‘สำนักพระราชวัง’ ชวนส่งภาพความทรงจำเหตุการณ์ ร.9 สวรรคต



‘สำนักพระราชวัง’ ชวนประชาชนทั่วโลก ส่งภาพความทรงจำเหตุการณ์ ร.9 สวรรคต บันทึกประวัติศาสตร์แห่งความจงรักภักดี ส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ มีความละเอียดภาพไม่เกิน 3 MB

 

เมื่อวันที่ 12 .. สำนักพระราชวัง แจ้งว่า ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการบันทึกภาพการเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ และการทำกิจกรรมจิตอาสาในด้านต่างๆ ที่ประชาชนมุ่งปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายพระราชกุศล ซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการประมวลภาพเหตุการณ์แห่งความทรงจำนับแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา

เพื่อรวบรวมไว้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความจงรัก ความภักดีและความศรัทธาของปวงเหล่าพสกนิกรที่มีต่อพระองค์ อันจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ โดยมีพระราชดำริให้มีการนำภาพที่จัดส่งมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดไป

สำนักพระราชวังขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก ร่วมส่งภาพแห่งความทรงจำและระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในมุมมองต่าง ที่ประชาชนได้บันทึกภาพไว้นับแต่วันเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม 2559 โดยสามารถจัดส่งภาพเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560  

และช่วงที่สอง หลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560

ทั้งนี้ สามารถส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ และมีความละเอียดของภาพไม่เกิน 3 MB (เม็กกะไบร์ท)โดยระบุชื่อและนามสกุลของผู้ถ่ายภาพ วัน เวลา และสถานที่ของภาพ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อและส่งมาที่

- e-mail : photoking9@mail.go.th ทางเว็บไซต์ https://photoking9.ohm.go.th 

หรือทางไปรษณีย์ ที่

- สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ 904 พระที่นั่งอัมพรสถาน ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิตกรุงเทพฯ 10300

- ฝ่ายทะเบียนกองกลาง อาคาร 601 สำนักพระราชวัง (สนามเสือป่า) ถนนศรีอยุธยา แขวงดุสิต เขตดุสิตกรุงเทพฯ 10300

- กองเผยแพร่พระราชกรณียกิจ สำนักพระราชวัง อาคารศาลาลูกขุนใน ถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 

อนึ่ง ผู้ส่งภาพเข้าร่วมกิจกรรมยินดีให้ส่วนราชการในพระองค์นำภาพไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ได้

สามารถดูรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ https://photoking9.ohm.go.th และสอบถามที่ 02 - 220 - 7200 ต่อ3401 – 3407

ที่มาภาพ : ภาพข่าวรางวัลยอดเยี่ยมรางวัลอิศรา อมันตกุล ประเภทภาพข่าว ประจำปี 2559  ชื่อภาพ “คืนฝนตก” โดยนายปฏิภัทร จันทร์ทอง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2560    
Last Update : 13 ตุลาคม 2560 2:45:04 น.
Counter : 155 Pageviews.  

ธนาคารโลกชี้นโยบายย้ายถิ่นข้ามชาติภูมิภาคอาเซียนไม่เหมาะสม ขาดโอกาสได้แรงงานทักษะดี



อาเซียนต้องบริหารจัดการด้านแรงงานย้ายถิ่นให้ดีขึ้น พร้อมปรับนโยบายและหน่วยงานด้านการย้ายถิ่นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค ทั้งทางเศรษฐกิจและโครงสร้างของประชากร เพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศผู้รับและผู้ส่งแรงงาน พร้อมจูงใจแรงงานข้ามชาติที่มีประสิทธิภาพแต่ยากจนและด้อยโอกาส

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นทวีปหนึ่งที่ประชากรมีการย้ายถิ่นข้ามประเทศมากที่สุดในโลก โดยการเคลื่อนย้ายประชากรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขณะที่การเคลื่อนย้ายประชากรในทวีปอื่นๆ ลดลง โดยในปี .. 2558 มีเงินส่งกลับประเทศในกลุ่มอาเซียนเป็นจำนวนถึง 62,000 ล้านบาท มูลค่าเงินส่งกลับประเทศต่อจีดีพีของฟิลิปปินส์คิดเป็นร้อยละ 10 เวียดนามคิดเป็นร้อยละ 7 เมียนมาคิดเป็นร้อยละ 5 และกัมพูชาคิดเป็นร้อยละ 3

