เงินของชาติอยู่ไหน ใครรู้บ้าง? โดย ต่อตระกูล ยมนาค และ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค



"น่าตกใจ! จริงๆแล้ว ไม่มีใครรู้หมดครบถ้วนเลย นักเศรษฐศาสตร์ ก็บอกว่าอันตรายมาก คนทั่วไปอย่างผมขอเปรียบเหมือนว่า เรากำลังขับรถพาครอบครัวทั้งบ้านไปทางไกล แต่ไม่มีที่วัดดูน้ำมัน!"

 

 เวลาเราได้ยินจากข่าวว่ารัฐบาลไปลงทุนโน่นลงทุนนี่ทีละเป็นล้านล้านบาท ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเงินของชาติมีมาก ใช้เท่าใดไม่มีวันหมด แต่ทำไมเวลารัฐบาลแถลงข่าวทีไรก็มักจะพูดว่าภาษีที่เก็บประชาชนนั้นไม่พอเพียง แค่เอาไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการก็เกือบหมดแล้ว เหลืออีกปีละไม่กี่แสนล้านบาทที่จะนำมาใช้ก่อสร้างหรือลงทุนทำโครงการอะไรใหม่ ๆ ได้ ฟังเรื่องราวจากสองทางแบบนี้ ชาวบ้านทั่วไปอย่างเรา ๆ เลยงงว่าที่รัฐบาลประกาศจะก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกกะโปรเจค ต่าง ๆ เช่น โ่ครงการของรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) ที่กำลังก่อสร้างเฉพาะในกรุงเทพและธนบุรีเป็นวงเงินที่อีกเป็นแสนกว่าล้านบาท และยังมีโครงการรถไฟฟ้าในภูมิภาคตามจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น ภูเก็ต พังงา และเชียงใหม่ อีกหลายแสนล้านบาท รัฐบาลไปเอาเงินเหล่านี้จะเอาจากไหนและจะมีเงินจากการประกอบการโครงการเหล่านี้มาใช้หนี้คืนได้หรือไม่

ที่ถามคำถามแบบนี้ ไม่ใช่จะต่อต้านการลงทุน แต่อยากมั่นใจว่ารัฐบาลจะลงทุนให้คุ้มค่า เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์ร้าย ๆ ในอดีตมามาก เคยเห็นซากปรักหักพังของโครงการที่รัฐบาลลงทุนหลายหมื่นล้านแล้วไม่สามารถใช้การได้ ไม่ต้องพูดถึงชื่อโครงการเหล่านี้ออกมาอีกเพราะทุกคน แม้กระทั่งเด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็คงได้ยินกันจนชินไปแล้ว ส่วนโครงการใหม่ ๆ ที่สร้างแล้วไม่มีคนใช้ ขาดทุนตลอด แถมไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็ยังมีอีกมาก เช่น โครงการแอร์พอร์ตลิงค์ที่ขาดทุนตลอดตั้งแต่ต้น ทั้ง ๆ ที่มีลูกค้าผู้โดยสารสายการบินต่าง ๆ ที่เดินทางมาประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิวันละเป็นแสนคนและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีผลการดำเนินงานส่วนอื่น ๆ ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่อยู่แล้ว กลับจะต้องมีหนี้สินกับรัฐบาลเพิ่มขึ้นสะสมเข้าไปอีกเรื่อย ๆ

ต่อภัสสร์: คำถามนี้ฟังดูน่าจะตอบได้ง่ายนะครับ แต่จริง ๆ เป็นคำถามที่หาข้อมูลมาตอบได้ยากมาก สำหรับประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้จะไปหาข้อมูลที่ไหน และถึงแม้จะพอหาข้อมูลได้ ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นครบถ้วนหรือไม่ แล้วก็ไม่รู้จะให้ใครมายืนยันตัวเลขนั้นให้ด้วย ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ นักการเมืองที่เป็นผู้บริหารเงินของชาติบางทีก็ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้เลย สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง ๆ หลายคนที่ผ่านมาก็มักเลี่ยงตอบคำถามนี้เวลาถูกนักข่าวถาม และถึงแม้ว่าผู้บริหารประเทศเหล่านี้อาจจะสามารถขอข้อมูลราชการมาได้สะดวกกว่าประชาชนทั่วไป หลายคนก็ไม่สนใจที่จะรู้ เพราะนักการเมืองจำนวนมากมักจะมองระยะสั้น เอาแค่ว่ามีเงินมาจ่ายให้โครงการของตัวเองสำหรับปีนี้และปีหน้าพอ เอาให้มีผลงานดึงความนิยมให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกรอบแล้วค่อยว่ากันใหม่ ทำให้ที่ผ่านมาเราจึงได้ยินคำว่า “ขาดวินัยทางการคลัง” อยู่บ่อย ๆ

