ธนาคารกรุงไทยนำร่องโครงการ e-Donation ออกใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์วัดใหญ่ พิษณุโลกแห่งแรก



ธนาคารกรุงไทยนำร่องออกใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามโครงการ e-Donation ที่วัดใหญ่ จ.พิษณุโลก ผ่านอีเมลเป็นแห่งแรก โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ หลังจากประสบความสำเร็จกับแอพพลิเคชั่น 'เปาตุง เติมบุญ'รับบริจาคเงินเข้าบัญชีวัดทันที

 

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 ธนาคารกรุงไทยนำร่องออกใบอนุโมทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในโครงการ e-Donation ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จ.พิษณุโลก พร้อมติดตั้ง KRUNGTHAI QR Code และแอปพิลเคชันเป๋าตุง กรุงไทย ให้กับร้านค้าต่างๆภายในตลาดบุญวัดใหญ่ อุ่นใจไร้เงินสด โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงาน 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารกรุงไทย ได้นำร่องออกใบอนุโทนาบัตรอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้บริจาคเงินให้กับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จ.พิษณุโลก ผ่านอีเมลเป็นแห่งแรก ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบาย ลดภาระต่าง ๆ ทั้งการลดขั้นตอน ลดเวลาให้กับผู้บริจาคเงิน ที่สำคัญยังช่วบลดการใช้ทรัพยากรกระดาษในการออกใบอนุโมทนาบัตรของวัดอีกด้วย และในเร็ว ๆ นี้ ผู้บริจาคเงินยังจะสามารถหักลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเงินได้อัตโนมัติตามความสมัครใจของผู้บริจาคอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ธนาคารกรุงไทยประสบความสำเร็จ จากการพัฒนาแอปพลิเคชั่น “เป๋าตุง เติมบุญ” เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับบริจาคเงินเข้าบัญชีวัดทันที ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องกังวลเรื่องการบริหารจัดการเงินสด และยังเกิดประโยชน์ในภาพรวมกับทุกภาคส่วน ซึ่งได้เปิดให้บริการในหลายพื้นที่แล้ว เช่น วัดน้อยนพคุณ วัดครึ่งใต้ จ.เชียงราย วัดมหาธาตุแหลมสัก จ.กระบี่ เป็นต้น

นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ธนาคารได้ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างถนนไร้เงินสดให้ได้ทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2561 หลังจากที่ได้นำกรุงไทย คิวอาร์ โค้ด เข้าไปให้บริการในหน่วยงานรัฐและราชการกว่า 30 แห่ง ทั้งศูนย์อาหารฯ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี ตลาดกิมหยง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตลาดกรุงศรีฯ จ.พระนครศรีอยุธยา ตลาดเซฟวัน จ.นครราชสีมา เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมุ่งผลักดันแผนยุทธศาสตร์ Nation e-Payment จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะยาวของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศสู่ Digital Economy โดยงานตลาดบุญวัดใหญ่ อุ่นใจไร้เงินสด เป็นหนึ่งความร่วมมือครั้งสำคัญของหน่วยงานรัฐภายใต้กระทรวงการคลังในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจังเพื่อมุ่งสู่สังคมไร้เงินสด โดยการนำร่องรูปแบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ให้กับร้านค้าต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการชำระค่าสินค้าอย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงลดความยุ่งยากของร้านค้าในการบริหารจัดการเงินสด โดยธนาคารกรุงไทยเป็นแบงก์หลักผลักดันโครงการต่างๆให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2560    
Last Update : 26 ธันวาคม 2560 14:18:14 น.
Counter : 52 Pageviews.  

