รื้อย้ายบ้าน'ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา' รุกล้ำคลองลาดพร้าว คาด 8 ส.ค.นี้แล้วเสร็จ 90%



กทม.รื้อย้าย'ชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา' รุกล้ำคลองลาดพร้าว เร่งเจรจาชาวบ้านเปิดทางสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว ยาว 45.3 กม.

 

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวความยาวทั้งหมดประมาณ 45.3 กม. จะครอบคลุมพื้นที่ 8 เขต ขณะนี้โครงการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวสามารถตอกเสาเข็มได้ทั้งหมดประมาณ 10,000 ต้น หรือประมาณ 18%อย่างไรก็ตาม มีบ้านเรือนประชาชนที่รุกล้ำ คลองลาดพร้าวอยู่รวมแล้วประมาณ 6,170 ราย ซึ่งแยกเป็นส่วนที่อยู่ในแนวเขื่อนคลองลาดพร้าวประมาณ 3,000 กว่าราย ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณ 2,600 รายได้ยินยอมที่จะรื้อย้ายออกไป ส่วนการรื้อย้ายบ้านจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกทม. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมธนารักษ์ ซึ่งในพื้นที่เขตบางเขนมีบ้านเรือนรุกล้ำแนวเขื่อนคลองลาดพร้าว 463 ราย จากการรายงานของเขตบางเขนมีบ้านที่รุกล้ำ จำนวน 332 ราย ที่พร้อมจะเข้าโครงการบ้านมั่นคง ส่วนในพื้นที่ของชุมชนรุ่นใหม่พัฒนา มีบ้านรุกล้ำทั้งหมด 210 หลังคาเรือน

"การรื้อย้ายได้มีโครงการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 เฟส ในเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ขณะนี้ได้รื้อย้ายไปแล้วประมาณ 110 หลังคาเรือน คาดว่าภายในวันที่ 8 ..2560 จะสามารถรื้อย้ายบ้านได้ 90% ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างบ้านมั่นคง ที่จะเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับผู้ที่ต้องรื้อย้ายออกนั้น ในเฟสที่ 1 และเฟสที่ 2 ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก ส่วนพื้นที่ในเฟสที่ 3 และเฟสที่ 4 ขณะนี้มีประชาชนที่ยินยอมรื้อย้ายออกไปบ้างแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ทหารและเขตบางเขนได้เข้ามาช่วยเหลือในการรื้อย้าย เนื่องจากประชาชนเห็นความสำคัญของการรื้อย้าย รวมทั้งได้ทำการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมาทำให้เกิดความเป็นอยู่ดีขึ้น"นายจักกพันธุ์ กล่าว

นายจักกพันธุ์ กล่วด้วยว่า ทั้งนี้ สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รุกล้ำการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าวขณะนี้จะเน้นพูดคุยการสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญในการก่อสร้างเขื่อนและยินยอมรื้อย้ายออกไป ซึ่งเขตบางเขนได้ลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ให้ทราบถึงความจำเป็นและความสำคัญ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการพูดคุย รวมถึงให้ความช่วยเหลือกับประชาชนทุกเวลาที่ต้องการย้ายออก โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทหารและเขตบางเขนช่วยดำเนินการรื้อย้ายให้ สำหรับคลองลาดพร้าวมีความลึกอยู่ที่ประมาณ 4 . แต่จากการรุกล้ำพื้นที่ ทำให้ความลึกของคลองมีระยะไม่เกิน 2 .ทำให้คลองลาดพร้าวไม่สามารถรองรับน้ำได้เกือบครึ่งหนึ่ง หากสามารถย้ายบ้านเรือนที่รุกล้ำคลองลาดพร้าวกว่า 6,000 หลังคาเรือนได้นั้น จะทำให้สามารถขุดลอกคลองได้ในระดับ 4 . รองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่คลองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 4:33:22 น.
Counter : 89 Pageviews.  

