คณะกรรมการซีไรต์ปีนี้ประกาศรับผลงานวรรณกรรมประเภท'นวนิยาย'ภายใน 15 พฤษภาคมนี้



คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลซีไรต์ประจำปี 2561 ประกาศเปิดรับผลงานวรรณกรรมประเภท'นวนิยาย' ภายในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดยปีนี้จะจัดงานยิ่งใหญ่รวมนักเขียนซีไรต์ 3 ปีล่าสุดที่โรงแรมโอเรียนเต็ล

 

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประกาศแจ้งว่าในปี 2561 นี้ทางคณะกรรมการฯจะเปิดรับผลงานวรรณกรรมประเภท"นวนิยาย" โดยทางคณะกรรมการดำเนินงานซีไรต์ ร่วมกับสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้กำหนดคุณสมบัติของผลงานวรรณกรรมที่ส่งมาให้พิจารณาดังต่อไปนี้

1.  เป็นผลงานวรรณกรรม ประเภทนวนิยาย เขียนด้วยภาษาไทย

2.  เป็นผลงานริเริ่มของผู้เขียนเอง มิใช่งานแปลหรือแปลงจากของผู้อื่น

3.  ผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ขณะส่งผลงานเข้าประกวด

4.  เป็นผลงานที่เผยแพร่เป็นเล่มครั้งแรกย้อนไปไม่เกิน 3 ปี ภายในวันสิ้นกำหนดส่งงาน ทั้งนี้ต้องมีเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) ที่ถูกต้อง

5.  ผลงานวรรณกรรมที่เคยได้รับรางวัลอื่นใดมาแล้ว สามารถส่งเข้ารับการพิจารณา อีกได้

ผู้มีสิทธิ์ส่งวรรณกรรมประเภทนวนิยายเข้ารับการพิจารณา ได้แก่ องค์กรและสถาบัน สำนักพิมพ์   นักวิชาการ  นักเขียน นักวิจารณ์ และบุคคลทั่วไป

โดยส่งหนังสือที่มีคุณสมบัติข้างต้นจำนวน ๑๖ เล่ม ไปยังคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลซีไรต์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เลขที่ 48 ถนนเจริญกรุง 40 เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

* ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

หากส่งทางไปรษณีย์ จะถือวันที่ประทับตราไปรษณีย์ต้นทางเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ท้ายข่าว คณะกรรมการดำเนินงานซีไรต์ได้เพิ่มเติมว่า "1. คณะ กก.ดำเนินงานซีไรต์ กำลังดำเนินการต่างๆ รวมทั้งหาเงินก้อนมหึมา สำหรับเป็นเงินรางวัล + ค่าใช้จ่ายการ จัดงานในปีนี้ ซึ่งจะจัดเป็นงานยิ่งใหญ่รวมซีไรต์ 3 ปีล่าสุด  และ 2. โปรดเป็นกำลังใจให้แก่คณะ กก.ดำเนินงาน ให้ภารกิจแสนสำคัญสำเร็จลุล่วง เพื่อจะมีซีไรต์สร้างสรรค์คุณภาพ คุณค่า และสีสันความคึกคัก แก่วงวรรณกรรมต่อไป"

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 04 เมษายน 2561    
Last Update : 4 เมษายน 2561 19:54:38 น.
Counter : 12 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สิ้นแล้ว...'นายประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์' ศิลปินผู้แกะแม่พิมพ์ธนบัตรไทยกว่า 36 ปี



สิ้นแล้ว'นายประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์' ศิลปินผู้แกะแม่พิมพ์ธนบัตรไทยในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกว่า 36 ปี และฝากผลงานวิเศษชิ้นสุดท้ายในธนบัตรที่ระลึกฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี

 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561 รายงานข่าวจากเพจ Dec Pohchang (เด็กเพาะช่าง)แจ้งว่า “ขอแสดงความอาลัย..ศิลปินผู้แกะแม่พิมพ์ธนบัตรที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ อาจารย์ประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา เวลา 19.30 อาจารย์ประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์ จากไปอย่างสงบ มีกำหนดสวดอภิธรรม เหลืออีก 2 วัน คือวันที่ 27 มีนาคม สวดเวลา 19.00 น. และ วันที่ 28 มีนาคม ฌาปนกิจ เวลา 17.00 น ครับ ณ วัดชมภูเวก จ.นนทบุรี ศาลา 1

ทางเพจ Dec PohChang และศิษย์เก่าเพาะช่าง ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของอาจารย์ ประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์ ผลงานและคุณงามความดีของท่านจะอยู่ในใจพวกเราตลอดไปครับ"

นายประสิทธิ์ ชนิตราภิรักษ์ เป็นศิลปินผู้แกะแม่พิมพ์ธนบัตร หนึ่งในผู้ออกแบบพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวงรัชการที่ 9 บนธนบัตรไทย 

กว่า 36 ปีที่ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ถวายงานแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยผลงานก่อนเผยแพร่ โดยผลงานสุดท้าย ที่บรรจงสลักลายสุดฝีมือของนายประสิทธิ์ คือธนบัตรที่ระลึกฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี

นายประสิทธิ์ ดำเนินชีวิตในวิถีศิลปินอิสระ ภายหลังเกษียณอายุ และใช้ทักษะการเขียนแม่พิมพ์ด้วยมือผลิตผลงานศิลปะที่ชื่นชอบ โดยในห้วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เลือกสร้างงานศิลปะน้อมรำลึกถึงพระองค์ โดยสลักจากภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ทรงฉลองพระองค์ลายใบไม้ ทำให้รู้สึกถึงความสบายใจ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 29 มีนาคม 2561    
Last Update : 29 มีนาคม 2561 18:45:45 น.
Counter : 49 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ภัยใกล้ตัวเด็ก นักวิจัยพบแบคทีเรีย เชื้อราอันตรายในเป็ดยางลอยน้ำ