รมว.แรงงานสั่งการไล่ออกและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ประกันสังคมที่ทุจริตยักยอกเงินออมคนชรา



รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว สั่งการเด็ดขาดลงโทษและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ประกันสังคมพื้นที่ 3 ดินแดงที่ทุจริตยักยอกเงินออมคนชรา ซึ่งสร้างความเสียหายแก่องค์กรมาก สั่งตรวจสอบทั้งระบบเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

 

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ที่กระทรวงแรงงาน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงแรงงาน (ศปก.รง.) ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงทุกกรม รวมทั้ง นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ร่วมประชุมด้วย โดยสั่งการถึงปัญหาพนักงานสำนักงานประกันสังคม ( สปส.)ยักยอกเงินออมชราภาพของผู้ประกันตนว่า เป็นการสร้างความเสียหายให้องค์กรมาก จึงให้ สปส.เร่งดำเนินการ 4 ข้อ คือ

1.ให้ไล่ออกพนักงานที่ทำการทุจริต

2.ให้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง และอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

3.หามาตรการเยียวยาผู้เสียหาย

4.สั่งตรวจสอบทั้งระบบว่ามีปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในสำนักงานอื่น ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดอีกหรือไม่ แล้วให้รายงานผลให้ทราบโดยเร็ว เพื่อรักษาความเชื่อมั่น โดยให้ผู้ประกันตนส่งข้อมูลร้องเรียนมาที่ ตู้ ปณ.1 ปณฝ.ดินแดง กทม.10400ได้

ด้าน นพ.สุรเดช เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าวว่า สปส.ได้ดำเนินการทั้งคดีอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย โดยสอบไปแล้ว 3 ครั้ง รวมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิด ขณะนี้อยู่ในชั้นความผิดทางละเมิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟ้องร้องตามมา โดยจะเรียกคืนเงินให้ผู้ประกันตนทุกคนกลับคืนมา นอกจากนี้ ยังได้ออกมาตรการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่หยิบจับเงินโดยใช้ระบบเข้ามาทำหน้าที่ในการจ่ายสิทธิประโยชน์แทน

ขณะที่นางเซี่ยมกี่ นิลทองคำ ผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพฯ พื้นที่ 3 ดินแดง กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่มีการช่วยเหลือผู้กระทำผิด การสอบสวนตรงไปตรงมา ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากพนักงานรายนี้ ทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ มีหน้าที่ซื้อธนาณัติแล้วนำไปส่งให้ผู้ประกันตน แต่ไม่นำไปหยอดตู้ กลับเก็บธนาณัติไว้เอง แล้วขึ้นเงินเอง ยังมีปัญหาอยู่ที่ว่า ทำไมไปรษณีย์ถึงยอมจ่ายเงินให้กับพนักงานคนนี้ อาจจะเป็นเพราะมีความสนิทสนมมักคุ้นกัน จึงได้เชื่อใจ ที่ผ่านมาถ้าพบพนักงาน สปส.เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะสั่งเชือดทุกราย สำหรับรายนี้ เคยทำผิดมาแล้ว 4 ครั้ง เจ้าตัวยอมรับว่ามีปัญหาครอบครัว สามีตาย มีลูกหลายคน และลูกยังมีปัญหาติดยาเสพติด จึงคิดสั้น ยักยอกเอาเงินของผู้ประกันตนไปใช้ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความเสียหายให้องค์กรมาก

ด้านนางอรอนงค์ เอี่ยมอำภา นายช่างศิลป์ชำนาญงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ภรรยาของนายธาตรี เอี่ยมอำภา ผู้ประกันตนที่ถูกพนักงาน สปส.ยักยอกเงินออมชราภาพ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่เห็นผู้บริหารกระทรวงออกมาเร่งรัดให้จัดการเรื่องที่เกิดขึ้น รวมทั้งจะเยียวยาผู้เสียหาย ขณะนี้สามีกำลังรวบรวมเอกสารเพื่อเข้าแจ้งความที่ สน.ดินแดง ตนไม่ได้ตั้งใจจะให้องค์กรเสียชื่อเสียง เพียงแต่ต้องการปกปองสิทธิประโยชน์ของสามี ที่ตั้งใจออมเงินในวันที่เข้าสู่วัยสูงอายุ ไม่อยากให้ผู้ประกันตนคนอื่นถูกฉกฉวยเงินที่ตั้งใจเก็บออม แม้สามีลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนทางเลือกที่3 ที่ได้สิทธิบำนาญชราภาพแล้ว แต่ยังอยู่ในทางเลือกที่ 2 โดยส่งเงินสมทบเดือนละ 150 บาท ส่วนที่มีคนสงสัยว่าทำไมนามสกุลคล้ายกับนายวีรยุทธ เอี่ยมอำภา อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สามีบอกว่าเป็นเครือญาติกัน

