จับตาหุ้น EA หลัง'สมโภชน์ อาหุนัย' ซีอีโอแถลงพบเหตุหุ้นทรุดจาก2กองทุนเทขายเกือบ 50 ล้านหุ้น ยันเดินห



จับตาหุ้น EA หลังจากประธานบริหาร นายสมโภชน์ อาหุนัย พบเหตุราคาหุ้นทรุดต่อเนื่องตั้งแต่ 2 มีนาคม เพราะกองทุนของ บลจ.2แห่งเทขายกว่า 48.9 ล้านหุ้น โต้ข่าวลือตนเองกับครอบครัวขายหุ้นไม่จริง ยืนยันเดินหน้าตามแผนขยายธุรกิจลงทุนโรงงานผลิตแบตเตอรี่กลางปีนี้

 

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561 นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute PCL) เปิดเผยว่า "จากการที่ราคาหุ้นของบริษัทปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและมีการขายออกมาจำนวนมากตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม เป็นต้นมานั้น บริษัทได้ปิดสมุดทะเบียนเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นแล้ว พบว่า กลุ่มผู้ที่ขายหุ้นออกมามากเป็นพิเศษคือ กองทุนหุ้นระยะยาวของ บลจ.สองแห่ง โดยแห่งที่ 1 ขายออกมากว่า 32 ล้านหุ้น และแห่งที่ 2 ขายออกมาอีกกว่า 9.7 ล้านหุ้น และยังมีการขายชอร์ตเซลอีกจำนวนรวมกว่า 48.9 ล้านหุ้น โดยเฉพาะจากบุคคลธรรมดา 2 รายที่มีจำนวนหุ้นสูงถึง 12 ล้านหุ้น จึงเกิดผลทางจิตวิทยา ประกอบกับมีการปล่อยข่าวลือด้านลบมากมาย เช่น ผมและครอบครัวขายหุ้นทิ้ง มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง มีคดีฟ้องร้องกัน ทุจริตฉ้อโกงหอบเงินหนีไปทางไต้หวัน ผู้บริหารถูกยิง บริษัทมีปัญหาการเงินจนอาจจะเพิ่มทุน ผลประกอบการปี 2560 ต่ำกว่าที่คาด และจะแย่ลงอีกเพราะจะมีค่าใช้จ่าย R&D และการเริ่มธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก โครงการแบตเตอรี่ทำไม่ได้จริง พื้นที่ที่จะทำโรงงานติดปัญหาเป็นพื้นที่สีเขียว นักวิเคราะห์บางรายออกบทวิเคราะห์ให้ราคาต่ำมาก เป็นต้น

"ผมขอชี้แจงในประเด็นสำคัญๆว่า ผมและครอบครัวไม่ได้มีการขายหุ้นออกมาแม้แต่หุ้นเดียว รวมถึงผู้บริหารหลักๆ ทุกคน ก็ไม่ได้มีการขายหุ้นออกมาเช่นกัน อีกทั้งข่าวลือทั้งหลายก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และถือโอกาสชี้แจงว่า บริษัทมีแผนการลงทุนโครงการสำคัญๆ ในช่วงปี 2561-2562 โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท ในขณะที่บริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาในปีนี้ประมาณ 8 พันล้าน และปีหน้าคาดว่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้าน ซึ่งหลักๆ มาจากรายได้การขายไฟฟ้า จึงเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายลงทุน ด้านการกู้ยืมระยะยาวจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้น และคาดว่าก้อนใหญ่จะเป็นต้นปีหน้า สำหรับในปีนี้งบประมาณส่วนใหญ่เกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลม จ.ชัยภูมิ ขนาดกำลังการผลิต 260 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับเครดิต จากซัพพลายเออร์ให้ชำระเงินส่วนใหญ่กว่า 1 หมื่นล้านบาท ในเดือนมี.ค. ปีหน้า จึงไม่กระทบกับแผนการจัดการด้านการเงินแต่อย่างใด สำหรับความคืบหน้าโครงการเป็นไปด้วยดี กังหันลมชุดแรกมาถึงแล้วเมื่อวันที่ 14 มีนาคม และจะนำไปติดตั้งทันที จึงมั่นใจว่าโครงการจะแล้วเสร็จและ COD ได้ปลายปีนี้"