'กรุงเทพโพลล์' สำรวจก้าวปีที่ 4 คสช. ปชช.ให้ 5.38 คะแนนเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย



กรุงเทพโพลล์ สำรวจเสียงปชช.ก้าวสู่ปีที่ 4 การบริหารประเทศรัฐบาลคสช. ประชาชนยังเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยเพิ่มขึ้น 5.38 คะแนน จากเดิม 4.99 คะแนน ยกแก้ปัญหาทุจริต-กระบวนการยุติธรรม-การบังคับใช้กฎหมาย มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมากที่สุด

 

'กรุงเทพโพลล์' โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ความเชื่อมั่นประเทศไทย กับการก้าวสู่ปีที่ 4 ของ คสชโดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,127 คน พบว่า ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยเฉลี่ยในภาพรวม5.38 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 0.39คะแนน โดยมีความเชื่อมั่นด้านการเมืองมากที่สุด (5.67 คะแนน) รองลงมา คือ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (5.58 คะแนน) และด้านเศรษฐกิจ (4.89 คะแนน)

เมื่อแยกพิจารณาจากด้านที่ได้ความเชื่อมั่นมากที่สุดไปน้อยที่สุด พบว่า ความเชื่อมั่นด้านการเมืองในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 5.67 คะแนน เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 0.55 คะแนน (5.12 คะแนน) โดยตัวชี้วัดด้านการเมืองที่ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นมากที่สุดคือ ด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น(5.92 คะแนน) ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ด้านการปฏิรูปการเมืองและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย (5.43 คะแนน)

ส่วนความเชื่อมั่นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 5.58 คะแนน เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 0.80 คะแนน (4.78 คะแนน) โดยตัวชี้วัดด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (6.08 คะแนน) ส่วนด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (5.01 คะแนน)

สำหรับความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 4.89 คะแนน ลดลงจากผลสำรวจครั้งก่อน0.18 คะแนน (5.07 คะแนน) โดยตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน (5.57 คะแนน) ส่วนด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ด้านสถานะทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ (4.01 คะแนน)


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2560 23:37:54 น.
Counter : 70 Pageviews.  

ยืนยันสูบบุหรี่ไฟฟ้านำไปสู่การสูบบุหรี่ธรรมดา โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ภาคอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาส



วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะพ่นควันออกมาให้เป็นรูปวงกลมเหมือนวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ การเรียนรู้เพื่อจะสูบบุหรี่ไฟฟ้า จึงเป็นการเรียนรู้เดียวกันทำให้การเปลี่ยนจากสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปสูบบุหรี่ธรรมดาเป็นไปได้ง่าย

 

รายงานทบทวนวรรณกรรมล่าสุดที่พบว่า เยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า นำไปสู่การริเริ่มการสูบบุหรี่ธรรมดามากกว่าเยาวชนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้า เกือบ 4 เท่าตัว

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวเผยแพร่ในวารสาร JAMA Pediatrics วันที่ 26 มิถุนายน 2560 โดย ดร.ซาเมียร์ โซนจิ จากคณะแพทย์ศาสตร์ดาร์ทเมาธ์ ไกเซล รัฐนิวแฮมเชียร์ ด้วยโจทย์วิจัยที่ต้องการทราบความสัมพันธ์ของการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับการสูบบุหรี่ธรรมดาในเยาวชน โดยทำการวิเคราะห์รายงานวิจัย 9 ชิ้น ที่มีการติดตามระยะยาวในเยาวชนรวม 17,389 ราย อายุระหว่าง 14 ถึง 30 ปี

ร้อยละ 56.0 ของตัวอย่างเป็นผู้หญิง พบว่า อัตราการเริ่มสูบบุหรี่ธรรมดา ในคนที่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเท่ากับ30.4% เปรียบเทียบกับ 7.9% ในคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า

นั่นคือเยาวชนที่เริ่มต้นจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า การติดตามต่อมาพบว่ากลายเป็นผู้เริ่มสูบบุหรี่ มากกว่าผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้าแล้วกลายเป็นผู้สูบบุหรี่ถึงเกือบ 4 เท่าตัว

คณะผู้วิจัยวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่การสูบบุหรี่ไฟฟ้า นำไปสู่การสูบบุหรี่ธรรมดาว่า

