กสทช. กำลังทำหน้าที่เป็นลูกจ้างของสองบริษัทมือถือ ให้ลาออกไปเป็นลูกจ้าง เพื่อคอยปกป้องผลประโยชน์ของเอกชน ไม่ใช่มานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ กินเงินภาษีของประชาชนหลายแสนบาท แต่ไม่ใช่ไปปกป้องว่า เอกชนจะประมูลไม่ได้ แล้วรัฐจะไม่ได้เงิน นั่นแสดงว่า กำลังนำเรื่องของอนาคตที่เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ มากำหนดกฎเกณฑ์ในปัจจุบันเพื่อมาเป็นข้ออ้างกับรัฐบาลในการยืดการจ่ายงวดที่สี่ หากทำอย่างนี้ กฎหมายฮั้วประมูลจะไม่ปล่อย เพราะถือว่าเงื่อนไขที่เสนอไว้ครั้งแรกมีการประมูลกันโดยเสรี ไม่มีใครเอาปืนหรือดาบจ่อคอหอยหรือหัวให้สองบริษัทมือถือมาประมูล

ต่อมาวันนี้ (วันที่ 9 เมษายน 2561) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์มือถือ" ระบุว่า

จากการที่รัฐบาล และ คสช. ได้แสดงท่าทีว่าจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฯ เพื่อเปิดทางให้เอกชนผู้ประกอบการธุรกิจมือถือสองราย เปลี่ยนแปลงวิธีการชำระค่าสัมปทานคลื่นโทรศัพท์ 4 จี ที่ทั้งสองรายนั้นประมูลได้ไปโดยสมัครใจตามกระบวนการที่มีเงื่อนไขชัดเจนและเปิดเผย โดยยืดเวลาชำระเงินที่ยังค้างจ่ายให้รัฐไปเป็นการผ่อนชำระนาน 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับการที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์หรือประกอบธุรกิจการค้า 

ต่อกรณีนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เห็นด้วยและสนับสนุนข้อมูลของนักวิชาการและผู้นำภาคประชาสังคมที่เสนอว่า ยังไม่มีเหตุจำเป็นใดเลยที่รัฐต้องยอมเอาประโยชน์ของคนไทยไปช่วยเหลือบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสอง หากรัฐบาลและ คสช. มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือที่จะออกมาปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ควรใช้กลไกทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่นำไปสู่การตรวจสอบอย่างเปิดเผยรอบด้าน รวมทั้งขอให้บุคคลใน ครม. และ คสช. ต้องร่วมกันรับผิดหากเกิดการฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมายในอนาคต 

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เสนอว่า ควรแยกพิจารณาวิธีการช่วยเหลือผู้ประกอบการในธุรกิจทีวีดิจิทัลออกจากการพิจารณากรณีโทรศัพท์มือถือ เพราะมีเงื่อนไขที่ทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน อนึ่ง การใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 นั้น ควรใช้เพื่อการอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยแท้จริง มิเช่นนั้นจะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว.

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 9 เมษายน 2561 22:59:34 น.
Counter : 19 Pageviews.  

‘พานทองแท้ ชินวัตร' โพสต์ปูดปม เช็คคนดัง คดีดังไม่จบ ถามหาจริยธรรม ! ป่วน‘เด็กป๋า'



นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โพสต์ไม่จบ ต่อภาคสองปูดปมเช็คกรุงไทย 2.5 แสนบาทสั่งจ่ายคนดังทั้งสอง ระบุชื่อพล.ร.ท.พะจุณณ์​ ตามประทีปและใช้อักษรย่อกับอีกคน พล.ร.ท.PJ ตบท้ายด้วยการถามหาจริยธรรม ขณะที่หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษพลเอกเปรมฯ ยืนยันชัดเจนว่าเจตนาของผู้บริจาคต้องการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษ ไม่มีการนำมาใช้ส่วนตัว

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra ในหัวข้อ “เช็คคนดัง-คดีดัง ตอนที่ 2” โดยระบุข้อความอ้างว่า “ครบรอบ 1 สัปดาห์ ที่โพสต์รูปเช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชีบุคคลที่มีชื่อเสียง 2 ท่าน ที่ได้รับเงินจากเงินกู้กรุงไทยแล้ว วันนี้จะขอเล่าให้ฟังต่อ เป็นตอนที่ 2 นะครับ

