AI ถูกยกระดับเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ!!! : โดยพ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิ



ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเทคโนโลยีที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งมีศักยภาพในการปฏิวัติการใช้ชีวิตของเรา ชีวิตการทำงาน การเรียนรู้ การค้นพบความรู้ใหม่และการสื่อสาร ดังนั้นการวิจัยเกี่ยวกับ AI จึงเป็นความสำคัญระดับชาติรวมถึงเพิ่มความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เปิดโอกาสทางการศึกษาและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงสามารถสร้างความมั่นคงปลอดภัยระดับชาติให้สูงขึ้นได้ จากประโยชน์และข้อดีเหล่านี้ รัฐบาลสหรัฐจึงได้ลงทุนในการวิจัยเกี่ยวกับ AI มาเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับเทคโนโลยีสำคัญๆ ที่รัฐบาลให้ความสนใจซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ก็ยังมีข้อควรพิจารณาอีกหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึงในทิศทางการวิจัยและพัฒนาโดยรวมของรัฐ


เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2016 ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นเกี่ยวกับเรื่อง Machine Learning และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือที่เรียกว่า Subcommittee on Machine Learning and Artificial intelligence ภายใต้สภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Science and Technology Council; NSTC) เพื่อช่วยประสานงานด้านกิจกรรมของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในเรื่อง AI และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2016 คณะอนุกรรมการนี้ได้ให้คำแนะนำแก่คณะอนุกรรมการด้านการวิจัยระบบเครือข่ายและเทคโนโลยีสารสนเทศและการพัฒนา (Subcommittee on Networking and Information Technology Research and Development, NITRD) เพื่อสร้างแผนยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National Artificial Intelligence R&D Strategic Plan)

แผนยุทธศาสตร์การวิจัยและการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาฉบับนี้ได้กำหนดเป้าหมายสำหรับการวิจัยเกี่ยวกับ AI ที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลกลางทั้งงานวิจัยที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาลเองตลอดจนการวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลกลางที่เกิดขึ้นภายนอกรัฐบาล เช่น ในสถาบันการศึกษา เป้าหมายสูงสุดของการวิจัยครั้งนี้คือการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกี่ยวกับ AI ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสังคมและลดผลกระทบเชิงลบของ AI

นอกเหนือจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ขณะนี้มีอีกหลายประเทศที่กำลังพิจารณาให้เทคโนโลยี AI เป็นเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ เช่น จีน, สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศ ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเสนอให้ผู้อ่านได้ศึกษาในโอกาสต่อไป

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2560 18:08:56 น.
Counter : 14 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เปิดแผนเตรียมความพร้อมพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวัง และมณฑลพิธีท้องสนามหลวง



สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชพิธีที่รัฐบาลไทยจัดขึ้นเพื่อถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ระหว่างวันที่ 25–29 ตุลาคม 2560

 

การเตรียมงานเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 โดยมีการสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระราชพิธี รวมถึงการเตรียมงานมหรสพในงานออกพระเมรุ ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่เกิน 3 เดือน ที่หน่วยงาภาครัฐได้เตรียมความพร้อมรอบพื้นที่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง และมณฑลพิธีท้องสนามหลวง 

เริ่มที่การเตรียมความพร้อมเส้นทางการเคลื่อนริ้วขบวนฯ หน่วยงานกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้เร่งปรับปรุงถนนรวมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบสนามหลวง ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเร็วกกว่าแผนงานเดิมที่กำหนดไว้ ซึ่งกทม.มั่นใจจะปรับปรุงภูมิทัศน์ทันกับหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ก่อนที่กองทัพภาคที่ 1 จะซักซ้อมริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 6 ริ้วขบวน จำนวน 4 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 กำหนดซักซ้อมในวันที่ 7 ตุลาคม 2560 ครั้งที่ 2 วันที่ 11 ตุลาคม 2560 ครั้งที่ 3 วันที่ 12 ตุลาคม 2560 และครั้งที่ 4 วันที่ 22 ตุลาคม 2560 

ทำให้กทม.ต้องรื้อถอนเต็นท์ภายในท้องสนามหลวงให้แล้วเสร็จในช่วงเดือน ก.ย.2560 เพื่อที่หน่วยงานอื่นๆ ตั้งแต่ สำนักการจราจรและขนส่ง และสำนักสิ่งแวดล้อม เข้าพื้นที่เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆ ให้ทันก่อนช่วงวันที่มีการซักซ้อมริ้วขบวน โดยเฉพาะกทม.ได้มอบหมายให้สำนักการโยธา กำหนดแผนการทำงานแบบวันต่อวัน รวมทั้งรายงานปัญหาอุปสรรคให้ปลัดกทม.ได้รับทราบทุกวัน นอกจากนี้ยังได้กำชับให้สำนักการโยธาปรับปรุงพื้นผิวถนนเส้นทางริ้วขบวนให้มีความลาดชันที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงเลี้ยวเข้าถนนสายกลางเพื่อเข้าสู่พระเมรุมาศนั้น ให้ออกแบบเพื่อให้การชักลากพระมหาพิชัยราชรถเป็นไปด้วยความสะดวก 

