'เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย' อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเตือนผู้เอาประกันที่ขับขี่รถช่วงเทศกาลส



'เมาแล้วขับ ประกันไม่จ่าย' อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชยพล ธิติศักดิ์ เตือนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ขับขี่รถช่วงเทศกาลสงกรานต์ ให้รู้เงื่อนไขสำคัญนี้ แถมโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีจับปรับด้วย

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมเรื่องการรักษาความปลอดภัยทางท้องถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ว่า ทางเราโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ศปถ.) กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเราได้เตรียมการกันมาระยะหนึ่งแล้ว โดยช่วงนี้คือตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นมา อยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อม และรณรงค์ และช่วงวันที่ 11 เมษายน-17 เมษายน จะเป็นช่วงของการรณรงค์อย่างเข้มข้นเพื่อลดอุบัติเหตุทางท้องถนน โดยแนวทางที่เราใช้กฎจะมีแนวทางกลไกประชารัฐ การบังคับใช้กฎหมาย การประชาสัมพันธ์ การเตรียมสภาพถนน ฯลฯ ให้สอดคล้องกับปัญหาแต่ละพื้นที่

นายชยพล อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่สีแดง 109 อำเภอที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในช่วงเทศกาล 3 ปีที่ผ่านมานั้น ทาง ปภ.จะเน้นย้ำในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย กำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ เพื่อช่วยให้แต่ละอำเภอสามารถควบคุมการเกิดอุบัติเหตุ การตัดเตือน และหยุดรถที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่เป็นจุกใหญ่ๆในการเล่นน้ำสงกรานต์ก็จะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วย ทุกกรณีที่มีการเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะมีการตรวจแอลกอฮอล์

นอกจากนี้ ในส่วนของประกันภัยนั้นก็จะไม่จ่ายหากผู้เอาประกันเมาแล้วขับ ส่วนทางตำรวจก็จะดำเนินการในทุกกรณีที่เกี่ยวกับการเมาแล้วขับอย่างเข้มข้นด้วยเช่นกัน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 เมษายน 2561    
Last Update : 9 เมษายน 2561 9:23:44 น.
Counter : 16 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

กสทช. กับตรรกะประหลาดเพื่อ 'อุ้ม' ผู้ประกอบการ 4G โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานTDRI



ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้เลขาธิการ กสทช.มีตรรกะประหลาด'อุ้ม'บริษัทเอไอเอสและทรู ซึ่งประกอบการ4G รัฐไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการทุกรายให้ไม่ขาดทุน เอไอเอสและทรู จึงควรต้องยอมรับความเสี่ยงปรกติทางธุรกิจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตน เตือนรัฐอย่าปล่อยให้กลุ่มผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ เพราะจะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นประเทศไทย

 

หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา โฆษกรัฐบาลแถลงว่า นายกรัฐมนตรีให้แนวนโยบายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และการขอยืดจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 4G ของเอไอเอสและทรูว่า ให้คำนึงถึงหลักการ 2 ประการ คือ 1. ต้องให้เอกชนสามารถประกอบธุรกิจได้ ไม่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ทั้งนี้เอกชนต้องยอมรับความจริงเรื่องความเสี่ยงทางธุรกิจและ 2. ต้องไม่ให้ผลประโยชน์ของรัฐเสียหาย

ถ้อยแถลงดังกล่าวชี้ว่า นายกรัฐมนตรีสามารถจับประเด็นประโยชน์สาธารณะในเรื่องดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง     อย่างไรก็ตาม กลับปรากฏข่าวว่า เลขาธิการ กสทช. ยังพยายามเตรียมเสนอรัฐบาลให้ “อุ้ม”  เอไอเอสและทรูในแนวทางที่แตกต่างจากหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยอ้างข้อมูลและตรรกะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง  เพราะยืนยันที่จะเสนอให้รัฐบาลยืดเวลาการจ่ายค่าประมูลคลื่น 4G  งวดสุดท้ายออกไป โดยอ้างว่าจะทำให้ 

รัฐบาลมีรายได้ประมาณ 3,600 ล้านบาทจากดอกเบี้ย 1.5%  ตามอัตราของธนาคารแห่งประเทศไทย แทนที่จะปล่อยให้ผู้ประกอบการ 2 รายไปกู้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะทำให้รัฐไม่ได้รายได้ดังกล่าว

