แก้คันใจ 'ประชาธิปไตย' โดย วรากรณ์ สามโกเศศ



ไม่มีการบรรยาย ข้อเขียน หรือบทสัมภาษณ์ครั้งใดเลยของคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่ผู้รับสารไม่ได้ข้อคิด คำตอบ และแรงกระตุ้นปลุกเร้าที่เป็นประโยชน์ บทสัมภาษณ์หนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ก็เช่นกัน มีอะไรให้คิดอย่างน่าสนใจจนผู้เขียนต้องขอนำบางตอนมาสื่อสารต่อ

 

นิตยสาร Optimise ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ฉบับที่ 11 ประจำเดือนมกราคม 2018 ได้เกริ่นหัวข้อการสัมภาษณ์คุณอานันท์ ปันยารชุน ไว้ว่า “Opening a Dialogue อานันท์ ปันยารชุน กับการสร้างสะพานแห่งความเข้าใจเพื่อก้าวพ้นการแบ่งแยก”

เนื้อหาสำคัญที่สุดของบทสัมภาษณ์คือเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ตอบคำถามส่วนหนึ่งของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่งุนงงว่าเหตุใดตนเองจึงไม่ “บ้าคลั่ง” ประชาธิปไตยกันดังที่เคยเป็น

“…ที่ผมมองเห็นแน่ชัดคือความเสื่อมโทรมของประชาธิปไตยแบบ Liberal Democracy เพราะมาตรฐานของข่าว มาตรฐานของการให้ข้อมูลตกต่ำไปเยอะ อย่างที่นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล เคยกล่าวไว้ว่า‘ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ดีที่สุด แต่เป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด’ เรารู้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างที่ผมเคยพูดที่กรุงบรัสเซลส์ ประชาธิปไตยมี 7 เสา ซึ่งใน 7 เสา การเลือกตั้งเป็นเพียงเสาเดียว แต่อีก 6 เสาเป็นเรื่องของขันติธรรมทางการเมือง การปกครองโดยหลักนิติธรรม เสรีภาพในการแสดงออก ความรับผิดชอบต่อประชาชนและความโปร่งใส การกระจายอำนาจ และภาคประชาสังคม ซึ่งแต่ละสังคมก็ย่อมมีเส้นทางวิวัฒนาการในเรื่องเหล่านี้เป็นของตัวเอง…..

…อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งที่สำคัญของประชาธิปไตยคือต้องมี ‘well-informed public’ ตอนหลังไปแปลกันว่าต้องมีการศึกษา แต่จริงๆ คือ หนึ่ง คนต้องมีความสนใจในเรื่องกระบวนการ ในเรื่องการเมือง สอง คือคนต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ถูกต้อง และทันการ แต่ปัจจุบันสิ่งนี้ไม่มี ในอเมริกาไม่มีแล้ว ในอังกฤษก็ไม่มีแล้ว เช่น เรื่อง Brexit ก็เป็นการพิสูจน์ว่าทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่ให้อยู่ในอียู กับฝ่ายให้ออกพูดปดทั้งสองฝ่าย เชื่อใน fake news พอเป็นอย่างนี้ในขณะที่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่ได้สร้างศรัทธาให้คนทั่วไป มีแต่ทำให้เห็นความเหลวแหลกและจุดบกพร่องของระบบ นับวันคนก็เลยยิ่งมองเห็นความดีงามในระบอบ Authoritarian (อำนาจนิยม) อย่างของนายกรัฐมนตรี ลี กวนยู ในสิงคโปร์

…แน่นอน ในหลักการประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นระบอบการปกครองที่ ‘the least bad’ แต่เนื่องจากประชาธิปไตยต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง พอสิ่งเหล่านี้หลุดไปประชาธิปไตยก็เสื่อม ตรงกันข้ามการปกครองแบบใช้อำนาจ ถึงไม่ฟังเสียงประชาชนเท่าไหร่ ถ้าสามารถทำให้คนพอใจได้ ก็กลายเป็นของดีแล้ว อย่างคนสิงคโปร์เขาก็พอใจในสิ่งที่ ลี กวนยู และคนที่ตามมาทำ ดังนั้นเขาไม่ต้องตัดสินใจว่าเขาจะต้องเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือเปล่า มันจึงเกิด ‘ประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์’ ขึ้นมา หรือแม้กระทั่งเกิด ‘ประชาธิปไตยแบบไทยๆ’ ขึ้นมา แต่ความต่างคือพอบอกว่าประชาธิปไตยแบบสิงคโปร์นี่เรารู้ว่าหมายถึงอะไร เพราะเขามีพิมพ์เขียว เขาปกครองมา 40-50 ปีแล้ว แต่พอบอกประชาธิปไตยแบบไทยๆเราก็ เออ—แบบไหนล่ะ…