ทั้งนี้ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วย

ริ้วขบวนที่ 1 เชิญพระโกศทองใหญ่โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังถนนสนามไชย เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมระยะทาง 817 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที 

ริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญพระโกศทองใหญ่ จากถนนสนามไชย เข้าสู่ถนนราชดำเนินใน จากนั้น ขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่เชิญพระโกศทองใหญ่เข้าสู่ท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 

ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศเข้าสู่ราชวัติ เวียนพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ 

เวียนพระเมรุมาศครบ 3 รอบแล้ว เทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน รวมระยะทาง 260 เมตรต่อรอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที 

พระที่นั่งราเชนทรยาน เป็นพระราชยานที่ใช้ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิในขบวนพระบรมราชอิสสริยยศ ริ้วที่ 4 และริ้วที่ 5 ดังนี้ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วที่ 4 เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน จากพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วที่ 5 เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 

ส่วนขบวนกองทหารม้า ในริ้วขบวนที่ 6 ขบวนกองทหารม้า เชิญพระบรมราชสรีรางคารจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร โดยขบวนกองทหารม้า เชิญพระบรมราชสีรางคาร จากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปบรรจุ ณ สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 

ขณะที่การอบรมอาสาสมัคร รักษาความปลอดภัยและการแจ้งเหตุ รุ่นที่ 2 นั้น กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกทม. จัดอบรม อาสาสมัครรักษาความปลอดภัยและการแจ้งเหตุขึ้น เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมซึ่งเป็นอาสาสมัครที่มีจิตศรัทธาช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยงานพระราชพิธี  ได้เข้าใจแนวทางการเฝ้าระวังภัย และการแจ้งข่าวสาร รวมทั้งสามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐได้

สำหรับการอบรมครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการอบรม ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ เทศกิจ พนักงานรักษาสะอาดของกทม เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในท้องสนามหลวง อาทิ ไฟฟ้า ประปา การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป รวมจำนวน 1,135 คน โดยหลักสูตรการฝึกอบรม จะให้ความเรื่องกฎหมาย การตรวจค้นและการจับกุม การอบรมให้ความรู้ในเรื่องระเบิด การสังเกตุจดจำและแจ้งเหตุ 

ด้านระบบสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ในวันงานพระราชพิธี จะมีการถ่ายทอดสดผ่านจอแอลซีดีขนาดใหญ่ตลอดถนนราชดำเนิน โดยมีกล้องถ่ายทอดสดกว่า 100 ตัว รถถ่ายทอดสดประมาณ 18 คัน และขณะนี้ได้ดำเนินขุดวางท่อเคเบิลจากท้องสนามหลวงแล้ว เพื่อให้ประชาชนได้ชมพระราชพิธีอย่างทั่วถึง เนื่องจากในช่วงการจัดงานจะมีผู้คนจากทั่วโลกร่วมรอรับชมภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันสำคัญของชาวไทยเป็นจำนวนมาก

ทั้งหมดจึงเป็นการเตรียมความพร้อมพระราชพิธีครั้งสำคัญของคนไทย เพื่อให้การจัดพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย งดงาม สมพระเกียรติพระองค์ท่านไว้สูงสุด


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2560 13:13:57 น.
Counter : 25 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

5 สัญญาณ'โรคหัวใจ' รู้ไว้ก่อนปลอดภัยต่อชีวิต โดย มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์



โรคหลายชนิดจะส่งสัญญาณให้เรารู้ตัวก่อนเกิดอาการรุนแรง ถ้ารักษาได้ทันเวลา ก็จะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้

 

สำหรับโรคหัวใจแล้ว หลังส่งสัญญาณแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็อาจมีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นเรามา รู้จักสัญญาณของโรคหัวใจเบื้องต้นกันดีกว่า

1. อาการแน่นหน้าอกตรงกลาง หรือจุกใต้ลิ้นปี่ร้าวไปถึงไหล่ คอสะบักหลัง คอหอย หรือกราม

รู้สึกเจ็บหรือแน่นบริเวณกลางหน้าอกเหมือนมีอะไรหนักๆ กดทับไว้ หลายคนบรรยายว่าเป็นอาการที่“เจ็บหน้าอกที่สุดในชีวิต”บางคนเจ็บจนร้าวไปตามต้นแขน ไหล่คอ สะบักหลัง คอหอย หรือกรามอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เนื่องจากมีไขมันอุดตันในหลอดเลือด ดังนั้นต้องรีบไปพบแพทย์ด่วนที่สุด มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้ทันทีในรายที่หลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน และมีภาวะหัวใจหยุดเต้น