รายงานจากธนาคารโลก เล่มล่าสุด การเคลื่อนย้ายสู่โอกาส การก้าวข้ามอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Migrating to Opportunity: Overcoming Barriers to Labor Mobility in Southeast Asia) ระบุว่า การย้ายถิ่นภายในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระหว่างปี .. 2538-2558 ส่งผลให้มาเลเซีย สิงคโปร์และไทย กลายเป็นศูนย์กลางของแรงงานย้ายถิ่นกว่า 6.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 96 ของจำนวนแรงงานย้ายถิ่นทั้งหมดในอาเซียน

ประเทศไทยมีสัดส่วนแรงงานย้ายถิ่นสูงถึง 55% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากเมียนมาและกัมพูชา ขณะที่มาเลเซียมีสัดส่วนแรงงานย้ายถิ่น 22% และสิงคโปร์มีสัดส่วนแรงงานย้ายถิ่น 19% ทั้งนี้ ประเทศไทยและมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาไม่กี่ประเทศที่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานจำนวนมาก

รูปแบบการเคลื่อนย้ายของแรงงานมีความซับซ้อน โดยประเทศผู้ส่งแรงงานย้ายถิ่นเข้าสู่อาเซียน คือ เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว และกัมพูชา ขณะที่ฟิลิปปินส์และเวียดนามกลับส่งแรงงานออกนอกกลุ่มประเทศอาเซียน

แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา ลาว และ เมียนมา ที่เข้าประเทศไทยมาทำงานด้านเกษตรกรรม งานบ้านงานก่อสร้าง และงานในภาคอุตสาหกรรม ส่วนแรงงานข้ามชาติจากอินโดนีเซียเข้าประเทศมาเลเซียไปทำงานเกษตรกรรมและงานบ้าน ในขณะที่แรงงานมาเลเซียจำนวนมากไปทำงานที่สิงคโปร์และเดินทางไปกลับทุกวันผ่านช่องแคบยะโฮร์

การอพยพประชากรในภูมิภาคนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเริ่มต้นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อปี .. 2558 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายผู้ประกอบวิชาชีพและแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีภายในภูมิภาค

การเคลื่อนย้ายประชากรเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ความหลากหลายภายในภูมิภาค และปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ความเหลื่อมล้ำภายในภูมิภาคของอาเซียนอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคนี้รวยกว่าประเทศที่ยากจนที่สุดมากถึง 25 เท่า และอายุมัธยฐานของประเทศที่อายุมากที่สุดนั้นสูงกว่าประเทศที่อายุน้อยที่สุดมากเกือบถึง 2 เท่า

นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเริ่มประสบปัญหาแรงงานขาดแคลนแล้ว ในขณะที่บางประเทศประสบปัญหามีงานไม่เพียงพอที่จะรองรับประชากรในวัยทำงานที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยและเวียดนามจะประสบปัญหาแรงงานลดลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศไทย ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีแรงงานเพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปีข้างหน้า โดยความไม่สอดคล้องกันระหว่างอุปสงค์และอุปทานของแรงงานจะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้แรงงานมีการเคลื่อนย้ายภายในภูมิภาค เนื่องจากแรงงานได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมากหากอพยพไปทำงานในต่างประเทศ โดยระดับค่าแรงในประเทศรายได้สูงอย่างสิงคโปร์สูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียนอย่างน้อย 5 เท่า แรงงานกัมพูชาจะได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหากย้ายไปทำงานในประเทศไทย

แรงงานย้ายถิ่นในอาเซียนส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีทักษะต่ำและการศึกษาไม่สูง โดยเฉพาะจากประเทศผู้ส่งแรงงาน ซึ่งแรงงานที่การศึกษาไม่สูงนี้จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยในสัดส่วนสูงที่สุด

แรงงานย้ายถิ่นในอาเซียนที่ทักษะต่ำและมักไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียน ได้ย้ายถิ่นฐานเพื่อหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะทำงานในภาคอุตสาหกรรม การเพาะปลูก และบริการในครัวเรือน ถึงแม้จะยังมีงานที่มีรายได้สูง แต่แรงงานมักไม่สามารถได้รับประโยชน์จากโอกาสที่ยังมีอยู่นี้ได้ แม้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้เริ่มขั้นตอนอำนวยการเคลื่อนย้ายแรงงานแล้วก็ตาม แต่กฎข้อบังคับยังคงครอบคลุมแค่กลุ่มวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็นจำนวนรวมกันแค่ร้อยละ 5 ของจำนวนงานที่มีทั้งหมดในภูมิภาคนี้