…สิ่งที่ควรมองคือ หนึ่ง รัฐบาลสามารถให้บริการขั้นพื้นฐานได้หรือเปล่า เราชอบพูดกันว่าคนไทยแตกกันเป็นความคิดแบบเหลือง-แดง ไม่เลย ความแตกต่างของเราไม่ได้เป็นความแตกต่างด้าน ideologyหรืออุดมการณ์ทางการเมือง คนไทยโชคดีคือไม่เป็น fanatic ไม่คลั่งศาสนา ไม่คลั่งอุดมการณ์ เชื้อชาติการเมือง ปัญหามีอยู่แค่ว่าคุณตกลงกันได้ไหมว่าความยุติธรรมทางสังคมอยู่ที่ไหน คุณมีมาตรการอย่างไรที่จะให้เกิดความยุติธรรมในทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา คุณจะทำอย่างไรเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ในเมื่อ 5% ของคนไทยครอบครองความมั่งคั่งกว่า 90% ของประเทศ หรือในเมื่อประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ของโลกที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยมากที่สุด รองจากรัสเซียและอินเดียคุณจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าสังคมมีความยุติธรรมมากขึ้น

…ประเด็นเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นเหลือง-เป็นแดง ไม่เกี่ยวเลย ปัญหาคือประชาชนเขามีพอกินพอใช้ไหม เขามีบ้านอยู่ไหม เขามีเสื้อผ้าไหม มีการรักษาพยาบาลไหม อย่างเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค ต้องถือเป็นโครงการที่ดี อาจจะมีปัญหาเรื่องการบริหาร เรื่องงบประมาณอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายเป็นโครงการที่ดี เป็น universal health scheme ที่มีผลสำเร็จ สิ่งนี้ไม่มีความคิดแตกต่างกันระหว่างเหลืองกับแดง สิ่งที่เราต้องทำจึงมีแค่การปรับปรุงความคิดและขัดเกลาให้มันดีขึ้น

…นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องดูคือมีการกดขี่ราษฎรในทางใดทางหนึ่งหรือเปล่า เช่น การไม่ให้พูด ไม่ให้ออกความคิดเห็นนี่มันเกินไปหรือเปล่า พูดง่ายๆ คือ หลักการประชาธิปไตยบางอย่างต้องเก็บไว้ ต้องพยายามส่งเสริม ผมไม่ใช่นักคลั่งประชาธิปไตย ผมก็รู้ว่าประชาธิปไตยมีจุดอ่อน แต่ผมว่าเราต้องยึดหลักการบางอย่างของประชาธิปไตยไว้ โดยผมไม่ใช่คนประเภททุกอย่างต้อง 100% บางอย่าง 70% ผมก็พอใจได้ เพราะทุกประเทศต้องมีระยะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ปัญหาคือ 80 ปี ของเราไม่ค่อยมีการเปลี่ยนผ่าน 80 ปีที่ผ่านมาเราไม่เคยเป็นประชาธิปไตยเลย แต่ถามว่าเมืองไทยเป็น dictator (เผด็จการ)ไหม ผมก็บอกได้เลยว่าทหารไทยไม่ใช่ dictator ทหารไทยอาจจะมีเรื่องของการบริหารไม่เก่ง หรือเรื่องของคอร์รัปชันอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่ dictator ที่คอยลักคนหายไป เอาไปทำทารุณกรรม หรือปกครองกดขี่ประชาชนจนเกิดความกลัวเกรงอย่างแสนสาหัส

…ตัวผมเองก็มีหลักการคือ เราออกความเห็นได้ แต่ต้องมีข้อจำกัด การพูดการเขียนแบบ hate speechหรือเสรีภาพแบบอเมริกา ขอประทานโทษนะ สังคมจะล่มจมในที่สุด เพราะเสรีภาพมากเกินไป เสรีภาพโดยไม่มีขอบเขต โดยไม่มีความรับผิดชอบ เวลานี้ถ้าคุณอยู่ในอเมริกา น่าเป็นห่วงว่าอีก 40 ปีจะเป็นอย่างไร ในทางตรงกันข้าม เมืองไทยเป็นเมืองที่ประเสริฐ น่าอยู่ ผมไม่เคยหมดหวัง…

…ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ทนต่อความเห็นที่แตกต่างกัน เป็นสังคมที่ไม่ค่อยอยากฟังความเห็นที่แตกต่าง และก็ไม่พร้อมที่จะคุยกันในเรื่องความแตกต่างทางความเห็น ทุกสิ่งอย่างจะเป็นขาวเป็นดำ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นเรื่องผิดเรื่องถูก มีฉันกับเขา มันก็ไม่ทำให้เกิดบรรยากาศของการพูดคุยแบบติดต่อ คุยแบบต่อเนื่อง คุยให้เป็น dialogue เรียกได้ว่าเรามีแต่ conversation เรามีแต่ debate มีแต่การเถียงกันเพื่อเอาชนะ

…ผมไม่แน่ใจคำว่า dialogue มีในภาษาไทยหรือเปล่าคือ dialogue อาจจะมีข้อยุติหรือไม่ต้องมีข้อยุติก็ได้ มันเป็น on-going process เป็นกระบวนการต่อเนื่อง มันไม่ได้มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหา แต่มันมีขึ้นเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ ก่อให้เกิดความรู้ที่ดีขึ้น…..”

อาจมีคนไม่เห็นด้วยกับความเห็นข้างต้น แต่ต้องไม่ลืมว่ามันกลั่นมาจากประสบการณ์ของบุรุษในวัย 85 ปีผู้เฉียบคมท่านนี้ ผู้ผ่านการเป็นทูตมาหลายประเทศ ทำงานภาคเอกชน เป็นนายกรัฐมนตรีมาสองสมัย ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างสูง และเป็นหนึ่งในปูชนียบุคคลที่ผู้คนนับถือกันอย่างกว้างขวางใครที่เห็นด้วยก็สมควรนำไปพิจารณาใคร่ครวญให้สมกับการเป็นผู้ได้ยิน มิใช่ได้ฟังแต่เพียงอย่างเดียว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 26 มีนาคม 2561    
Last Update : 26 มีนาคม 2561 2:32:43 น.
Counter : 19 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

6 อาการเสี่ยงโรคหัวใจ



อาการที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคหัวใจ โดยแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่โรคหัวใจก็ได้ เช่น อาการเหงื่อออกปลายมือ ปลายเท้า ซึ่งหากไม่พบอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยมักไม่ใช่โรคหัวใจ อาจเป็นภาวะปกติที่เกิดในคนทั่วไปได้

 

นพ.ไพโรจน์ ฉัตรานุกูลชัย ศูนย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า คำว่า"โรคหัวใจ" คือคำกว้างๆ ที่หมาย ความครอบคลุมโรค และอาการหลากหลายเกี่ยวกับการทำงานหัวใจที่ผิดปกติ โดยสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ2.หลอดเลือดหัวใจผิดปกติ 3.ลิ้นหัวใจผิดปกติ และ 4.เยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ

6 อาการเสี่ยงโรคหัวใจ คือ 1.การที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน การสูบบุหรี่ ปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมทางครอบครัว 2.อาการแน่นหน้าอก คนไข้จะรู้สึกเหมือนมีคนมานั่งทับหน้าอกเรา มาเหยียบหน้าอกเรา มีอาการร้าวขึ้นกรามด้านซ้าย ร้าวไปถึงท้องแขนด้านซ้ายหรือร้าวลงมาบริเวณท้อง ร่วมกับอาการเหงื่อแตกใจสั่นร่วมด้วย 3.มีอาการหน้ามืด เป็นลมหมดสติ มีอาการวูบไม่รู้สึกตัวกะทันหัน 4.มีอาการใจสั่น ใจเต้นเร็วและรัวกะทันหัน 5.มีอาการเหนื่อย ไม่สามารถนอนราบได้ นอนกลางคืนแล้วต้องตื่นมานั่งหอบเดินใกล้ๆ ก็รู้สึกเหนื่อย จะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องระวังอาจจะเป็นภาวะหัวใจล้มเหลว 6.อาการขาบวมบริเวณหน้าแข้งหรือบริเวณปลายเท้าทั้ง 2 ข้าง หากใช้นิ้วมือกดลงไปจะพบว่าเนื้อบุ๋มลงไปและเมื่อยกนิ้วขึ้นมาเนื้อก็ยังไม่คืนตัวร่วมกับมีอาการเหนื่อย นอนราบไม่ได้ มีอาการแน่นท้องมากขึ้น ถ้ามีอาการดังกล่าวควรมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยด่วน