สำหรับนายอารักษ์ พรหมณี อดีตรองเลขาธิการ สปส.และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณียักยอกเงินออมชราภาพของประกันสังคมพื้นที่ 3 ดินแดงว่า เป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ทุกคนจะเลวไปด้วย แต่ก็ยอมรับว่า ปัญหายักยอกเงินผู้ประกันตนมีมานานแล้ว ในอดีตมีมากกว่านี้ แต่เป็นเรื่องภายใน จึงถูกปกปิด และภายหลังได้ลดน้อยลง เพิ่งจะกลับมาเกิดขึ้นอีก ส่วนหนึ่งมากจากสวัสดิการของพนักงานประกันสังคม ไม่ดี ไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำตำแหน่งไหนก็อยู่ที่เดิมไปจนตาย พนักงาน สปส.มีมากถึง 4 พันคน คนเหล่านี้ถือเป็นหัวใจเพราะรู้ระบบงาน เก่งกว่าราชการด้วยซ้ำ แต่กลับไม่มีความก้าวหน้า จึงเกิดคลื่นใต้น้ำ จึงอยากให้หันมาปรับปรุงระเบียบภายในของ สปส. เพื่อให้สิทธิประโยชน์คนเหล่านี้ ใกล้เคียงราชการ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ

ปัญหาการทุจริตในสำนักงานประกันสังคมเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่มีการดำเนินการเป็นการภายในโดยที่ผู้ประกันตนและคนภายนอกไม่ทราบเรื่อง โดยเฉพาะการทุจริตเงินออมชราภาพ ในสำนักงานประกันสังคม พื้นที่ 3 ดินแดง พนักงานยอมที่ยักยอกเงิน ยอมรับว่าทำมาแล้ว 4 ครั้ง นพ. สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขา สปส. ก็ยอมรับว่าทราบเรื่องมา 3 เดือนแล้ว แต่เพิ่งตั้งกรรมการสอบประมาณ 1 เดือน และยังไม่ได้สรุปผลสอบ คนผิดยังนั่งทำงานทุกวันเพียงเปลี่ยนหน้าที่เท่านั้น จนตกเป็นข่าวจึงถูก พล.ต.อ.อดุลย์บี้ให้ สปส.ไล่ออก และขยายผลตรวจสอบทั่วประเทศ มีรายงานว่า เคยมีการทุจริตลักษณะเดียวกัน ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม เมื่อปี 2558-2559 พนักงาน สปส.รายหนึ่ง ปลอมแปลงเอกสารยักยอกเงินออมชราภาพ ของผู้ประกันตน มาตรา 33 ที่เสียชีวิตไปแล้ว รวมกว่าแสนบาท ความมาแตกหลังญาติผู้ตายติดตามทวงถามสิทธิประโยชน์ จนพนักงานรายนี้ถูกไล่ออก เมื่อสอบถามไปยังนางเพียงพิศ วิภานันท์ ประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ก็ไม่ได้ปฏิเสธถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2560    
Last Update : 25 ธันวาคม 2560 15:11:33 น.
Counter : 32 Pageviews.  