นอกจากนี้ในปี 2561 จะเริ่มลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟสแรกขนาด 1 กิ๊กะวัตต์ โดยจะใช้เงินลงทุนราว 4 พันล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นค่าเครื่องจักร และอุปกรณ์ ซึ่งบริษัทได้ทำการสั่งซื้อเครื่องจักรที่เป็นหัวใจสำคัญไปเรียบร้อยแล้ว และจะลงทุนระบบสาธารณูปโภคไว้เผื่อสำหรับรองรับการก่อสร้างโรงงานทั้งหมด 50 กิ๊กะวัตต์ด้วย และได้ยื่นขอรับการส่งเสริมภายใต้พรบ.EEC จึงไม่มีปัญหาเรื่องผังเมืองตามที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด

ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในช่วงกลางปี 2561 นี้ และจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาสที่ 2 ปี 2562 จากนั้นจะมีเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์เฟสแรก แบตเตอรี่จากโรงงานแห่งนี้ใช้เทคโนโลยีที่ป้องกันการเกิดไฟไหม้ จึงมีความปลอดภัยสูง และจะนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเป็นหลักซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศ ส่วนเฟสที่สองอีก 49 กิ๊กะวัตต์นั้น จะยังคงมุ่งเน้นเป้าหมายอุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเป็นหลัก และสามารถรองรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตได้ ซึ่งจะมีการจัดโครงสร้างการลงทุนร่วมกับพันธมิตรโดยเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน

 เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น หลายประเทศทั่วโลกมีการประกาศนโยบายและแผนการลงทุนผลิตแบตเตอรี่เพื่อนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ สอดคล้องกับทิศทางที่บริษัทวางแผนไว้ บริษัทได้ศึกษาล่วงหน้าเกือบ 2 ปีแล้ว จึงมีความพร้อมและได้รับเลือกให้เป็น Quick Win Project ภายใต้โมเดลไทยแลนด์ 4.0 และได้รับการสนับสนุนจาก EEC ทุกๆ ด้าน ซึ่งผลสำเร็จของโรงงานแบตเตอรี่แห่งนี้นอกจากจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเพราะแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนถึง 40-50% ของต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันไทยมีการผลิตรถยนต์ถึงปีละประมาณ 2 ล้านคัน และส่งออกกว่า 1.1 ล้านคัน มูลค่ารวมกว่า 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6.6% ของจีดีพี ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญอันดับที่ 1 ของอาเซียน และอันดับที่ 12 ของโลก มีการจ้างงานจากอุตสาหกรรมนี้ถึงกว่า 5.5 แสนคน การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงนี้ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นสาระสำคัญ บริษัทมองเห็นโอกาสอันสำคัญนี้ และพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งนอกจากจะสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แล้ว บริษัทยังได้ทำการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นฝีมือของคนไทย 100% ด้วยงบประมาณการทำ R&D ในปี 2560 เพียง 11.21 ล้านบาท เท่านั้นซึ่งเป็นมูลค่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการพัฒนารถยนต์ของผู้ผลิตรายอื่น พร้อมทั้งลงทุนทำสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและมีเป้าหมายติดตั้งรวมทั้งสิ้น 1,000 สถานีทั่วประเทศภายในปีนี้

"การที่นักวิเคราะห์แต่ละรายมีความเห็นด้านราคาหุ้นแตกต่างกันระหว่าง 27 – 110 บาทนั้น เป็นเหตุจากความรู้ความเข้าใจ และความเชื่อมั่นในธุรกิจของบริษัทที่ไม่เท่ากัน ซึ่งบริษัทยินดีให้ข้อมูลโดยเท่าเทียมกัน ส่วนที่ปรากฎกระแสข่าวลือต่างๆ ซึ่งรวมถึงลือว่า ผมและภรรยา รวมทั้งครอบครัวขายหุ้น EA ออกมาในช่วงที่ผ่านมานั้น ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ผมขอให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ มั่นใจได้ว่าผมและผู้บริหารตลอดจนพนักงานทุกคนจะร่วมกันมุ่งมั่นทำงานตามแผนงานต่างๆ เพื่อทำให้ EA เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคตต่อไป" นายสมโภชน์ อาหุนัย กล่าวในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นรายย่อย EA มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 7,990 ราย ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนประมาณ 39 % ของทุนจดทะเบียน โดยกลุ่ม นายสมโภชน์ อาหุนัย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หุ้น EA เข้ามาซื้อขายเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556 ในกลุ่มพลังงาน  จากเดิมEA เป็นหุ้นในตลาดเอ็มเอไอ และย้ายเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2560 หลังจากนำหุ้นเสนอขายนักลงทุนทั่วไปในราคา 5.50 บาท จากราคาพาร์ 1 บาท และตั้งแต่เข้ามาซื้อขายวันแรก ราคาก็ขยับขึ้นอย่างคึกคัก อยู่ในช่วงขาขึ้นโดยตลอด