ข้อแรก การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีขั้นตอนทางพฤติกรรมเหมือนกับการสูบบุหรี่ธรรมดา คือการเคลื่อนไหวโดยการใช้มือนำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าปาก เกิดการสูบเข้าสู่ปอดและหายใจออก เป็นทักษะเดียวกัน

ตัวอย่างคือ วัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าสามารถที่จะพ่นควันออกมาให้เป็นรูปวงกลมเหมือนกับวัยรุ่นที่สูบบุหรี่การเรียนรู้เพื่อจะสูบบุหรี่ไฟฟ้า จึงเป็นการเรียนรู้เดียวกันกับการสูบบุหรี่ และทำให้การเปลี่ยนจากสูบบุหรี่ไฟฟ้าไปสูบบุหรี่ธรรมดาเป็นไปได้ง่าย

ประการต่อมาคือเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจจะเกิดการติดนิโคตินได้ง่าย เนื่องจากนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในรูปแบบเดียวกับที่มีในบุหรี่ธรรมดา ถูกดูดซึมผ่านปอดไปยังส่วนต่าง ของร่างกายได้อย่างรวดเร็วทำให้เยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความโน้มเอียงที่จะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ธรรมดาได้ เพื่อสนองความต้องการนิโคตินที่น่าพึงพอใจกว่า เนื่องจากการตรวจสอบน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า

หลาย ตัวอย่าง พบมีความเข้มข้นของนิโคตินที่แตกต่างกัน คนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินระดับต่ำ จึงมีแนวโน้มที่จะหันไปสูบบุหรี่ธรรมดาที่ทำให้ร่างกายได้รับนิโคตินมากขึ้น และการสูบบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้เยาวชนไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนที่สูบบุหรี่ธรรมดาง่ายขึ้น จนเกิดการเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ธรรมดาในที่สุด

ผู้วิจัยสรุปว่า ปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในด้านสาธารณสุขคือ อาจทำให้อัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชนชะลอการลดลง หรือกลับมีอัตราสูงขึ้นก็ได้ ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และให้มีมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2560 20:27:56 น.
Counter : 199 Pageviews.  

ผบ.ตร.ชื่นชมดาบตำรวจ เกลี้ยกล่อมชายใช้มีดจี้ตัวเองบนโรงพัก



ผบ.ตร.มอบเกียรติบัตรให้ดาบตำรวจอนิรุธ เกลี้ยกล่อมชายจี้คอตัวเองบนโรงพัก เจ้าตัวปลื้มได้ช่วยชีวิตคน

 

ภายหลังจากที่มีภาพปรากฏบนสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเป็นภาพขณะดาบตำรวจอนิรุธ มะลี ผู้บังคับหมู่งานสืบสวน สน.ห้วยขวาง เข้าเกลี้ยกล่อม ชายที่ใช้อาวุธมีดจี้คอตัวเอง จนยอมวางมีด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้มียอดผู้ชมในโซเชียลทั่วโลกมากเกือบ 100 ล้านวิว พร้อมกับคอมเม้นชื่นชมการทำงาน วันนี้พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ ให้แก่ดาบตำรวจอนิรุต เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

ดาบตำรวจอนิรุธ กล่าวภายหลังการรับมอบเกียรติบัตรว่า เหตุการณ์ในวันนั้นตนเองกลับมาเจอชายคนหนึ่งพยายามใช้มีดจี้คอตัวเอง ตนจึงเข้าเกลี้ยกล่อม จนทราบสาเหตุว่าเกิดจากการเครียดที่ถูกโกงเงินค่าแรงและโดนขโมยกีต้าร์ ซึ่งตนได้เข้าพูดคุยจนชายคนนี้รู้สึกผ่อนคลาย จึงขอมีดที่ใช้จี้คออยู่เพื่อแลกกับกีตาร์ ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวสงบลงได้

"รู้สึกดีใจที่ได้ช่วยชีวิตคน แต่การช่วยเหลือและทำให้ประชาชนมีความสุข ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้วนอกจากนี้ดาบตำรวจอนิรุตยังเคยได้รับการอบรมทักษะการเกลี้ยกล่อม และเคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว ทำให้มีประสบการณ์"ดาบตำรวจอนิรุธ กล่าว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2560 13:47:49 น.
Counter : 92 Pageviews.  

