กินมะเฟืองให้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดไขมันในเลือด



Thai Tribune นำเรื่องดีดีจาก FB นิตยสารชีวจิต ยืนยัน กินมะเฟืองให้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดไขมันในเลือด นำประโยชน์สารพันจากผลไม้รูปดาว รสหวานอมเปรี้ยว มากด้วยสรรพคุณชะลอวัย แต่ในขณะเดียวกัน หากกินไม่ถูกวิธีก็มีโทษมหันต์

 

กินมะเฟืองให้ดี เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดไขมันในเลือด 

ผลไม้รูปดาว รสหวานอมเปรี้ยว มากด้วยสรรพคุณชะลอวัย แต่ในขณะเดียวกัน หากกินไม่ถูกวิธีก็มีโทษมหันต์ มะเฟือง 1 ส่วน (159 กรัม) หรือฝานตามแนวขวาง 5 ชิ้น มีเบต้าแคโรทีน 33 ไมโครกรัม และมีใยอาหารสูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำใน 1 วัน 

หากเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน มะเฟือง เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำแต่มีสารแอนติออกซิแดนต์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยชะลอวัยในปริมาณสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น โดยมะเฟือง 1 ส่วน ให้น้ำตาลเพียง 11.2 กรัม มีสารแอนติออกซิแดนต์ เช่น 

พอลิฟีนอล (Polyphenol) แทนนิน (Tannin) และคาเทชิน (Catechin) สูงถึง 236 มิลลิกรัม 14.6 และ 12.8 มิลลิกรัม ตามลำดับ 

มะเฟือง งานวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ศึกษาในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่า การกินมะเฟืองฝานวันละ 3 ชิ้น (100 กรัม) ติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ มีผลให้ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) และนิวโทรฟิล (Neutrophil) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการเสริมภูมิคุ้มกันและทำลายสิ่ง แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น 

ทั้งนี้ยังมีผลเพิ่มระดับเอชดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด (HDL Cholesterol) ซึ่งทำหน้าที่นำคอเลสเตอรอลร้ายไปกำจัดที่ตับ จึงช่วยให้ระดับแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL Cholesterol) ในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน 

สำหรับผู้ที่ไตทำงานเป็นปกติ นายแพทย์แอนดรูว์ ไวล์ (Andrew Weil) พ่อมดแห่งการแพทย์ทางเลือก แนะนำว่า สามารถกินมะเฟืองในปริมาณที่พอเหมาะได้โดยไม่ต้องเป็นกังวล แต่หากมีความผิดปกติหรือป่วยเป็นโรคไต ไม่ควรกินอย่างเด็ดขาด 

เพราะกินมะเฟืองเพียงครึ่งผลหรือดื่มน้ำมะเฟืองเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน จิตใจสับสน ชัก ไตวาย กระทั่งเกิดอันตรายถึงชีวิต หากพบอาการดังกล่าวภายใน 1 – 5 ชั่วโมงหลังกินมะเฟือง ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาและฟอกไตอย่างทันท่วงที 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2561    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2561 1:18:31 น.
Counter : 70 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เตรียมคุยหาทางออกหมู่บ้านป่าแหว่ง เพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย



สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ ระบุ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2561 จะเดินทางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 17 เครือข่าย คัดค้านการก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมคณะ คาดจะรับฟังความเห็นและพูดคุย เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ตามนโยบาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ระบุนับเป็นปัญหายาก

 

โดย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม 2561 จะเดินทางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง 17 เครือข่าย คัดค้านการก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ ภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ หรือ ที่เรียกว่า หมู่บ้านป่าแหว่ง ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ จะมีผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมคณะไปด้วย โดยคาดว่าการประชุมในวันดังกล่าว จะพยายามรับฟังความเห็น และ พูดคุย เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ตามนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ คสช. 