ไขมันเลว…….ไม่เลวเท่าที่คิด (ตอน 1)โดย ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา



ตอนนี้เป็นข้อเสียถ้าเลี่ยงมัน โดยกินนมเนยพร่องไขมันกลับเสี่ยงพาร์กินสัน การศึกษานี้รายงานในวารสารประสาทวิทยาของสหรัฐในวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ก่อให้เกิดความพิศวง งงงวยว่าพยายามกินให้ดียังเกิดโรคทั้งทั้งที่การที่กินผลิตภัณฑ์นมเนยไอศครีมโยเกิร์ตที่พยายามให้มีไขมันน้อยๆนัยว่าจะได้ไม่อ้วนและไม่เสริมเติมระดับไขมันให้มากขึ้นกลับสุ่มเสี่ยงให้เกิดโรคสมองพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังไม่มีทางรักษาให้หายขาด

 

แรกเริ่มตั้งแต่โบราณ สิ่งที่เราทราบก็คือคุมอาหาร ออกกำลังและหยุดสูบบุหรี่ ซึ่งในเรื่องของชนิดและประเภทของอาหารก็มีการพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นมันๆกินได้ ดังในบทที่แล้ว (สุขภาพหรรษา  กินมันๆ กลับกระปรี้กระเปร่า) 

ตอนนี้เป็นข้อเสียถ้าเลี่ยงมัน โดยกินนมเนยพร่องไขมันกลับเสี่ยงพาร์กินสัน การศึกษานี้รายงานในวารสารประสาทวิทยาของสหรัฐในวันที่ 8 มิถุนายน 2560 ก่อให้เกิดความพิศวง งงงวยว่าพยายามกินให้ดียังเกิดโรคทั้งทั้งที่การที่กินผลิตภัณฑ์นมเนยไอศครีมโยเกิร์ตที่พยายามให้มีไขมันน้อยๆนัยว่าจะได้ไม่อ้วนและไม่เสริมเติมระดับไขมันให้มากขึ้นกลับสุ่มเสี่ยงให้เกิดโรคสมองพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังไม่มีทางรักษาให้หายขาดมีแต่ทานยาเพื่อบรรเทาอาการและยิ่งทานยามากกลับเร่งให้โรคไปเร็วจากที่เดินฝืด จะลุกขึ้นยืนก็เหมือนก้นหนัก จะเดินก็ก้าวสั้นๆเหมือนรถไฟ และเมื่อเป็นมากมีอาการทรงตัวผิดปกติโดยที่อาจจะมีอาการสั่นร่วมด้วยและท้ายสุดอาจไม่ตอบสนองต่อยาและต้องใช้รถเข็น ความผิดปกติเกิดขึ้นจากเซลล์สมองที่สร้างสารเคมีที่เรียกว่าโดปามีน เกิดสร้างได้น้อยลง และการเก็บสารโดปามีนส่วนเกินก็บกพร่องอีก

ความสัมพันธ์ระหว่างการที่กินแบบพร่องไขมันและพาร์กินสันนี้เป็นที่สังเกตและถกเถียงกันมานานดังที่มีรายงานในวารสารfrontiers in neurologyในปี 2012 และมีการติดตามใน กลุ่มพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ (Nurses' Health Study และ Health Professionals Follow-up Study)

การศึกษาล่าสุดนี้นัยว่าจะได้รู้ดีรู้ชั่วกันไป ผลกลับกลายเป็นว่าเมื่อเทียบกับคนที่กินอาหารนมเนยชนิดไขมันน้อยในปริมาณน้อยกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน คนที่กินสามครั้งต่อวันหรือมากกว่า กลับเสี่ยงโรคมากกว่าถึง 30%โดยทำการติดตามตั้งแต่ปี 1984 สำหรับกลุ่ม NHS รวม 80,000 คน และตั้งแต่ปี 1986 สำหรับกลุ่มHPFS รวม 48,000 คน 