นักวิจัยต่างชาติ เผยการศึกษาเป็ดยางลอยน้ำ ของเล่นสุดฮิต พบเชื้อรา แบคทีเรียอื้อ เสี่ยงอันตรายต่อเด็ก แนะพ่อแม่ดูแลรักษาความสะอาดเสมอ ดันกฎระเบียบมาตรฐานวัสดุผลิตของเล่น

 

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มี..ที่ผ่านมา เว็บไซต์ Live Scienceซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ได้เผยแพร่งานวิจัยที่ศึกษาแบคทีเรียในเป็ดยางลอยน้ำ ของเล่นในห้องน้ำยอดนิยมที่พ่อแม่มักซื้อให้ลูกๆ โดยพบว่าในเป็ดยางตัวอย่างที่นำมาตรวจมีจุลินทรีย์จำพวกแบคทีเรียและ เชื้อราตระกูลฟังไจ ประกอบด้วยราเห็ด และยีสต์

การศึกษาครั้งนี้เป็นการตรวจดูพวกจุลิทรีย์ที่กำลังเติบโตในตัวเป็ดยางลอยน้ำ โดยทำการสุ่มเก็บกลุ่มตัวอย่างของเป็ดยางที่ใช้งานจริงๆ ตามบ้านต่างๆ จำนวน 19 ชิ้น ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ยังได้จำลองการใช้ของเล่นในห้องน้ำงานในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่แช่อยู่ในน้ำสะอาด และอีกส่วนแช่อยู่ในน้ำสกปรก

โดยผลการทดลองพบว่า ภายในของเล่นพวกนี้มีจุลินทรีย์เกาะอยู่ในลักษณะแผ่นฟิล์มอย่างหนาและมีลักษณะหยาบ คำนวนคร่าวๆ พบว่าเป็นแหล่งเพาะเชื้อราตั้งแต่ 5 ล้านถึง75 ล้านเซลล์ต่อตารางเซนติเมตร นักวิจัยยังพบเชื้อตระกูลฟังไจอีก 60 เปอร์เซ็นต์ทั้งในกลุ่มของเล่นที่อยู่ในน้ำสะอาดและน้ำสกปรก

งานวิจัยชุดนี้ระบุว่า แบคทีเรียหรือเชื้อราที่ปรากฏนั้นจะมีผลที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ดูแลรักษาในแต่ละครัวเรือน แต่อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วนักวิจัยพบว่ามีแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายได้แก่ Legionella และ Pseudomonas aeruginosa ใน 80 เปอร์เซ็นต์ของของเล่นที่ศึกษา

Frederik Hammes นักวิจัยอาวุโสแห่งภาควิชา Environmental Microbiology แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านน้ำสหพันธรัฐสวิส ระบุว่า ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในของเล่นจำพวกของเล่นยางในห้องน้ำถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งในโลกออนไลน์ แต่งานวิจัยที่ลงลึกในรายละเอียดยังมีน้อย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่า ของเล่นกลุ่มนี้เปรียบเสมือนจุดเชื่อมระหว่างน้ำดื่ม วัสดุพลาสติกที่ใช้ผลิต การปนเปื้อนจากภายนอก และผลกระทบต่อกลุ่มผู้ใช้ที่เปราะบาง โดเฉพาะเด็ก

อย่างไรก็ดี แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนว่า แบคทีเรียและเชื้อราที่พบในของเล่นจะส่งอันตรายต่อเด็กเนื่องจากยังมีนักวิจัยอีกจำนวนหนึ่งเชื่อว่า การสัมผัสเชื้อแบคทีเรียบางชนิดนั้นมีส่วนช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันเด็กได้อีกทาง แต่ก็มีความกังวลว่าด้วยระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรคของเด็กที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่อาจมีความเสี่ยงที่เด็กจะติดเชื้อได้ โดยเฉพาะการรับเชื้อแบคทีเรียผ่านทาง เหยื่อบุตา หู แผลตามร่างกายกระทั่งการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร

ทั้งนี้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ มองว่า ในงานวิจัยต่อไปในอนาคตจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความเสี่ยงระหว่างของเล่นในห้องน้ำกับกลุ่มโรคที่มีความเชื่อมโยง นอกจากนี้นักวิจัยยังวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยมองว่าวัสดุพลาสติกที่ใช้ในการผลิตของเล่นพวกนี้อาจมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเผยกระจายของเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากเป็นวัสดุโพลิเมอร์ที่มีคุณภาพต่ำ เพราะโดยปกติวัสดุโพลิเมอร์จะปล่อยสารประกอบคาร์บอนอินทรีย์เป็นจำนวนมากซึ่งอาจแหล่งพลังงานสำคัญในการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ นอกจากนี้ของเหลวในร่างกายและแบคทีเรียที่หลั่งน้ำลงไปในน้ำยังเป็นอีกปัจจัยช่วยเพิ่มการเติบโตของเชื้อราในของเล่นพวกนี้ได้เป็นอย่างดี