รถไฟไทย-จีน จะคุ้มไม่คุ้ม ดูตรงไหน? โดย อาร์ม ตั้งนิรันดร คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ



เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ที่สถานีรถไฟเชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ตัวแทนรัฐบาลไทย และตัวแทนรัฐบาลจีน ได้ทำสัญลักษณ์การเริ่มต้นโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน โดยมีการปักธงชาติของทั้ง 2 ประเทศ บนแท่นคล้ายรางรถไฟ

 

รัฐบาล คสช. ประกาศขับเคลื่อนขบวนรถไฟไทย-จีนด้วยมาตรา 44 เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ความเร็ว250 กม. ต่อชั่วโมง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ด้วยงบลงทุน 170,000 ล้านบาท โดยฝ่ายไทยจะเป็นฝ่ายลงทุนเอง 100

รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการด้วยความเร็วสูงสมชื่อ ข่าวว่าจะเปิดขายซองประกวดราคาภายในเดือนกรกฎาคม .. 2560 และจะเริ่มก่อสร้างให้ได้ในเดือนกันยายน .. 2560

ในบทความนี้ ผมอยากชวนคิด 2 ประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ได้แก่

  • 1.เพราะเหตุใดไทยจึงลงทุน 100% โดยที่จีนไม่เข้าร่วมลงทุน?
  • 2.เงื่อนไขความสำเร็จ (และความล้มเหลว) ของโครงการรถไฟไทย-จีนคืออะไร?

เพราะเหตุใดไทยจึงลงทุนเอง 100%?

ปริศนาแรกที่หลายคนสงสัยก็คือ เพราะเหตุใดฝ่ายไทยจึงประกาศลงทุนเองทั้งหมด 100% โดยที่ไม่มีฝ่ายจีนเข้าร่วมลงทุน

ในช่วงเริ่มต้นของการเจรจา ฝ่ายจีนได้เสนอเงินกู้เชิงพาณิชย์ให้แก่ฝ่ายไทยเพื่อใช้ในการลงทุนโครงการ แต่ฝ่ายไทยเกรงว่าการกู้เงินสกุลหยวนมีความเสี่ยงเพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาระงบประมาณในอนาคต ฝ่ายไทยจึงเสนอให้จีนเข้าร่วมลงทุนกับไทย

ฝ่ายไทยค่อนข้างกลับไปกลับมาในเรื่องสัดส่วนที่จะขอให้จีนร่วมลงทุน โดยเริ่มตั้งแต่รูปแบบขอให้จีนร่วมลงทุน 49% (สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์) จนมาในสมัยรัฐบาล คสช. เปลี่ยนเป็นขอให้จีนลงทุนในสัดส่วน 40% (เดือนมีนาคม .. 2558) ต่อมาเจรจาขอเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% (กันยายน 2558) และเจรจาขอให้จีนเพิ่มเป็น 70% (มกราคม .. 2559) ซึ่งจีนได้ปฏิเสธ เพราะเห็นว่าสัดส่วนสูงเกินไป

จนเมื่อเดือนมีนาคม .. 2559 นายกฯ ประยุทธ์ ประกาศว่าไทยจะลงทุนเอง 100% โดยจะเริ่มสร้างเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งเป็นเฟสแรกก่อน แทนที่จะสร้างต่อไปถึงหนองคาย ซึ่งเป็นแผนโครงการที่สมบูรณ์ และจะสามารถเชื่อมไปถึงลาวและจีนได้ในอนาคต

ในเรื่องการร่วมทุน ความเห็นของผู้เกี่ยวข้องฝ่ายไทยแบ่งเป็นเป็นสองฝ่าย โดยฝ่ายแรก ต้องการให้จีนลงทุนในสัดส่วนที่สูง เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง เพราะโครงการไม่คุ้มค่าในด้านการเงิน (ไม่มีทางที่ค่าตั๋วจะคุ้มทุนก่อสร้าง) ทั้งยังมองว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับฝ่ายจีน และสอดรับกับยุทธศาสตร์ของประเทศจีนที่ต้องการเชื่อมต่อจีนตอนใต้ลงมาที่ลาวและไทย