ลดข้อจำกัดการย้ายถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต

รายงานการเคลื่อนย้ายไปสู่โอกาสแสดงให้เห็นว่ายังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่จะเกิดกับแรงงานข้ามชาติและครอบครัว รวมถึงประเทศผู้รับและผู้ส่งแรงงานข้ามชาติด้วย แต่ในภูมิภาคอาเซียนยังมีนโยบายด้านการย้ายถิ่นข้ามชาติที่ไม่เหมาะสม และองค์กรที่บริหารจัดการอย่างขาดประสิทธิภาพทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นได้ ปัญหาเกิดจากครัวเรือนยากจนเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก การขาดข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสการทำงาน ค่าใช้จ่ายในการจ้างงานสูง โดยสาเหตุหลักมาจากนโยบายด้านการย้ายถิ่นข้ามประเทศที่ไม่เปิดกว้าง และระบบบริหารจัดการการย้ายถิ่นที่ไม่มีประสิทธิภาพ ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลให้แรงงานที่มีศักยภาพแต่ยากจนและด้อยโอกาสไม่สามารถย้ายถิ่นข้ามประเทศได้ ทำให้แรงงานบางส่วนต้องใช้ช่องทางนอกระบบที่มีความเสี่ยงสูงแทนการย้ายถิ่นอย่างถูกต้องตามระบบซึ่งปลอดภัยกว่า

การลดข้อจำกัดในการย้ายถิ่นของแรงงานจะช่วยให้แรงงานมีสวัสดิการดีขึ้น และช่วยเร่งการรวมภาคเศรษฐกิจในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วย

ดร.ชูเดียร์ แชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าวว่า “หากเลือกนโยบายที่ถูกต้องแล้ว ประเทศผู้ส่งออกแรงงานสามารถได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากแรงงานที่ย้ายไปทำงานนอกประเทศ ในขณะที่สามารถปกป้องแรงงานของตนที่ต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้ด้วย ในขณะที่ประเทศที่รับแรงงานย้ายถิ่น แรงงานที่ย้ายถิ่นจากประเทศอื่น สามารถช่วยลดภาวะการขาดแคลนแรงงานและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ยั่งยืน นโยบายที่ไม่เหมาะสมและหน่วยงานที่ด้อยประสิทธิภาพจะทำให้ภูมิภาคนี้พลาดโอกาสที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการย้ายถิ่นแรงงาน”

โดยภาพรวมแล้ว ขั้นตอนการย้ายถิ่นทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียนยังจัดว่าเข้มงวด อุปสรรคในเรื่องขั้นตอนการจ้างงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนมาก การกำหนดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศ และนโยบายการจ้างงานที่เข้มงวดจำกัดทางเลือกในการจ้างงานและส่งผลกระทบต่อสวัสดิการ

การที่นโยบายมีข้อจำกัดเข้มงวดมากนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความคิดที่ว่าการที่มีแรงงานย้ายถิ่นหลั่งไหลเข้าประเทศนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบด้านลบทางเศรษฐกิจต่อประเทศที่รับแรงงานเหล่านี้

แต่การศึกษาของรายงานกลับมีข้อค้นพบที่ตรงกันข้ามกับความคิดนี้ โดยจากการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองพบว่า ในมาเลเซียนั้น หากจ้างแรงงานย้ายถิ่นทักษะต่ำเข้าประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะเพิ่มจีดีพีที่แท้จริงของประเทศได้ร้อย 1.1 ในขณะที่ผลการวิเคราะห์ล่าสุดของไทยพบว่าหากไม่มีแรงงานย้ายถิ่นในกำลังแรงงานของประเทศจะทำให้จีดีพีของไทยลดไปร้อยละ 0.75