ต่อตระกูล: ข้อมูลที่เล่ามานี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของโครงการวิจัย "ความโปร่งใสทางการคลังในระบบงบประมาณของไทย" ที่ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยคณะผู้วิจัยที่ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ดร.ฐิติมา ชูเชิด จากธนาคารแห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และดร.กุสุมา คงฤทธิ์ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ได้มารายงานผลการวิจัยให้คณะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยสรุปแล้วโครงการวิจัยนี้สนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลการคลังของประเทศต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน คณะผู้วิจัยได้เล่าว่าในอดีตสมัยที่ประเทศไทยมีรายได้และการลงทุนไม่มากนัก วงเงินที่ผู้บริหารประเทศจะนำมาใช้ก็มีจำนวนไม่มากและมาจากแหล่งเงินเพียงสองสามแห่งนี้เท่านั้น ได้แก่ หนึ่ง งบประมาณแผ่นดินประจำปีที่ได้จากการเก็บภาษีของประชาชนและธุรกิจที่มีรายได้ สอง จากการกู้เงินจากแหล่งเงินใหญ่ที่ให้ความช่วยเหลือการลงทุนขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งในยุคหนึ่งได้มาจากธนาคารโลกเป็นส่วนใหญ่ เราเรียกว่าโครงการเงินกู้ระหว่างประเทศ และ สาม รายได้จากรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพดี เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

แต่ในปัจจุบัน เพื่อตอบสนองการลงทุนของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้แหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากเพียงสามประเภทก็เป็นหลายสิบประเภท และแต่ละประเภทก็ยังแยกออกมาอีกเป็นหลายสิบช่องทาง และที่สำคัญมีหลายหน่วยงานเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ไม่มีหน่วยกลางหน่วยใดหน่วยเดียวที่ดูแลและรวบรวมสรุปตัวเลขงบประมาณโดยรวม ทำให้ไม่มีใครรู้ภาพรวมการคลังของประเทศไทยได้ทั้งหมด

ต่อภัสสร์ : น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะแหล่งข้อมูลการใช้เงินภาษีของรัฐบาลที่สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) รวบรวมนำมาจัดทำฐานข้อมูลให้ประชาชนเข้ามาดูได้ง่ายๆ ในเว็บไซต์“ภาษีไปไหน” ก็ยังขาดข้อมูลงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ประชาชนไม่สามารถเห็นการใช้เงินภาษีของตัวเองได้อย่างครบถ้วน ข้อมูลที่น่าสนใจอันหนึ่งที่ได้จากรายงานวิจัยฉบับนี้คือ เดิมการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยทั่วไปนั้น ไม่จำเป็นต้องประกาศผ่านเว็บไซต์กลาง สามารถติดประกาศไว้ที่อาคารสำนักงานได้เหมือนอย่างหน่วยงานราชการทั่วไปในสมัยโบราณ ซึ่งเคยมีการประเมินกันว่าเป็นวิธีที่สร้างโอกาสให้เกิดการทุจริตได้โดยง่ายด้วย และเพิ่งมามีการเปลี่ยนแปลงให้ใช้วิธีการเดียวกับหน่วยงานราชการอื่นๆ โดยผ่านระบบของกรมบัญชีกลางเมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้เอง

ต่อตระกูล: คณะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต ได้อ่านผลงานการวิจัยชิ้นนี้แล้ว เห็นว่ามีประโยชน์มากต่อการดำเนินการใช้จ่ายเงินของประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต จึงจะได้นำข้อเสนอเพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลการคลังมาพิจารณา แล้วนำเสนอมาตรการที่เป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการสนับสนุนการวิจัยด้านงบประมาณ การเปิดเผยข้อมูล ธรรมาภิบาล และการต่อต้านคอร์รัปชันต่อคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ต่อไป

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2560    
Last Update : 19 ตุลาคม 2560 15:29:42 น.
Counter : 23 Pageviews.  

