'ดีอี'เตือนใช้บลูทูธระวัง 'บลูบอร์น'เจาะข้อมูล



กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกโรงเตือนผู้ใช้งานบลูทูธ เฝ้าระวัง'บลูบอร์น' จ้องโจมตีผู้สมาร์ทโฟน-คอมพิวเตอร์พีซี-หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธ

 

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 12 ..ที่ผ่านมา กระทรวงได้รับรายงานกรณีของ บลูบอร์น (Blue borne) ซึ่งจะอาศัยช่องโหว่ที่มีบนบลูทูธเพื่อโจมตีผู้ใช้งาน ทั้งในอุปกรณ์สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์พีซี หรืออุปกรณ์ชนิดต่างๆ ที่มีการเชื่อมต่อสัญญาณบลูทูธ แม้ยังไม่ได้รับรายงานการถูกโจมตีทั้งในประเทศ และต่างประเทศแต่ก็ต้องเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง หยุดการใช้บลูทูธในช่วงนี้ลงก่อน และขอแนะนำให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์ในระบบไอโอเอส อัพเดตเป็นเวอร์ชั่น 10 และผู้ใช้งานในระบบแอนดรอยด์ให้ปิดการใช้งานบลูทูธก่อนระยะหนึ่ง โดยกระทรวงจะแถลงการณ์ความคืบหน้าผ่านเว็บไซต์อีกครั้ง


ทั้งนี้ เร่งเสนอจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ แก่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คาดว่าจะผ่านมติ คณะรัฐมนตรี (ครม.)และจัดตั้งได้ภายในเดือน ..นี้ โดยจะมีคณะกรรมการขำนวน 30 คน ซึ่งเตรียมเชิญนายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทหลัก 3 ด้าน คือ 1.วางยุทธศาสตร์นโยบายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์2.เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และ3.ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ


"
คณะกรรมการเตรียมการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ ซึ่งจะเข้ามาดูแลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยตรง เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญในยุคดิจิทัล ที่ต้องเผชิญกับการโจมตีด้านไซเบอร์ตลอดเวลา" รมว.กระทรวงดีอี กล่าว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 13 กันยายน 2560    
Last Update : 13 กันยายน 2560 22:16:39 น.
Counter : 147 Pageviews.  

ขายรถยนต์ไฟฟ้า คันละ 3 แสนปีหน้า



เวิลด์เอนเนอร์จีฯลงทุน 2.58 หมื่นล้าน ตั้งโรงประกอบรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แย้มขายรถยนต์ไฟฟ้า 3 แสน ปี 2561

 

นายรัฐกฤช เนติรฐนนท์กุล ประธานบริษัท เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้เงินลงทุนกว่า2.58 หมื่นล้านบาท (760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อตั้งโรงงานประกอบยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งเป็นลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก 600 ล้านดอลลาร์ กำลังการผลิต 1 หมื่นคัน/ปี คาดจะเริ่มผลิตใน2 ปี เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับบริษัท อินเตอร์แพลน ประเทศไนจีเรีย และลงทุนประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 160 ล้านดอลลาร์ กำลังการผลิต 6 หมื่นคัน/ปี เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับบริษัทเบนหลิง ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน คาดว่าผลิตได้ต้นปี 2561

สำหรับแผนธุรกิจจะผลิตจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “อีท่า” (ETA) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ 1,000 คัน ภายในปี 2561 โดยจะนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายก่อน และปี 2562 ตั้งเป้าโต 30% ตั้งราคาขายราคาเริ่มต้น 3 แสนบาท/คัน และหากโรงงานเสร็จคาดว่าจะลดราคาลง 5-10%พร้อมหวังยอดขายโต 40-50%