ส่วนอีกฝ่ายกลับมองว่า ไทยควรต้องยืนหยัดลงทุนในสัดส่วนที่สูงกว่า เพื่อจะได้มีสิทธิบริหารจัดการโครงการอย่างเต็มที่ และป้องกันคำครหาว่าไทยยกประโยชน์ให้แก่จีน นอกจากนั้น ยังมีหลายฝ่ายมองว่าไทยมีศักยภาพทางการคลังเพียงพอที่จะลงทุนเองทั้งหมดด้วยซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาจีน

ส่วนฝ่ายจีนมักแสดงจุดยืนว่ายินดีร่วมลงทุนกับฝ่ายไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้ฝ่ายจีนลงทุนในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก เพราะทางจีนเองก็ทราบดีว่าโครงการนี้ไม่มีความคุ้มค่าทางด้านการเงิน แต่หากสามารถพัฒนาพื้นที่รอบเส้นทางได้ดี ก็อาจมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นถ้าต้องการให้ทางจีนร่วมลงทุน จีนก็จะขอเจรจาเพื่อผูกเงื่อนไขกับฝ่ายไทยหลายเรื่อง เช่น ต้องใช้ผู้รับเหมาชาวจีนบางส่วนต้องจัดการแบ่งประโยชน์การพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีให้แก่จีน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการเจรจา

ความเข้าใจของบางฝ่ายที่ว่า ฝ่ายจีนมีความต้องการโครงการนี้อย่างแรงกล้า และจีนน่าจะพร้อมลงทุนในสัดส่วนที่สูง จึงไม่น่าถูกต้องนัก เพราะจีนยุคใหม่เป็นชาติพ่อค้า มากกว่าชาติเจ้าอาณานิคมที่ต้องการแผ่อิทธิพล (แบบที่เราอาจเคยมองสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น) สำหรับจีนแล้ว โครงการนี้ก็เป็นการทำธุรกิจอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ จีนได้ขายเทคโนโลยีรถไฟจีนให้แก่ไทยส่วนถ้าจะให้จีนมาร่วมลงขันด้วย แม้ข้อดีคือไทยจะลดความเสี่ยงของการขาดทุนลง แต่ก็ต้องยอมให้ประโยชน์แก่จีนในเรื่องต่างๆ มากขึ้นด้วย

ตลอดเวลาที่เจรจา หลายฝ่ายมักคาดว่า สุดท้ายโครงการนี้น่าจะเป็นลักษณะร่วมทุน โดยฝ่ายไทยและจีนจะต้องตกลงสัดส่วนกัน แต่ในที่สุด โดยที่ไม่มีใครแน่ใจนักว่าด้วยเหตุผลใด นายกฯ ประยุทธ์ได้กล่าวกับนายกฯ หลี่เค่อเฉียงของจีนเมื่อเดือนมีนาคม .. 2559 ว่าไทยจะลงทุนเอง 100% แต่จะทำเฉพาะเฟสแรกช่วงสั้นๆ ระหว่างกรุงเทพฯ-นครราชสีมาก่อน ส่วนแหล่งเงินกู้ที่จะนำมาลงทุนนั้น จนปัจจุบันยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้แหล่งใด แต่รัฐบาลยืนยันจะพิจารณาแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด รวมทั้งแหล่งเงินกู้ภายในประเทศด้วย

เหตุผลที่อาจเป็นไปได้ที่ฝ่ายไทยตัดสินใจลงทุนเอง 100% ก็คือ ฝ่ายไทยต้องการที่จะเป็นเจ้าของโครงการโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดได้เต็มที่ว่าจะซื้ออะไรจากจีน จะไม่ซื้ออะไรของจีน แต่ก็ทำให้ต้องเสี่ยงแบกรับภาระขาดทุนของโครงการมากขึ้นเช่นกัน

คุ้มไม่คุ้ม ดูตรงไหน?