มือ-เท้า-ปาก'สายพันธุ์รุนแรง ระบาดเพิ่ม 5 เท่า-ตายแล้ว 3



“หมอจุฬาฯ” เตือนพบ มือ เท้า ปาก สายพันธุ์รุนแรง แพร่เชื้อเพิ่ม 5 เท่าจากที่เคยมีมา ชี้เข้าสมอง-กล้ามเนื้อหัวใจทำเด็กตาย ล่าสุดเจอดับแล้ว 3 ราย ห่วงอีก 2 สัปดาห์เปิดเทอม

 

นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคมือ เท้า ปาก เกิดการระบาดในประเทศไทยมานาน ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสคอกซากีเอ 6 เอ 16 ซึ่งไม่ค่อยรุนแรงนัก เด็กจะมีกาอารไข้ สูง เป็นตุ่มน้ำใส ที่ฝ่ามือ ฝ่าท้า อย่างไรก็ตาม ยังมีเชื้อเอ็นเทอร์โรไวรัส 71 หรือ "อีวี 71" ซึ่งเป็นเชื้อรุนแรงที่ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อสมอง โดยเฉพาะตรงแกนสมอง กล้ามเนื้อหัวใจ และเสียชีวิตได้ ซึ่งอัตราตายจากเชื้ออีวี 71 พบว่าถ้าเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี โอกาสเสียชีวิต 1 ใน 100 คน ถ้าต่ำกว่า 3 ปี โอกาสเสียชีวิตเป็น 1 ต่อ 300 คน แต่ถ้าอายุมากกว่านี้โอกาสเสียชีวิตก็น้อยลง อาจจจะเป็น 1 ต่อ 3,000 คน และโอกาสเป็นมือ เท้า ปากก็น้อยลง

นพ.ยง กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ในการระบาดของโรคมือ เท้า ปาก ในปีที่ผ่านมาจะพบว่าเกิดจากเชื้ออีวี 71 เพียงร้อยละ 10 แต่ล่าสุดตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงตอนนี้ตรวจพบว่าในจำนวนเด็กที่ป่วยมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้ออีวี 71 ถึงร้อยละ 50 หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 เท่า พบมากที่ภาคเหนือตอนล่าง อีสาน กทม. ซึ่งจากที่มาตรวจที่แล็ปจุฬาฯ500 คน พบเป็นอีวี 71 แทบทั้งนั้น และเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะเป็นเชื้ออันตรายที่เข้าสมอง กล้ามเนื้อหัวใจและเสียชีวิตได้ และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ตนได้รับการปรึกษามาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจ.ขอนแก่น ว่ามีเด็ก 1 คนเป็นมือ เท้า ปาก วันรุ่งขึ้นหอบและเสียชีวิต เร็วมาก ลักษณะนี้เป็นการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ

นพ.ยง กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก เพราะอีก 2 สัปดาห์เด็กก็จะเปิดเทอมแล้ว แม้ระยะนี้อัตราป่วยเริ่มลดลง แต่ตราบใดที่ยังไม่หมดหน้าฝน แล้วเข้าสู่หน้าร้อนจริงๆ ก็ยังน่าเป็นห่วง เพราะเชื้อก่อโรคนี้ไม่ว่าสายพันธุ์ใดนั้นเจริญเติบโตได้ดีช่วงหน้าฝน มีความคงทุนสูงในสิ่งแวดล้อมไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ด้วยแอลกอฮอล์ หรือกรด สารเคมีที่จะฆ่าเชื้อนี้ได้คือ คลอรีน โซเดียมไฮโปตคอไรด์ ไฮเตอร์ น้ำยาล้างห้องน้ำ และกลุ่มฟอร์มาลีน เป็นต้น โรคนี้ ติดต่อง่ายมาก โดยเอาเชื้อที่มาทางสารคัดหลั่ง น้ำลายอุจจาระ และเข้าสู่ร่างกายโดยการใช้มือสัมผัสของที่มีเชื้อเข้าปาก เมื่อเด็กได้รับเชื้อระฟักตัว 3-5 วันอาการเริ่มต้นมีไข้ วันเดียวเท่านั้นก็จะเริ่มมีตุ่ม มีแผลในปาก บริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ รอบทอนซิลกระพุ้งแก้ม ส่วนที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เป็นตุ่มน้ำใสๆ เล็กๆ ในรายที่เป็นมากอาจจะขึ้นที่หัวเข่า ข้อศอก รอบก้นบางรายเล็บหยุดการเจริญเติบโต