ขณะที่ตั้งเป้ายอดขายรถจักรยานยนต์ 1 หมื่นคัน ภายในปี 2561 และเพิ่มเป็น 6 หมื่นคัน ภายใน 5 ปีจากนี้โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 4 หมื่นบาท/คัน บริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดรถจักรยานยนต์ไว้ที่ 3% จากตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศ 2 ล้านคัน

“บริษัทเชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะมีทิศทางการเติบโตที่รวดเร็วตามแผนการสนับสนุนของรัฐบาล ซึ่งบริษัทมองว่าภายใน 3 ปี จะสามารถคืนทุนได้ โดยบริษัทใช้ฐานการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยมุ่งเน้นให้เป็นโปรดักต์ ออฟ ไทยแลนด์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการพัฒนาโดยฝีมือคนไทย” นายรัฐกฤช กล่าว

ด้านแผนขยายผู้แทนจำหน่ายจะตั้งผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อยู่ที่ 23 แห่ง และผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ 83 แห่ง ภายในปี 2561 พร้อมทั้งมีแผนส่งออกรถยนต์ละรถจักรยานยนต์ในสัดส่วน 60%ของกำลังการผลิตไปประเทศไนจีเรีย อินเดีย เอธิโอเปีย ภายหลังสร้างโรงงานเสร็จ ส่วนแผน 3 ปีจะเพิ่มรุ่นรถยนต์นั่งไฟฟ้าขนาดกลางเพื่อขยายตลาดตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทจะใช้เงินลงทุน 300 ล้านบาท ขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 500 แห่งภายในปี 2561และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 แห่ง ภายในปี 2565 โดยเน้นขยายในพื้นที่ศูนย์ราชการ อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และโรงพยาบาล เป็นต้น

นายรัฐกฤช กล่าวว่า ถึงแม้มาตรการด้านข้อกำหนดยังไม่ชัดเจน แต่บริษัทมั่นใจว่ารัฐบาลจะคงเดินหน้าโครงการดังกล่าวอย่างแน่นอน พร้อมทั้งการตอบรับของผู้บริโภคและภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 12 กันยายน 2560    
Last Update : 12 กันยายน 2560 3:14:10 น.
Counter : 194 Pageviews.  

ปชช.75% ชี้ 'ยิ่งลักษณ์' หนี คาดเพื่อไทยโอกาสน้อยตั้งรัฐบาล



สำรวจปชช.กว่า 75% ชี้ 'ยิ่งลักษณ์' หนี มองพรรคเพื่อไทยโอกาสน้อยตั้งรัฐบาล เผยอีก 71% รู้สึกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นอีกทางเลือก

 

วันที่ 9 .. สวนดุสิตโพล โดยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,187 คน ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-8 .. ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็น ต่อกรณีน..ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มาฟังคำตัดสินคดีจำนำข้าว และมีกระแสว่าหลบหนีออกนอกประเทศ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นดังกล่าวในวงกว้าง ตลอดจนกระทบต่อสถานการณ์ภาพรวมของการเมืองไทย รวมถึงพรรคการเมืองอื่น

ต่อคำถาม ว่า ประชาชนคิดว่าสถานการณ์การเมืองไทยหลังจากน..ยิ่งลักษณ์หนี ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล เป็นอย่างไร โดยอันดับ 1 เห็นว่าต้องรอดูอนาคตการเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป คิดเป็น77.34% อันดับ 2 เห็นว่าทุกพรรคทุกฝ่ายออกมาแสดงความเห็น เคลื่อนไหวมากขึ้น คิดเป็น 72.54 %อันดับ 3 เห็นว่ายังมีคลื่นใต้น้ำ มีความขัดแย้งแบ่งพรรคแบ่งพวก คิดเป็น 66.64 % อันดับ4 เห็นว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นการเล่นเกมการเมือง คิดเป็น 65.37 % และอันดับ 5 เห็นว่า รอให้มีการจัดเลือกตั้ง ประชาชนได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง คิดเป็น 50.80%