รัฐบาลน่าจะมีรายได้จากการประมูลคลื่น 4G ย่าน 1800 MHz ที่จะจัดขึ้น เป็นเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เอไอเอสและทรู จะเข้าร่วมประมูลด้วย  แต่รัฐอาจไม่ได้รายได้ดังกล่าว หากไม่ยืดเวลาการจ่ายค่าประมูลคลื่น 4G งวดสุดท้าย 

ที่ผมกล่าวว่า ข้อเสนอของเลขาธิการ กสทช. แตกต่างจากแนวนโยบายของนายกรัฐมนตรี และอยู่บนข้อมูลและตรรกะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง  ก็ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 

เอกชนต้องสามารถประกอบธุรกิจได้

ผู้ประกอบการทั้งสองรายคือ เอไอเอสและทรู ไม่ได้มีปัญหาในการประกอบธุรกิจแต่อย่างใด  เอไอเอสยังเป็นอันดับ 1 ของตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย และมีผลกำไรมหาศาลถึง 3 หมื่นล้านบาทในปี 2560 แม้จะลดลงจากก่อนหน้านั้นไปบ้าง 

ส่วนทรูนั้น แม้จะมีกำไรน้อยกว่าเอไอเอสมาก แต่ก็ยังมีกำไร 2.3 พันล้านบาทในปี 2560 ที่สำคัญ ทรูมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 18.8% เมื่อไตรมาส 2/2558 เป็น 26% ในไตรมาส 2/2560  และแจ้งต่อนักลงทุนว่า สามารถเพิ่มลูกค้าได้ 2.7 ล้านรายในปี 2560 ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีลูกค้าลดลง 

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไป “อุ้ม” ทั้ง 2 บริษัท  เนื่องจากทั้ง 2 บริษัทยังดำเนินธุรกิจได้ดี  

ไม่กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

จากผลประกอบการที่ดีดังกล่าว นักลงทุนจึงยังคงมีความเชื่อมั่นต่อทั้ง 2 บริษัท ซึ่งสะท้อนจากมุมของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายรายที่ระบุว่า ฐานะทางการเงินของทั้ง 2 บริษัทยังแข็งแกร่ง  แม้รัฐบาลจะไม่ยืดเวลาจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 

ที่สำคัญกว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบางบริษัทคือความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย การที่รัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎกติกาหรือเงื่อนไขที่ออกมาแล้ว อันเป็นผลจากการเรียกร้องของผู้ประกอบการบางรายโดยไม่มีเหตุผลอันควร จะมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยไม่มีหลักการที่ชัดเจน สามารถต่อรองได้หากมีเส้นสาย ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่ประกอบธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ลังเลที่จะมาลงทุนในประเทศไทย  

เอกชนต้องยอมรับความเสี่ยงปรกติทางธุรกิจ

ในระบบตลาดเสรี ย่อมไม่มีหลักประกันใดๆ ว่า ผู้ประกอบการจะต้องได้รับกำไรเสมอไป เพราะการประกอบธุรกิจทั้งหลายย่อมมีความเสี่ยงทางธุรกิจตามปรกติ (normal business risk) ซึ่งเอกชนจะต้องแบกรับเอง   รัฐไม่ได้มีหน้าที่ช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการทุกรายให้ไม่ขาดทุน หากสาเหตุของการขาดทุนนั้นไม่ได้มาจากรัฐหรือกฎระเบียบของรัฐ (regulatory risk)

ในกรณีนี้ เอไอเอสและทรู เสนอราคาในการประมูลโดยสมัครใจและเข้าใจเงื่อนไขการผ่อนชำระค่าประมูลเป็นอย่างดี  จึงควรต้องยอมรับความเสี่ยงปรกติทางธุรกิจต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจของตน

ผลประโยชน์ของรัฐต้องไม่เสียหาย

เงื่อนไขการประมูลกำหนดไว้ชัดเจนว่า หากชำระค่าประมูลล่าช้าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่อัตรา 15% ไม่ใช่ 1.5% ที่เลขาธิการ กสทช. เสนอ  ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในกรณีนี้คิดเป็นเม็ดเงินสูงถึงประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่า หากรัฐบาลทำตามข้อเสนอของ กสทช. ก็จะเป็นการยกผลประโยชน์มหาศาลให้เอกชนทั้งสอง  