"สิ่งที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง 1.เป็นไข้สูงไม่ลด 2.ตาลอย ซึม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของสมอง 3.หัวใจเต้นเร็วเต้นแรง 4.กระตุกที่ปลายมือ ปลายเท้า หรือหอบ น้ำลายฟูมปาก การรักษาตามอาการอย่าให้ขาดน้ำ ให้กินของที่เย็นขึ้นมาหน่อยเพื่อไม่ให้เจ็บปากน้อยลง ใช้เวลา 3-5 วัน อย่างช้าไม่เกิน 7 วันก็หาย แต่ในรายที่เป็นมากจะต้องรักษาด้วยยา ปัจจบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการล้างมือบ่อยๆ เพราะเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายโดยการที่มือสัมผัสเชื้อแล้วเข้าปาก การล้างต้องล้างให้ถูกวิธี ล้างนานจบ 1 เพลง กินอาหารที่สุก ไม่ใช้ช้อนเดียวกันป้อนอาหารเด็กอนุบาล เมื่อเกิดป่วย 3 รายขึ้นไปควรเปิดห้องเรียน เพื่อทำความสะอาด"นพ.ยงกล่าว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2560    
Last Update : 19 ตุลาคม 2560 2:11:21 น.
Counter : 17 Pageviews.  

Smartphone = AI + Big Data



นักอนาคตศาสตร์หลายท่าน พบว่า AI เมื่อประกอบร่างเข้ากับ Big data ได้ในระดับหนึ่ง ก็จะทำให้ขีดความสามารถของมันไปกระทบกับการแพร่ภาพและเสียง (Broadcasting) ในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

 

ภายในปี 2025 คาดการณ์ว่า

-ความก้าวหน้าของ AI และ machine learning จะยิ่งทำให้ smartphone ฉลาดขึ้น ซึ่ง AI จะทำให้ smartphone มีความสามารถในการติดตาม ตีความ คาดการณ์ และตอบสนองต่อรูปแบบและแนวโน้มต่างๆ ได้ โดยที่มันรับรู้ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นที่ต้องการของ user คนที่ถือ smartphone คนนี้อยู่ ซึ่ง smartphone จะมีการจัดระเบียบ จับคู่เปรียบเทียบข้อมูล และเรียนรู้ตลอดเวลาว่าคุณเป็นใครและมีการทำงานอย่างไร 

GSMA ได้คาดการณ์ว่า ภายใน 2020 โลกของเราจะมีผู้ใช้ smartphone ถึง 73% ของประชากรโลกทั้งหมด (5.7 พันล้านคน) และข้อมูล Big Data เฉพาะบนโครงข่าย smartphone จะมีการเชื่อมโยงอย่างหนาแน่นถึง 112% ของประชากรโลกทั้งหมด นั่นคือจะมีจำนวน SIM ของ smartphone ถึง 9.7 พันล้านการเชื่อมต่อเฉพาะบนโครงข่าย smartphone (คาดว่าประเทศไทยจะมีจำนวนเลขหมาย smartphone กว่า 150 ล้านเลขหมายภายในปี 2020)