ทุกฝ่ายล้วนยอมรับว่า รถไฟไทย-จีน ไม่มีทางเก็บค่าตั๋วได้คุ้มต้นทุนการก่อสร้าง ดังนั้น ความคุ้มไม่คุ้มจึงต้องดูที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะคำนวณตัวเลขอย่างไร จะนับตัวเลขใดบ้าง การคำนวณส่วนหนึ่งก็อยู่ที่มุมมอง ตัวอย่างเช่น ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เคยมีการโฆษณาว่า หากลงทุนรถไฟความเร็วสูงทั้งระบบ จะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนด้านพลังงานได้ 400,000ล้านบาท และช่วยประหยัดต้นทุนในการขนส่งสินค้า 720,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งฝ่ายที่คัดค้านก็อาจตั้งคำถามกับตัวเลขเหล่านี้ได้

สิ่งที่ผมอยากย้ำเน้นก็คือ รถไฟไทย-จีน จะคุ้มไม่คุ้ม อยู่ที่ปัจจัย 5 ข้อ ที่จะเป็นตัวกำหนดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ว่ารถไฟความเร็วสูงจะนำไปสู่ความเจริญ หรือเป็นรถไฟร้างที่ไม่นำไปสู่อะไรเลย (ตัวอย่างในประเทศอื่นๆ ก็มีทั้งสองแบบ อยู่ที่ว่าแต่ละประเทศจัดการกับปัจจัย 5 ข้อนี้อย่างไร)

ปัจจัย 5 ข้อ ได้แก่

1. การพัฒนาเมืองตามเส้นทางและพื้นที่โดยรอบสถานี

รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (ค่าโดยสาร 530 บาทต่อเที่ยว) จะมีสถานีผ่านอยุธยาและสระบุรี แต่นอกจากแผนการสร้างรถไฟแล้ว ในขณะนี้เรามีแผนการพัฒนาเมืองอยุธยา สระบุรีและนครราชสีมาหรือไม่? และเรามีแผนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีหรือไม่?

เป็นความเข้าใจผิดหากคิดว่ารถไฟความเร็วสูงจะนำไปสู่ความเจริญโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างรถไฟความเร็วสูงในต่างประเทศกับการพัฒนาเมืองก็มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวให้เราเห็น

2. การสร้างความเชื่อมโยงของระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ

ศักยภาพของรถไฟความเร็วสูงยังอยู่ที่การเชื่อมโยง 4 ข้อ ได้แก่ การเชื่อมโยงกับประเทศข้างเคียง การเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูงสายอื่น การเชื่อมโยงกับรถไฟทางคู่ และการเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนภายในเมือง

สำหรับการเชื่อมโยงกับประเทศข้างเคียง รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะเป็นเฟสแรก ส่วนเฟสที่สอง ได้แก่ เส้นนครราชสีมา-หนองคาย (ใช้เงินลงทุน 240,000 ล้านบาท เลื่อนการก่อสร้างออกไปจนกว่าจะมีความพร้อม) เพื่อเตรียมเชื่อมต่อทางลาวขึ้นไปถึงเมืองจีน (โครงการยังไม่สำเร็จ) และจากจีนเชื่อมไปถึงยุโรป (โครงการสำเร็จแล้ว) เคยมีการวาดฝันว่าหากเชื่อมต่อได้หมด จะสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงปารีสด้วยรถไฟความเร็วสูง โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 4 วัน เท่านั้น

ส่วนการเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูงสายอื่น แผนของรัฐบาลชุดนี้คือจะดำเนินการสร้างรถไฟความเร็วสูงอีก 3 สาย ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ (ภายใต้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น ความเร็ว 250กม. ต่อชั่วโมง เทคโนโลยีชินคันเซ็น ค่าโดยสาร 1,800 บาท ต่อเที่ยว) เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน และเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ซึ่งทั้งสองเส้นทางหลังรายละเอียดยังไม่ชัดเจน

การเชื่อมโยงกับโครงการรถไฟทางคู่ของรัฐบาล ขณะนี้โครงการรถไฟทางคู่ของรัฐบาลยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและยังขาดความชัดเจน แต่หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่ามีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับรถไฟไทยที่มีอยู่จากระบบทางเดี่ยว เป็นระบบทางคู่