สำหรับคำถามที่ 2 จากกรณี ..ยิ่งลักษณ์หนี ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล มีผลกระทบต่อการเมืองไทยในภาพรวมอย่างไรบ้าง ผลสำรวจพบว่า ในแง่ผลกระทบด้านดี อันดับ 1 เห็นว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงคิดเป็น 82.31 % อันดับ 2 ลดการปะทะ คิดเป็น 70.35% อันดับ 3 สถานการณ์ทางการเมืองเย็นลง ไม่ตึงเครียด คิดเป็น 68.41% อันดับ 4 พรรคการเมืองอื่นๆ มีโอกาสมากขึ้น คิดเป็น 66.13 % และอันดับ 5รัฐบาลคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น คิดเป็น 53.66 % ในส่วนของผลกระทบด้านลบ อันดับ 1 มองว่า ประเทศเสียชื่อเสียง การเมืองเสียหาย คิดเป็น 79.44 % อันดับ 2 รัฐบาลถูกจับตามอง โดนจ้องจับผิด คิดเป็น72.45 % อันดับ 3 ไม่เป็นประชาธิปไตย สองมาตรฐาน คิดเป็น 69.33 % อันดับ 4 นักการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ คิดเป็น 64.95 % และอันดับ 5 ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น คิดเป็น 61.50 %

จากกรณีน..ยิ่งลักษณ์หนีไม่มาฟังคำพิพากษาของศาล มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองอื่น อย่างไรบ้าง โดยผลสำรวจระบุว่า ในส่วนของผลกระทบที่มีต่อพรรคเพื่อไทย อันดับ 1 มองว่าพรรคเพื่อไทยต้องหาผู้นำใหม่ หรือเปลี่ยนแกนนำ คิดเป็น 80.88 % อันดับ2 มองว่า พรรคเพื่อไทยจะหาเสียงลำบาก โอกาสตั้งรัฐบาลน้อย คิดเป็น 75.40 % อันดับ 3 มองว่าเกิดการแบ่งกลุ่มภายในพรรคเพื่อไทย คิดเป็น 70.18 % อันดับ 4 เห็นว่า อาจมีผลต่อคะแนนนิยมและฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย คิดเป็น 60.40 % และอันดับ 5 เห็นว่า พรรคเพื่อไทยต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ คิดเป็น58.80 %

สำหรับผลกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่น จากกรณีที่น..ยิ่งลักษณ์หนีไม่มาฟังคำพิพากษา อันดับ 1 มองว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่น เป็นอีกทางเลือกให้กับประชาชน คิดเป็น 71.10 %อันดับ 2 มองว่าการหลบหนีของน..ยิ่งลักษณ์เป็นคดีตัวอย่าง ทำให้พรรคการเมืองอื่นไม่กล้ากระทำผิดคิดเป็น 67.73 % อันดับ 3 มองว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่นต้องปรับเปลี่ยนแนวทางในการหาเสียง คิดเป็น 63.86 % อันดับ 4 เห็นว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่นต้องปรับตัว สร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น คิดเป็น 51.31 % และอันดับ 5 มองว่าปชป.และพรรคการเมืองอื่นมีโอกาสชนะการเลือกตั้งมากขึ้น คิดเป็น48.10%


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 11 กันยายน 2560    
Last Update : 11 กันยายน 2560 0:36:45 น.
Counter : 51 Pageviews.  

Big Data Analytics เครื่องมือทรงพลังของประเทศ โดย: พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเส



ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ทำให้โลกของเรามีการผลิตข้อมูลข่าวสารในปริมาณมหาศาลในทุกวินาที ซึ่งข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเปิดใน social media จากคนหลายพันล้านคนทั่วโลก ที่เกิดจากการให้บริการของบริษัทเอกชน เช่น Facebook, Youtube, Google เป็นต้น รวมไปถึงข้อมูลที่ผลิตจากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ หลายหมื่นล้านชิ้นทั่วโลก โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวได้สร้างความท้าทายต่อองค์กรภาครัฐทุกประเทศที่จะต้องทำการปรับตัวเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากเทคโนโลยีขั้นสูงมีราคาถูกลงอย่างรวดเร็วจนทำให้ประชาชนทั่วไปมีขีดความสามารถในการประมวลผลจากข้อมูลขนาดใหญ่ที่เท่าทันภาครัฐ ไปจนถึงทำให้ประชาชนมีขีดความสามารถในการท้าทายอำนาจของภาครัฐมากขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เรารู้จักกันในชื่อ “Big Data” กำลังเข้ามามีบทบาท และเป็นประเด็นระดับชาติแล้วในหลายประเทศ จนถึงขั้นมีหลายประเทศได้ประกาศให้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) ยกเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ Big Data ที่มีความชาญฉลาดก็ได้รับการยกระดับให้เป็นแผนยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับชาติแล้วในหลายประเทศเช่นกัน โดยในรายงานล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Harvard ที่ได้ตีพิมพ์ในเดือน กรกฎาคม 2017 ภายใต้ชื่อ “Artificial Intelligence and National Security” ได้ระบุไว้ในผลการศึกษาอย่างชัดเจนว่า AI กำลังจะส่งผลกระทบและมีบทบาทในทุกๆประเทศใน 3 มิติหลัก คือ ในด้านพลังอำนาจทางทหาร (Military superiority) ด้านพลังอำนาจทางข้อมูลข่าวสาร (Information superiority) และด้านพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ (Economic superiority) ดังนั้น ผู้นำและผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนคงจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะต้องนำเอาขีดความสามารถของ Big Data Analytics และ AI มาใช้เพื่อการขับเคลื่อนประเทศและองค์กรได้อีกต่อไป

จากการศึกษาเรื่อง Big data analytics for policy making ของ European Commission (EU) ปี 2016 ได้มีการสรุปแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องการจะนำเอา Big Data Analytics มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยองค์กรภาครัฐในยุคดิจิทัลมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างมูลค่าจากการวิเคราะห์ Big Data โดยมีแนวทางดังนี้

1. ก่อนที่จะเริ่มการสร้างระบบ Big Data Analytics นั้น องค์กรที่รับผิดชอบจะต้องทำการรับฟังความเห็น, รวบรวมข้อมูล และปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเกี่ยวกับศักยภาพ, การเพิ่มประสิทธิภาพและการกำหนดนิยามทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงเป้าหมายที่จะทำให้เกิดประโยชน์ในการนำเอาข้อมูลมาร่วมใช้อย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบ Open source ให้มากขึ้น

2. วางแผนการลงทุนในการจัดโครงสร้าง, รวบรวมข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูลโดยอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งการจัดการข้อมูลต่างๆจะต้องเป็นไปตามกฎหมายและหลักจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องสื่อสารให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งประชาชนให้มีความเข้าใจและมั่นใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (privacy)

3. ความท้าทายที่เกิดขึ้นจากพลังของผลจากการวิเคราะห์ Big Data ในระดับชาตินั้น ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีความเข้าใจและมีทักษะทางธุรกิจและทักษะทางเทคนิคอย่างมืออาชีพ โดยจะต้องทำให้ Big Data สามารถเชื่อมโยงประโยชน์ให้เกิดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน ด้วยการสร้างพันธมิตรในรูปแบบ win-win เพื่อที่จะเกิดความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

4. เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีกฎระเบียบที่หลากหลาย จึงทำให้การออกแบบระบบ Big Data Analytics จะต้องใช้สถาปัตยกรรมด้านไอทีแบบผสมผสาน ที่สามารถปรับขนาดได้ (scalability) และมีความยืดหยุ่น (flexibility) โดยองค์กรภาครัฐที่ทำหน้าที่ดูแลระบบจะต้องเตรียมพร้อมภายใต้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