นักวิจัยยังได้แนะนำเพิ่มเติมว่า วีธีการทำความสะอาดของเล่นพวกนี้ สามารถใช้น้ำร้อนในการล้างหรือนำน้ำออกจากหลังการใช้งานทันที แต่สิ่งที่เหล่านักวิจัยเรียกร้องมากกว่าคือ กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับประเภทของวัสดุที่ใช้ทำของเล่นสำหรับอาบน้ำ วัสดุที่ดีกว่าจะช่วยลดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์กลุ่มนี้ได้มากกว่า


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 29 มีนาคม 2561    
Last Update : 29 มีนาคม 2561 14:36:38 น.
Counter : 22 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ วิเคราะห์สหรัฐกระทบถึงเศรษฐกิจไทยกับ 3 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง จับตา EEC และอำน



ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์สหรัฐกระทบถึงเศรษฐกิจไทย กับ 3 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจขาลงและจับตาดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทยเกี่ยวกับโครงการ EEC ,การเปลี่ยนอำนาจการเมืองหลังเลือกตั้งกระทบกรอบจัดทำงบประมาณปี 2562 นำไปสู่การขาดเงินของรัฐบาลไทย

 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2561  ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้บรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2561” ในงานสัมมนา “Journey to IPO” ซึ่งจัดโดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ผสานกำลังพัฒนาตลาดทุนไทย จัดเพื่อให้ความรู้แก่บริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเข้าจดทะเบียน ตลอดจนผู้ประกอบการที่มีศักยภาเตรียมเข้าจดทะเบียนบริษัท

เนื้อหาสาระสำคัญที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ วิเคราะห์สหรัฐที่กระทบถึงเศรษฐกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับ 3 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจขาลงว่า โดยปกติแล้ว เศรษฐกิจโลกหรือประเทศมันจะเป็นวัฏจักร มีขึ้นมีลง ปกติจะขึ้นประมาณ 5-6 ปีและจะลง 1-2 ปี แล้วขึ้นใหม่ ครั้งล่าสุดเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวออกมาจากวิกฤติจะครบ 10 ปีแล้ว เป็นการฟื้นตัวที่ยาวมาก ต้องระวังเอาไว้ว่ามีขึ้นต้องมีลง แต่ครั้งนี้การเป็นการฟื้นตัวที่กระท่อนกระแท่นมากก็อาจจะยืดอายุการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไปได้อีก แต่ถ้าถามการนึกคิดแบบเข้าข้างตัวเองแล้วก็ตาม ก็สงสัยว่าอีก 3 ปีหรือเร็วกว่านั้นมันต้องมีขาลง ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้

1.ลงด้วยวิกฤติทางการเงิน อย่างที่ประเทศไทยตอน 2540 ไม่ต้องขยายความมาก เรากู้มากเกินไป เราใช้หนี้คืนไม่ได้ ของเราหลักๆ คือใช้หนี้ต่างประเทศคืนไม่ได้ ทุนสำรองหมดแต่หนี้ต่างประเทศเยอะมาก ค่าเงินต้องอ่อนค่าไป 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำให้ส่งออกเยอะๆ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะๆ มีเงินไปคืนหนี้เจ้าหนี้

2.ถ้าเผื่อราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขึ้นเยอะๆ ไม่ว่าจะปี 1973, 1976, 1979 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยเพราะราคาน้ำมันกระแทกขึ้นไปทั้งสิ้น แต่ตอนนี้โอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แม้ว่า OPEC กับรัสเซียจะพยายามลดการผลิต เพราะว่า 2 เหตุผล

• อันแรกมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า Shale Oil ที่เขาขุดเจาะสกัดเอาน้ำมันจากหินที่มีอยู่เยอะแยะ สมัยก่อนทำไม่ได้ แต่ตอนนี้ทำได้ มันมีผลอย่างรุนแรง เพราะว่าการทำตรงนี้ทำได้เร็ว นึกภาพสมัยก่อนเวลาจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจะต้องขุดเจาะหาหลุมใหญ่ๆ แล้วการจะขุดเจอต้องใช้เวลา 2-3 ปี ดังนั้นการตอบสนองของด้านอุปทานใช้เวลานาน แต่ Shale Oil ถ้าราคาน้ำมันขึ้น เจาะ 1 เดือนได้เลย ตอนนี้เรื่องของการตอบสนองความต้องการเรามี Shale Oil ตอบสนองได้รวดเร็วมาก แทบไม่มีทางที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นกระแทกแบบสมัยก่อน OPEC จะไม่มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน

• อันที่ 2 คือการมีรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น้ำมันส่วนใหญ่ไปใช้กับการขนส่งเติมรถ แต่ช่วงหลังสังเกตว่าทุกคันมีส่วนของการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น นักวิเคราะห์ก็ฟันธงไปในทำนองเดียวกันว่าภายใน 15 ปีข้างหน้า รถส่วนใหญ่จะใช้ไฟฟ้า และความต้องการใช้น้ำมันจะถึงจุดสูงสุดภายในเวลา 20 ปีข้างหน้า สมมติว่าเป็นแบบนั้น มันไม่มีทางที่น้ำมันจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ท่านคอยดูว่าอีกหน่อยปั๊มน้ำมันจะเป็น Community Mall มากขึ้น ปตท. ที่เห็นว่าจะประมูลรถไฟความเร็วสูง เพราะว่าหวังจะเป็นคนทำพื้นที่ค้าขายปลีกแล้วจากที่ดินข้างรถไฟ แล้วสังเกตว่าปั๊ม ปตท. จะมีร้านเยอะขึ้น เรื่องตัวปั๊มจะลดลง