ดร.เมาโร เทสเทอเวอร์ด นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มงานการคุ้มครองทางสังคมและงาน และผู้เขียนหลักของรายงานกล่าวว่า “ไม่ว่าประเทศไหนที่แรงงานต้องการจะย้ายไปในอาเซียนก็ตาม พวกเขาก็ประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการย้ายถิ่นฐานซึ่งแพงกว่าค่าจ้างต่อปีหลายเท่าตัว การปรับปรุงกระบวนการย้ายถิ่นสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้กับแรงงานที่ต้องการย้ายถิ่นและช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถตอบสนองกับความต้องการด้านตลาดแรงงานได้ดีขึ้น”

การเคลื่อนย้ายแรงงานมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการย้ายถิ่นช่วยให้แรงงานจากประเทศที่มีรายได้น้อยแต่ละคนมีโอกาสที่จะเพิ่มรายได้ของตัวเอง รายงานนี้ประมาณการณ์ว่าหากลดอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายแรงงานได้นั้นจะช่วยปรับปรุงสวัสดิการของแรงงานได้ถึงร้อยละ14 ในส่วนของกลุ่มแรงงานที่มีทักษะสูง หรือหากคิดรวมแรงงานทุกกลุ่มจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 29

ครอบครัวของแรงงานข้ามชาติได้ประโยชน์จากเงินส่งกลับประเทศของแรงงานข้ามชาติและช่วยลดระดับความยากจน นอกจากนี้ เมื่อแรงงานข้ามชาติเดินทางกลับประเทศจะนำเงินทุน ความรู้ และทักษะมาสู่ประเทศผู้ส่งออกแรงงานข้ามชาติด้วย ในขณะที่แรงงานข้ามชาติจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานของประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติ และช่วยผลักดันการผลิตและส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

นโยบายที่สามารถนำมาดำเนินการเพื่อปรับปรุงให้แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายได้ยังมีอีกหลายประการควรมีการสอดส่องดูแลบริษัทจัดหางานมากขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค โดยฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกแรงงานข้ามชาติมากที่สุด ได้พัฒนาระบบสนับสนุนการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีประสิทธิภาพสามารถเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆ

ส่วนอินโดนีเซียควรปรับปรุงการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทำให้ขั้นตอนกระชับมากขึ้นในขณะที่เวียดนามสามารถใช้ยุทธศาสตร์การย้ายถิ่นเป็นแนวทางให้การการปฏิรูปได้ การย้ายแรงงานออกนอกประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้น้อย เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งหากประเทศเหล่านี้ทำขั้นตอนให้สะดวกมากขึ้นจะลดค่าใช้จ่ายนี้ได้

ประเทศผู้รับแรงงานสามารถนำมาตรการเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเต็มที่มาเลเซียสามารถปรับปรุงนโยบายเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงแก้ไขระบบเก็บภาษีแรงงานและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน ส่วนประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการนำแรงงานย้ายถิ่นที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเข้าสู่ระบบและลดค่าใช้จ่ายในขั้นตอนเข้าประเทศ

สิงคโปร์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีแรงงานข้ามชาติมาก ที่มีการพัฒนาระบบการย้ายถิ่นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชี่ยวชาญมากนั้น ควรให้ความสนใจในเรื่องการให้สวัสดิการแก่แรงงานย้ายถิ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์มีระบบตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกพัฒนามาอย่างดี

โดยรวมประเทศผู้รับแรงงานข้ามชาติควรพัฒนาระบบบริหารจัดการการย้ายถิ่นที่สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นทางเศรษฐกิจและตอบรับกับนโยบายของรัฐบาลตนเองได้ ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกแรงงานควรสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องแรงงานข้ามชาติและการรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และถึงเวลาแล้วที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องปรับนโยบายด้านการย้ายถิ่นให้สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2560    
Last Update : 10 ตุลาคม 2560 10:28:12 น.
Counter : 146 Pageviews.  