- AI + Big Data จะเริ่มส่งผลกระทบนับจากนี้ไปในธุรกิจต่างๆในหลายอุตสาหกรรม เช่น สื่อ, โทรคมนาคม, การบริการทางการเงิน, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, การแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการศึกษา ตามลำดับ โดยทั้งนี้ก่อนถึงจุด Tipping point ของ AI ในปี 2025 นั้น AI จะส่งผลอย่างมากและชัดเจนในช่วงปี 2023 เนื่องจาก World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่าเป็นช่วงเวลาที่ Big data จะถึงจุดทะยาน (Tipping point) ในปีดังกล่าว และจะส่งผลกระทบในการพลิกผันรูปแบบอุตสาหกรรมต่างๆ ในปีที่ AI และ Big data ทะยานขึ้นพร้อมกันจนเกิดโมเมนตัมที่สุดในช่วงปี 2025 นั่นเอง
https://www.gsmaintelligence.com/research/?file=9e927fd6896724e7b26f33f61db5b9d5&download
https://www3.weforum.org/docs/WEF_GAC15_Technological_Tipping_Points_report_2015.pdf



จากที่ฉลาดอยู่แล้ว จะยิ่งฉลาดมากขึ้น

- บางครั้งก็ยากที่จะจินตนาการว่า smartphone ของเราจะฉลาดไปกว่านี้ได้อย่างไร แต่บริษัทอย่างเช่น Apple, Samsung และ Google ก็ยังคงทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง AI จะทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถพัฒนา smartphone ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง deep learning ที่เป็นสาขาหนึ่งของ AI ที่สามารถจดจำ แยกแยะรูปแบบทางประสาทสัมผัสได้ และทำให้การใช้งานในการแยกแยะใบหน้าแต่ละคน การถอดรหัสเสียง หรือการแปลภาษาทำได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยลองนึกถึงภาพของสมองมนุษย์ ที่เป็นเครือข่ายของเส้นประสาท เซนเซอร์ และอัลกอริทึมของการประมวลผลต่างๆ ซึ่งชิป AI นั้นก็คล้ายกับสมองของมนุษย์ที่สามารถย่อยข้อมูลขนาดใหญ่ได้โดยอิงตามนิสัย รูปแบบชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมในอดีตของมนุษย์ โดย AI สามารถเรียกดูข้อมูลต่างๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจจากแอพพลิเคชั่นในมือถือหรือนาฬิกาดิจิทัล และแม้แต่ประวัติการเข้าชมสื่อและเว็บทั้งหมดเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะทำต่อไป โดยการวิเคราะห์นี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

แต่ความเป็นจริงคือ AI กำลังจะเชื่อม media กับรูปแบบการ Broadcasting ผ่านอินเทอร์เน็ตในรูปแบบใหม่ไปสู่ผู้ใช้ smartphone จนทำให้เกิดการพลิกผันอุตสาหกรรมสื่ออย่างน่าตื่นเต้น
https://mobile.abc.net.au/news/2017-10-05/google-pixel-2-heralds-the-ai-age/9018636



การแพร่ภาพและเสียงในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงจะพลิกผันเพราะ smartphone = AI + Big Data

- การใช้งานอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับ AI คือ augmented reality (AR) ที่ดิจิทัลทำให้เราสามารถแต่งภาพได้ ทำให้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เสมือนมีอยู่จริงได้ จะเห็นได้จาก Instagram, Snapchat และ Pinterest ที่ผู้ใช้จะใช้เอฟเฟ็กต์ภาพกับรูปถ่ายและวิดีโอต่างๆ และการ "ปักหมุด" บนแผนที่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เกิดจาก AI ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแนบข้อมูลดิจิทัล (ภาพ, vdo, เสียง) กับสถานที่ในโลกได้

หากจะวิเคราะห์ตามนักอนาคตศาสตร์หลายท่าน เราจะพบว่า AI เมื่อประกอบร่างเข้ากับ Big data ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ก็จะทำให้ขีดความสามารถของมันไปกระทบกับการแพร่ภาพและเสียง (Broadcastinนัg) ในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน เพราะ AI กำลังถูกฝังอยู่ใน smartphone และ social media และคอยมองหาคอนเทนท์เฉพาะความต้องการที่ user คนนั้นๆ ชื่นชอบ จนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคสื่อด้วยการที่ AI หาให้แทนตัวเองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง (เพราะมีคอนเทนท์ที่ผลิตมามากมายมหาศาลจนเลือกไม่ถูก)

