อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. โดย ภัทระ คำพิทักษ์



ภัทระ คำพิทักษ์ หนึ่งในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว I-Mong Pattara Khumphitak ในประเด็น'อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่างพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ' เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่ออายุพลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไป โดย“ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”ไว้อย่างน่าศึกษา

 

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เขียนบทเฉพาะกาลมาตรา 178 ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ....โดยยกเว้นคุณสมบัติและ”ลักษณะต้องห้ามสองประการเพื่อให้คนสองคน คือ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปได้นั้น “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่า เป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร

อย่างไรก็ดีในฐานะที่เป็นผู้ลุกขึ้นท้วงติงในสภาว่า การเขียนกฏหมายแบบนี้ มันไม่ถูกต้องและน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ การออกกฏหมายไปยกเว้นลักษณะต้องห้ามในรัฐธรรมนูญ นั้นทำไม่ได้ รวมทั้งเหตุผลอีกหลายประการตามที่ปรากฏในคลิปนี้

ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่มีความเห็นร่วมกันว่า การเขียนกฏหมายแบบลูกฆ่าแม่ เอาบทบัญญัติของกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปยกเว้นรัฐธรรมนูญนั้นทำไม่ได้แต่ก็ต้องทำใจว่า แม้จะถ่องแท้แก่ใจว่า เจตนารมณ์ที่เขียนไปกับมือนั้นคืออะไร แต่อำนาจในการวินิจฉัยเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ของกรธ.

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวผมเองจะไม่ใช่นักกฏหมายแต่บังเอิญมีชีวิตที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับการตรากฏหมายหลายครั้งหลายหน รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญในคราวนี้ ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ตัวเองก็ดี กรธ.ก็ดีและที่ปรึกษากรธ.โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยตรงเพราะเป็นตัวแทนของกรธ.ที่มาร่วมเป็นกรรมาธิการฯด้วยคือ อาจารย์วิชา มหาคุณ และอาจารย์เจษฏ์ โทณะวณิก ก็ดี ได้พากันทำในสิ่งที่คนตรากฏหมายพึงกระทำแล้ว

ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า คราใดก็ตามถ้าได้หวนกลับไประลึกถึงเรื่องราวในหนหลัง หรือจะสอบทานต้วเองด้วยการทบทวนพระราชดำรัสของในหลวง หรือผู้รู้ผู้ชำนาญที่เป็นที่เคารพนับถือในทางกฏหมายขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะได้คำตอบชัดเจนแก่ตัวเองว่า เมื่อยามที่มีโอกาสทำงานให้แก่ส่วนรวมในเรื่องนี้ เราได้ทำไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยมโนธรรมสำนึก ด้วยความสำนึกรับผิดชอบ และด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา ฯลฯ หรือไม่ และทำไปอย่างเต็มกำลังหรือไม่

แม้ผลจะไม่ออกมาอย่างที่คาดหวังแต่เมื่ออ่านพระราชดำรัสเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายดังเช่นที่ปรากฏนี้แล้ว ผมก็ยังแน่ใจในสิ่งที่ทำมา สิ่งที่พูดออกไปและจะไม่ท้อถอยที่ทำในสิ่งที่ควร ตามกำลังต่อไป

“...กฏหมายทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรง หรือธำรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่ เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นๆจริงๆแล้ว ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิด ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฏหมายก็จะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันทีและกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง

ผู้ที่ตัองการใช้กฏหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฏหมายแต่ละฉบับเอาไว้ให้แน่วแน่เสมอไปอย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมทั้งต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของกฏหมายไว้โดยรอบคอบ เคร่งครัดเสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฏหมายไทยถึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือ ยกย่องอยู่โดยตลอดได้”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 19 กรกฎาคม 2520