องค์กรต่อต้านนิวเคลียร์ ICAN คว้ารางวัลโนเบลสันติภาพปี 2017



International Campaign to Abolish Nuclear Weapons (ICAN) หรือองค์กรรณรงค์นานาชาติเพื่อยุติอาวุธนิวเคลียร์ คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2017

 

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม คณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบล ประกาศผลรางวัลผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2017 ให้กับโครงการระหว่างประเทศเพื่อการยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ หรือ ICAN: International Campaign to Abolish Nuclear Weapons ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์นานาชาติเพื่อยุติอาวุธนิวเคลียร์ 

นางเบริต รีส-แอนเดอร์เซน ประธานคณะกรรมการมอบรางวัลโนเบล กล่าวถึงเหตุผลที่มอบรางวัลดังกล่าวให้กลุ่ม ICAN ว่า เป็นเพราะความพยายามของกลุ่มที่ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จระหว่างการประกาศรางวัลว่า 

“ตอนนี้เราอาศัยอยู่ในโลกที่มีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าที่เคยเป็นมา องค์กร ICAN ได้ทำงานเพื่อให้ผลกระทบจากความหายนะด้านมนุษยธรรมจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นที่สนใจ และยังพยายามในการทำให้สนธิสัญญาปลอดอาวุธนิวเคลียร์บรรลุผล”

องค์กร ICAN ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดของอาวุธนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งจากสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ รวมถึงข้อตกลงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านและตะวันตกด้วย 

โดยคณะกรรมการได้เลือก ICAN จากผู้ถูกเสนอผู้เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพปีนี้มีมากถึง 318 รายชื่อ แบ่งเป็นบุคคล 215 คน และกลุ่มบุคคลหรือองค์กรอีก 103 กลุ่ม ถือว่ามีจำนวนผู้เข้าชิงมากเป็นอันดับสองรองจากปีก่อนที่ 376 รายชื่อ โดยตั้งแต่เริ่มประกาศรางวัลสาขาสันติภาพเมื่อปีพ.ศ.2438 มอบรางวัลไปแล้ว 98 ครั้ง แก่ผู้ชนะ 131 คนหรือกลุ่มองค์กร ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้หญิง 66 คน

ประวัติองค์กร“ICAN” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรเอกชนหลายร้อยแห่ง เริ่มต้นเมื่อปี 2550 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่อยู่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรหลักที่ผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons) ซึ่งได้รับการลงมติรับรองโดยเสียงส่วนมากของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้นำประเทศต่างๆ 122 ชาติได้ยอมรับสนธิสัญญาของสหประชาติในการห้ามและค่อย ๆ กำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทุกชนิด ขณะที่บางส่วนให้การรับรองในรัฐสภาแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย

สำหรับรางวัลโนเบลสันติภาพ ทางกลุ่มICAN จะได้รับเงินรางวัล 9 ล้านโครน หรือราว 37 ล้านบาท พร้อมกับเหรียญและใบประกาศนียบัตร ในพิธีมอบรางวัลโนเบล เดือนธันวาคม 2560 นี้

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2560    
Last Update : 9 ตุลาคม 2560 3:51:08 น.
Counter : 90 Pageviews.  

ปฏิรูปพระสังฆาธิการให้ตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง โดย วิรังรอง ทัพพะรังสี



วิรังรอง ทัพพะรังสี ผู้เขียนในฐานะพุทธศาสนิกชนได้ตั้งความหวังว่า ผู้รู้ทั้งหลายที่จะมีส่วนร่วมในการนี้ จะยกพระธัมมวินัยเป็นที่ตั้ง ให้พระธัมมวินัยคงความศักดิ์สิทธ์เหนือกม. กล่าวคือคณะสงฆ์ต้องปกครองเสมอกันโดยธรรม มีพระธัมมวินัยเป็นเครื่องอยู่ เครื่องตัดสินและปกครอง

 

คำสั่งเรื่องให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง...รอมาตั้งนาน  อยากให้มหาเถรสมาคมออกคำสั่งแบบนี้บ้างมาตั้งแต่ตอนช่วงดีเอสไอปิดล้อมธรรมกาย เพราะมีผู้แต่งกายเหมือนสงฆ์แต่จริยาไม่เหมือนภิกษุ มีพฤติกรรมถูกทุกข้อตามคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก สมเด็จพระพุทฒาจารย์ ลงวันที่ ๒๘ ก.ย. ๒๕๖๐.... 