อาการที่คนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคหัวใจ โดยแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่โรคหัวใจก็ได้ เช่น อาการเหงื่อออกปลายมือ ปลายเท้า ซึ่งหากไม่พบอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วยมักไม่ใช่โรคหัวใจ อาจเป็นภาวะปกติที่เกิดในคนทั่วไปได้ อาการเจ็บแปล๊บหน้าอกขึ้นมา คนไข้อาจจะรู้สึกว่ามีอาการกดเจ็บบริเวณหน้าอก หรือเมื่อหายใจเข้าลึกๆ แล้วเจ็บหน้าอก อาการเช่นนี้ไม่ใช่อาการของภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจจะเป็นอาการของกล้ามเนื้อทรวงอก หรือกล้ามเนื้อซี่โครงผิดปกติ หรืออาจจะเป็นอาการของเยื่อหุ้มปอดผิดปกติ ซึ่งต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้วินิจฉัยผลได้เที่ยงตรง

สำหรับการรักษาโรคหัวใจที่ดีที่สุดคือ การป้องกันก่อนการเกิดโรค โดยการออกกำลังกาย(.ออกกำลังกาย) ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ (.อ้วน) การควบคุมอาหาร ไม่รับประทานรสจัดหรือมันจนเกินไป (.อาหาร) ทำอารมณ์ให้แจ่มใส (.อารมณ์) อยู่ในสภาวะแวดล้อมอากาศที่ดี (.อากาศ)ร่วมกับหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราห่างไกล "โรคหัวใจ" ได้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 24 มีนาคม 2561    
Last Update : 24 มีนาคม 2561 22:38:31 น.
Counter : 79 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ประธานาธิบดีทรัมป์โดนฟ้อง 3 คดีคุกคามทางเพศจากผู้หญิง 3 คนที่เคยมีสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา โดนฟ้องร้อง 3 คดีคุกคามทางเพศจากผู้หญิงถึง 3 คน ที่เปิดเผยเคยถูกผู้นำสหรัฐล่วงละเมิดทางเพศทั้งแบบสมัครใจและใช้กำลังบังคับ หลังจากที่ทรัมป์แต่งงานกับเมลาเนียแล้ว และจ่ายค่าปิดปากในสัญญาเก็บเรื่องเป็นความลับด้วยเงิน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ล่าสุดผู้หญิงทั้งสามต่างฉีกสัญญาออกมาฟ้องทรัมป์ต่อสาธารณชน

 

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 รายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐโดนฟ้อง 3 คดีคุกคามทางเพศจากผู้หญิง 3 คนพร้อมกัน เป็นการละเมิดทางเพศทั้งแบบสมัครใจและแบบใช้กำลังบังคับ 

สำหรับผู้หญิงรายแรกที่ฟ้องคดีคือ สตอร์มมี แดเนียลส์ ดาราภาพยนตร์โป๊ ที่อ้างว่ามีเพศสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับทรัมป์ทั้งก่อนทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีและต่อเนื่องมาถึงช่วงที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว โดยข้อกล่าวหาของสตอร์มมี ได้ผ่านการทดสอบแล้วผ่่านเครื่องจับเท็จแล้วแม้ว่าจะจะนำไปใช้ศาลให้เชื่อถือไม่ได้ แต่ข้อกล่าวหาของสตอร์มก็มีน้ำหนัก

ขณะที่คาเรน แมคโดกัล อดีตนางแบบนิตยสารเพลย์บอย ก็ฟ้องร้องทรัมป์เช่นเดียวกัน เธอเปิดเผยถึงความสัมพันธ์กับทรัมป์ตั้งแต่ปี 2006-2007 และเธอได้เซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมปี 2016 หรือไม่กี่วันก่อนจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อเก็บความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเธอเป็นความลับ โดยนายไมเคิล โคเฮน ทนายความของทรัมป์ได้ลงนามในสัญญาฉบับนั้นด้วย และจ่ายเงินใหเดเนียลเป็นจำนวน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 3 ล้าน 9 แสนบาท ต่อมาเธอได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อขอสิ้นสุดข้อตกลงกับอเมริกันมีเดีย  ที่ให้เธอปิดปากเงียบเรื่องความสัมพันธ์ฉาวกับทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ อเมริกัน มีเดีย ผู้ตีพิมพ์เนชั่นแนล เอนไควเรอร์ หนังสือพิมพ์แนวซุบซิบดารา ติดต่อขอตีพิมพ์เรื่องราวของแมคโดกัลป์แต่เพียงผู้เดียว แต่ต่อมา กลับเป็นว่า อเมริกันมีเดียจ่ายเงินให้กับแมคโดกัลป์ 150,000 ดอลลาร์หรือกว่า 4 ล้าน 6 แสนบาทในปี 2016 เพื่อให้เธอปิดปากเงียบเรื่องนี้