3. ธนาคารกลางทำพลาดเอง ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นบ่อยครั้งมากที่สุดที่จะทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยได้ คือธนาคารกลางปล่อยปละละเลยให้เงินเฟ้อสูงเกินไป แล้วถ้าไปไล่ดอกเบี้ยตามทีหลังหนักๆ เศรษฐกิจจะฟุบ รับรองว่าขึ้นดอกเบี้ยแป๊บเดียวเศรษฐกิจไปแน่ๆ ที่ไหนก็ได้ ดังนั้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์จะติดตามว่าเงินเฟ้อสหรัฐอเมริกาอย่าขึ้นมาจนกระทั้งบอกว่าธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ

“เท่าที่ผ่านมามันไม่เป็นแบบนั้น เงินเฟ้อขึ้นช้ามาก ที่สหรัฐอเมริกามีอัตราการว่างงาน 4.1% เท่านั้น แต่เงินเฟ้อไม่มาแม้ว่าตลาดแรงงานจะตึงตัวมาก โชคดีที่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เรื่องออโตเมชั่น เรื่องหุ่นยนต์ เรื่องออนไลน์ต่างๆ ทำให้เงินเดือนไม่ขึ้น เป็นมนุษย์เงินเดือนก็โชคร้าย แต่โดยรวมเศรษฐกิจเงินเฟ้อแทบจะไม่มีเลย ที่เมืองไทยเช่นกันเทียบกับสมัยก่อนจากปีละ 5% เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ย 5% เงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 8% ดั้งนั้นโลกค่อนข้างเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ และต้องดูต่อไปว่าธนาคารสหรัฐฯ จะดูแลได้หรือไม่”

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิยังกล่าวถึงสงครามการค้า สหรัฐ-จีน หวั่นกระเทือนทั้งห่วงโซ่การผลิตว่า  “สิ่งที่อยากจะพูดมากหน่อยคือเรื่องการทำสงครามการค้า เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนนี้(22 มีนาคม 2561)ที่ทรัมป์ประกาศมาว่าสั่งการให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ไปคัดเอาบางสินค้าประมาณ 1,800 รายการ ของจีนที่ให้ขึ้นภาษีศุลกากร 25% เป็นมูลค่า 50,000-60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการตอบโต้ลงโทษจีนที่ไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นแล้วยังให้กระทรวงการคลังไปหามาตรการเพิ่มความเข้มงวดไม่ให้จีนไปขโมยเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา ในการมาลงทุนซื้อกิจการหรือที่สหรัฐอเมริกาจะส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปที่จีน”

“นี่เป็นการประกาศสงครามการค้า เพราะจีนพูดมาก่อนหน้าแล้วว่าถ้าจะทำแบบนี้จีนจะต้องตอบโต้ และจีนก็ตอบโต้เลยว่าจะขึ้นภาษีสินค้ามูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะสังเกตว่าจีนต้องตอบโต้เลย แต่ก็ตอบโต้ในระดับที่ไม่รุนแรงเท่าไหร่ คงพยายามจะหาทางประนีประนอมในระดับหนึ่ง แต่ต้องติดตามว่าจะเป็นอะไรที่ขยายความออกไปเยอะหรือไม่ ตลาดหุ้นเมื่อพฤหัส(22 มีนาคม 2561) หุ้นสหรัฐอเมริกาลงไป 3% หุ้นญี่ปุ่นลงไป 4% เกาหลีลงไป 2-3% ตลาดหุ้นค่อนข้างเป็นห่วงมากในการขยับครั้งนี้

ถามว่าทำไมเป็นห่วง เพราะว่าอันแรกเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา มูลค่าจีดีพี 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นอันดับแรก แล้วเศรษฐกิจจีนที่เป็นที่ 2 ของโลกอยู่ที่ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้าบวกกันประมาณ 31 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จีดีพีโลกมันแค่ 75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ก็ 40% ของจีดีพีโลกแล้ว ถ้า 40% ของจีดีพีโลกทะเลาะกัน อย่างไรคนอื่นก็ลำบาก รัสเซียคนนึกว่าใหญ่ แต่จีดีพีแค่ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น เล็กมาก ปูตินกับสีจิ้นผิงคนละระดับเลย 12 กับ 2 ต่างกันมาก ถ้าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับรัสเซีย หุ้นไม่ตกแน่”

ที่สำคัญกว่านั้นปัจจุบันโลกไม่ได้ผลิตสินค้ากัน ประเทศ,2 ประเทศ แต่มันเป็นห่วงโซ่ของการผลิต ในเชิงว่าต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ชิ้นส่วนหลายอย่าง และก็ต้องส่งออกชิ้นส่วนไปผลิตต่ออีก ซึ่งข้อมูลว่าประเทศไหนอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของโลก 15 อันดับแรก ตามนี้ ไต้หวันมาที่ 1 รองลงมาเกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย โปแลนด์ ไทย เวียดนาม รัสเซีย ฟิลิปปินส์ จีน เม็กซิโก แอฟริกาใต้ ฮ่องกง อินโดนีเซีย และอินเดีย เราเป็นที่ 6 แล้วในนี้เป็นเอเชีย 11 ประเทศ ดังนั้น ถ้ามีสงครามการค้ากันอย่างไรก็กระทบ เพราะเราอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลก

ส่วนกระทบอย่างไร ยอมรับว่าไม่ทราบ เพราะเดี๋ยวมันจะมาเอง นึกถึงตอนที่น้ำท่วมในไทยปี 2554 แล้วเขาผลิตรถยนต์ไม่ได้ เพราะชิ้นส่วนมาจากเมืองไทย จะคล้ายๆ แบบนั้น อีกอันที่คำนวณกันคือห่วงโซ่การผลิตของจีน คือใครส่งสินค้าไปที่จีนและมีความสำคัญกับจีนลึกซึ้ง ก็จะมีไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย บราซิล แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ฉะนั้นคนที่ผูกพันกับจีนก็รวมไทยด้วย เราเป็นที่ 6 ทั้งกับโลก ทั้งกับจีน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะประเมินภาพอย่างไร แต่พูดกันเร็วๆ กรณีของจีน ไทยส่งออกนั้น จะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กับยางธรรมชาติ ยางคงไม่ได้รับผลกระทบ แต่อิเล็กทรอนิกส์ต้องดูกันว่าจะกระทบหรือไม่ เพราะสหรัฐอเมริการตอบโต้จีนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งก็มักจะเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า

แต่ถ้ามองในแง่บวกว่าอันนี้เป็นสงครามการค้าแบบเทียมๆ หลอกๆ เพราะทำไปเศรษฐกิจพัง ถ้าทำไปแล้วเศรษฐกิจพัง เลือกตั้งปลายปีนี้จะมีปัญหา เพราะสหรัฐอเมริกาจะมีเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรทุก 2 ปีสำหรับสภาล่าง ก็จะมี ส.ส. 435 คนไปเลือกกันใหม่ ซึ่งทรัมป์อยากจะให้พรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในสภาล่างอยู่ ก็ต้องทำให้เศรษฐกิจดี ซึ่งถ้าดูพฤติกรรมของทรัมป์ที่ขึ้นภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมก่อนหน้านี้ก็คล้ายๆ กัน คือประกาศออกมาแล้ว แต่ตอนหลังไปยกเว้นกับแคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย กำลังจะยกเว้นให้ยุโรปอีก เกาหลีใต้อีก ถ้าแบบนั้นมันก็เหลือแต่ไทย ที่ขนาดเล็กที่ไม่ได้ยกเว้น คนอื่นใหญ่ๆ 5 อันดับแรกยกเว้นหมดแล้ว เป็นต้น

ทีนี้ ผมต้องบอกว่าต้องสงสัยว่ามันไม่ใช่หลอก ผมอาจจะผิดก็ได้ 3 เดือน 6 เดือนก็รู้ ว่าเอาจริงหรือไม่เอาจริง เหตุที่สงสัยว่าจะเอาจริงเพราะว่าทรัมป์เชื่อจริงๆ ว่าการขาดดุลการค้ามันไม่ดี แล้วสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าเยอะมาก สหรัฐอเมริกาซื้อสินค้าจากจีน 505,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สหรัฐอเมริกาขายสินค้าให้จีนแค่ 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ขาดดุลการค้ากับจีน 375,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นึกภาพคุณซื้อสินค้าเขา 505 บาท แต่ขายได้ 130 บาท ขาดทุนกับเขา 375 บาท ทรัมป์คิดว่าเรียกจีนไปเคาะหัวได้สบายๆ เพราะว่าขาดดุลการค้าเยอะเหลือเกิน และทรัมป์ก็คิดว่าจีนคงต้องยอม”

สำหรับประเด็นวิเคราะห์จุดอ่อนและใครเป็นใครในทีมประธานาธิบดีทรัมป์ ดร.ศุภวุฒิกล่าวว่า “ถ้าไปตามข่าวว่าทรัมป์กำลังปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งเอาคนที่มองภาพในแง่ที่มองการค้าเสรีว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่มองว่าโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ดี ถูกไล่ออกไปหมดแล้ว Gary Cohn ที่เป็นปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจก็ถูกไล่ออกไป ที่ขึ้นมาแทนและกำลังเด่นคือ Peter Navarro ซึ่งใครอยากดูใน YouTube มีสารคดีชื่อ Death by China สหรัฐอเมริกาถูกจีนฆ่าได้อย่างไร เขาต่อต้านจีนสุดๆ เลย มี Wilbur Ross รัฐมนตรีพาณิชย์ ซึ่งต้องการกีดดันการค้า มี Robert Lighthizer ผู้แทนการค้า ก็ไม่ต้องการพึ่งองค์การการค้าโลก ต้องการให้สหรัฐอเมริกาไปอัดจีน มันก็มีแต่ทีมที่จะกีดกันการค้า แล้วมีข่าวว่าไล่ออก Rex Tillerson รัฐมนตรีต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งเคยเป็นซีอีโอของ Exxon ไปทำธุรกิจทั่วโลก แล้วคนมาแทนคือ Mike Pompeo เป็น ส.ส. ที่รู้เรื่องการทหารและเดิมที่เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองหรือซีไอเอ คนนี้ถูกให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศก็ต่อต้านจีน ต่อต้านอิหร่าน สนับสนุนไต้หวัน ล่าสุดเมื่อเช้า( 23 มีนาคม 2561) ทรัมป์ทวีตว่าปลดผู้อำนวยการ สภาความมั่นคงแห่งชาติของเขา H.R. McMaster แล้วตั้ง John Bolton ซึ่งหนักขึ้นไปอีก คนนี้บอกว่าให้ไปทิ้งระเบิดอิหร่าน ให้ไปทิ้งระเบิดเกาหลีเหนือ มีนักวิเคราะห์บอกว่าเขาชอบหาคำตอบด้วยการทิ้งระเบิด แล้วคนนี้กำลังจะเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์