ตลอดระยะเวลา 25 ปีของการติดตาม มีมากกว่า 1000 รายที่เกิดมีอาการของโรคพาร์กินสัน 

ในขณะที่ปริมาณของนมเนยที่มากใขมัน ไม่มีความเกี่ยวพันกับโรค การกินของเหล่านี้ที่ไขมันน้อยกลับเสี่ยงมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นมีการปรับตัวแปรต่างๆตั้งแต่การสูบบุหรี่ซึ่งโดยปรกติจะลดความเสี่ยงของการเกิดพาร์กินสัน ถ้าไม่ตายด้วยมะเร็งหรือโรคปอด เสียก่อนรวมทั้งตัวแปรอื่นๆเช่นกาแฟ น้ำหนักตัวการดื่มเหล้าปริมาณแคลอรี่ของอาหารที่ทาน อัตรา hazard ratio กินไขมันน้อย เทียบกับมันมาก เท่ากับ 1.34 (95% CI,1.01-1.79; P trend =.04) ความเสี่ยงมากขึ้นถ้ากินนมสกิม(skim)หรือโลว์แฟต (low fat) และ เมื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์โดยรวบรวมผลจากกลุ่มที่กล่าวแล้วทั้งสองกลุ่มกับรายงานอื่นๆที่มีก่อนหน้า ก็พบลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยสัมพันธ์กับชนิดที่มีปริมาณไขมันน้อย

เหตุผลที่จะมาอธิบายความเสี่ยงในการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่มีการตั้งสมมุติฐานว่าน่าจะอธิบายจาก casein ซึ่งเกี่ยวข้องกับ urate ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าคนที่มีระดับในเลือดสูงของกรดยูริค แม้ว่าจะไม่มีโรคเก๊าท์ ข้ออักเสบก็ตาม จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์น้อยลง ดังนั้นการที่มีไขมันน้อยในนม เนย ต่างๆอาจจะขาด สิ่งที่ปกป้องสมองจากสารพิษที่มีการสะสมตัว

อย่างไรก็ตามท้ายสุดนี้ข้อมูลที่ได้ยังไม่สามารถ อธิบายได้จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานรวมกระทั่งถึงการใช้สัตว์ทดลองที่มีการปรับแต่งรหัสพันธุกรรม ถ้าเป็นความจริงอาจจะนำไปสู่การเข้าใจกลไกของการเกิดโรคพาร์กินสันได้มากขึ้น แต่เป็นที่รับทราบกันดีในวงการแพทย์และวิทยาศาสตร์แล้วว่า สารพิษที่ทำให้เกิดพาร์กินสัน synuclein มาจากลำไส้เข้าเส้นประสาท vagus จากปมประสาท Meissner และ Auerbach ในผนังลำไส้ เคลื่อนไปยังก้านสมองส่วนล่างก่อนที่จะไปสู่ส่วนบนที่มีการสร้างสารโดปามีน (ทฤษฎี Braag)  

การที่จะต้องเปลี่ยน การกินนมเนย ไอศครีม โยเกิร์ตจากพร่องไขมันเป็นไขมันเต็มที่อาจจะไม่ถึงกับจำเป็นนักเพราะความเสี่ยงดังกล่าวดูจะไม่มากนัก แต่ถ้าผนวกกับความรู้ใหม่ที่ให้กินไขมันทั้งอิ่มและไม่อิ่มตัว ท่าทางเราน่าจะมีความสุขขึ้นมากครับ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 25 ธันวาคม 2560    
Last Update : 25 ธันวาคม 2560 14:16:49 น.
Counter : 31 Pageviews.  

'ไม่ต้องบอกว่าผมไม่ปรับตัวกับโลกออนไลน์ ผมไม่ได้อยากทำออนไลน์' ดำรง พุฒตาล ในวันประกาศปิดตำนาน 37 ปี



'ไม่รู้จะไปทำออนไลน์ทำไม ผมทำหนังสือเพราะอยากทำ ไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เมื่อมันไปต่อไม่ได้แล้ว ผมจะมานั่งทำออนไลน์หรืออีบุ๊กทำไมให้มันเหนื่อยอีก ผมไม่ต้องการแบบนั้น'

 

ถือเป็นข่าวร้ายที่น่าใจหายส่งท้ายปี 2017 สำหรับนิตยสาร ‘คู่สร้างคู่สม’ ที่กำลังจะโบกมืออำลาแผงหนังสือไปในฉบับที่1005 วันที่ 20 .. 2561 เป็นฉบับสุดท้าย