ถ้าหากใช้รถไฟความเร็วสูงในการขนส่งคนเป็นหลัก (โดยคนถ่ายเทจากระบบรถไฟปกติมาใช้รถไฟความเร็วสูงแทน) ก็จะสามารถใช้รถไฟธรรมดา (ปัจจุบันเป็นรถไฟทางเดี่ยว แต่ในอนาคตจะยกระดับเป็นรถไฟทางคู่) ในการขนส่งสินค้าได้เต็มที่มากขึ้น

นอกจากนั้น การออกแบบรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ได้มีการออกแบบให้สามารถขนส่งสินค้าได้ด้วยทั้งนี้รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์การขนส่งสินค้าที่เหมาะสม เนื่องจากต้นทุนการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟความเร็วสูงจะสูงกว่าการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟธรรมดา แต่รถไฟความเร็วสูงอาจเหมาะกับการขนส่งสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าการเกษตร ที่เน่าเสียง่าย

ส่วนสุดท้าย คือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนภายในเมือง เช่น ภายในอยุธยา สระบุรี และนครราชสีมา มีการวางแผนระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองที่ดีเพียงพอสำหรับบริการนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากหรือไม่? ถ้าระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองเหล่านี้ไม่เอื้ออำนวย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่หลายคนจะยังเลือกขับรถไปจังหวัดเหล่านี้มากกว่าที่จะใช้บริการรถไฟความเร็วสูง

3.การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และสร้างมูลค่าเพิ่มจากรถไฟความเร็วสูง

รถไฟความเร็วสูง น่าจะช่วยเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมาก ยิ่งถ้าต่อไปเชื่อมต่อไปถึงจีน ก็จะมีนักท่องเที่ยวจากจีนตอนใต้เดินทางเข้าไทยเพิ่มอีกจำนวนมหาศาล คำถามคือ รัฐบาลมีแผนการจัดการท่องเที่ยวรองรับความแออัดและจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นหรือไม่? นอกจากนั้น ยังเคยมีการเสนอแนวคิดโปรโมตการท่องเที่ยวด้วยรถไฟ และหาทางสร้างมูลค่าเพิ่มจากรถไฟความเร็วสูง เช่น เอาสินค้าโอทอปและสินค้าเอสเอ็มอีขึ้นไปขายบนรถไฟ หรือ สร้าง“ปิ่นโต” ใส่อาหารไทยแบบพิเศษ เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นมี “เบนโตะ” เพื่อเสิร์ฟบนรถไฟชินคันเซ็น

4.การใช้ผู้ประกอบการไทยในการก่อสร้าง และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

รัฐบาลได้ประกาศว่า 75% ของงบลงทุน จะใช้เพื่อว่าจ้างผู้รับเหมาและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งใช้ของไทยหมด ส่วนอีก 25% เป็นระบบรางอาณัติสัญญาณ และขบวนรถ ซึ่งใช้จากจีนทั้งหมด

อีกคำถามหนึ่ง ซึ่งได้รับความสนใจมาก คือ เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะมีการตกลงกับฝ่ายจีนในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่เรื่องนี้คงต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยดูข้อตกลงในการถ่ายทอดว่าเป็นการถ่ายทอดในระดับใด (เป็นเพียงการสอนให้คนไทยขับรถ หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีการซ่อมบำรุง หรือไปถึงถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างรถไฟความเร็วสูง) ทั้งนี้ต้องมีการวางระบบถ่ายทอดเทคโนโลยีให้รัดกุมและมีประสิทธิภาพ

ในอดีต ประเทศจีนเองก็ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งจากเยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จนสามารถพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงเป็นของตัวเองได้ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี จึงเป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับรัฐบาลไทยว่า มีแผนการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้อย่างไร?