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า โลกโซเชียลในปัจจุบันนี้ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ อย่างสุดยอดมาก อาจจะเรียกได้ว่า ดีกว่าการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่ตั้งมาอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ เพราะนอกจากโซเชียลจะทำหน้าที่กระจายข่าว ความไม่ชอบมาพากล ที่มีปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลาในช่วงปีขาลงของรัฐบาลนี้แล้ว โลกโซเชียลยังช่วยกันตรวจสอบและชี้ข้อผิดสังเกต ที่เกิดขึ้นในหน่วยงานของรัฐ อันอาจนำมาซึ่งการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องต่างๆได้ ซึ่งในกรณีนี้ อาจเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนหรือบางตำแหน่งก็ได้ (ซึ่งผมได้ทำเรื่องสงวนสิทธิ์ที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคลในทุกตัวบทกฎหมายไว้แล้ว หากตรวจพบการกระทำผิด)

มีแฟนเพจ และผู้ที่ได้ติดตามข่าวหลายท่าน ได้ตั้งข้อสังเกตและชี้ประเด็น ตลอดจนเสนอแนะกันเข้ามามากมาย ทั้งคอมเมนต์ในเพจนี้ ส่งข้อความเข้ามาหลังไมค์ และติดต่อเข้ามา เพื่อให้ข้อมูลที่น่าสนใจเยอะมาก ซึ่งผมจะขอสรุปรวมกัน แล้วเปิดมาขยี้ทีละประเด็นให้เห็นกันชัดๆไป โดยวันนี้จะขอเริ่มที่ประเด็นแรก คือ

เช็คที่ถูกนำมาเข้าบัญชี พล.ร.ท.พะจุณณ์​ จำนวน 1 แสนบาท ซึ่งสั่งจ่ายจากเงินก้อนเดียวกันกับคดีที่เร่งรีบจะฟ้องผม แถมมีเลขที่เช็คติดกันกับของผม คือเช็คเลขที่ 2724851 และ 2724852 ซึ่งมีตัวแทน พล.ร.ท.(ย่อว่า PJ ละกันสั้นดี) ออกมาชี้แจงว่า เป็นเช็คที่จ่ายค่างานเลี้ยง(ในข่าวว่าเป็นงานเลี้ยงรุ่น วปอ. หรือไงนี่แหละ) แต่..ปรากฏว่า..

“เช็คเงินสดฉบับนี้ พล.ร.ท.PJ เป็นคนเซ็นนำฝากเอง โดยเขียนระบุด้วยลายมือว่า ให้นำเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน อันเป็นบัญชีของออเจ้า พีเจ เองเจ้าค่ะ..!!”

เรื่องนี้ มีข้อสังเกตจากนักสืบออนไลน์ และนักกฎหมายออนไลน์หลายท่านที่ส่งข้อมูลมาให้ ผมขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้

1.เงินก้อนที่บอกว่าเป็นเงินจากการกระทำความผิด ถูกนำไปเข้าบัญชีโดยระบุว่า เป็นการฝากประจำ 12 เดือน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นบัญชีเงินฝากประเภทที่ให้ดอกผลสูงสุด มากกว่าการฝากประเภท 6 เดือน หรือการฝากออมทรัพย์ ถือเป็นเจตนาหาประโยชน์งอกเงย จากเงินก้อนนี้หรือไม่..?

2.เงินที่บอกว่านำมาชำระหนี้ค่างานเลี้ยง - งานเลี้ยงที่ว่านี้ เป็นงานเลี้ยงในกลุ่มเพื่อนหรือลูกน้อง ของ PJ เองหรือไม่?

2.1 ทำไมเจ้าของธุรกิจใหญ่ จึงต้องมาจ่ายค่างานเลี้ยงเป็นแสนๆ ให้นายทหาร?

2.2 เงินจ่ายหนี้ค่างานเลี้ยง ทำไมจึงนำมาเข้าบัญชีฝากประจำ?

2.3 กรณีนี้ ถือเป็นการรับทรัพย์เกิน 3,000 บาท ที่ทหารชั้นนายพลจะต้องสำแดงหรือไม่? ได้เคยสำแดงหรือยัง?

2.4 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ได้สอบสวนความผิดในประเด็นเหล่านี้หรือยัง?

2.5 จนป่านนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะปล่อยไปจนหมดอายุความหรือไม่?

2.6 จะเร่งเอาผิดเฉพาะคดี พานทองแท้และพวก เท่านั้นหรือไม่?

3. เมื่อนำกรณีนี้ มาเปรียบเทียบกับกรณีเช็ค 26 ล้านของพานทองแท้ ที่ตัวเงินยังไม่ทันเข้าบัญชีเลย เช็คก็ถูกยกเลิกไปก่อนแล้ว ไม่มีเงินเข้าบัญชีแม้แต่บาทเดียว ภายหลังเงินถูกนำไปเข้าบัญชีผู้อื่น ซึ่งผมได้ทราบว่า ได้มีการคืนเงินกลับไปแล้วทุกบาททุกสตางค์เช่นกัน ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์ แต่ผมกลับจะโดนคดี..เฮ้อออ..!!