5. รัฐมีความท้าทายอย่างมากที่จะต้องปรับตัวให้องค์กรภาครัฐจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอย่างกลมกลืน และจะต้องไม่เป็นผู้สร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นในการสร้างระบบ Big Data Analytics ดังนั้นเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะต้องปรับ mindset ในการเข้าร่วมกับทุกภาคส่วนในลักษณะพันธมิตร (partnership) ให้ได้

6. ภาครัฐจะต้องปรับปรุงวิธีคิดและกระบวนการเพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและ การใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐกันเองอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่หวงข้อมูลว่าเป็นของหน่วยงานของตัวเอง ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการใช้ข้อมูลร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การมองเห็นความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดจากข้อมูลในมิติใหม่ และมีผลต่อการสร้างแหล่งข้อมูล Big Data ได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและสร้างกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสมในด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ข้อมูลร่วมกัน ซึ่งอาจวางนโยบาย "Open Government" เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การทำ Big Data ให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

7. การกำหนดแนวทางและการบริการให้คำปรึกษาในด้าน Big Data Analytics ให้แก่ทุกภาคส่วนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จ ซึ่งองค์กรภาครัฐจะต้องมีส่วนร่วมให้มากขึ้นกว่าที่เป็นมาในอดีตในรูปแบบการให้บริการที่ปรึกษา โดยจะต้องสร้างแนวทางและมาตรการเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการให้ข้อมูลเชิงลึก ก็ยิ่งจะทำให้ประโยชน์จาก Big Data Analytics มีความทรงพลังมากขึ้น

Big Data Analytics จะเปิดโอกาสมากมายสำหรับองค์กรภาครัฐในการสร้างการจ้างงานในตำแหน่งงานใหม่ๆ ให้แก่ประเทศโดยรวม สร้างองค์ความรู้ในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจ SME ได้อย่างรวดเร็ว ไปจนถึงทำให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งมีผลการวิเคราะห์จากสำนักวิจัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่งเห็นตรงกันว่า Big Data Analytics เป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นของภาครัฐในทุกประเทศ ในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดดในศตวรรษที่ 21

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 กันยายน 2560    
Last Update : 9 กันยายน 2560 17:49:43 น.
Counter : 47 Pageviews.  

เหตุค้นเจอกระสุน-อาวุธ-ปืนเทียม! ทอท.สั่งห้ามทุกสายการบินรับพัสดุไปรษณีย์ไทย



ทอท.แจ้งทุกสายการบิน งดรับส่งพัสดุจาก บ.ไปรษณีย์ไทยฯ เหตุตรวจพบขนส่งกระสุน-อาวุธ-ปืนเทียม ชี้ไม่มีมาตรการที่ปลอดภัยพอ หวั่นกระทบมาตรฐานการบิน

 

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ทอท. ได้มีมติไม่อนุญาตให้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ดำเนินการขนส่งจดหมายเร่งด่วนและวัสดุภัณฑ์ผ่านท่าอากาศยานของ ทอท.ทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวงเชียงราย ภูเก็ตและหาดใหญ่ เนื่องจากที่ผ่านมา ตรวจพบว่ามีการส่งวัตถุอันตรายผ่านท่าอากาศยานดอนเมือง ดังนั้น หาก ปณท.ยังไม่มีมาตรการในการป้องกันหรือตรวจสอบการขนส่งพัสดุต่างๆในระดับที่น่าไว้วางใจได้ ดังนั้น บอร์ด ทอท. จึงมีมติว่าขอไม่รับส่งพัสดุจาก ปณท. ขณะนี้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการสายการบินทุกแห่งแล้ว