นิตยสารคู่สร้างคู่สมก่อตั้งโดย ดำรง พุฒตาล ผู้ริเริ่มต่อยอดรายการโทรทัศน์ คู่สร้าง คู่สม ที่ออกอากาศทางช่อง 5 มาเป็นนิตยสาร คู่สร้างคู่สมเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี .. 2522 ถือเป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของไทย เพราะมีเนื้อหาที่หลากหลายและรอบด้าน ทำให้คู่สร้างคู่สมครองใจผู้อ่านมามากว่า 38 ปี

“คู่สร้างคู่สมเกิดจากจดหมายที่คนเขียนเข้ามาเพราะอยากออกรายการทีวีออกช่อง 5 ซึ่งจะมีการตอบจดหมายเดือนละครั้ง ตอนนั้นมีคนเขียนจดหมายมาเป็นกระสอบ ผมเลยเห็นว่ามันมีวัตถุดิบเยอะพอที่จะเอามาทำหนังสือ พอทำออกไปก็ปรากฎว่าขายดิบขายดีจริงๆ ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้สนใจว่ารายได้มันจะเป็นอย่างไร ผมสนใจว่าจะทำหนังสืออย่างไรให้มันดีมากกว่า”

หากพูดถึงความโดดเด่นที่เป็นจุดขายของคู่สร้างคู่สม คงหนีไม่พ้น คู่สมกับราศี คอลัมน์ดูดวงที่ร่ำลือขึ้นชื่อว่าแม่นสุดๆ จนหลายคนแอบพลิกอ่านดวง ก่อนจะเปิดอ่านหน้าแรกเสียอีก

“คอลัมน์คู่สมกับราศีที่เขียนโดย อุตตราษาฒ เป็นคอลัมน์เอกของที่แฟนๆ คู่สร้างคู่สมติดตามอ่าน แต่พอระยะหลังเราเห็นมันปรากฎอยู่บนโซเชียลมีเดีย เพราะคนก็อปปี้เอาไปลง ซึ่งผมว่ามันไม่เป็นธรรม ทั้งกับหนังสือ ตัวผม และอุตราศาสตร์ผู้เขียน เราไม่ได้เที่ยวตามล่าหรือฟ้องร้องอะไร แต่ผมท้อใจครับ เพราะบางเรื่องที่อยู่ในหนังสือ เราไปสืบเสาะ ค้นพบ ไปสัมภาษณ์มาเองแต่สื่อโซเชียลมีเดียก็เอาไปเผยแพร่ต่อ โดยที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไร ในแง่สื่อจึงรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ” ดำรงกล่าว

การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลสร้างผลกระทบให้กับสื่อสิ่งพิมพ์มหาศาล ทั้งยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ 2คอลัมน์ที่มีผู้ติดตามมากของคู่สร้างคู่สมต้องถูกยกเลิกไป

“สมัยก่อนคอลัมน์ที่คนนิยมอ่านเป็นอันดับสองคือ ดำรงตอบจดหมาย เมื่อก่อนผู้อ่านสงสัยอะไรเขาก็มาถามผม ผมก็ไปค้นคว้ามาตอบให้ แต่เดี๋ยวนี้ถ้าสงสัยอะไรแค่เข้ากูเกิล ยูทูป หรือวิกิพีเดีย เขาได้รับคำอธิบายเป็นร้อยๆ หน้า ในขณะที่ผมสามารถตอบได้ไม่เกิน 10 บรรทัด สุดท้ายเลยไม่มีคนเขียนมาถามในคอลัมน์ดำรงตอบจดหมาย”

“อีกคอลัมน์จะเป็นเรื่องราวของหญิงไทยที่ไปแต่งงานกับชาวต่างชาติ เขาจะเล่าวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมที่พบเจอ เช่น ไปตกปลาในมหาสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งทำให้เรามีเรื่องแปลกๆ มาลงหนังสือ แต่วันหนึ่งที่เขาเล่นไลน์ เขาเล่นโซเชียลมีเดีย เขาก็ไม่เหงาแล้ว เลยไม่มีจดหมายมาถึงผม ผมก็เลยไม่มีเรื่องที่ผู้อ่านส่งมา”