ดังนั้นสื่อแบบเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน ที่หลงคิดว่าช่องทางการแพร่ภาพและเสียงแบบเดิม (Traditional media) ยังคงมีผู้ชมติดตามอยู่ต้องออกจากความสนใจในที่สุด จนอาจทำให้เราได้เห็นเหตุการณ์พลิกผันในอุตสาหกรรม media ครั้งใหญ่ คล้ายๆ กับอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ (กระดาษ) ในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องยุติการทำธุรกิจในระดับ mass market ในปี 2014 รวมไปถึงกรณีล้มละลายของ KODAK ในปี 2013 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรากฏตัวของ Google และ Facebook ภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น เพราะผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือพิมพ์และการบันทึกภาพเพื่อความทรงจำด้วยฟิล์ม ไปเป็นการแชร์ประสบการณ์ด้วยการใช้ smartphone ถ่ายรูปอัพขึ้นบน social media แทน

https://www.ibc.org/tech-advances/artificial-intelligence-in-broadcasting/1096.article

-----------

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ประวัติ: https://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165

14 ตุลาคม 2560

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2560    
Last Update : 18 ตุลาคม 2560 17:52:55 น.
Counter : 28 Pageviews.  

แนะนำ 5 นิทรรศการ และงานรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙



และแล้วช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกที่คนไทยทุกคนต่างรู้สึกร่วมกันเนื่องจากการสูญเสียในหลวง รัชกาลที่ ๙ ของปวงชนชาวไทยก็เวียนมาบรรจบครบ 1 ปีแล้ว

 

เดือนตุลาคม 2560 นี้ จึงเป็นเดือนที่เรากลับมาไว้ทุกข์กันอีกครั้ง ก่อนถึงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ในวันที 26 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ในโอกาสนี้จึงอยากจะเชิญชวนเพื่อน ไป 5 นิทรรศการ ที่จะทำให้เราย้อนวันวาน รำลึกถึงครั้งที่ยังทรงมีระชนม์ชีพ ที่จะทำให้เราทราบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ที่ทำให้ประชาชนคนไทยทุกคน ได้อยู่ดีกินดี และรักพระองค์ท่านด้วยชีวิต ซึ่งมีหน่วยงานต่าง ที่ร่วมมือร่วมใจกันจัดนิทรรศการให้เราได้ไปดูกัน หากเพื่อน สะดวกที่ไหน ก็ออกไปที่นั่นได้เลย ทางเราได้เรียงลำดับจากงานที่จะสิ้นสุดในเร็ว นี้ขึ้นมาก่อน เพื่อให้เพื่อน ได้เตรียมตัว จัดสรรค์เวลาและไปกันให้ทัน ถ้าเพื่อน พร้อมแล้ว ก็ตามไปดูกันได้เลย

อันดับที่ 1 : มาเริ่มที่แรกกันที่งาน “ดอกดาวเรืองแทนดวงใจ ถวายอาลัยแด่พ่อของแผ่นดินรัชกาลที่ ” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 13-15 ตุลาคม 2560 

งานนี้เป็นการร่วมแรงร่วมใจทั้งภาครัฐ และเอกชน แม่งานใหญ่คือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกรรมการมูลนิธิไทยพึ่งไทย และหน่วยงานอื่น ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานเขตลาดพร้าว สำนักงานเขตบางเขน วัดลาดปลาเค้า กลุ่มวิทยาลัยในเครือไทย-เทค มูลนิธิดร.สุข พุคยาภรณ์ สมาคมเมโลเดียน รวมไปถึงประชาชนทุกคน ที่ได้ร่วมกันปลูกต้นดาวเรืองทั้งหมด99,999 ต้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถึงงานพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ และประชาชนทุกคน ภายในงานจะมีการแสดงและกิจกรรมเทิดพระเกียรติ มีการออกร้านแสดงสินค้า OTOP คุณภาพดีจากชุมชน และมีซุ้มเทิดพระเกียรติตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ถนนลาดปลาเค้าไปจนถึงศูนย์การค้า THE JAS รามอินทรา เพื่อน คนไหนสะดวกไป ใกล้ที่นี่ ก็อย่าลืมไปกันนะคะสำหรับงานนี้จัดขึ้นแค่ 3 วันเท่านั้น