“...จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้กฏหมายต้องสำนึกตระหนักในความรับผิดชอบของตนเองอยู่ตลอดเวลา ในอันที่จะใช้กฏหมายเพื่อธำรงรักษาและผดุงความยุติธรรมถูกต้องเพียงอย่างเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นๆ ในขณะนี้ ทุกคนตัองทำใจให้หนักแน่นเที่ยงตรงปราศจากอคติ ให้กล้าแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม ให้สุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยสติและปัญญา ที่จะตรวจตราและพินิจพิจารณาหาทางที่จะใช้ตัวบทกฏหมายให้ได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ให้เกิดความถูกต้องเที่ยงตรงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ยอมปล่อยให้มีผู้อาศัยข้อบกพร่องของกฏหมาย เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นในทางไม่เป็นธรรมได้ ทั้งต้องดำรงตนให้เป็นที่พึ่งของสุจริตชนด้วยเสมอ นักกฏหมายจึงจะสามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายและความผาสุกสงบของบ้านเมืองไว้ได้...”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2523

“...กฎหมายไม่ว่าประเทศไหนมีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ กฎหมายนั้นก็ลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี แปลความให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในทางปฏิบัติ มันก็ไม่ดี พอเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นทั้งศาสตร์ เป็นทั้งศิลป์ เรื่องกระบวนการยุติธรรมเนี่ย แต่ถ้าหากตระหนักถึงความถูกต้อง หรือพูดง่ายๆความสุขของส่วนรวม ความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศชาติ ก็จะไปในทางที่ถูก ก็จะอ่านกฎหมาย หรืออำนวยการยุติธรรมได้อย่างไม่ผิด ผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ก็เป็นคน มีอารมณ์ แต่ถ้าเผื่อทบทวนศีลธรรม หรือจรรยาบรรณของผู้พิพากษาไว้ ก็จะไม่ออกนอกกรอบที่ผิด ท่านทั้งหลายได้เรียนมา ได้ศึกษามา และได้เรียนรู้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันเดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็คงจะรู้แล้วอะไรไปในทางที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้อง และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง"

พระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 10 แก่คณะผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ซึ่งเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 12 มีนาคม 2561    
Last Update : 12 มีนาคม 2561 4:42:37 น.
Counter : 24 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดี 'คลองด่าน' เหตุจำเลยไม่ได้รับหมาย - นัดใหม่ 30 พ.ค.นี้



ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีโกงบ่อบำบัดคลองด่าน 2.3 หมื่นล้าน เหตุจำเลยบางส่วนไม่มา-ไม่ได้รับหมาย นัดใหม่ 30 พ.ค.นี้

 

เมื่อวันที่ 7 มี..2561 ศาลแขวงดุสิต มีคำสั่งเลื่อนนัดการอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีฉ้อโกงซื้อที่ดินและสัญญาสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน สมุทรปราการ เป็นวันที่ 30 ..2561 เวลา 09.00 . เนื่องจากจำเลยบางส่วนไม่มาศาล โดยจำเลยบางคนยังไม่ได้รับหมายเพราะเปลี่ยนแปลงที่อยู บางส่วนที่อยู่ไม่มีเลขที่ และไฟไหม้ ดังนั้นจึงให้ส่งหมายใหม่ หากไม่มีผู้รับก็ให้ปิดหมายตามที่พักของจำเลยตามทะเบียนราษฎร์

สำหรับคดีดังกล่าว กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 19 ราย ในความผิดฐานฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน .คลองด่าน .สมุทรปราการเนื้อที่รวม 1,900 ไร่ มูลค่า 1.9 พันล้านบาท เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่ที่ดินนั้นกลับเป็นกลุ่มบริษัทจัดหามาแล้วที่ดินนั้นเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน รวมถึงฉ้อโกงสัญญาก่อสร้างฯมูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ศาลได้พิพากษายกฟ้องกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี (NVPSKG)จำเลยที่ 1 และสั่งประทับรับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่เหลือ โดยศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12..2552 ว่าจำเลยที่ 2-19 ร่วมกันกระทำผิดตามมาตรา 341 ฐานร่วมกันฉ้อโกง อันเป็นความผิดกรรมเดียว จึงให้จำคุกจำเลยที่เป็นบุคคล 11 ราย คนละ 3 ปี และสั่งปรับจำเลยที่เป็นบริษัท 7 ราย รายละ 6,000บาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 19 ..2556 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 18 รายเนื่องจากศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าพวกจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใดๆ ให้คณะกรรมการคัดเลือกของ คพ. เลือกที่ดินของ บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำเลยที่ 12 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-19 จึงฟังขึ้น