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบิน กล่าวว่า การที่ ทอท.ประกาศแจ้งให้กับสายการบินว่าของดรับขนส่งสินค้าพัสดุต่างๆจาก ปณท. เนื่องจากที่ผ่านมา ทางท่าอากาศยานดอนเมืองได้ตรวจสอบพบว่า พัสดุสิ่งของที่รับฝากส่งผ่านทาง ปณท.มีการขนส่งวัตถุอันตรายเช่น อาวุธ เครื่องกระสุน ปืนเทียม เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตรวจพบไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง เนื่องจากแต่ละสนามบินจะมีอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถตรวจสอบเห็นถึงวัตถุสินค้าที่มีการขนส่งผ่านท่าอากาศยาน กรณีนี้ถือว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายกับผู้โดยสาร

“เนื่องจาก ปณท.ยังไม่มีระบบหรือมาตรการในการตรวจสอบสินค้าที่จะส่งผ่าน ปณท.ได้ เนื่องจากจะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือในการสแกนตรวจเพื่อให้เห็นสินค้าหรือพัสดุภายใน ดังนั้น เจ้าของสนามบินก็มีสิทธิที่จะประกาศหรือแจ้งให้สายการบินไม่รับขนส่งพัสดุ เพราะเป็นเรื่องของมาตรการความปลอดภัยทางด้านการบิน ซึ่งเจ้าของสนามบินจะต้องรับผิดชอบ” นายจุฬากล่าว

นายจุฬากล่าวว่า ขณะนี้ ปณท.จะต้องใช้วิธีการขนส่งสินค้าผ่านทางช่องทางอื่น คือ ทางรถแทน แต่ หากปณท.จะดำเนินการขนส่งไปรษณีย์ผ่านทางเครื่องบิน ก็จะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบการไปรษณีย์ควบคุมจาก กพท. ก่อน ซึ่ง ปณท.จะต้องมีมาตรการและความพร้อมที่จะทำให้เห็นว่ามีระบบการตรวจสอบให้ได้ว่าสินค้าหรือพัสดุที่ขนส่งเป็นสินค้าประเภทอะไร ดังนั้น ปณท.จะต้องจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือในการตรวจสอบเช่นเดียวกับที่คลังสินค้าของแต่ละสนามบินมีเครื่องมือตรวจสอบ ซึ่งทราบมาว่าทาง ปณท.ก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะขออนุญาตจาก กพท. ซึ่ง กพท.จะมีขั้นตอนกระบวนการในการตรวจสอบที่เป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วย

ส่วนสนามบินในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยานอีก 28 แห่งนั้น นายจุฬากล่าวว่า หากจะมีการประกาศระงับการรับขนส่งพัสดุไปรษณีย์จาก ปณท.ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน(ทย.)จะเป็นผู้ประกาศแจ้งห้ามไปยังสายการบินที่ใช้บริการผ่านท่าอากาศยานของ ทย. ซึ่งผ่านมาทย.อาจไม่ได้พบกับปัญหานี้มากเหมือนของ ทอท.

นายจุฬา กล่าวว่าเนื่องจากแต่ละสนามบินจะมีอุปกรณ์เครื่องมือตรวจสอบสินค้าหรือพัสดุทุกชิ้นที่จะนำขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบินขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่มีผลต่อเรื่องของความปลอดภัยทางด้านการบิน ซึ่งทาง ICAO ได้เข้ามาตรวจสอบระบบการรักษาความปลอดภัยของสนามบิน เมื่อเดือน ..ที่ผ่านมา และกำลังจะมีการแจ้งผลการตรวจสอบภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ล่าสุด บริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์ของ ปณท. ได้โทรศัพท์มาชี้เเจงกับสำนักข่าวอิศราว่า ขณะนี้ผู้บริหาร ปณท. รับทราบข้อมูลทั้งหมดเเล้ว เเละจะนำเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ดในวันพรุ่งนี้ (8 .. 2560) ซึ่งคาดว่าจะประชุมเสร็จเเละเเถลงข่าวหลังเลิกประชุมเวลา 12.00 . อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดส่งสินค้า


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 กันยายน 2560    
Last Update : 8 กันยายน 2560 23:34:57 น.
Counter : 56 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.