อัตราดอกเบี้ย 1.5% ที่เลขาธิการ กสทช.ยกมา เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้กันในเชิงพาณิชย์ และยังเป็นอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลด้วย  ซึ่งหมายความว่า หากรัฐบาลปล่อยให้ทั้ง 2 รายกู้ในอัตราดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้ดอกเบี้ยที่อัตรา 15% ตามสัญญาแล้ว ยังขาดทุนทางการเงินด้วย การอ้างว่า รัฐจะมีรายได้จากดอกเบี้ยถึง 3,600 ล้านบาทจึงเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง 

ผู้ประกอบการทั้งสองรายออกแถลงการณ์ชี้นำให้สังคมเข้าใจว่า การผ่อนชำระค่าประมูลคลื่นดังกล่าว  “ไม่ได้เป็นการขอลดค่าประมูลคลื่น” เป็นแต่เพียงการ “ขยายเวลา” เท่านั้น ไม่ได้ทำให้รัฐและประชาชนเสียประโยชน์  คำกล่าวอ้างดังกล่าวก็ไม่เป็นความจริงเนื่องจากการขยายเวลาโดยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำมาก ก็มีผลเหมือนการขอลดค่าประมูลคลื่น ซึ่งทำให้รัฐและประชาชนเสียหาย การขอใช้มาตรฐานเดียวกับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลเพราะ “ต่างได้ใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นจากกสทช. มาเช่นเดียวกัน” ก็ไม่สมเหตุผล เนื่องจากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการดำเนินการที่บกพร่องของ กสทช.  ในขณะที่ เอไอเอสและทรูมีกำไรและไม่ได้รับความเสียหายจากการดำเนินการของ กสทช.  

เอไอเอสและทรูยังอ้างว่าสามารถกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ได้ในอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3-4% ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มาก  หากเป็นเช่นนั้น ผู้ประกอบการทั้งสองรายก็สมควรไปกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์เพื่อมาชำระค่าประมูล ไม่ใช่ให้รัฐปล่อยกู้ในอัตราขาดทุน โดยผู้เสียภาษีเป็นผู้แบกรับภาระแทน   

การเข้าร่วมประมูลคลื่นในอนาคต

เลขาธิการกสทช. อ้างว่า การขยายเวลาผ่อนชำระค่าประมูล จะช่วยให้รัฐได้รายได้จากการประมูลคลื่น 1800 MHz มากขึ้น เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เอไอเอสและทรู จะเข้าร่วมประมูลด้วย   ข้ออ้างดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของการ “มโน” หรือคาดเดาฝ่ายเดียว ดังจะเห็นได้ว่า แถลงการณ์ของเอไอเอสและทรูก็ไม่ได้ระบุเลยว่า จะเข้าประมูลรอบใหม่หากได้รับการผ่อนชำระค่าประมูล   

ที่สำคัญ หากเอไอเอสและทรูจะเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz ด้วยเหตุผลจากการเจรจาแบบ “หมูไปไก่มา” ก็ยิ่งจะเป็นผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทย เพราะแทนที่การประมูลคลื่นจะเกิดขึ้นตามกลไกตลาด ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและโปร่งใส กลับเกิดขึ้นจากการต่อรองกันเป็นครั้งๆ หรือการวิ่งเต้น 

รัฐบาลและ กสทช. ไม่ควรคาดหวังว่า การประมูลคลื่น 1800 MHz ในอนาคตจะต้องได้ค่าประมูลสูงเท่ากับที่ผ่านมา เนื่องจาก ในช่วงก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการ 2 รายคือ เอไอเอสและทรู ได้ประมูลคลื่นไปจำนวนหนึ่งแล้ว จึงอาจไม่ต้องการประมูลคลื่นเพิ่มเติมอีกมาก (นอกจากเพื่อกีดกันคู่แข่ง)     รายได้จากการประมูลคลื่นรอบใหม่นี้จะมากหรือน้อยจึงควรเป็นไปตามอุปทานและอุปสงค์ ภายใต้การออกแบบการประมูลที่ดี โดยไม่ต้องพยายามบิดเบือนให้ได้ราคามากหรือน้อย

โดยสรุป แม้นายกรัฐมนตรีสามารถจับประเด็นประโยชน์สาธารณะในเรื่องดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง   เลขาธิการ กสทช. ยังพยายามชักจูงรัฐบาลให้ “อุ้ม”  ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือไปในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดๆ   รัฐบาลจึงควรตัดสินใจอย่างมั่นคงบนผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ปล่อยให้กลุ่มผลประโยชน์เข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจ  