ถ้า มส. ออกคำสั่งแบบนี้ตอนช่วงนั้น เจ้าคณะอำเภอคลองหลวงและเจ้าคณะจังหวัดปทุมฯ อาจโดนข้อหาย่อหย่อน ไม่ตรวจสอบ กวดขันควบคุมความประพฤติพระภิกษุสามเณรในปกครอง หรืออาจได้รับโทษฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ....เพราะตอนนั้นภาพพระวัดธรรมกายที่ปรากฎในสื่อสาธารณะ และสื่อโซเชียล สามณสารูปแทบดูไม่ได้เลย จนขนาดมีผู้กล่าวว่านี้วัดหรือซ่..งโ..ร

มาวันนี้ คำสั่งแต่ละข้อที่เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกระบุไว้ อ่านแล้วดูเหมือนว่าฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ได้ออกมายอมรับอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกว่า

๑. มีปัญหาเรื่องภิกษุสามเณรที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และประพฤติเสียหายเป็นที่ติเตียนของสังคมในลักษณะโลกวัชชะ 

๒. ยอมรับความหย่อนยานของพระสังฆาธิการที่ไม่กวดขันอบรมภิกษุในปกครอง...ที่สำคัญคือ...

๓. ปัญหาเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเห็นว่าการดำเนิน "การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์"น่าจะจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

เรื่องนี้ถ้าถามดิฉัน ดิฉันคิดว่า กฎมหาเถรสมาคมก็ดี ระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ก็ดี เป็นต้น ล้วนออกมาซ้ำซ้อนกับพระธัมมวินัยทั้งสิ้น หากภิกษุสามเณรเคร่งครัดในพระธัมมวินัย มีพระธรมและพระวินัยอันหมดจรดเป็นที่พึ่งที่ระลึก ถ้าคณะสงฆ์สามารถปกครองกันและกันโดยธรรมวินัย กฏ ระเบียบ คำสั่งอื่นใดในทางโลกๆ ก็ไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ว่าจะพยายามขีดเขียนกฏ ระเบียบ คำสั่งอื่นใดในทางโลกๆ ให้ครอบคลุมเพียงใดก็ยังมิอาจเทียบได้กับพระธัมมวินัยซึ่งทรงบัญญัติไว้ดีแล้วนั้น 

ท่านผู้อ่านก็ลองอ่านคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกดูสิคะ ทั้ง ๔ ข้อ เป็นเรื่องที่ดิฉันในฐานะชาวพุทธอ่านแล้วก็เห็นว่ารากเหง้าหรือเหตุของปัญหาคือภิกษุสามเณรส่วนหนึ่งมิได้เคร่งครัดในพระธัมมวินัยนั้นเอง ดังนั้นปัญหาจึงมิได้อยู่ที่พระธัมมวินัย แต่อยู่ที่ตัวของภิกษุสามเณร เมื่อพระธัมมวินัยมอันอาจกล่าวได้ว่าเป็นกฎสูงสุดของภิกษุสามเณรไม่ใช่ปัญหา เหตุใดต้องไปสรรสร้างกฎทางโลกขึ้นมาอีก เพราะไม่ว่าจะเขียนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งใดๆ ขึ้นมาใหม่อีกกี่ฉบับต่อกี่ฉบับ ก็ไม่อาจมีศักดิ์และสิทธิ์เสมอพระธัมมวินัยได้

ดังนั้นหากการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์จะเกิดขึ้นในอนาคต ดิฉันในฐานะพุทธศาสนิกชนหวังว่า ผู้รู้ทั้งหลายที่จะมีส่วนร่วมในการนี้ จะยกพระธัมมวินัยเป็นที่ตั้ง ให้พระธัมมวินัยคงความศักดิ์สิทธ์เหนือกม. กล่าวคือคณะสงฆ์ต้องปกครองเสมอกันโดยธรรม มีพระธัมมวินัยเป็นเครื่องอยู่ เครื่องตัดสินและปกครอง

ถ้าเป็นได้เช่นนี้ ปัญหาพระเบี่ยงเบนทางเพศก็จะไม่มี เพราะบวชไม่ได้แล้วตั้งแต่แรก (นี้อ้างว่าก่อนบวชไม่ทราบ แต่พอทราบแล้วไม่จับสึกจึงเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้) พระเดินสะพายกล้อง ถือโทรศัพท์ ไอแพด ถ่ายรูปตามสถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มี อย่างที่พระมหาโชว์ขึ้นเวทีการเมืองใช้วาจาหยาบคายด่าทออย่างเมามันก็จะไม่มี (คลิปยูทูปหาดูได้ค่ะ) พฤติกรรมที่พระประสาร (พระเมธีฯ ) ประกาศระดมก่อม๊อบพระรายวัน และพระผลิต-ขายเครื่องลางของขลัง ผ้ายันต์บันลือโลก ก็จะไม่มี เหล่านี้ไม่ต้องอาศัยการการสนับสนุนและอารักขาจากทางราชการ ไม่ต้องออกกฎหมายมาจัดการป้องกัน-แก้ไข เพราะเรื่องเหล่านี้ พระธัมมวินัยเอายู่หมดทุกเรื่อง เพียงขอให้นำพระธัมมวินัยมาใช้อย่างจริงจัง