2. อาการใจสั่น หัวใจเต้นรัว หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ

ปกติหัวใจคนเราจะเต้นประมาณ 70–110 ครั้งต่อนาทีขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพ คนที่อายุมากขึ้นหัวใจจะเต้นช้าลง และในคนที่อายุเท่ากันนั้น ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หัวใจจะเต้นช้ากว่าผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกายเมื่อเกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะแพทย์จะวิเคราะห์ว่าเป็นแบบใด เช่น หากเป็นการเต้นแทรกธรรมดาจากหัวใจห้องบนหรือห้องล่าง แต่ตรวจแล้วไม่พบสัญญาณของหลอดเลือดอุดตันหรือ หัวใจอ่อนแรงก็ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเป็น“หัวใจเต้นพลิ้ว” หรือ “Atrial Fibrillation”อาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ กล่าวคือ ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และอัมพฤกษ์อัมพาตได้

3. อาการเป็นลมหมดสติ

อาการเป็นลมหมดสติชั่วคราวเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคหัวใจ โดยเฉพาะกรณีที่หัวใจเต้นช้าเกินไป หรือมีจังหวะหยุดนานเกินกว่า 3 วินาที ทำให้เป็นลมหมดสติชั่วคราวแต่ฟื้นได้เองเมื่อหัวใจเริ่มเต้นเป็นปกติมักพบในผู้สูงอายุ เกิดจากความเสื่อมสภาพของจุดกำเนิดไฟฟ้าในห้องหัวใจ ที่เรียกว่ากลุ่มอาการ Sick Sinus Syndrome (SSS)

อาการคือหัวใจมีการเต้นช้า เร็วสลับกัน หรือมีภาวะหัวใจหยุดเต้นประมาณ 3 วินาที ทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลม ซึ่งเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอในช่วงเวลานั้น อาการเช่นนี้หากไม่ได้รับการช่วยชีวิตอย่างทันท่วงทีอาจถึงแก่ความตายได้

4. อาการเจ็บหน้าอกคล้ายถูกมีดแทงหรือมีอาการเจ็บแปลบๆ

อาจเป็นสัญญาณจากเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โดยอาการจะดีขึ้นในท่านั่งและเอนตัวไปข้างหน้า แต่จะเจ็บขึ้นถ้านอนหรือหายใจเข้าแรงๆ

ส่วนอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากการปริของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่จะ รุนแรงกว่า เพราะมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อภายในจึงอาจเจ็บทะลุไปจนถึงด้านหลังได้และทำให้เสียชีวิตได้

5. อาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้

อาจมีอาการนอนไม่หลับหรือตื่นขึ้นมาไอและหอบตอนกลางคืน ซึ่งส่วนใหญ่จะพบว่าเมื่อนอนหลับไปแล้ว 3–4 ชั่วโมง จะตื่นขึ้นมาเนื่องจากมีอาการแน่นหน้าอก ต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจแรงๆ หรือมีอาการไอเป็นชุด หลายครั้งจึงจะหลับได้ หรือจะดีขึ้นเมื่อนอนหัวสูง ใช้หมอนหลายใบ

อาการเช่นนี้เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหอบหืด สาเหตุเป็นจากโรคหัวใจหลายชนิด เช่น ลิ้นหัวใจรั่วลิ้นหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจพิการ กล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายล่างบีบตัวอ่อนจากกล้ามเนื้อหัวใจตาย ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ รวมทั้งบางรายเกิดจากโรคหอบหืด หลอดลมตีบ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นคร่าวๆเป็นแนวทางให้ผู้อ่านรู้จักการดูแลตัวเอง และผู้ใกล้ชิดซึ่งรายละเอียดของแต่ละอาการนั้น เราจะเจาะลึกในบทความต่อๆ ไป ถ้ามีอาการดังกล่าว หรือไม่แน่ใจ ให้ไปปรึกษา และตรวจรักษากับอายุรแพทย์ หรืออายุรแพทย์โรคหัวใจ


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2560 19:53:50 น.
Counter : 14 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'อุรุกวัย'เริ่มขายกัญชาถูกกฎหมายเป็นที่แรกในโลก



'อุรุกวัย'เป็นประเทศแรกในโลกที่มีกฎหมายรับรองการขายกัญชา แต่การซื้อขายยังคงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดของรัฐบาล

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย ว่า ร้านจำหน่ายยา 16 แห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตจำหน่ายกัญชาจากรัฐบาลอุรุกวัย เริ่มการจำหน่ายกัญชาให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังกฎหมายซึ่งผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเมื่อปี 2556 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุญาตให้มีการซื้อขายกัญชาเพื่อการสันทนาการ "ภายใต้การควบคุมของรัฐ"

ทั้งนี้ พลเมืองอุรุกวัยที่จะสามารถซื้อหากัญชาได้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และต้องลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนอย่างละเอียดพร้อมประทับรอยนิ้วมือ ผู้บริโภคสามารถซื้อกัญชาที่มีให้เลือก 2 ประเภท คือ"แอลฟา วัน" และ "เบต้า วัน" สูงสุดไม่เกิน 10 กรัมต่อสัปดาห์ และต้องไม่เกินเดือนละ 40 กรัม ส่วนราคาจำหน่ายกัญชาให้เป็นตามมาตรฐานเดียวกันตามข้อกำหนดของรัฐบาล คือ 1 ชุดมี 5 กรัม ราคา 187 เปโซอุรุกวัย ( ราว 227.50 บาท )

ขณะที่รายงานของสถาบันกำกับและควบคุมกัญชาแห่งชาติของอุรุกวัย ( ไออาร์ซีซี ) แสดงความหวังว่าการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถซื้อหากัญชาได้อย่างเสรีมากขึ้น จะช่วยลดอัตราการค้ายาเสพติดในประเทศ เนื่องจากกฎหมายยังอนุญาตให้ประชาชนสามารถปลูกต้นกัญชาได้เองภายในเคหะสถานด้วย แต่ต้องเป็นสายพันธุ์ตามที่รัฐบาลกำหนด โดยสามารถปลูกได้สูงสุด 6 ต้น และหากต้องการนำผลผลิตที่ได้มาเสพนอกเขตที่อยู่อาศัย ต้องเสพในบริเวณที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น คือใช้พื้นที่เดียวกับเขตสูบบุหรี่ในร้านอาหาร ป้ายรถประจำทาง และห้องสูบบุหรี่ตามสถานีรถไฟ ห้ามสูบในสถานที่ราชการโรงพยาบาล บริษัทและห้างร้านเด็ดขาด


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2560 15:08:23 น.
Counter : 12 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'อสมท.'ยันใช้คลื่น 2600 ประกอบธุรกิจ



อสมท.ยืนยันยังมีความจำเป็นต้องใช้งานคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ตซ ประกอบธุรกิจและไม่มีนโยบายคืนคลื่นความถี่ในขณะนี้

 

นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้รับเชิญจากนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เข้าหารือนโยบายของ กสทช. ที่ต้องการเรียกคืนคลื่นความถี่2600 เมกะเฮิร์ตซ ของ อสมท บางส่วนไปประมูล โดย อสมท จะพิจารณาถึงความเหมาะสมและความยุติธรรมต่อทั้งอสมท ผู้ถือหุ้น และคู่สัญญา

อสมท มีนโยบายชัดเจน ในการใช้งานคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิร์ตซ เพื่อกิจการสื่อสารมวลชนตามสิทธิที่ได้รับมาจากมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2532 มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาได้นำไปให้บริการโทรทัศน์บอกรับเป็นสมาชิกเป็นหลัก แต่มีการติดขัดบ้างในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกรอบกฎหมาย

โดย อสมท ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้ให้ความร่วมมือในการประสานงานกับ กสทช. มาโดยตลอด ยืนยันว่าคลื่น 2600 เมกะเฮิร์ตซ เป็นคลื่นหลักที่มีความสำคัญต่อธุรกิจในอนาคตของ อสมท ซึ่งตนได้เคยนำเสนอในที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปแล้ว และจะรักษาประโยชน์ของผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด ถึงแม้จะต้องทำตามนโยบายของรัฐก็ตาม

“หาก กสทช.เรียกคืนคลื่นของ อสมท เราก็จะพิจารณาเพื่อประโยชน์ของประเทศตามนโยบายของรัฐและในขณะเดียวกัน อสมท ก็เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผมในฐานะผู้บริหารของบริษัทก็ต้องทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ผู้ถือหุ้นให้ได้มากที่สุด"

ดังนั้นถ้า กสทช. เรียกคืนคลื่น 2600 ซึ่งเป็นคลื่นหลักของ อสมท ไปบางส่วน กสทช. ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นให้กับ อสมท ผู้ถือหุ้น และคู่สัญญาของเราอย่างเหมาะสม ซึ่งได้แจ้งต่อเลขาธิการ กสทช. ในตอนที่ประชุมร่วมกันไปแล้วว่า หากไม่เป็นตามนั้น อสมท และคู่สัญญา ก็คงต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างถึงที่สุดเช่นกัน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2560 12:10:34 น.
Counter : 8 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.