ทรัมป์กำลังเอาคนรอบข้างของตัวเองเป็นคนที่เข้าใจว่าจะเป็นปรปักษ์กับหลายประเทศไปหมดเลย ผมคิดว่าอันนี้ค่อนข้างจะน่ากลัว ไม่ใช่แค่มิติการค้าอย่างเดียว แต่มิติความมั่นคงด้วย ถ้าสมมติว่าเป็นไปในทิศทางนี้ ผมคิดว่าที่เราคุยกันมาว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างกว้างขวางและทั่วถึงมันจะยากขึ้นและท้าทายมากขึ้นเลย ภาพที่มองก็เลยเป็นว่าตลาดจะค่อยๆ รู้ว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ก็ต้องระมัดระวังตรงนี้ มันจะสะท้อนให้เห็นจากอะไรบ้าง จากเงินดอลลาร์อ่อนค่า ดอกเบี้ยระยะยาวจะลดลง คนจะหันไปถือพันธบัตรดีกว่าไม่ถือหุ้น เมื่อคืนก็เห็นว่าผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีลดลงไปแล้ว ต้องระวังสิ่งพวกนี้ด้วยในภาพข้างหน้า”

อย่างไรก็ตามผลกระทบจากสหรัฐถึงไทย ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า " ข้อดีคือสิ่งเหล่านี้จะกระทบไทยช้าหน่อย กว่าจะมีผลมาถึงไทยจะใช้เวลา 2-3 เดือน และเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะมาก ฉะนั้น ค่าเงินบาทจะค่อนข้างนิ่ง โอกาสเงินบาทจะอ่อนมีน้อย โอกาสจะแข็งค่ามีมาก แต่ไม่ได้กระทบประเทศไทยในเชิงให้เศรษฐกิจตกรวดเร็วขนาดนั้น ถ้าติดตามข่าวสารจะเห็นความเสี่ยงมากก่อนเร็วมาก ปรับตัวทัน แต่ข้อเสียคือว่าการฟื้นตัวและขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะไปได้เชื่องช้ากว่าที่คิด เพราะปัจจัยต่างประเทศที่สนับสนุน สมมติว่าจากที่ทรัมป์ทำแบบนี้ต่อไป จะทำให้เกิดปัญหาได้จริงๆ

“ก็ต้องกลับมาประเด็นที่เกี่ยวข้องว่าถ้าถูกแรงสะท้อนกลับไปเช่นตลาดหุ้นตกลงไป เขาจะถอยไหม คำถามคือว่าสิ่งที่ทำทำไปเพื่ออะไร ถ้าทำไปเพื่อหาเสียงในประเทศเป็นไปได้ เพราะในสหรัฐอเมริกากระแสอยู่ที่การกีดกันการค้า ใครกีดกันได้มากก็ยิ่งได้เสียงมาก เพราะคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ที่ทรัมป์ชนะเป็นประธานาธิบดีได้ เพราะฐานเสียงของพรรคเดโมแครตหันมาลงให้ทรัมป์ พรรคเดโมแครตก็พยายามดึงฐานเสียงนี้คืน โดยจะเป็นการกีดทางการค้าเหมือนกัน เพื่อชนะการเลือกตั้งมันจะเป็นกระแสของการปิดตลาด ไม่ใช่กระแสของการเปิดตลาด”

ดร.ศุภวุฒิ กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยว่าหากมองดูภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันพบว่ายังไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น แม้ภาคส่งออกจะเติบโตได้ดีในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์เป็นการโตแบบไส้ในกลวง เพราะการจ้างงานและค่าจ้างแรงงานไม่ได้เติบโต สวนทางกับตัวเลขส่งออกที่เติบโต อ้างอิงจากรายงานภาวะสังคมของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์

“ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงบ่งบอกว่าเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัว แม้ธนาคารแห่งประเทศประเทศไทย (ธปท.) จะกล่าวถึงตัวเลขที่กระจายขึ้นในกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะหลัง แต่สุดท้ายแล้วปัจจุบันค่าจ้างของมนุษย์เงินเดือนไม่ได้เพิ่มขึ้นและการจ้างงานก็ลดลง

สิ่งที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจไทย ยังต้องจับตาไปอีกในระยะข้างหน้าที่จะชี้นำเศรษฐกิจไทย ได้แก่

• 1) โครงการ EEC ว่าจะสำเร็จหรือไม่

• 2) การเปลี่ยนอำนาจทางการเมืองจากการเลือกตั้งโดยเฉพาะประเด็นกรอบเวลาจัดทำงบประมาณที่ 2 ปีหลังหันมาตั้งงบกลางปี หากเงินไม่เพียงพอ เพื่อรักษาวินัยการคลัง และอาศัยระบบนิติบัญญัติปัจจุบันค่อนข้างผ่านง่ายกว่า หากเทียบจริงๆ แล้วในงบประมาณปี 2561 หากรวมงบกลางปีแล้วจะมากกว่างบประมาณปี 2562 เสียอีก ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2562 หากมีการเลือกตั้งและมีสภานิติบัญญัติ ซึ่งทำให้กระบวนการงบประมาณจะต้องเกิดการถกเถียงและใช้เวลามากขึ้น ประกอบกับงบประมาณปี 2562 ที่อาจจะไม่พอเนื่องจากตั้งไว้ต่ำเกินไป อาจจะนำไปสู่การขาดเงินของภาครัฐได้