5.การป้องกันการทุจริต

นี่คือข้อที่น่ากังวลที่สุดจากการที่ คสช. ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งเรื่องมาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา นอกจากคำสั่งดังกล่าวจะมีผลให้สถาปนิกและวิศวกรของจีนเข้ามาดำเนินการออกแบบและก่อสร้างได้โดยไม่ต้องสอบใบอนุญาตจากสภาวิศวกรรมและสภาสถาปนิกของประเทศไทยแล้ว ยังมีประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าในเรื่องการป้องกันการทุจริต

แม้ว่าในช่วงท้ายของคำสั่งดังกล่าวจะกำหนดให้ดำเนินการด้วยระบบข้อตกลงคุณธรรม แต่ขาดความชัดเจนว่าหากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงคุณธรรมแล้วจะดำเนินการอย่างไร เพราะตามปกติ หากคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงคุณธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่คำสั่งของ คสช. ในครั้งนี้ได้ยกเว้นกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและการพัสดุหลายฉบับ ซึ่งล้วนเป็นกฎหมายที่มุ่งหมายต่อต้านการทุจริตทั้งสิ้น คำสั่งดังกล่าวยังให้มีการอนุมัติโครงการและกำหนดราคากลางทั้งที่ยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมดที่ชัดเจน (เช่น รายละเอียดตัววัสดุและเทคโนโลยีที่ใช้)

นอกจากนั้น ยังมีปัญหาตามมาว่า ผลจากการใช้คำสั่งด้วยมาตรา 44 จะทำให้การดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว ไม่อาจถูกตรวจสอบได้ด้วยศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง

เปิดเผยข้อมูล สร้างความเข้าใจ ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ

ในการเขียนบทความนี้ ผมเองก็พยายามหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ซึ่งพบว่าการหาข้อมูลทางการจากหน่วยงานของรัฐไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

รัฐบาลน่าจะต้องจัดเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลทั้งหมดในเรื่องรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนอย่างโปร่งใส และควรรณรงค์สื่อสารให้ประชาชนตระหนักรู้ถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากโครงการ แต่ทั้งนี้ย่อมต้องมีการประชาสัมพันธ์และเปิดเผยภาพอนาคตที่สมบูรณ์ ได้แก่แผนระบบรางทั้งประเทศ แผนการพัฒนาเมือง แผนการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนภายในเมืองแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แผนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมาตรการป้องกันการทุจริตที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งควรจัดให้มีคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนและกำกับตามแผนเหล่านี้

ในระหว่างการเจรจากับจีนซึ่งยังไม่นิ่งและถึงที่สุด อาจทำให้ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดได้ แต่รัฐบาลควรต้องเปิดเผยข้อมูลและความคืบหน้าในการเจรจาแต่ละช่วงมากกว่านี้ โดยมีการเผยแพร่เอกสารข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจน สามารถค้นหาได้ง่ายจากเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (หรือจัดทำเว็บไซต์เฉพาะเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการรถไฟความเร็วสูง) มากกว่าการตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับสื่อมวลชนเป็นคราวๆ ไป ดังที่ทำกันอยู่

แผนการหลายเรื่อง เช่น แผนระบบรางทั้งประเทศ แผนพัฒนาเมืองรองรับรถไฟความเร็วสูง เข้าใจว่าได้เคยมีการศึกษาวิจัยมาบ้างแล้ว แต่ควรต้องสื่อสารถึงประชาชนในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจร่วมกันจนเป็นวาระแห่งชาติในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถวางแผนและเตรียมใช้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเม็ดเงินมหาศาลของรัฐบาล

เพราะความคุ้มไม่คุ้ม สุดท้ายอยู่ที่ว่าเราจะสามารถใช้ประโยชน์จากรถไฟความเร็วสูงได้เต็มที่เพียงใด รวมทั้งประชาชนและภาคธุรกิจมีความเข้าใจโอกาสที่จะเกิดขึ้นเพียงใด ไม่ใช่ว่าสุดท้ายเร่งรัดสร้างรถไฟขึ้นมาได้ แต่แผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีอยู่แต่ในกระดาษบนหิ้งในกระทรวงใดสักแห่ง ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครร่วมขับเคลื่อนให้การลงทุนครั้งใหญ่นี้เกิดผลคุ้มค่าอย่างแท้จริง


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2560 3:28:15 น.
Counter : 182 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  

Valentine's Month


 
p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




AdSpyglass.com - Double your profit from brokers
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.