ผลดำเนินงาน EA เติบโตต่อเนื่อง ทั้งรายได้และกำไร โดยปี 2560 กำไรสุทธิ 3,817.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,251.51 ล้านบาท และสามารถจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่อง โดยเตรียมจ่ายเงินปันผลจากผลดำเนินงานปี 2560 หุ้นละ 20 สตางค์ จากปีก่อนหน้าที่จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 15 สตางค์ 

ตั้งแต่ต้นปี 2561 ราคาหุ้น EA ขึ้นเต็มตัว โดยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 71.25 บาท เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ก่อนจะเคลื่อนไหวทรงตัวในระดับใกล้ 70 บาทอยู่พักใหญ่โดยล่าสุด ค่าพี/อี เรโช อยู่ที่ประมาณ 57 เท่า โดยอัตราเงินปันผลตอบแทนปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 0.25% เท่านั้น 

วิเคราะห์กันว่า นักลงทุนที่ถือหุ้น EA ไว้ มองถึงผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้นมากกว่าถือโดยหวังกินเงินปันผล

แต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เริ่มมีแรงขายทยอยออกมา และขายหนักช่วง 3 วันทำการก่อนหน้า จนราคาทรุดตัวแรงอย่างผิดสังเกตเกือบ 30%ก่อความกังวลใจและสับสนว่า มีใครจงใจทุบหุ้นหรือไม่ และทุบด้วยเหตุผลใด หรือมีปัจจัยลบอะไรที่นักลงทุนทั่วไปไม่ทราบ  ล่าสุดในวันที่ 19 มีนาคม หุ้น EA ราคาปิดอยู่ที่ 47.50 บาท 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 20 มีนาคม 2561    
Last Update : 20 มีนาคม 2561 5:37:51 น.
Counter : 27 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เตือน'พายุฤดูร้อน'เข้า 20 มี.ค. รับมือ'ฝนตกหนัก-ลูกเห็บ'



'อุตุ'เตือนวันที่ 20-23 มี.ค. ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่

 

กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า ในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคม 2561 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ โดยเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ในวันที่ 20 มีนาคม 2561 ส่วนภาคเหนือภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในวันถัดไป (21 มีนาคม 2561) จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยาหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้มีอากาศร้อนโดยทั่วไป ในขณะที่ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ในระยะนี้ สำหรับภาคใต้มีลมตะวันออกพัดปกคลุม ทำให้ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 19 มีนาคม 2561    
Last Update : 19 มีนาคม 2561 4:03:06 น.
Counter : 63 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

นายกรัฐมนตรีสนับสนุนแต่งชุดไทยย้อนยุคไปทำงาน สร้างบรรยากาศไทยนิยม



พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสนับสนุนคนไทยนิยมไทยตามนโยบาย แต่งกายชุดไทยย้อนยุค สร้างบรรยากาศเปลี่ยนแปลง ไม่ซึมเศร้า เหงาหงอย หลังจากกระแสละครดัง'บุพเพสันนิวาส' เสริมงาน'อุ่นไอรัก คลายความหนาว' สอดคล้องรักษา สืบสาน ต่อยอด ความเป็นไทยนิยมตามนโยบายรัฐบาล

 

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ว่า นอกจากงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยแล้ว โชคดีที่มีละคร บุพเพสันนิวาส เข้ามาเสริมอย่างลงตัว เป็นละครที่ดีในเวลานี้ สอดคล้องรักษา สืบสาน ต่อยอด ความเป็นไทยนิยมตามนโยบายรัฐบาล หลายคนอาจมองว่าเป็นกระแสหรือ ลมเพ ลมพัด ไม่นานก็จางหาย แต่ตนมั่นใจว่า มันอยู่ในสายเลือดของเราทุกคน

พลเอกประยุทธ์ กล่าวต่อไปว่า "วันนี้ตนดีใจที่เห็นคนไทยไม่ได้เคอะเขินที่จะแต่งกายย้อนยุคออกจากบ้าน ไปในสถานที่ต่าง ๆ ผมอยากเห็นบรรยากาศ หรือปรากฏการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นทั่วไทย ตามโอกาสต่าง ๆ หรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งชาวต่างชาติเอง ต่างก็เห็นคุณค่าและให้ความชื่นชมการแสดงออกลักษณะนี้แล้วเราในฐานะลูกหลาน ก็ควรได้ตระหนักและ ช่วยกันอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติให้กับลูกหลานของเราสืบไป อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะทำ"