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หันไปเสพข่าวสารความบันเทิงจากโซเชียลมีเดียมากขึ้นสนามสื่อออนไลน์จึงเป็นทางรอดของนิตยสารหลายหัว แต่สำหรับ คู่สร้างคู่สม กลับไม่เป็นอย่างนั้น

“ไม่ใช่ไม่มีใครอ่านหนังสือนะ แต่คนทั่วโลกไม่นิยมอ่านหนังสือที่พิมพ์อยู่ในกระดาษ เขาไปอ่านหนังสือที่มันพิมพ์อยู่ในจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแทบเล็ตแทน สมมุติคุณเขียนเรื่องมาอยากจะลงคู่สร้างคู่สม ผมอ่านแล้วมันไม่มีคุณภาพพอที่จะลงหนังสือ ผมก็โยนทิ้งตะกร้าไปคุณต้องกลับไปพยายามอีกเป็นเดือนเป็นปี แต่วันนี้คุณจะเขียนอะไรก็ได้ แค่คุณกดปุ่มลงโซเขียลมีเดีย มันออกไปทั่วโลกทันที”

แม้คู่สร้างคู่สมจะเป็นนิตยสารที่ได้รับความนิยมอยู่เรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานวิกฤตสื่อสิ่งพิมพ์ได้ จึงต้องปิดตัวลงไปในปี 2560 พร้อมกับนิตยสารขวัญเรือน, ดิฉัน, ครัว, Marie Claire, The Hollywood Reporter Thailand หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

“ในทางตัวเลขไปต่อยากจริงๆ ด้วยระบบดิจิทัลที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าเราไม่สามารถทำนายได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก หนังสือคู่สร้างคู่สมในช่วงปี 59-60 ยอดพิมพ์ตก มีหนังสือเหลือคืนเยอะ ถ้าเราจะดันทุรังทำต่อไปซักปี 61 มันจะเริ่มขาดทุน เริ่มเจ๊ง”

ไม่เพียงแต่สิ่งพิมพ์ที่ต้องเผชิญกับวิกฤต แต่สื่อใหญ่อย่างโทรทัศน์ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ดำรงเล่าว่า “ในฐานะที่เคยทำทีวีด้วย จากประสบการณ์ตัวผมเลย ลูกผมไม่ดูทีวีมา 4-5 ปีแล้วนะปล่อยให้พ่อนั่งดูอยู่คนเดียว แต่เขาก็ไม่ตกข้อมูลข่าวสาร เขารู้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าผมซะอีกผมก็เลยมานั่งเป็นห่วงว่าอนาคตทีวีจะเป็นอย่างไร แต่ผมโชคดี เพราะมันมาเกิดขึ้นในยุคที่ผมเลิกทำทีวีแล้ว ไม่อย่างนั้นคงต้องวิตกกังวลต่อไป”

เมื่อสื่อหลักต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงกันยกใหญ่ วิชาชีพสื่อสารมวลชนจึงถึงเวลาต้องทบทวน

“ระบบดิจิทัลที่เข้ามาป่วนโลก มันทำให้วิชาชีพต่างๆ ค่อยๆ หายไป ผมเคยอ่านและเห็นด้วยที่มีผู้เขียนว่า การเรียนการสอนนิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ถ้าไม่ปรับปรุง ไม่แก้ไข ต่อไปอาจจะไม่มีคนเข้าไปเรียนนิเทศศาสตร์ก็ได้ หลานผมเรียนนิเทศศาสตร์ปี 1 อยู่ เขามาบอกผมว่าเขาจะลาออก ไปเรียนคณะอื่นแล้ว”

ดำรง กล่าวเสริมอีกว่า “เดี๋ยวนี้คนที่ทำสื่อออกไปในโซเชียลมีเดีย มันไม่ได้ต้องการคนที่จบนิเทศศาสตร์หรือจบด้านการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์เลย คนเหล่านี้ไม่ได้จบทางนิเทศศาสตร์แต่เขาก็ทำออกมาได้ดี ดีหรือไม่ดีไม่รู้ แต่มีคนรับสาร มีคนเสพสิ่งที่เขาทำเป็นล้านๆ สิ่งนี้มันท้าทายมาก”