อันดับที่ 2 : ต่อมาเป็นนิทรรศการที่จัดกันมาได้ซักระยะหนึ่งแล้ว "นิทรรศการ ภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร 'KING OF KINGS' ” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 มิ.. - 29 .. นี้เท่านั้น

สามารถเข้าชมได้วันอังคาร - วันศุกร์ เวลา 10.00-17.00 . และ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-18.00 . ที่ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) ภาพในงานจะเป็นภาพจากช่างภาพรับเชิญทั้งหมด 16 ท่าน ภาพที่จัดแสดงเป็นภาพความทรงจำในช่วงเวลาต่าง ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ไปจนถึงภาพพระราชกรณีกิจต่าง หรือภาพที่พระองค์ท่านฉายร่วมกับพระบรมวาศานุวงศ์ต่าง ซึ่งบอกเลยว่าหลาย ภาพก็หาชมได้ยากไม่อยากให้เพื่อน พลาดเลย

อันดับที่ 3 : นิทรรศการ “สแตมป์ของพ่อ ๒๔๙๓ เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

จัดขึ้นที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ เข้าชมได้ตั้งแต่ วันอังคาร - วันอาทิตย์ เวลา 9.00-19.00 . ซึ่งงานได้เริ่มจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้แล้ว โดนผู้เข้าชมจะได้รับโปสการ์ดและบัตรภาพผนึกตราไปรษณียากร รัชกาลที่ เป็นจองที่ระลึกด้วย

อันดับที่ 4 : นิทรรศการ “ศิระกรานพระภูบาลนวมินทร์"

จัดขึ้นโดยพิพิทฑภัณฑ์ศิริราช คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งจัดแสดงเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจต่าง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ทำให้เราได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศไทย และประชาชนชาวไทยมากมาย ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ งานจัดที่ศาลาศิริราช 100 ปี ซึ่งจะจัดแสดงวันที่ 1 กันยายน - 31 ตุลาคม .. 2560 เปิดทำการทุกวันเวลา 10.00 - 17.00 . ยกเว้นวันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันที่ 25-27ตุลาคม 2560

อันดับที่ 5 : นิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นิทรรศการนี้จะถูกจัดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คือ ตั้งแต่ วันที่ 1 - 30พฤศจิกายน 2560 นี้ ซึ่งพื้นที่จัดนิทรรศกาคือทั่วทั้งบริเวณมณฑลพิธี และจะแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน

  • ทิศเหนือของมณฑลพิธี : ส่วนนี้จะจัดแสดงโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ผ่านงานภูมิทัศน์ เช่น บ่อแก้มลิง และแปลงนาข้าว เป็นต้น
  • บริเวณมณฑลพิธีและศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง : นิทรรศการส่วนนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับการสร้างพระเมรุมาศต่าง ทั้งหมดในบริเวณมณฑลพิธี
  • บนพระที่นั่งทรงธรรม : นิทรรศการนี้แสดงพระราชประวัติและพระราชกรณีกิจด้านต่าง

บอกเลยว่าแต่ละนิทรรศการ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่าง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกคน ตั้งใจอุทิศแรงกายแรงใจเป็นอย่างมากที่จะจัดขึ้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ และเพื่อให้คนทั่วไปทั้งไทยและต่างชาติได้ทราบถึงพระราชประวัติ พระอัจฉริยภาพด้านต่าง รวมถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อให้ชาวไทย อยู่ดีกินดีตลอด 70 ปีแห่งการครองราช ทำให้ชาวโลกรู้ว่า เพราะอะไรคนไทยถึงรักและเทิดทูลพระองค์ท่านขนาดนี้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2560    
Last Update : 18 ตุลาคม 2560 9:18:05 น.
Counter : 32 Pageviews.  