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 มี..2561 ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ให้ คพ.ชดใช้ค่าเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จำนวนกว่า 9พันล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้า NVPSKG เนื่องจากเห็นว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบของราชการ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้คู่สัญญา จึงมีเหตุให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 มีนาคม 2561    
Last Update : 8 มีนาคม 2561 22:03:24 น.
Counter : 68 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแบงก์ชาติปรับเกณฑ์ยืดหยุ่นการเปิด-ปิดสาขา และให้ “แบงกิ้งเอเยนต์” เบิกถอ



ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มทางเลือกช่องทางบริการผ่านโมบายแบงกิ้งและ 'แบงกิ้ง เอเยนต์' โดยไม่จำเป็นบริการต้องครบ 4 ประเภท ฝาก ถอน โอน เปิดปิดบัญชี ถอนได้สูงสุด 2 หมื่นบาท หากยกเลิกสาขาถาวรต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้า 45 วัน

 

 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส. 3/2561 เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับช่องทางให้บริการของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปหรือวันที่ 6 มีนาคม 2561

โดยในประกาศดังกล่าวได้มีการระบุเหตุผลว่าในปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า ประกอบกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีและธุรกรรมต่าง ๆ ทำให้ประชาชนหรือลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้อย่างสะดวกและทั่วถึง มากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง กับช่องทางให้บริการ 3 ฉบับ ได้แก่

-ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การประกอบกิจการสาขาธนาคารพาณิชย์

-ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งตัวแทนของสถาบันการเงิน (Banking Agent)

-ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ให้บริการการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับ ความต้องการของลูกค้า เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์สามารถบริหารจัดการช่องทางให้บริการต่าง ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น โดยยังคงหลักการเดิมที่ให้ธนาคารพาณิชย์สามารถให้บริการ แก่ลูกค้าและประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง

ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ช่องทางให้บริการในประกาศฉบับนี้ ในประเด็นสำคัญ เช่น การเพิ่มความยืดหยุ่นในขอบเขตการให้บริการและการขออนุญาตเพื่อรองรับ การเปิด – ปิดสาขา การปรับเปลี่ยนรูปแบบสาขาและวันเวลาทำการให้สามารถตอบสนองความต้องการ ของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องให้บริการพื้นฐานครบทั้ง 4 ประเภท (การฝาก ถอน โอน เปิด – ปิดบัญชี) ซึ่งลูกค้าสามารถได้รับบริการผ่านช่องทางอื่นที่มีต้นทุนการให้บริการที่ต่ำลงได้ เช่น ผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือ mobile banking การให้ธนาคารพาณิชย์นำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น การขยายประเภทตัวแทน(banking agent) และขอบเขตการให้บริการเพื่อเป็นทางเลือกให้ธนาคารพาณิชย์ในการบริหารช่องทางให้บริการ เป็นต้น นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญในเรื่องมาตรฐานการให้บริการที่ดี จึงได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ธนาคารพาณิชย์มีการบริหารความเสี่ยงและการดูแล ผู้ใช้บริการที่เหมาะสม รัดกุม และเป็นธรรมผ่านนโยบายด้านช่องทางให้บริการที่ได้รับการอนุมัติ และ ดูแลติดตามการดำเนินการโดยคณะกรรมการของธนาคารพาณิชย์ด้วย