ข้อปฏิบัติที่เร่งด่วนของพระสังฆาธิการและพระภิกษุสามเณรทั่วไป ๘ ข้อนั้น (ภาพประกอบ) ดิฉันเห็นว่า มีเขียนว่า “ให้ตรวจสอบ” แต่ดิฉันหวังว่าถ้าตรวจสอบพบแล้วก็ขอให้ท่านกรุณาแก้ปัญหาอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องด้วยนะคะ อย่าแค่ทำเป็นแต่สร้างกระแสตื่นตัวชั่วครู่ชั่วคราว เพราะชาวพุทธจำนวนมากหมดศรัทธาใน "สงฆ์บางหมู่เหล่า” (ไม่ใช่ทั้งหมด)ที่ปฏิบัติตนไม่สมควรแก่การรับสักการะละการต้อนรับ แต่ไม่ใช่ว่าจะหมดศรัทธาในพระบรมศาสดาและพระธรรมคำสอน ดังนั้นพวกเราชาวพุทธก็ยังหวังว่า ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์จะสามารถโฟคัสไปที่ภิกษุสามเณรนอกรีตให้กลับมาเป็นที่พึ่งที่ระลึกของพวกเราชาวพุทธได้ หรือมิฉะนั้นก็ขจัดออกไปเสียให้สิ้นทราก 

ต้นไม้ที่รากเน่าหรือแห้งผุจากภายในลำต้นย่อมโค่นล้มลงได้ง่าย พระพุทธศาสนาก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องเร่งสร้าง "ความมั่นคงภายใน”ให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันการบ่อนทำลายจากภายนอก หากเราสามารถรักษาพระธรรมคำสอนไว้ได้ (ดังนั้นจึงหวังว่า ฝ่ายปกครองคณะสงฆ์จะจัดการอย่างเด็ดขาดกับการเผยแพร่คำสอนและการปฏิบัติที่วิปริตของธรรมกาย) และที่สำคัญหากภิกษุดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้ชาวพุทธเห็นว่า นี้คือผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณสามารถอบรมสั่งสอนให้ชาวบ้านได้รู้ตามด้วยปัญญา เช่นนี้จะนำความมั่นคงไพบูลย์และความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยไว้ต่อไปได้ ภัยภายนอกที่คุกคามนั้นมีอยู่จริง แต่จะไม่สามารถบ่อนทำลายพระพุทธศานาให้อ่อนแอลง

อาจมีผู้แย้งว่า ดิฉันกล่าวถึงแต่ภิกษุ อะไรๆ ก็มาลงที่ภิกษุ แล้วอุบาสก อุบาสิกาล่ะ 

เรื่องนี้เห็นว่า หน้าที่ของภิกษุที่ทรงแสดงไว้มีแค่ ๒ คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ดังนั้นผู้ที่สละทางโลกแล้วก็ควร ๑. ศึกษาเล่าเรียนคำสอน (คันถธุระ) ๒. บำเพ็ญเพียรเพื่อออกจากทุกข์ (วิปัสสนาธุระ) นี้คือบรรพชิตในสายตาของชาวพุทธผู้มั่นคงต่อคำสอนของบรมศาสดา ที่มีต่อภิกษุสามเณรผู้น่าเลื่อมใสศรัทธา และคาดหวังว่าท่านเหล่านั้นจะเผยแผ่พระธรรมคำสอน อบรมให้ความรู้ชาวพุทธตามกำลัง