ดำรง พุฒตาล โลดแล่นอยู่ในวงการสื่อโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์มากว่าครึ่งชีวิต จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลระดับตำนานคนหนึ่ง ทว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้มุมมองชีวิตของเขาในวันนี้เปลี่ยนไป

“สมัยก่อนผมทำทั้งทีวี ผมทำทั้งหนังสือ ผมทำทั้งทัวร์ แล้วก็พูดว่างานคือชีวิต ชีวิตคืองาน แต่มาคิดตอนนี้แล้วโง่มากที่พูดแบบนั้น ทำไมชีวิตมนุษย์เกิดมาจะต้องทำงานตลอดเวลา มันไม่แฟร์กับร่างกายเลย โชคดีอย่างนึงคือผมได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ มันมีมนุษย์ไม่มากหรอกครับที่จะได้ทำงานที่ตัวเองชอบ แต่ผมทำงานมาหนักเกินไป ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ชีวิตมันไม่ต้องทำงานอย่างเดียว มันต้องมีอย่างอื่น เช่น ความสุข”

และหากจะถามว่า ความหมายชีวิตคืออะไร? นี่คือคำตอบของ ดำรง พุฒตาล ในวัย 74 ปี

“ชีวิตผมต่อไปนี้ก็คือเอนจอยไลฟ์ ผมมีบ้านอยู่ที่อังกฤษ อยุธยา หัวหิน เชียงใหม่ ต่อไปนี้ผมจะได้ไปใช้ชีวิตช้าๆ ที่นั่น ผมเดินทางมาทั่วโลก แต่ไปแบบทำงานตลอด ต่อไปนี้ผมจะได้ไปเที่ยวจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วงผม ต่อไปนี้ผมจะไปเสพสุขแล้ว”


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2560    
Last Update : 19 ธันวาคม 2560 11:24:58 น.
Counter : 40 Pageviews.  

โปรดเกล้าฯแต่งตั้งนาย วิรัช ชินวินิจกุลเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกวาระหนึ่ง



พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายวิรัช ชินวินิจกุล ให้ดํารงตําแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยรามคําแหง ต่อไปอีกวาระหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2560

 

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งนายกสภามหาวิทยาลัยรามคําแหง โดยผู้รับสนองพระราชโองการ คือ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตองรองนายกรัฐมนตรี 

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายวิรัช ชินวินิจกุล ให้ดํารงตําแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยรามคําแหง ต่อไปอีกวาระหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. 2558 ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 28 ก.ค. 2558 นั้น เนื่องจาก นายวิรัช ชินวินิจกุล ได้ดํารงตําแหน่งมาครบกําหนดตามวาระแล้ว และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารงานมหาวิทยาลัยรามคําแหง

ครั้งที่ 13/2560 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2560 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายวิรัช ชินวินิจกุล ดํารงตําแหน่ง นายกสภามหาวิทยาลัยรามคําแหง ต่อไปอีกวาระหนึ่ง และสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไปแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดํารงตําแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยรามคําแหง ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 2560

ประกาศ ณ วันที่ 13 ธ.ค. พ.ศ. 2560

ผู้รับสนองพระราชโองการ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ,รองนายกรัฐมนตรี

สำหรับประวัติของนายวิรัช ชินวินิจกุล เกิด 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 เป็นองคมนตรีและนายกสภามหาวิทยาลัยรามคำแห่ง เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรองประธานศาลฎีกา,เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม,เลขานุการศาลฎีกา,ผู้พิพากษาศาลฎีกา

นายวิรัช จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย จ.ราชบุรี และจบปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต(เกียรตินิยม)จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2516 และเนติบัณฑิตไทย  สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ในปี 2517 และต่อมา ได้รับปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี 2555 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 15 ธันวาคม 2560    
Last Update : 15 ธันวาคม 2560 16:16:30 น.
Counter : 67 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.