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 เมษายน 2561    
Last Update : 8 เมษายน 2561 23:06:22 น.
Counter : 18 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เหตุร้ายที่เยอรมนี คนขับรถตู้พุ่งชนฝูงชนกลางจัตุรัสเมืองมึนสเตอร์แล้วฆ่าตัวตาย ตาย 2 ศพ บาดเจ็บ 20 ค



คนเยอรมนีขวัญหนีดีฝ่อเมื่อเกิดเหตุร้ายคนขับรถตู้พุ่งชนฝูงชนกลางจตุรัสเมืองมึนสเตอร์แล้วฆ่าตัวตาย พบเสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บสาหัส 6 คนใน20คนที่บาดเจ็บ รัฐมนตรีรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินแถลงคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ ยังไม่ยืนยันว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง

 

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2561 เวลา 15.27 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ที่บริเวณจตุรัสกลางเมืองมึนสเตอร์ (Muenster) รัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน (Nordrhein-Westfalen) เยอรมนีที่อยู่ใกล้ชายแดนเนเธอร์แลนด์

เกิดเหตุรถตู้ขับพุ่งชนผู้คนที่นั่งบริเวณด้านนอกภัตตาคารบริเวณนั้น ก่อให้เกิดความหวาดผวา ประชาชนต่างหวีดร้องและวิ่งหนีอย่างแตกตื่นขณะที่ตำรวจปิดกั้นล้อมบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นบริเวณที่กว้างมากอย่างรวดเร็วสำหรับการสอบสวน และรถพยาบาลถูกส่งมาที่เกิดเหตุ

โฆษกตำรวจเยอรมัน อันเดรียส โบด(Andreas Bode) ได้เปิดเผยว่ามีผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ 20 คน โดย 6 คนบาดเจ็บสาหัส

เอพีรายงานว่า เฮอร์เบิร์ต ออยเออร์ (Herbert Reul) รัฐมนตรีมหาดไทยประจำรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลิน กล่าวถึงเหตุไม่คาดฝันนี้ว่า คนขับรถตู้สีเทาเป็นพลเมืองเยอรมัน แต่ย้ำว่าในขณะนี้การสอบสวนยังอยู่ในช่วงต้น และเปิดเผยว่า ในเวลานี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ไปการเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมสุดโต่ง

รัฐมนตรีมหาดไทยประจำรัฐนอร์ทไรน์-เว็สท์ฟาเลินยืนยันว่า คดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ส่วนคนขับปลิดชีพตัวเองหลังเกิดเหตุภายในรถตู้ที่คนร้ายได้ขับก่อเหตุ เอพีชี้ว่า ตัวเลขสูญเสียต่ำกว่าที่ทางตำรวจประกาศไว้ตอนแรกที่ 3 รายรวมไปถึงคนขับก่อเหตุ 

แต่ทว่าทางโฆษกตำรวจเยอรมันปฎิเสธที่จะยืนยันกับเอพีตามการรายงานของสื่อท้องถิ่นเยอรมันที่ว่า คนร้ายมีอาการทางจิต 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงเยอรมันชี้ว่า คนร้ายที่ก่อเหตุไม่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มมุสลิมติดอาวุธ แต่ทางตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดออกไป โดยกล่าวว่าจะสอบสวนหาแรงจูงใจในทุกความน่าจะเป็นที่เป็นไปได้สำหรับเหตุใช้รถตู้พุ่งชนคน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 เมษายน 2561    
Last Update : 8 เมษายน 2561 20:00:42 น.
Counter : 14 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ศาลเยอรมนีสั่งปล่อยตัวอดีตผู้นำกาตาลุญญา‘ปิกเดมองต์’ โดยให้ประกันตัว 2.8 ล้านบาท ปฎิเสธคำขอส่งตัวผู้



ศาลท้องถิ่นเยอรมนีแถลงให้ประกันตัวนาย ปิกเดมองต์ อดีตผู้นำกาตาลุญญา โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2.8 ล้านบาท และห้ามออกนอกประเทศ นอกจากนี้ศาลยังปฏิเสธคำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหากบฎด้วย

 

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2561  ศาลท้องถิ่นเยอรมนีแถลงว่า จะปล่อยตัวนายการ์เลส ปิกเดมองต์ อดีตผู้นำกาตาลุญญาในวันพรุ่งนี้ ภายใต้เงื่อนไขการประกันตัว