• 3) แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปัจจุบันยังไม่มีใครเห็นรายละเอียดจริงๆ ซึ่งหวังว่าจะออกมาได้ทันกรอบเวลาเลือกตั้ง ขณะที่อีกมุมหากมองในแง่ดีก็คือประเทศจะมีแนวทางพัฒนาที่ชัดเจน แต่ในแง่เสียคือคำถามว่าการวางยุทธศาสตร์ที่นานถึง 20 ปี จะสอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นปัจจุบันหรือไม่

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 27 มีนาคม 2561    
Last Update : 27 มีนาคม 2561 9:37:24 น.
Counter : 94 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แก้คันใจ 'ประชาธิปไตย' โดย วรากรณ์ สามโกเศศ



ไม่มีการบรรยาย ข้อเขียน หรือบทสัมภาษณ์ครั้งใดเลยของคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่ผู้รับสารไม่ได้ข้อคิด คำตอบ และแรงกระตุ้นปลุกเร้าที่เป็นประโยชน์ บทสัมภาษณ์หนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ก็เช่นกัน มีอะไรให้คิดอย่างน่าสนใจจนผู้เขียนต้องขอนำบางตอนมาสื่อสารต่อ

 

นิตยสาร Optimise ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ฉบับที่ 11 ประจำเดือนมกราคม 2018 ได้เกริ่นหัวข้อการสัมภาษณ์คุณอานันท์ ปันยารชุน ไว้ว่า “Opening a Dialogue อานันท์ ปันยารชุน กับการสร้างสะพานแห่งความเข้าใจเพื่อก้าวพ้นการแบ่งแยก”

เนื้อหาสำคัญที่สุดของบทสัมภาษณ์คือเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ตอบคำถามส่วนหนึ่งของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่งุนงงว่าเหตุใดตนเองจึงไม่ “บ้าคลั่ง” ประชาธิปไตยกันดังที่เคยเป็น

“…ที่ผมมองเห็นแน่ชัดคือความเสื่อมโทรมของประชาธิปไตยแบบ Liberal Democracy เพราะมาตรฐานของข่าว มาตรฐานของการให้ข้อมูลตกต่ำไปเยอะ อย่างที่นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล เคยกล่าวไว้ว่า‘ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุด แต่เป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด’ เรารู้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างที่ผมเคยพูดที่กรุงบรัสเซลส์ ประชาธิปไตยมี 7 เสา ซึ่งใน 7 เสา การเลือกตั้งเป็นเพียงเสาเดียว แต่อีก 6 เสาเป็นเรื่องของขันติธรรมทางการเมือง การปกครองโดยหลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก ความรับผิดชอบต่อประชาชนและความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และภาคประชาสังคม ซึ่งแต่ละสังคมก็ย่อมมีเส้นทางวิวัฒนาการในเรื่องเหล่านี้เป็นของตัวเอง…..

…อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งที่สำคัญของประชาธิปไตยคือต้องมี ‘well-informed public’ ตอนหลังไปแปลกันว่าต้องมีการศึกษา แต่จริงๆ คือ หนึ่ง คนต้องมีความสนใจในเรื่องกระบวนการ ในเรื่องการเมือง สอง คือคนต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ถูกต้อง และทันการ แต่ปัจจุบันสิ่งนี้ไม่มี ในอเมริกาไม่มีแล้ว ในอังกฤษก็ไม่มีแล้ว เช่น เรื่อง Brexit ก็เป็นการพิสูจน์ว่าทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่ให้อยู่ในอียู กับฝ่ายให้ออกพูดปดทั้งสองฝ่าย เชื่อใน fake news พอเป็นอย่างนี้ในขณะที่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้สร้างศรัทธาให้คนทั่วไป มีแต่ทำให้เห็นความเหลวแหลกและจุดบกพร่องของระบบ นับวันคนก็เลยยิ่งมองเห็นความดีงามในระบอบ Authoritarian (อำนาจนิยม) อย่างของนายกรัฐมนตรี ลี กวนยู ในสิงคโปร์

…แน่นอน ในหลักการประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นระบอบการปกครองที่ ‘the least bad’ แต่เนื่องจากประชาธิปไตยต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง พอสิ่งเหล่านี้หลุดไปประชาธิปไตยก็เสื่อม ตรงกันข้ามการปกครองแบบใช้อำนาจ ถึงไม่ฟังเสียงประชาชนเท่าไหร่ ถ้าสามารถทำให้คนพอใจได้ ก็กลายเป็นของดีแล้ว อย่างคนสิงคโปร์เขาก็พอใจในสิ่งที่ ลี กวนยู และคนที่ตามมาทำ ดังนั้นเขาไม่ต้องตัดสินใจว่าเขาจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือเปล่า มันจึงเกิด ‘ประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์’ ขึ้นมา หรือแม้กระทั่งเกิด ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ขึ้นมา แต่ความต่างคือพอบอกว่าประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์นี่เรารู้ว่าหมายถึงอะไร เพราะเขามีพิมพ์เขียว เขาปกครองมา 40-50 ปีแล้ว แต่พอบอกประชาธิปไตยแบบไทยๆเราก็ เออ—แบบไหนล่ะ…