ส่งท้ายวันนี้ผมขอตั้งคำถามไปถึงผู้รับเช็ค เป็นคำถามในเชิงจริยธรรม(ที่คนดีพึงมี) ซึ่งถ้าท่านคือคนดีของแผ่นดินจริง ขอให้ท่านตอบต่อสาธารณชนด้วย

“เงินที่ท่านได้มาฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ทำงานทำการอะไร และท่านได้นำไปเข้าบัญชี หรือจะนำไปเลี้ยงลูกน้องก็แล้วแต่ (รวมถึงเงินที่นำไปเข้ามูลนิธิฯก้อนนั้นด้วย)

ในทางกฎหมายอาจสาวไปไม่ถึงตัวท่าน เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะไม่กล้าเอาผิด และไม่กล้าสั่งฟ้องท่าน แต่ในทางจริยธรรมที่ท่านพึงมี เมื่อท่านได้ทราบที่มาที่ไปของเงินก้อนนี้อย่างกระจ่างชัด ว่าเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบแล้ว

ท่านมีความคิดที่จะนำเงินมาคืนให้กับเจ้าของ หรือผู้เสียหายหรือไม่ครับ..!!”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นที่นายพานทองแท้ ออกมากล่าวหานั้น ก่อนหน้านี้ทาง พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ได้ออกมายืนยัน โดยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายพานทองแท้ โพสต์เฟซบุ๊กระบุรูปเช็ค 2 ฉบับและใบนำฝากของธนาคารว่าเป็นชื่อของ พล.อ.เปรม จำนวนเงิน 250,000 บาท มีลายเซ็น พล.อ.เปรม เซ็นชื่อกำชับว่า ให้นำเงินก้อนนี้ไปฝากเข้าบัญชีมูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ส่วนเช็คอีกใบสั่งจ่ายเงินสดเข้าบัญชี พล.ร.ท.พระจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิทของ พล.อ.เปรม

โดยนายพานทองแท้ ยังระบุอีกว่า เป็นเงินก้อนเดียวกันกับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีกับตนเองในข้อหาฟอกเงินว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว เท่าที่ตนทราบนั้นคือ เจตนาของผู้บริจาคต้องการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่ในเช็คได้ใส่ชื่อของ พล.อ.เปรม แต่ พล.อ.เปรม ก็ได้ส่งเช็คบริจาคเงินดังกล่าวต่อเข้ามูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเรียบร้อย ซึ่งไม่ได้นำเงินมาใช้ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ คงตรวจสอบแล้ว เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว และยืนยันเงินดังกล่าวได้ส่งต่อเข้าการกุศลจริงๆ พล.อ.เปรมไม่ได้นำมาใช้ส่วนตัว(อ่านรายละเอียด : ลูก'ป๋า'ตบปากโอ๊ค! จวกเต้าข่าวใส่ร้าย ยันเช็คกรุงไทยส่งเข้ามูลนิธิฯ)

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 9 เมษายน 2561 12:06:35 น.
Counter : 17 Pageviews.  

'เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย' อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตือนผู้เอาประกันที่ขับขี่รถช่วงเทศกาลส



'เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย' อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชยพล ธิติศักดิ์ เตือนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ขับขี่รถช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้รู้เงื่อนไขสำคัญนี้ แถมโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีจับปรับด้วย

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมเรื่องการรักษาความปลอดภัยทางท้องถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ว่า ทางเราโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ศปถ.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเราได้เตรียมการกันมาระยะหนึ่งแล้ว โดยช่วงนี้คือตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นมา อยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อม และรณรงค์ และช่วงวันที่ 11 เมษายน-17 เมษายน จะเป็นช่วงของการรณรงค์อย่างเข้มข้นเพื่อลดอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยแนวทางที่เราใช้กฎจะมีแนวทางกลไกประชารัฐ การบังคับใช้กฎหมาย การประชาสัมพันธ์ การเตรียมสภาพถนน ฯลฯ ให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละพื้นที่

นายชยพล อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่สีแดง 109 อำเภอที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในช่วงเทศกาล 3 ปีที่ผ่านมานั้น ทาง ปภ.จะเน้นย้ำในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย กำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ เพื่อช่วยให้แต่ละอำเภอสามารถควบคุมการเกิดอุบัติเหตุ การตัดเตือน และหยุดรถที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่เป็นจุกใหญ่ๆในการเล่นน้ำสงกรานต์ก็จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วย ทุกกรณีที่มีการเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะมีการตรวจแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ในส่วนของประกันภัยนั้นก็จะไม่จ่ายหากผู้เอาประกันเมาแล้วขับ ส่วนทางตำรวจก็จะดำเนินการในทุกกรณีที่เกี่ยวกับการเมาแล้วขับอย่างเข้มข้นด้วยเช่นกัน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 9 เมษายน 2561 9:23:44 น.
Counter : 18 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]






Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.