"ในส่วนของรัฐบาลเอง วันอังคารเราแต่งชุดผ้าไทยอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้ห้าม ถ้าใครจะแต่ชุดไทยย้อนยุคเข้ามาประชุม หรือข้าราชการจะแต่งชุดไทยย้อนยุคมาทำงานก็ได้ ผมก็อยากเห็นหลากหลาย แพร่ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา หรือสถานการทำงานของเอกชน ธุรกิจต่าง ๆ ถ้าแต่งชุดเหล่านี้มาทำงาน ก็ดูน่าสนใจดี แล้วก็ดูทุกคนก็มีบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลง ไม่ซึมเศร้า เหงาหงอย แต่ข้อสำคัญก็คืออย่าไปบังคับ" พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี กล่าว 

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 17 มีนาคม 2561    
Last Update : 17 มีนาคม 2561 5:42:59 น.
Counter : 69 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แพทย์เตือนรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทผิดวิธีถึงขั้นพิการ



อธิบดีกรมการแพทย์เผยสัญญาณเตือนโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท หากพบอาการปวดหลังมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปให้รีบพบแพทย์ เพราะหากรักษาผิดวิธีอาจทำให้พิการได้

 

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท คือ ภาวะเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากอายุที่มากขึ้นและการเสื่อมสภาพของร่างกาย การยกของหนัก การสูบบุหรี่ ตลอดจนอุบัติเหตุกระแทกบริเวณกระดูกสันหลังบ่อยๆ ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น จากการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการทรุดตัวของโครงสร้างกระดูกตามไปด้วย ร่างกายจะมีการตอบสนองโดยการสร้างกระดูกงอก หรือหินปูนขึ้นมาเพื่อต้านการทรุดตัว

แต่โดยปกติแล้วกระดูกงอก ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่บางรายเกิดกระดูกสันหลัง ทับเส้นประสาทและทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาทของร่างกายได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงาน ช่วงอายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี สาเหตุอาจมาจากการทำงานที่เคร่งเครียด ไม่มีการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้าและเสื่อมสภาพลงไป โดยผู้ป่วยจะมีอาการ คือ ปวดหลังเป็นๆ หายๆ เป็นเวลานานมากกว่า 2 สัปดาห์ ขึ้นไป ปวดขาตั้งแต่บริเวณสะโพกร้าวไปบริเวณน่อง เท้าซึ่งจะปวดมากเวลาเดิน ต้องหยุดเดินเป็นระยะๆ อาการปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างถือเป็นอาการเด่นของโรค ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เดินและควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ อาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหลังร้าวลงขา ควรพบแพทย์เฉพาะทาง ห้ามรักษาด้วยวิธีที่ไม่มีผลวิจัยทางการแพทย์ยืนยันเพราะอาจทำให้เกิดภาวะเรื้อรังซึ่งส่วนใหญ่โรคนี้สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง จะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจมีการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแพทย์จะผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยลดอาการเกร็งและบิดตัวของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 16 มีนาคม 2561    
Last Update : 16 มีนาคม 2561 9:28:32 น.
Counter : 21 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. โดย ภัทระ คำพิทักษ์



ภัทระ คำพิทักษ์ หนึ่งในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว I-Mong Pattara Khumphitak ในประเด็น'อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่างพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ' เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่ออายุพลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไป โดย“ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”ไว้อย่างน่าศึกษา

 

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เขียนบทเฉพาะกาลมาตรา 178 ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ....โดยยกเว้นคุณสมบัติและ”ลักษณะต้องห้ามสองประการเพื่อให้คนสองคน คือ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปได้นั้น “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่า เป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร

อย่างไรก็ดีในฐานะที่เป็นผู้ลุกขึ้นท้วงติงในสภาว่า การเขียนกฏหมายแบบนี้ มันไม่ถูกต้องและน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ การออกกฏหมายไปยกเว้นลักษณะต้องห้ามในรัฐธรรมนูญ นั้นทำไม่ได้ รวมทั้งเหตุผลอีกหลายประการตามที่ปรากฏในคลิปนี้

ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่มีความเห็นร่วมกันว่า การเขียนกฏหมายแบบลูกฆ่าแม่ เอาบทบัญญัติของกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปยกเว้นรัฐธรรมนูญนั้นทำไม่ได้แต่ก็ต้องทำใจว่า แม้จะถ่องแท้แก่ใจว่า เจตนารมณ์ที่เขียนไปกับมือนั้นคืออะไร แต่อำนาจในการวินิจฉัยเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ของกรธ.