ซึ่งนายสุวพันธ์ กล่าวว่า การเดินทางไปครั้งนี้ นอกจากรับฟังความคิดเห็นร่วมกัน และ หารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยจะได้นำข้อคิดเห็นที่ประชาชนรวมถึงสังคมโซเชียลเสนอแนะ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยอาจจะต้องจัดทำเป็นขั้นตอน หรือ กำหนดเป็นระยะหนึ่ง ระยะสอง และระยะสาม

ทั้งนี้ นายสุวพันธ์ ยอมรับว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องยาก และ เป็นเรื่องที่สังคม รวมถึงประชาชนให้ความสนใจ มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งคงจะพิจารณา ถึงแนวทางที่เป็นไปได้ และ เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยจะนำข้อเสนอแนะต่างๆ อาทิ เรื่องของการกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ การรื้อถอนมาพูดคุย ซึ่งทั้งหมดจะต้องพิจารณา ถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ นอกจากนี้ผลของการหารือ อาจจะไปสู่การตั้งคณะกรรมการ เพื่อทำงานต่อไป หรือได้ข้อสรุปก็คงจะต้องรอให้ถึงวันดังกล่าวก่อน เพราะทุกอย่างจะมีความเชื่อมโยงกัน

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2561    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2561 22:36:42 น.
Counter : 12 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

นายกรัฐมนตรี ย้ำขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจ IMT-GT อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ด้วยความรู้-นวัตกรรม



นายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นการพัฒนานวัตกรรม-ความคิดสร้างสรรค์-การออกแบบ จะเป็นทางออกสู่อนาคต ของแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย IMT-GT นำสู่โลกอนาคต โลกแห่งดิจิทัล และ ความเป็นอัจฉริยะ ระบุการเชื่อมโยงเขตระเบียงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนด้วยความรู้ และนวัตกรรม จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

 

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน และ กล่าวเปิดการประชุมระดับผู้นำ แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 11 โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่แผนงานความร่วมมือ IMT-GT ครบรอบการก่อตั้ง 25 ปีในปีนี้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่มีบทบาทสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ

โดยวิสัยทัศน์ในช่วงปี 2550-2559 คือ “การเป็นอนุภูมิภาคแห่งการบูรณาการ มีความก้าวหน้า รุ่งเรือง และมีสันติภาพ” ภายใต้กรอบแนวทางความร่วมมือ 6 สาขา และตาม 5 แนวระเบียงเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุนทั้งภายใน IMT-GT และกับอาเซียน การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาผู้ประกอบการ การยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการฮาลาล การพัฒนาเมืองสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ สามารถจะพัฒนาไปสู่เครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียนต่อไป

โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า อนุภูมิภาคนี้จะสามารถพัฒนาสู่อนาคตโดยใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ นวัตกรรม ได้โดยผ่านความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์

ทั้งนี้ โครงการด้านความเชื่อมโยงทางกายภาพในระเบียงเศรษฐกิจ IMT-GT ถือเป็นแกนกลางนำการพัฒนาภายใต้แผนระยะ 5 ปี ปี 2560-2564 ของการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ระยะยาว ซึ่งไทยได้ติดตามผลักดันอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ โดยเฉพาะในแนวระเบียงเศรษฐกิจระนอง-ภูเก็ต-ปีนัง-อาเจะห์ เพื่อเชื่อมโยงแผ่นดินสู่เกาะสุมาตรา

และแนวระเบียงเศรษฐกิจสงขลา-ปีนัง-เมดาน ส่วนขยายไปยังปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับมาเลเซีย รวมทั้งเร่งรัดติดตามการก่อตั้งแนวระเบียงเศรษฐกิจที่หก ที่ปรับจากพื้นที่ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส มาเชื่อมโยงโดยตรงกับเประและกลันตัน รวมถึงความก้าวหน้าโครงการที่สามารถเปิดดำเนินการในปี 2561

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การพัฒนาด้านนวัตกรรม การใช้ความคิดสร้างสรรค์ และ การออกแบบเพื่อนำ IMT-GT สู่โลกอนาคต โลกแห่งดิจิทัลและความเป็นอัจฉริยะ จำเป็นต้องปรับตัวให้รวดเร็ว เพื่อเดินหน้าความร่วมมือให้ IMT-GT มีความเข้มแข็ง ซึ่งไทยได้ใช้แนวทาง Thailand 4.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และนวัตกรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี SDGs เป็นเป้าหมายสำคัญ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2561    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2561 18:38:21 น.
Counter : 24 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ เผย "ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อรถเร่ห้างสรรพสินค้า ส่งผลรถเร่อิสระขายได้น้อ



วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ “พฤติกรรมและความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกับรถขายสินค้าเคลื่อนที่” สำรวจระหว่างวันที่ 21 ถึง 26 เมษายน พ.ศ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,192 คน

 

รถบริการขายสินค้าอุปโภคบริโภคเคลื่อนที่จัดเป็นธุรกิจขนาดเล็กภายในชุมชนที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในชุมชนตามตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่เป็ด ไข่ไก่ เครื่องปรุงต่างๆ รวมไปถึงสบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม จากรถบริการขายสินค้าเคลื่อนที่เหล่านี้ได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน

แต่เมื่อเกือบสองเดือนที่ผ่านมาได้ปรากฏภาพข่าวผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ภายในชุมชนของผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายหนึ่ง ซึ่งภายหลังได้มีการออกมาชี้แจงว่าเป็นเพียงแค่การทดลองให้บริการเท่านั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนในสังคมได้ออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้าง ผู้คนส่วนหนึ่งมีความคิดเห็นว่าถือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ขณะที่ผู้คนอีกส่วนกังวลว่าหากมีบริการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรถขายสินค้าอิสระให้เกิดความเสียเปรียบในการแข่งขัน และอาจทำให้รถขายสินค้าเคลื่อนที่อิสระหายไปจากสังคมไทยได้เช่นกัน จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกับรถขายสินค้าเคลื่อนที่

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.92 และเพศหญิงร้อยละ 49.08 สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านพฤติกรรมการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากรถขายสินค้าเคลื่อนที่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.49 ระบุว่าในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาตนเองเคยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกับรถขายสินค้าเคลื่อนที่ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.51ระบุว่าไม่เคย

สำหรับสาเหตุสำคัญสูงสุด 3 อันดับที่ผู้คนนิยมซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากรถขายสินค้าเคลื่อนที่ได้แก่ ซื้อสินค้าได้สะดวกไม่ยุ่งยากคิดเป็นร้อยละ 84.65 ประหยัดค่าเดินทางไปซื้อสินค้าคิดเป็นร้อยละ 82.47 และคุ้นเคยกับผู้ขายเป็นอย่างดีคิดเป็นร้อยละ 79.78

ในด้านความรับรู้เกี่ยวกับการทดลองให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่จากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 58.72 ทราบข่าวที่ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายหนึ่งทดลองให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ภายในชุมชน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 21.28 ไม่ทราบ

ในด้านความคิดเห็นหากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ภายในชุมชน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 59.48 เชื่อว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจากรถขายสินค้าเคลื่อนที่ของผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าจะมีคุณภาพดีกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคของรถขายสินค้าเคลื่อนที่อิสระ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.47 มีความคิดเห็นว่าหากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ภายในชุมชนจะส่งผลให้ผู้คนซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากรถขายสินค้าเคลื่อนที่อิสระลดน้อยลง

ส่วนกลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 66.86 มีความคิดเห็นว่าจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.14 มีความคิดเห็นว่าจะส่งผลให้รถขายสินค้าอุปโภคบริโภคเคลื่อนที่อิสระหายไปจากวิถีชีวิตคนในชุมชนได้ ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.06 มีความคิดเห็นว่าจะส่งผลให้เกิดการผูกขาดทางการค้าโดยผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้ารายใหญ่

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างประมาณสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 75.59 มีความคิดเห็นว่าหากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ภายในชุมชนจะมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.34 มีความคิดเห็นว่าหากผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ภายในชุมชนจะไม่มีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ได้ในราคาที่ถูกลง

ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 72.4 มีความคิดเห็นว่าเจ้าของรถขายสินค้าอุปโภคบริโภคเคลื่อนที่อิสระจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ตนเองสามารถประกอบการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ต่อไปได้ และกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 76.85 มีความคิดเห็นว่ารัฐบาลควรกำหนดมาตรการควบคุมเกี่ยวกับการให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ก่อนที่จะเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการอิสระกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 62.75 เห็นด้วยที่จะมีการจำกัดการให้บริการรถขายสินค้าเคลื่อนที่ของผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 29 เมษายน 2561    
Last Update : 29 เมษายน 2561 0:24:13 น.
Counter : 18 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ป.ป.ท.พบทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่ง 60 จังหวัด เร่งเสร็จสิ้น เม.ย.ส่งผลบอร์ดตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน



กองบรรณาธิการ Thai Tribune นำเสนอรายงาน //www.posttoday.com กรณีโกงคนไร้ที่พึ่ง ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เผยความคืบหน้า ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ปี พ.ศ. 2560 ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย-ผู้ไร้ที่พึ่ง พบ 60 จังหวัด โดยวันที่ 30 เม.ย.2561 จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งเรื่องตั้งอนุกรรมการไต่สวน ต่อไป

 

โดย พ.ท. กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ท.) เปิดเผยความคืบหน้า การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ประจำปี พ.ศ. 2560 ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อย และ ผู้ไร้ที่พึ่ง ช่วง 13 กุมภาพันธ์ - 26 เมษายน 2561 วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 123,159,000 บาท ว่า

1. ดำเนินการตรวจสอบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งที่ได้รับงบประมาณ จำนวน 76 ศูนย์

2. กำหนดเป้าหมายสำหรับศูนย์ที่ได้รับงบประมาณสูง (ตั้งแต่ 1 ล้านบาท) หรือ ที่ได้รับเบาะแสเป็นหมายเร่งด่วน จำนวน 37 จังหวัด แล้วเสร็จวันที่ 31 มีนาคม2561 พบความผิดปกติจำนวน 34 จังหวัด ที่เหลือ 3 จังหวัด และ จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

แต่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เนื่องจาก พบว่า อาจนำเงินสงเคราะห์ไปใช้ซื้อของที่ราคาแพงผิดปกติ ทั้งนี้จังหวัดที่ตรวจสอบพบความผิดปกติ ถึงวันที่ 26 เม.ย.จำนวน 60 จังหวัด คณะกรรมการป.ป.ท. รับไว้ไต่สวนข้อเท็จจริง จำนวน 33 จังหวัด อยู่ระหว่างตรวจสอบ จำนวน 13 จังหวัด โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จ ภายใน วันที่ 30 เม.ย 2561

โดย พ.ท. กรทิพย์ กล่าวว่า ในส่วนของตรวจสอบ การทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ในนิคมสร้างตนเอง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ศูนย์ประสานงานโครงการฯ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้ ได้รับงบประมาณ 370,000,000 บาท

ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ดำเนินการตรวจสอบจำนวน 9 แห่ง รวมวงเงินงบประมาณ 135,755,00 บาท

ซึ่งสำนักงานปปท.รับไว้ไต่ส่วนข้อเท็จจริง 2 แห่ง คือ

1. นิคมสร้างตนเองเชียงพิณ จังหวัดอุดรธานี

2. ศูนย์ประสานงานโครงการฯ สันกำแพง เชียงใหม่

ส่วน นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น นิคมสร้างตนเองห้วยห้วง จังหวัดอุดรธานี นิคมสร้างตนเองบ้านกรวด บุรีรัมย์ ส่งไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. พบพฤติการณ์ลักษณะมุ่งเน้นให้เงินทุนกลุ่มวิชาชีพ และ เบิกสงเคราะห์ จำนวนหลายครั้ง

นอกจากนี้ในส่วนของนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้จังหวัดสตูล ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งภาคใต้ นครศรีธรรมราช นิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เบื้องต้นพบว่า ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จากการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่่พบว่าไม่ได้รับเงิน อยู่ระหว่างหาข้อมูลเพิ่มเติม และ จัดทำรายงานเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณา 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 28 เมษายน 2561    
Last Update : 28 เมษายน 2561 19:04:29 น.
Counter : 15 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]








Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.