สำหรับประกาศฉบับดังกล่าวมีจำนวน 38 หน้ามีรายละเอียดที่สำคัญ อาทิ การกำหนดหลักเกณฑ์ การตั้งตัวแทนธนาคารพาณิชย์หรือ “แบงกิ้ง เอเยนต์ ซึ่งในส่วนของการรับถอนเงินและตัวแทนจ่ายเงินสำหรับผู้ใช้บริการรายย่อยสามารถให้บริการได้ไม่เกินห้าพันบาทต่อรายการ และไม่เกินสองหมื่นบาทต่อวัน ,การเลิกสาขาทั่วไป และสาขาอิเล็กทรอนิกส์

ธนาคารพาณิชย์สามารถเลิกการให้บริการที่ได้เปิดให้บริการอยู่เป็นการถาวร โดยจะต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ ล่วงหน้าอย่างน้อย 45 วัน และต้องมีการจัดทาแผนและมีขั้นตอนกระบวนการในการเลิกสาขาทั่วไปหรือสาขาอิเล็กทรอนิกส์นั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ช่องทางให้บริการประจำปีที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องจัดส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทยล่วงหน้า โดยมีรายละเอียดอย่างน้อย อาทิ วันเลิกการให้บริการ เหตุผลในการเลิกการให้บริการ ซึ่งหากเป็นกรณีขาดทุนจากการ ดำเนินงาน ให้ธนาคารพาณิชย์แสดงรายงานผลการดำเนินงานของสาขานั้น ย้อนหลัง 3 ปี แนวทางการชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้ใช้บริการ รายงานผลการสำรวจ ความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลกระทบจากการเลิกการให้บริการ และ แนวทางการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ เป็นต้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 มีนาคม 2561    
Last Update : 6 มีนาคม 2561 15:12:43 น.
Counter : 18 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'เปรมชัย กรรณสูต' โผล่แล้วที่สภ.ทองผาภูมิพบรอง ผบ.ตร.'ศรีวราห์'ก่อนกำหนด 5 มีนาคม รองวิษณุชี้กฏหมายท



นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชย) พร้อมพวก 4 รายคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี ดอดไปพบกับพนักงานสอบสวนที่ สภ.ทองผาภูมิก่อนกำหนด 5 มีนาคม โดยมีรองผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุลรอรับร่วมสอบปากคำ ขณะที่รองนายกฯวิษณุ เครืองาม ชี้ พ.ร.บ.ป้องกันทารุณสัตว์ ยังไม่มีการกำหนดชนิดสัตว์ป่า และไม่มีผลย้อนหลัง

 

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.ส.3 พล.ต.ต.ชาติชาย เอี่ยมแสง ผบก.ประจำ บช.ก. พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ( รอง ผบก.ปปป.) พร้อมคณะ เดินทางจาก กองบินตำรวจ ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ไปยัง สภ.ทองผาภูมิ เพื่อติดตามความคืบหน้าและตรวจสำนวนคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับพวกรวม 4 ราย ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า วันนี้เดินทางไปเร่งรัดตรวจความเรียบร้อยของสำนวน ว่าจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องพนักงานอัยการได้เมื่อใด ยืนยันคดีมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ล่าช้าตามที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนกรณีมีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์พนักงานสอบสวนที่รับแจ้งความข้อหาทารุณกรรมสัตว์ โดยไม่ตรวจสอบข้อกล่าวหาให้แน่ชัดก่อนนั้น ยืนยันเป็นไปตามขั้นตอนตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 87 ประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยอำนาจการลงโทษข้าราชการตำรวจอัตราและการลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม เนื่องจากเสือดำเป็นสัตว์ป่าครองอยู่แล้ว จึงไม่มีข้อหาทารุณกรรมสัตว์เหมือนสัตว์เลี้ยง ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายต้องรู้กฎหมาย ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาครอบครองงาช้างโดยผิดกฎหมาย เป็นหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ที่จะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ เพราะเป็นเรื่องที่อุทยานฯรับผิดชอบ