วันอาหารโลกเครือข่ายแบนสารพิษเรียกร้องซินเจนทาและเจียไต๋ถอนพิษวัตถุอันตราย



ภาคประชาชนเรียกร้องวันอาหารโลก ยื่นจดหมายเรียกร้องให้ซินเจนทาและเจียไต๋แสดงจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต่ออายุทะเบียนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส เพื่อปกป้องสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางอาหาร

 

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมซึ่งเป็นวันอาหารโลก WORLD FOOD DAY นายอุบล อยู่หว้า ตัวแทนเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง พร้อมเครือข่ายเกษตรกร 5 จังหวัด ได้เดินทางไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทแสดงจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปยังบริษัทเจียไต๋ จำกัด เรียกร้องให้บริษัทไม่ต่ออายุทะเบียนคลอร์ไพริฟอสและพาราควอต โดยเครือข่ายเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขตได้มอบกระเช้าผักผลไม้อินทรีย์ให้กับนายสมชาย เนาสราญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทเจียไต๋ จำกัด เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการส่งมอบอาหารที่ปลอดภัยเนื่องในวันอาหารโลก และนายอุบลกล่าวย้ำว่า

“ผู้บริโภคต้องการอาหารปลอดภัย จึงอยากให้บริษัทได้อาหารปลอดภัย และผลิตอาหารปลอดภัยให้กับสังคม”

ต่อมาในช่วงบ่ายเครือข่ายฯได้ไปยื่นจดหมายที่บริษัทซินเจนทา แต่ไม่มีผู้แทนจากบริษัทออกมารับจดหมาย

“เรามาเพื่อเรียกร้องจริยธรรมในการทำธุรกิจของบริษัทซินเจนทา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ส่งพาราควอตมาขายในประเทศไทยทั้งที่ไม่ขายสารนี้ในสหภาพยุโรปมาเป็น 10 ปีแล้ว เราเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสุขภาพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศไหนมีกฎหมายอ่อนแอก็เอาสารพิษอันตรายไปขายที่นั่น เราอยากเห็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบด้วย ด้วยเงื่อนไขที่ทะเบียนพาราควอตของซินเจนทาได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม จึงเรียกร้องให้ไม่มีการต่อทะเบียนเพื่อขายในประเทศไทยและภูมิภาคนี้ และเรารู้สึกผิดหวังที่ซินเจนทาไม่กล้าเผชิญหน้ากับคนไทยส่วนหนึ่งที่ตื่นรู้กับปัญหาสารเคมีอันตรายนี้ที่ตั้งใจมาพบ ทั้งๆที่ตอนประสานในครั้งแรกก็มีท่าทีที่จะมารับจดหมาย ถือว่าไม่มีความจริงใจ หลบเลี่ยงปัญหา และหาประโยชน์บนชีวิตคนไทยอย่างไม่รับผิดชอบ” นายอุบลกล่าว

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เนื่องจากมติเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูงที่มี ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการเพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 2 ชนิดคือ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส

จากการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย พบว่า ทะเบียนแรกของพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสได้หมดอายุลงในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นของบริษัทซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น และบริษัทเจียไต๋ จำกัดตามลำดับ โดยซินเจนทายังถือทะเบียนพาราควอต อีก 4 ทะเบียน และเจียไต๋ยังถือทะเบียนคลอร์ไพริฟอสอีก 4 ทะเบียน และพาราควอต 3 ทะเบียน ที่จะทยอยหมดอายุลงเป็นลำดับ 

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง จึงได้ยื่นจดหมายเรียกร้องจริยธรรมในการประกอบธุรกิจของบริษัทซินเจนทาและเจียไต๋ ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่และเป็นเจ้าของทะเบียนค้าขายสารเคมีทางการเกษตรที่กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาว่าเป็นพิษร้ายแรง สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คนไปตลอดจนถึงเด็กในครรภ์ จึงมีการเสนอให้ห้ามต่ออายุสารสองตัวได้แก่ คลอร์ไพรีฟอส และพาราควอต

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2560    
Last Update : 17 ตุลาคม 2560 15:05:11 น.
Counter : 31 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.