สำหรับผู้หญิงคนท่ี่สามคือ ซัมเมอร์ เซอร์วอส ผู้เข้าร่วมรายการ The Apprentice ที่ทรัมป์เคยเป็นผู้ดำเนินรายการที่ได้รับความนิยมพอควร โดยเธอได้กล่าวหาว่า ทรัมป์เคยคุกคามทางเพศต่อเธอ และตอนนี้เธอกำลังยื่นฟ้องฐานทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจากทรัมป์ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในปี 2007 ขณะที่เธอร่วมรายการ The Apprentice และผู้พิพากษาก็สั่งให้รับคำฟ้องของเธอแล้ว ที่น่าสนใจคือ เรื่องที่เกิดกับทั้ง 3 หญิงนั้น เป็นที่โรงแรมเบเวอร์ลี ฮิลล์ที่ทรัมป์ชอบพักมีรายละเอียดที่เธอเปิดเผย เซอร์วอสอ้างว่าเธอถูกทรัมป์ “จูบปาก” 2 ครั้ง และจูบอีกครั้งในลักษณะ “รุนแรง” พร้อมทั้งตะปบหน้าอกเธอด้วย ทรัมป์ปฏิเสธข้อกล่าวหา อ้างว่าเรื่องที่ เซอร์วอสพูดนั้น เป็นเพียง “นิยาย” แม้กระนั้นดูแล้วน่าหนักใจแทนทรัมป์

ตุลาการศาลสูงรัฐนิวยอร์ก เจนนิเฟอร์ เช็คเตอร์ ได้ประกาศ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่มีเอกสิทธิคุ้มครองทางกฎหมาย เพราะเรื่องนี้เป็นการกระทำโดยส่วนตัว” การกล่าวของตุลาการศาลสูงเช่นนี้ ปิดประตูทรัมป์ ที่จะอ้างสิทธิพิเศษของประธานาธิบดีในคดีนี้

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 23 มีนาคม 2561    
Last Update : 23 มีนาคม 2561 7:02:21 น.
Counter : 17 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สุดยอดทูตWTO'สุนันทา กังวาลกุลกิจ'คนไทยคนแรกได้รับโหวตนั่งเก้าอี้ประธานองค์กรระงับข้อพิพาท WTO



นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ชื่นชมความสามารถ' นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ' ทูตWTOที่ได้รับการโหวตเป็นเอกฉันท์จากสมาชิก 164 ประเทศให้ดำรงตำแหน่งประธานองค์กรระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Body: DSB) ) นับเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อตั้ง WTOเมื่อปี 2538

 

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความชื่นชมยินดีที่"นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ" เอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิก WTO จำนวน 164 ประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง"ประธานองค์กรระงับข้อพิพาท" (Dispute Settlement Body: DSB)

โดยนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจนับเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่ดังกล่าวตั้งแต่มีการก่อตั้ง WTO เมื่อปี 2538 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อถือและความไว้วางใจของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยและคนไทย ให้รับบทบาทนำในการระงับข้อพิพาททางการค้า ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของ WTO

ในฐานะที่ WTO เป็นองค์กรด้านการค้าระหว่างประเทศ มีกฎกติกาทางการค้าที่ใช้บังคับกับสมาชิกทุกประเทศ โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ขัดกับกฎเกณฑ์ WTO สามารถยื่นฟ้องผ่านกลไกการระงับข้อพิพาท ซึ่งจะแต่งตั้งผู้พิพากษาที่มีความเป็นอิสระเข้ามาทำหน้าที่ตัดสินคดี รวมถึงมีขั้นตอน กรอบเวลา และบทลงโทษที่ชัดเจน จึงทำให้ที่ผ่านมากลไกการระงับข้อพิพาท WTO กำกับดูแลกฎกติกาการค้าระหว่างประเทศ และถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในเวทีการค้ากรอบอื่น ๆ ทั่วโลก