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวผมเองจะไม่ใช่นักกฏหมายแต่บังเอิญมีชีวิตที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับการตรากฏหมายหลายครั้งหลายหน รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญในคราวนี้ ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ตัวเองก็ดี กรธ.ก็ดีและที่ปรึกษากรธ.โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยตรงเพราะเป็นตัวแทนของกรธ.ที่มาร่วมเป็นกรรมาธิการฯด้วยคือ อาจารย์วิชา มหาคุณ และอาจารย์เจษฏ์ โทณะวณิก ก็ดี ได้พากันทำในสิ่งที่คนตรากฏหมายพึงกระทำแล้ว

ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า คราใดก็ตามถ้าได้หวนกลับไประลึกถึงเรื่องราวในหนหลัง หรือจะสอบทานต้วเองด้วยการทบทวนพระราชดำรัสของในหลวง หรือผู้รู้ผู้ชำนาญที่เป็นที่เคารพนับถือในทางกฏหมายขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะได้คำตอบชัดเจนแก่ตัวเองว่า เมื่อยามที่มีโอกาสทำงานให้แก่ส่วนรวมในเรื่องนี้ เราได้ทำไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยมโนธรรมสำนึก ด้วยความสำนึกรับผิดชอบ และด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา ฯลฯ หรือไม่ และทำไปอย่างเต็มกำลังหรือไม่

แม้ผลจะไม่ออกมาอย่างที่คาดหวังแต่เมื่ออ่านพระราชดำรัสเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายดังเช่นที่ปรากฏนี้แล้ว ผมก็ยังแน่ใจในสิ่งที่ทำมา สิ่งที่พูดออกไปและจะไม่ท้อถอยที่ทำในสิ่งที่ควร ตามกำลังต่อไป

“...กฏหมายทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรง หรือธำรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่ เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นๆจริงๆแล้ว ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิด ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฏหมายก็จะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันทีและกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง

ผู้ที่ตัองการใช้กฏหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฏหมายแต่ละฉบับเอาไว้ให้แน่วแน่เสมอไปอย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมทั้งต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของกฏหมายไว้โดยรอบคอบ เคร่งครัดเสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฏหมายไทยถึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือ ยกย่องอยู่โดยตลอดได้”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 19 กรกฎาคม 2520

“...จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้กฏหมายต้องสำนึกตระหนักในความรับผิดชอบของตนเองอยู่ตลอดเวลา ในอันที่จะใช้กฏหมายเพื่อธำรงรักษาและผดุงความยุติธรรมถูกต้องเพียงอย่างเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นๆ ในขณะนี้ ทุกคนตัองทำใจให้หนักแน่นเที่ยงตรงปราศจากอคติ ให้กล้าแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม ให้สุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยสติและปัญญา ที่จะตรวจตราและพินิจพิจารณาหาทางที่จะใช้ตัวบทกฏหมายให้ได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ให้เกิดความถูกต้องเที่ยงตรงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ยอมปล่อยให้มีผู้อาศัยข้อบกพร่องของกฏหมาย เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นในทางไม่เป็นธรรมได้ ทั้งต้องดำรงตนให้เป็นที่พึ่งของสุจริตชนด้วยเสมอ นักกฏหมายจึงจะสามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายและความผาสุกสงบของบ้านเมืองไว้ได้...”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2523

“...กฎหมายไม่ว่าประเทศไหนมีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ กฎหมายนั้นก็ลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี แปลความให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในทางปฏิบัติ มันก็ไม่ดี พอเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นทั้งศาสตร์ เป็นทั้งศิลป์ เรื่องกระบวนการยุติธรรมเนี่ย แต่ถ้าหากตระหนักถึงความถูกต้อง หรือพูดง่ายๆความสุขของส่วนรวม ความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศชาติ ก็จะไปในทางที่ถูก ก็จะอ่านกฎหมาย หรืออำนวยการยุติธรรมได้อย่างไม่ผิด ผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ก็เป็นคน มีอารมณ์ แต่ถ้าเผื่อทบทวนศีลธรรม หรือจรรยาบรรณของผู้พิพากษาไว้ ก็จะไม่ออกนอกกรอบที่ผิด ท่านทั้งหลายได้เรียนมา ได้ศึกษามา และได้เรียนรู้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันเดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็คงจะรู้แล้วอะไรไปในทางที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้อง และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง"

พระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 10 แก่คณะผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ซึ่งเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 12 มีนาคม 2561    
Last Update : 12 มีนาคม 2561 4:42:37 น.
Counter : 24 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.