…สิ่งที่ควรมองคือ หนึ่ง รัฐบาลสามารถให้บริการขั้นพื้นฐานได้หรือเปล่า เราชอบพูดกันว่าคนไทยแตกกันเป็นความคิดแบบเหลือง-แดง ไม่เลย ความแตกต่างของเราไม่ได้เป็นความแตกต่างด้าน ideologyหรืออุดมการณ์ทางการเมือง คนไทยโชคดีคือไม่เป็น fanatic ไม่คลั่งศาสนา ไม่คลั่งอุดมการณ์ เชื้อชาติการเมือง ปัญหามีอยู่แค่ว่าคุณตกลงกันได้ไหมว่าความยุติธรรมทางสังคมอยู่ที่ไหน คุณมีมาตรการอย่างไรที่จะให้เกิดความยุติธรรมในทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา คุณจะทำอย่างไรเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ในเมื่อ 5% ของคนไทยครอบครองความมั่งคั่งกว่า 90% ของประเทศ หรือในเมื่อประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ของโลกที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมากที่สุด รองจากรัสเซียและอินเดียคุณจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าสังคมมีความยุติธรรมมากขึ้น

…ประเด็นเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นเหลือง-เป็นแดง ไม่เกี่ยวเลย ปัญหาคือประชาชนเขามีพอกินพอใช้ไหม เขามีบ้านอยู่ไหม เขามีเสื้อผ้าไหม มีการรักษาพยาบาลไหม อย่างเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ต้องถือเป็นโครงการที่ดี อาจจะมีปัญหาเรื่องการบริหาร เรื่องงบประมาณอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายเป็นโครงการที่ดี เป็น universal health scheme ที่มีผลสำเร็จ สิ่งนี้ไม่มีความคิดแตกต่างกันระหว่างเหลืองกับแดง สิ่งที่เราต้องทำจึงมีแค่การปรับปรุงความคิดและขัดเกลาให้มันดีขึ้น

…นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องดูคือมีการกดขี่ราษฎรในทางใดทางหนึ่งหรือเปล่า เช่น การไม่ให้พูด ไม่ให้ออกความคิดเห็นนี่มันเกินไปหรือเปล่า พูดง่ายๆ คือ หลักการประชาธิปไตยบางอย่างต้องเก็บไว้ ต้องพยายามส่งเสริม ผมไม่ใช่นักคลั่งประชาธิปไตย ผมก็รู้ว่าประชาธิปไตยมีจุดอ่อน แต่ผมว่าเราต้องยึดหลักการบางอย่างของประชาธิปไตยไว้ โดยผมไม่ใช่คนประเภททุกอย่างต้อง 100% บางอย่าง 70% ผมก็พอใจได้ เพราะทุกประเทศต้องมีระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ปัญหาคือ 80 ปี ของเราไม่ค่อยมีการเปลี่ยนผ่าน 80 ปีที่ผ่านมาเราไม่เคยเป็นประชาธิปไตยเลย แต่ถามว่าเมืองไทยเป็น dictator (เผด็จการ)ไหม ผมก็บอกได้เลยว่าทหารไทยไม่ใช่ dictator ทหารไทยอาจจะมีเรื่องของการบริหารไม่เก่ง หรือเรื่องของคอร์รัปชันอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่ dictator ที่คอยลักคนหายไป เอาไปทำทารุณกรรม หรือปกครองกดขี่ประชาชนจนเกิดความกลัวเกรงอย่างแสนสาหัส

…ตัวผมเองก็มีหลักการคือ เราออกความเห็นได้ แต่ต้องมีข้อจำกัด การพูดการเขียนแบบ hate speechหรือเสรีภาพแบบอเมริกา ขอประทานโทษนะ สังคมจะล่มจมในที่สุด เพราะเสรีภาพมากเกินไป เสรีภาพโดยไม่มีขอบเขต โดยไม่มีความรับผิดชอบ เวลานี้ถ้าคุณอยู่ในอเมริกา น่าเป็นห่วงว่าอีก 40 ปีจะเป็นอย่างไร ในทางตรงกันข้าม เมืองไทยเป็นเมืองที่ประเสริฐ น่าอยู่ ผมไม่เคยหมดหวัง…

…ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความเห็นที่แตกต่างกัน เป็นสังคมที่ไม่ค่อยอยากฟังความเห็นที่แตกต่าง และก็ไม่พร้อมที่จะคุยกันในเรื่องความแตกต่างทางความเห็น ทุกสิ่งอย่างจะเป็นขาวเป็นดำ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก มีฉันกับเขา มันก็ไม่ทำให้เกิดบรรยากาศของการพูดคุยแบบติดต่อ คุยแบบต่อเนื่อง คุยให้เป็น dialogue เรียกได้ว่าเรามีแต่ conversation เรามีแต่ debate มีแต่การเถียงกันเพื่อเอาชนะ

…ผมไม่แน่ใจคำว่า dialogue มีในภาษาไทยหรือเปล่าคือ dialogue อาจจะมีข้อยุติหรือไม่ต้องมีข้อยุติก็ได้ มันเป็น on-going process เป็นกระบวนการต่อเนื่อง มันไม่ได้มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหา แต่มันมีขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ก่อให้เกิดความรู้ที่ดีขึ้น…..”

อาจมีคนไม่เห็นด้วยกับความเห็นข้างต้น แต่ต้องไม่ลืมว่ามันกลั่นมาจากประสบการณ์ของบุรุษในวัย 85 ปีผู้เฉียบคมท่านนี้ ผู้ผ่านการเป็นทูตมาหลายประเทศ ทำงานภาคเอกชน เป็นนายกรัฐมนตรีมาสองสมัย ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างสูง และเป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลที่ผู้คนนับถือกันอย่างกว้างขวางใครที่เห็นด้วยก็สมควรนำไปพิจารณาใคร่ครวญให้สมกับการเป็นผู้ได้ยิน มิใช่ได้ฟังแต่เพียงอย่างเดียว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 26 มีนาคม 2561    
Last Update : 26 มีนาคม 2561 2:32:43 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.