ศาลรัฐชเลสวิช-ฮ็อลชไตน์ระบุว่า คำขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนของสเปนนั้นไม่สามารถอนุมัติได้ด้วยข้อหากบฏ และขอให้ปิกเดมองต์วางเงินประกันตัวมูลค่า 75,000 ยูโร (ราว 2.8 ล้านบาท) 

อย่างไรก็ดี ศาลยังเสริมต่อไปว่า ปิกเดมองต์ยังมีข้อหาใช้เงินทุนสาธารณะในทางที่ผิด ซึ่ง “โดยทฤษฎีแล้ว” เยอรมนีอาจสามารถส่งตัวเขากลับสเปนได้ด้วยข้อหานี้ แต่ยังต้องรอการตัดสินใจต่อไป

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานว่า ปิกเดมองต์จะต้องมารายงานตัวต่อตำรวจทุกๆ สัปดาห์ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเยอรมนี หากไม่ได้รับความยินยอมจากอัยการ

โฆษกของเรือนจำเมืองนูมุนสเตอร์ซึ่งคุมขังปิกเดมองต์อยู่นั้นระบุว่า เขาจะยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกว่าจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น 

ส่วนปิกเดมองต์ก็โพสต์ข้อความผ่านบัญชีผู้ใช้ของเขาเองบนทวิตเตอร์ว่า “เจอกันพรุ่งนี้ ขอบคุณทุกคนมาก!”

ทั้งนี้ นายการ์เลส ปุกเดมอนต์ ผู้นำแคว้นกาตาลุญญาที่ถูกรัฐบาลสเปนปลดจากตำแหน่งไปแล้วได้เดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมแล้วหลังอัยการสูงสุดของสเปนได้ยื่นคำร้องให้ศาลสั่งฟ้องข้อหากบฏ ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและใช้งบหลวงในทางมิควรกับปุกเดมอนต์และคณะรัฐมนตรีกาตาลันที่เพิ่งถูกปลด ตามกฎหมายของสเปน ข้อหากบฏนั้นมีโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี โทษฐานยุยงปลุกปั่นมีโทษจำคุก 15 ปี และโทษใช้งบหลวงในทางมิควรมีโทษจำคุก 6 ปี

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 07 เมษายน 2561    
Last Update : 7 เมษายน 2561 19:30:18 น.
Counter : 77 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สำนักงานตำมั่วแห่งชาติ (3) โดย วสิษฐ เดชกุญชร



พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร เขียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุดการ “ระดมทุน” ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่ากำลังกระทำกันอยู่ในสถานีตำรวจหลายร้อยแห่งนี้ เมื่อกลายเป็นประเพณี ก็ย่อมทำให้นายตำรวจชั้นประทวนเดือดร้อน ต้องตะเกียกตะกายหาเงินโดยวิธีที่มิชอบมาเพิ่มเพื่อให้ผู้บังคับบัญชา ผลการสอบสวนและดำเนินการในกรณี จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด จะเป็นคำตอบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังจมอยู่ในปลักของความสกปรกเสื่อมทรามเช่นนี้อยู่ต่อไปหรือไม่

 

ความวัวยังไม่หายความควายก็เข้ามาแทรก เขียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจไปหยกๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์ก่อนหน้านั้น มาสัปดาห์นี้ก็ได้ข่าวคาวใหญ่เกี่ยวกับตำรวจอีก

คราวนี้เป็นนายตำรวจชั้นประทวน คือ จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด ผู้บังคับหมู่สืบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน คุณเลอศักดิ์เป็นข่าวขึ้นมา เมื่อเขาไปยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่าผู้บังคับบัญชาคือสารวัตรสืบสวน 2 คนของสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ สั่งการให้หักเงินเบี้ยเลี้ยงจากตนและเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อย 11 นาย เพื่อใช้ซื้อเครื่องปรับอากาศสำหรับติดตั้งในห้องสืบสวนของสถานีตำรวจแห่งนั้น