ส่วนกรณีนี้ที่มีกระแสข่าวว่า นายเปรมชัย จะมาพบพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ ในวันนี้นั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบและไม่ได้รับข้อมูลว่าเขาจะมาหรือไม่มา แต่เรื่องนี้พนักงานสอบสวนนัดนายเปรมชัยมา มาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 5 มีนาคมนี้ ถ้าหากไม่มาก็ให้พนักงานสอบสวนรายงานต่อศาล เพื่อขอความเห็นชอบจับกุม ฐานขัดหมายเรียกต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่า 9 ข้อหาล่าสัตว์ป่ามีความผิดเกิดขึ้นชัดเจน ส่วนข้อหาอื่นที่ยังไม่ปรากฏชัด การสอบสอบสวนก็ระมัดระวังไม่ไปปรักปรำพนัผู้ใดให้เกิดความเสียหาย

ด้าน พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. กล่าวถึงกรณีที่สังคมวิจารณ์ข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานของนายเปรมชัย อาจจะหลุดคดี ว่า เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เป็นความเข้าใจผิดคาดเคลื่อนอย่างแรง ยืนยันคดีติดสินบนเจ้าพนักงานยังอยู่ ถึงแม้ว่าคลิปเสียงการสนทนาจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นนายเปรมชัย แต่พนักงานสอบสวนยังมีพยานหลักฐานอย่างอื่นอีก ซึ่งในวันที่ 8 มีนาคม จะมีการสอบปากคำ นายวิเชียร ชิณววงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และคนที่เกี่ยวข้องอีก 5 คน เพิ่มเติมในกรณีดังกล่าวด้วย

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. สภ.ทองผาภูมิ นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวอล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับพวกรวม4ราย คือนายยงค์ โดดเครือ, นางนที เรียมแสน และ นายธานี ทุมมาศ ผู้ต้องหาในคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ที่เดินทางเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน นานกว่า 4 ชั่วโมง ล่าสุดนายเปรมชัยกับพวกได้เดินทางออกจาก สภ.ทองผาภูมิ โดยไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และขึ้นรถยนต์ Toyota Fortuner สีขาวขับออกไปโดยเร็ว

ทางด้าน พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผู้กำกับการ สภ.ทองผาภูมิ ระบุว่า วันนี้เป็นการสอบปากคำผู้ต้องหาตามหมายเรียก เพิ่มเติม ส่วนผู้ต้องหาได้ยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ยังไม่ได้รับรายงาน

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำ ซึ่งตนจะร่วมสอบปากคำด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนก่อนกำหนด ดังนั้นวันที่ 5 มีนาคม ก็ไม่จำเป็นต้องมาอีก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีประเด็นที่จะต้องสอบสวน แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เป็นเรื่องในสำนวน ส่วนการรวบรวมพยานหลักฐานที่ตำรวจรับผิดชอบ ได้ดำเนินการไปหมดแล้ว ที่เหลือเป็นส่วนอื่น ขณะนี้สำนวนคดีคืบหน้าไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ยืนยันไม่ได้ล่าช้า คาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนส่งฟ้องให้พนักงานอัยการได้ไม่เกินฝากขังครั้งที่ 4 หรือก่อนวันที่ 26 มีนาคม นี้

ขณะเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข้าวได้สอบถามรองนายกรัฐมนตรีด้านกฏหมาย นายวิษณุ เครืองาม ถึงกรณีพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ที่ไม่มีการกำหนดการคุ้มครองชนิดของสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ต้องไปถามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) 

ถามว่า ตรงนี้ถือเป็นช่องโหว่ของกฎหมายหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ใช่ช่องโหว่ แต่เรารู้สึกว่าเป็นช่องโหว่ หากกฎหมายมีอยู่แล้วก็เพียงไปกำหนด แต่ในการกำหนดนั้นก็ไม่มีผลย้อนหลังอยู่ดี ทั้งนี้ ตนเชื่อว่ามีการกำหนดไว้ก่อนแล้ว

เมื่อถูกถามว่า ในคดีของนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่หลุดข้อกล่าวหา เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้กำหนดชนิดสัตว์เอาไว้ นายวิษณุ รองนายกฯด้านกฏหมายกล่าวว่า ทำไมเราจึงมาพูดเรื่องหมา แมวกัน เชื่อว่าก่อนหน้านี้มีกำหนดไว้แล้วแต่ครอบคลุมไม่หมด ซึ่งตนไม่ทราบ อาจจะพูดผิดไปได้