ส่วนอุบาสก อุบาสิกา คือผู้ครองเรือน ดีกรีความคาดหวังของสังคมต่อเขาเหล่านั้นย่อมน้อยกว่าความคาดหวังที่มีต่อภิกษุ แต่ภิกษุและอุบาสก อุบาสิกา ก็ต้องเกื้อกูลกันจึงจะเกิดเป็นประโยชน์ต่อบวรพระพุทธศาสนา หากอุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพ ไม่เลื่อมใสศรัทธาในพระสงฆ์ ก็จะพากันไม่ทำบุญไม่เข้าวัดไม่อุปัฏฐาก หรือถ้าอุบาสก อุบาสิกาเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือเป็นผู้ที่มีความเห็นผิด พระสงฆ์ก็จะอยู่ยาก แต่หากพระสงฆ์เป็นผู้เจริญด้วยปัญญา ก็จะเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นที่พึ่งแก่สังคมและประเทศชาติ เป็นผู้สืบต่อพระศาสนาไว้ได้ ดังในสมัยพุทธกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแล้วทำผู้ที่เห็นผิดปฏิบัติผิด ได้เปลี่ยนหันมานับถือพระพุทธศาสนาได้เป็นจำนวนมาก

ประการสุดท้าย อ่านข้อความในภาพประกอบเรื่องข้อปฏิบัติเร่งด่วนที่สุดของพระสังฆาธิการและภิกษุสามเณร (ภาพประกอบ) ด้วย และอยากให้เจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดตั้งศูนย์รับเรื่องนี้จากชาวบ้านด้วย เพื่อแบ่งเบาภาระพระสังฆาธิการในการสำรวจตรวจตรา เพราะชาวบ้านก็มีหลักฐานข้อมูลไม่น้อย ดิฉันก็พอมี

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2560    
Last Update : 4 ตุลาคม 2560 20:02:50 น.
Counter : 112 Pageviews.  

การดำเนินงานด้านภูมิสถาปัตยกรรมประกอบพระเมรุมาศ คืบหน้าแล้วร้อยละ 98 ขณะที่การลงสีประติมากรรมเสร็จสม



การดำเนินงานด้านภูมิสถาปัตยกรรมประกอบพระเมรุมาศ คืบหน้าแล้วร้อยละ 98 ขณะที่การลงสีประติมากรรมเสร็จสมบูรณ์ตามแผนงานที่กำหนด

 

นายพรธรรม ธรรมวิมล ภูมิสถาปนิก สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินงานด้านภูมิสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 98 ล่าสุดได้ปูพื้นรอบลานพระราชพิธีเกือบทั้งหมดแล้ว ขณะที่บริเวณสระอโนดาตรอบฐานพระเมรุมาศ ได้ติดตั้งสัตว์หิมพานต์ครบทั้ง4 มุม จำนวน 120 ตัว ทดลองระบบน้ำล้น แสงไฟ และไอหมอก และนำไม้ดัดในกระถางของวัดคลองเตยมาจัดวางบริเวณโขดหินบางจุด และจะเพิ่มไม้ประดับตามรูปแบบจิตรกรรมฝาผนังเป็นพันธุ์ไม้ไทยจำพวกไทรเลื้อย สนเลื้อย ที่ปกคลุมดินเพื่อให้การจัดวางดูเป็นธรรมชาติ ส่วนงานภูมิสถาปัตยกรรมแปลงนาข้าว ด้านทิศเหนือเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยกรมการข้าวได้เข้ามาดูแลให้งดงามจนถึงวันพระราชพิธีนอกจากนี้มูลนิธิชัยพัฒนาจะเข้ามาติดตั้งกังหันน้ำชัยพัฒนาเพิ่มเติมอีก 1 เครื่อง ส่วนฝายแม้วได้ทำระบบน้ำไหลและทดสอบระบบไฟแสงสว่างตอนกลางคืนแล้ว

ด้านนายสุรัฐกิจ พรีพงศ์ศิลป์ หัวหน้ากลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กล่าวว่า ได้ลงสีประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศเสร็จแล้ว เหลือเพียงงานลงสีสัตว์หิมพานต์ที่ชำรุดจากการขนย้ายและติดตั้งบริเวณสระอโนดาตอีกเล็กน้อย อีกทั้งยังทำการเคลือบสีประติมากรรมปลานิลที่ต้องแช่ในน้ำ สำหรับการดำเนินการลงสีครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้โดยมีจิตอาสาเข้ามาช่วยดำเนินการทั้งหมดจำนวน 221คน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2560    
Last Update : 3 ตุลาคม 2560 3:34:35 น.
Counter : 36 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.