แม้ตัว"องค์กรระงับข้อพิพาท"ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก WTO ทั้งหมดจะไม่ได้ทำหน้าที่วินิจฉัยคดีโดยตรง แต่ก็มีหน้าที่สำคัญในการแต่งตั้งผู้พิพากษาคนกลาง รวมถึงมีอำนาจรับรองผลคำตัดสิน ตรวจสอบดูแลการปฏิบัติตามคำตัดสิน ตลอดจนอนุมัติการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าหากประเทศที่แพ้คดีไม่เลิกใช้มาตรการที่ผิดกฎกติกาการค้า WTO

ทั้งนี้ การตัดสินใจใดขององค์กรระงับข้อพิพาทจะต้องเป็นฉันทามติ ดังนั้นนางสาวสุนันทาในฐานะประธาน จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สมาชิกได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายสามารถเห็นชอบร่วมกัน และทำให้การดำเนินงานของกระบวนการระงับข้อพิพาทเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ขณะนี้ นางสาวสุนันทาต้องพบกับความท้าทายและเป็นประเด็นร้อน คือ การแต่งตั้งสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) ที่ว่างลง 3 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 7 ตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันกระบวนการคัดเลือกต้องหยุดชะงักและไม่สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ เนื่องจากถูกคัดค้านโดยสหรัฐฯ ที่มีท่าทีต่อต้าน WTO และระบบการค้าพหุภาคี ทำให้การพิจารณากรณีพิพาททางการค้าต้องล่าช้าออกไป นับว่าเป็นเรื่องสำคัญต้องดำเนินการเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ของนางสาวสุนันทา จึงถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะตามแนวทางปฏิบัติของ WTO ประธาน องค์กรระงับข้อพิพาทจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง"ประธานคณะมนตรีใหญ่ WTO" ในปี 2562 ซึ่งเป็นองค์กรระดับสูงสุดของ WTO ในการกำกับดูแลภาพรวมการดำเนินงานของประเทศสมาชิก และเป็นปีที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 12 (MC12) ที่จะมีบทบาทเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนให้การเจรจามีความคืบหน้า และให้กระบวนการทำงานสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อให้สมาชิกมั่นใจว่า WTO ยังเป็นองค์กรที่กำกับดูแล และสร้างความเป็นธรรมทางการค้าระหว่างประเทศ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 22 มีนาคม 2561    
Last Update : 22 มีนาคม 2561 10:13:16 น.
Counter : 24 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

จับตาหุ้น EA หลัง'สมโภชน์ อาหุนัย' ซีอีโอแถลงพบเหตุหุ้นทรุดจาก2กองทุนเทขายเกือบ 50 ล้านหุ้น ยันเดินห



จับตาหุ้น EA หลังจากประธานบริหาร นายสมโภชน์ อาหุนัย พบเหตุราคาหุ้นทรุดต่อเนื่องตั้งแต่ 2 มีนาคม เพราะกองทุนของ บลจ.2แห่งเทขายกว่า 48.9 ล้านหุ้น โต้ข่าวลือตนเองกับครอบครัวขายหุ้นไม่จริง ยืนยันเดินหน้าตามแผนขยายธุรกิจลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอรี่กลางปีนี้

 

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute PCL) เปิดเผยว่า "จากการที่ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและมีการขายออกมาจำนวนมากตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม เป็นต้นมานั้น บริษัทได้ปิดสมุดทะเบียนเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นแล้ว พบว่า กลุ่มผู้ที่ขายหุ้นออกมามากเป็นพิเศษคือ กองทุนหุ้นระยะยาวของ บลจ.สองแห่ง โดยแห่งที่ 1 ขายออกมากว่า 32 ล้านหุ้น และแห่งที่ 2 ขายออกมาอีกกว่า 9.7 ล้านหุ้น และยังมีการขายชอร์ตเซลอีกจำนวนรวมกว่า 48.9 ล้านหุ้น โดยเฉพาะจากบุคคลธรรมดา 2 รายที่มีจำนวนหุ้นสูงถึง 12 ล้านหุ้น จึงเกิดผลทางจิตวิทยา ประกอบกับมีการปล่อยข่าวลือด้านลบมากมาย เช่น ผมและครอบครัวขายหุ้นทิ้ง มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง มีคดีฟ้องร้องกัน ทุจริตฉ้อโกงหอบเงินหนีไปทางไต้หวัน ผู้บริหารถูกยิง บริษัทมีปัญหาการเงินจนอาจจะเพิ่มทุน ผลประกอบการปี 2560 ต่ำกว่าที่คาด และจะแย่ลงอีกเพราะจะมีค่าใช้จ่าย R&D และการเริ่มธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก โครงการแบตเตอรี่ทำไม่ได้จริง พื้นที่ที่จะทำโรงงานติดปัญหาเป็นพื้นที่สีเขียว นักวิเคราะห์บางรายออกบทวิเคราะห์ให้ราคาต่ำมาก เป็นต้น