หลักฐานชิ้นหนึ่งที่คุณเลอศักดิ์นำไปมอบให้แก่ ป.ป.ท. คือสำเนาข้อความการสนทนาทางโทรศัพท์ ซึ่งตอนหนึ่งระบุว่า “กรณีเงินด่านมั่นคงนั้น พหล 4 41 42 ได้พิจารณาร่วมกันแล้ว ให้ดำเนินการดังนี้ เงินรวม 52,800 บาท เนื่องด้วยมีความเดือดร้อนส่วนรวมในห้องสืบ คือ แอร์ห้องในสุดเสีย ทำให้เดือดร้อนทุกคน ดังนั้นผู้บังคับบัญชาต้องเอาเงินส่วนนี้มาสนับสนุน เนื่องด้วยเพราะผู้ประกอบการช่วงนี้ฝืดเคือง ดังนั้น ขอจัดสรรดังนี้ ให้แบ่งชั้นประทวนทุกนายคนละ 2500 จำนวน 11 คน…..รวม 27500 บาท คงเหลือไว้ซื้อแอร์ 52,800-27,500 = 25,300 บาท”

หลังจากที่ปรากฏเป็นข่าวออกมาแล้ว พล.ต.ต.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน) กับรองผู้บังคับการและผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ได้ร่วมกันแถลงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนทั้ง 10 คนสมัครใจให้หักเงินเบี้ยเลี้ยงเพื่อนำไปซื้อเครื่องปรับอากาศ และเมื่อถามว่าเหตุใดไม่แจ้งผู้กำกับการเพื่อใช้งบประมาณของหลวง ก็ได้รับคำตอบว่า “ไม่อยากรบกวน” และว่ามีการตกลงกันไว้แล้วว่าทุกคนจะเสียสละนำเงินส่วนนี้ไปซื้อเครื่องปรับอากาศมาติดในห้องทำงาน ชีวิตราชการของคุณเลอศักดิ์ส่อเค้าว่าจะไม่ราบรื่นเมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง “การปกครองภายใน” จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ อะไรที่เสียต้องซ่อมแซมให้ใช้ได้โดยไม่สามารถรองบประมาณ ตามปกติก็ต้อง “ดำเนินการไป” พล.ต.อ.จักรทิพย์

กล่าวด้วยว่า ตนเชื่อว่ามีอยู่หลายร้อยโรงพักที่ดำเนินการลักษณะแบบนี้ “ตำรวจในโรงพักช่วยระดมทุนแบบนี้”

พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าเป็นการร้องเรียนข้ามหน่วยงาน และคุณเลอศักดิ์จะต้องถูกตรวจสอบทางวินัยตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ท่านผู้อ่านเป็นจำนวนมากอาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่าคุณเลอศักดิ์นั้นเป็นนายตำรวจชั้นประทวน ยศจ่าสิบตำรวจ ต่ำกว่านายตำรวจสัญญาบัตรซึ่งเริ่มจากร้อยตำรวจตรี และคุณเลอศักดิ์มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ ต่ำกว่าร้อยตำรวจตรีซึ่งเป็นรองสารวัตร แต่นายตำรวจชั้นประทวนซึ่งทั้งประเทศมีจำนวนประมาณกว่าสองแสนคนนี่แหละที่เป็นกำลังหลักส่วนใหญ่ที่เราเห็นคอยตรวจตระเวนดูแลรักษาความสงบ และป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ส่วนนายตำรวจสัญญาบัตร ซึ่งทั้งประเทศมีจำนวนประมาณหกหมื่นคนนั้นดำรงตำแหน่งรองสารวัตรขึ้นไป และส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสำนักงาน

นอกจากงานจะหนักกว่าแล้ว นายตำรวจชั้นประทวนยังได้รับเงินเดือนน้อยกว่าด้วย เพราะฉะนั้นทั้งเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงทุกชนิด รวมทั้งเบี้ยเลี้ยงที่ได้จากการตั้งด่านตรวจเพื่อ “ความมั่นคง” จึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของนายตำรวจชั้นประทวนและครอบครัวทุกคน

การ “ระดมทุน” ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกว่ากำลังกระทำกันอยู่ในสถานีตำรวจหลายร้อยแห่งนี้ เมื่อกลายเป็นประเพณี ก็ย่อมทำให้นายตำรวจชั้นประทวนเดือดร้อน ต้องตะเกียกตะกายหาเงินโดยวิธีที่มิชอบมาเพิ่มเพื่อให้ตนสามารถบริจาค หรือร่วมในการระดมทุนของผู้บังคับบัญชา

ผลการสอบสวนและดำเนินการในกรณี จ.ส.ต.เลอศักดิ์ นนท์ขุนทด จะเป็นคำตอบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังจมอยู่ในปลักของความสกปรกเสื่อมทรามเช่นนี้อยู่ต่อไปหรือไม่

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 เมษายน 2561    
Last Update : 6 เมษายน 2561 21:31:11 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]








Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.