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 02 มีนาคม 2561    
Last Update : 2 มีนาคม 2561 17:22:18 น.
Counter : 16 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

รมต.สาธารณสุขตั้งเป้า รพ.สังกัดกรมการแพทย์เป็น Smart Hospital นำร่อง 6 รพ.ใช้แอพนัดแพทย์ล่วงหน้า ลดเ



รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์เป็น Smart Hospital ใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการ อธิบดีกรมการแพทย์เตรียมนำระบบดิจิทัลทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้าผ่านแอพ ลดเวลาคนไข้รอนาน คาดเริ่มดำเนินการได้ใน 3 เดือน โดยจะทดลองใช้ใน 6 โรงพยาบาล รพ.วัดไร่ขิง,สถาบันโรคทรวงอก,สถาบันโรคผิวหนัง,สถาบันทันตกรรม,สถาบันประสาทวิทยาและสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

 

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมกรมการแพทย์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญ โดยนพ.ปิยะสกล ให้สัมภาษณ์ว่า กรมการแพทย์เป็นกรมวิชาการ มีโรงพยาบาลและสถาบันที่เป็นศูนย์เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ตามชื่อของโรงพยาบาลหรือสถาบัน เช่น สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด เป็นศูนย์รวบรวมข้อมูล รวมทั้งทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำในการค้นหาสาเหตุการเกิดโรค การป้องกันให้เกิดโรคน้อยลง หรือสถาบันโรคผิวหนังที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เป็นแหล่งข้อมูลด้านผิวหนังที่สำคัญของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลที่ได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารในรูปแบบ Big Data ถ้าเรารู้ข้อมูลจะนำไปใช้ในการควบคุมป้องกันโรคได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ นอกจากจะพัฒนาศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลเทียบเท่าโรงเรียนแพทย์แล้ว งานที่ต้องทำควบคู่กันคือ งานวิจัย งานวิชาการ และบริการวิชาการ สิ่งที่ต้องพัฒนาเป็นอันดับแรก คือการเป็น Smart Hospital ใช้เทคโนโลยีมาบริหารจัดการ ช่วยให้งานบริการผู้ป่วยรวดเร็วขึ้น สิ่งที่ประชาชนจะได้คือ ลดระยะเวลาการรอคอย

“ขอให้กรมการแพทย์นำเทคโนโลยีนวัตกรรมความเป็นเลิศ ลงไปประสานให้เกิดประโยชน์กับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขนำไปพัฒนางาน การทำงานต้องมองภาพรวมทั้งประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ที่ดำเนินการได้ถึงระดับปฐมภูมิหรือทุติยภูมิได้ เช่น เรื่องคลินิกดูแลผู้ป่วยโรคไตวาย (CKD Clinic) ที่ขณะนี้มีกระจายไปในโรงพยาบาลชุมชน รวมทั้งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางแห่งที่มีความพร้อม” นพ.ปิยะสกล กล่าว

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์วางแผนนำเทคโนโลยี Digital มาใช้ในโรงพยาบาล เช่น การจัดทำระบบนัดหมายล่วงหน้า การจัดระบบพบแพทย์เป็นรอบ 1 ชั่วโมง แทนที่การให้ประชาชนรอนานถึง 4 ชั่วโมง โดยในอนาคตจะพัฒนา Application ผู้ป่วยจะทราบว่า อีกกี่นาทีจะได้พบแพทย์ สามารถบริหารจัดการเวลาระหว่างรอพบแพทย์ได้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน โดยจะทดลองใช้ใน 6 โรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), สถาบันโรคทรวงอก, สถาบันโรคผิวหนัง, สถาบันทันตกรรม, สถาบันประสาทวิทยา และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2561    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2561 16:13:49 น.
Counter : 28 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.