"ผมขอชี้แจงในประเด็นสำคัญๆว่า ผมและครอบครัวไม่ได้มีการขายหุ้นออกมาแม้แต่หุ้นเดียว รวมถึงผู้บริหารหลักๆ ทุกคน ก็ไม่ได้มีการขายหุ้นออกมาเช่นกัน อีกทั้งข่าวลือทั้งหลายก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และถือโอกาสชี้แจงว่า บริษัทมีแผนการลงทุนโครงการสำคัญๆ ในช่วงปี 2561-2562 โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท ในขณะที่บริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาในปีนี้ประมาณ 8 พันล้าน และปีหน้าคาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้าน ซึ่งหลักๆ มาจากรายได้การขายไฟฟ้า จึงเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายลงทุน ด้านการกู้ยืมระยะยาวจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้น และคาดว่าก้อนใหญ่จะเป็นต้นปีหน้า สำหรับในปีนี้งบประมาณส่วนใหญ่เกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลม จ.ชัยภูมิ ขนาดกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับเครดิต จากซัพพลายเออร์ให้ชำระเงินส่วนใหญ่กว่า 1 หมื่นล้านบาท ในเดือนมี.ค. ปีหน้า จึงไม่กระทบกับแผนการจัดการด้านการเงินแต่อย่างใด สำหรับความคืบหน้าโครงการเป็นไปด้วยดี กังหันลมชุดแรกมาถึงแล้วเมื่อวันที่ 14 มีนาคม และจะนำไปติดตั้งทันที จึงมั่นใจว่าโครงการจะแล้วเสร็จและ COD ได้ปลายปีนี้"

นอกจากนี้ในปี 2561 จะเริ่มลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟสแรกขนาด 1 กิ๊กะวัตต์ โดยจะใช้เงินลงทุนราว 4 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเครื่องจักร และอุปกรณ์ ซึ่งบริษัทได้ทำการสั่งซื้อเครื่องจักรที่เป็นหัวใจสำคัญไปเรียบร้อยแล้ว และจะลงทุนระบบสาธารณูปโภคไว้เผื่อสำหรับรองรับการก่อสร้างโรงงานทั้งหมด 50 กิ๊กะวัตต์ด้วย และได้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใต้พรบ.EEC จึงไม่มีปัญหาเรื่องผังเมืองตามที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด

ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในช่วงกลางปี 2561 นี้ และจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาสที่ 2 ปี 2562 จากนั้นจะมีเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์เฟสแรก แบตเตอรี่จากโรงงานแห่งนี้ใช้เทคโนโลยีที่ป้องกันการเกิดไฟไหม้ จึงมีความปลอดภัยสูง และจะนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเป็นหลักซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศ ส่วนเฟสที่สองอีก 49 กิ๊กะวัตต์นั้น จะยังคงมุ่งเน้นเป้าหมายอุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเป็นหลัก และสามารถรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้ ซึ่งจะมีการจัดโครงสร้างการลงทุนร่วมกับพันธมิตรโดยเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

 เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น หลายประเทศทั่วโลกมีการประกาศนโยบายและแผนการลงทุนผลิตแบตเตอรี่เพื่อนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ สอดคล้องกับทิศทางที่บริษัทวางแผนไว้ บริษัทได้ศึกษาล่วงหน้าเกือบ 2 ปีแล้ว จึงมีความพร้อมและได้รับเลือกให้เป็น Quick Win Project ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 และได้รับการสนับสนุนจาก EEC ทุกๆ ด้าน ซึ่งผลสำเร็จของโรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้นอกจากจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเพราะแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนถึง 40-50% ของต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันไทยมีการผลิตรถยนต์ถึงปีละประมาณ 2 ล้านคัน และส่งออกกว่า 1.1 ล้านคัน มูลค่ารวมกว่า 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6.6% ของจีดีพี ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญอันดับที่ 1 ของอาเซียน และอันดับที่ 12 ของโลก มีการจ้างงานจากอุตสาหกรรมนี้ถึงกว่า 5.5 แสนคน การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงนี้ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นสาระสำคัญ บริษัทมองเห็นโอกาสอันสำคัญนี้ และพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งนอกจากจะสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แล้ว บริษัทยังได้ทำการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นฝีมือของคนไทย 100% ด้วยงบประมาณการทำ R&D ในปี 2560 เพียง 11.21 ล้านบาท เท่านั้นซึ่งเป็นมูลค่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการพัฒนารถยนต์ของผู้ผลิตรายอื่น พร้อมทั้งลงทุนทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและมีเป้าหมายติดตั้งรวมทั้งสิ้น 1,000 สถานีทั่วประเทศภายในปีนี้

"การที่นักวิเคราะห์แต่ละรายมีความเห็นด้านราคาหุ้นแตกต่างกันระหว่าง 27 – 110 บาทนั้น เป็นเหตุจากความรู้ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในธุรกิจของบริษัทที่ไม่เท่ากัน ซึ่งบริษัทยินดีให้ข้อมูลโดยเท่าเทียมกัน ส่วนที่ปรากฎกระแสข่าวลือต่างๆ ซึ่งรวมถึงลือว่า ผมและภรรยา รวมทั้งครอบครัวขายหุ้น EA ออกมาในช่วงที่ผ่านมานั้น ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ผมขอให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ มั่นใจได้ว่าผมและผู้บริหารตลอดจนพนักงานทุกคนจะร่วมกันมุ่งมั่นทำงานตามแผนงานต่างๆ เพื่อทำให้ EA เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคตต่อไป" นายสมโภชน์ อาหุนัย กล่าวในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นรายย่อย EA มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 7,990 ราย ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนประมาณ 39 % ของทุนจดทะเบียน โดยกลุ่ม นายสมโภชน์ อาหุนัย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หุ้น EA เข้ามาซื้อขายเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556 ในกลุ่มพลังงาน  จากเดิมEA เป็นหุ้นในตลาดเอ็มเอไอ และย้ายเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 หลังจากนำหุ้นเสนอขายนักลงทุนทั่วไปในราคา 5.50 บาท จากราคาพาร์ 1 บาท และตั้งแต่เข้ามาซื้อขายวันแรก ราคาก็ขยับขึ้นอย่างคึกคัก อยู่ในช่วงขาขึ้นโดยตลอด

ผลดำเนินงาน EA เติบโตต่อเนื่อง ทั้งรายได้และกำไร โดยปี 2560 กำไรสุทธิ 3,817.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,251.51 ล้านบาท และสามารถจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่อง โดยเตรียมจ่ายเงินปันผลจากผลดำเนินงานปี 2560 หุ้นละ 20 สตางค์ จากปีก่อนหน้าที่จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 15 สตางค์ 

ตั้งแต่ต้นปี 2561 ราคาหุ้น EA ขึ้นเต็มตัว โดยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 71.25 บาท เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะเคลื่อนไหวทรงตัวในระดับใกล้ 70 บาทอยู่พักใหญ่โดยล่าสุด ค่าพี/อี เรโช อยู่ที่ประมาณ 57 เท่า โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 0.25% เท่านั้น 

วิเคราะห์กันว่า นักลงทุนที่ถือหุ้น EA ไว้ มองถึงผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นมากกว่าถือโดยหวังกินเงินปันผล

แต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เริ่มมีแรงขายทยอยออกมา และขายหนักช่วง 3 วันทำการก่อนหน้า จนราคาทรุดตัวแรงอย่างผิดสังเกตเกือบ 30%ก่อความกังวลใจและสับสนว่า มีใครจงใจทุบหุ้นหรือไม่ และทุบด้วยเหตุผลใด หรือมีปัจจัยลบอะไรที่นักลงทุนทั่วไปไม่ทราบ  ล่าสุดในวันที่ 19 มีนาคม หุ้น EA ราคาปิดอยู่ที่ 47.50 บาท 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 มีนาคม 2561    
Last Update : 20 มีนาคม 2561 5:37:51 น.
Counter : 28 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.