'ไทยพาณิชย์' ยืนยันความปลอดภัยบริการ 'ตู้เอทีเอ็ม'



ธนาคารไทยพาณิชย์ ยืนยันมีระบบดูแลความปลอดภัย วอนลูกค้าเชื่อมั่นทำธุรกรรมผ่านเครื่อง'เอทีเอ็ม'ได้ หากพบความเสียหายพร้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการส่งต่อข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับกรณีเครื่องเอทีเอ็มถูกกลุ่มมิจฉาชีพติดตั้งเครื่องสกิมมิงจากลูกค้า ในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 14 เครื่องว่า ธนาคารขอเรียนว่ากลุ่มธนาคารที่เป็นสมาชิกของชมรมธุรกิจบริการเอทีเอ็ม สมาคมธนาคารไทยนั้น ได้มีความร่วมมือกันในเรื่องของข้อมูลในกรณีที่มีข้อสงสัยที่อาจจะเกิดการสกิมมิงเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารสมาชิกทุกธนาคาร โดยจะมีการแชร์ข้อมูลให้ธนาคารสมาชิกได้รับทราบ เพื่อหาทางป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น การอายัดและเปลี่ยนบัตรให้กับลูกค้า เป็นต้น โดยจะไม่มีการนำข้อมูลภายในชมรมฯ เผยแพร่ออกไปยังหน่วยงานอื่น หรือภายนอกธนาคาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความไม่เชื่อมั่นในการทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็ม

ดังนั้น ธนาคารจึงขอเรียนลูกค้าและประชาชนที่ได้รับข้อมูลว่าในกรณีนี้ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นกับลูกค้าแต่อย่างใด โดยธนาคารมีระบบตรวจสอบความผิดปกติของเครื่องเอทีเอ็มอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการในการเตือนและป้องกันที่รวดเร็วบนความปลอดภัยขั้นสูงสุด รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าของธนาคารเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามในกรณีลูกค้าของธนาคารเกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากการสกิมมิงจากกลุ่มมิจฉาชีพ ธนาคารจะให้ความความคุ้มครองและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งขอยืนยันจะดูแลให้บริการลูกค้าด้วยความปลอดภัยอย่างสูงสุด และขอให้ลูกค้าเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์ดังเดิม


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2560 2:36:21 น.
Counter : 44 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'ไทย' ติดอันดับ 2 ในเอเซีย ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น รองจากสิงคโปร์ คาดปี 61 ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยส



มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ คาดสถานการณ์ผู้สูงอายุในไทย ปี 2561 เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ติดอันดับ 2 ในเอเซีย ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น รองจากสิงคโปร์

นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุประเมินสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ในปี ..2561 จะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 โดยมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าเด็ก และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรผู้สูงอายุเป็นอันดับ 2 ในเอเซีย รองจากสิงคโปร์

"การมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต่างๆ และความเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายและโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพราะหากรักษาไม่ทันท่วงทีอาการอาจรุนแรงเพิ่มขึ้น"นพ.ปานเนตร กล่าว


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2560 21:18:07 น.
Counter : 39 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'ซีเอ็นเอ็น' ฉะ 'ทรัมป์' ไร้วุฒิภาวะ หลังผู้นำสหรัฐฯ โพสต์คลิปอัดนักข่าวคว่ำข้างเวที'มวยปล้ำ'



'โดนัลด์ ทรัมป์' ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาโจมตีการทำงานของสื่อมวลชนอีกครั้งกับสื่อใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็น

ล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอในรายการมวยปล้ำแห่งหนึ่งเมื่อ 10 ปีที่เเล้ว โดยนำมาตัดต่อใหม่ให้เห็นภาพของนายโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังวิ่งเข้่มาอัดและชกต่อยเเละปลุกปล้ำกับชายผู้หนึ่งที่มีป้ายโลโก้ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เป็นกราฟฟิกอยู่บนใบหน้าของชายคนนั้น จนเกิดเป็นประเด็นวิพาก์วิจารณ์ว่าผู้นำประเทศ กำลังคุกคามสื่อเเละนำเสนอความรุนเเรงในขณะนี้ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ได้โพสต์ระบุว่า "สำนักข่าวปลอมกำลังปิดปากพวกเรา แต่เราจะไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น

ขณะเดียวกันโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเเสดงจุดยืนต่อต้านสื่อใหญ่อย่างซีเอ็นเอ็นต่อเนื่อง โดยมองว่าสื่อกระเเสหลักนำเสนอข่าวปลอม เเละมุ่งสร้างความเสียหายต่อเขา รวมถึงเขายังเคยโจมตีสื่อมวลชนอีกครั้งในงานยกย่องทหารผ่านศึกที่ศูนย์เคเนดี เซ็นเตอร์ ในกรุงวอชิงตัน เนื่องในโอกาสวันชาติสหรัฐฯ 4 กรกฏาคม โดยระบุว่า สื่อจอมปลอมกำลังพยายามที่จะทำให้เขาหยุดพูด พยายามขัดขวางเขาสู่ทำเนียบขาว

ด้านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ได้ออกแถลงการณ์ว่า "วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้า เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง ด้วยการแสดงพฤติกรรมไม่ต่างจากผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และไม่สมศักดิ์ศรีกับตำแหน่งประธานาธิบดี แทนที่จะใช้เวลาไปกับการเตรียมตัวเพื่อเดินทางเยือนต่างประเทศ การพบปะกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นครั้งแรก การรับมือกับเกาหลีเหนือ และการใส่ใจกับกฎหมายประกันสุขภาพของตน ซีเอ็นเอ็น จะยังคงทำงานต่อไป และประธานาธิบดีทรัมป์ก็ควรจะเริ่มทำงานของตนเองเสียที


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2560 13:00:40 น.
Counter : 45 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้อแนะนำสำหรับหน่วยงานรัฐเพื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ : โดยพ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกิจกา



ความแพร่หลายของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่และ IoT ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจากบัดนี้ไปจนถึงปี 2020 จำนวนของอุปกรณ์เชื่อมต่อจะเพิ่มขึ้นจาก 13.5 พันล้านหน่วยเป็น 38.5 พันล้านหน่วย โดยมีอัตราการเติบโตถึง 285 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้รัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เงินเกือบ 35 พันล้านเหรียญสหรัฐในเรื่องโซลูชั่นความปลอดภัย IoT ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2011 ถึง 2015 ทั้งโรงไฟฟ้า เมืองอัจฉริยะและกล้องวงจรปิดที่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้งานที่เชื่อมต่อหน่วยงานรัฐกับภาคอุตสาหกรรม

แต่ด้วยการเติบโตของอุปกรณ์ smartphone และ IoT ทำให้ฝ่ายตรงข้ามอาจจะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการโจมตีทางไซเบอร์ได้ง่ายขึ้น และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ IoT มักจะเป็นต้นเหตุที่จะก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อเครือข่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจสำหรับอุปกรณ์ของภาครัฐที่อาจจะมีส่วนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับชาติได้

จากรายงานของการโจมตี IoT ในภาคเอกชนทั่วโลกกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยการโจมตีได้ใช้ botnet ขนาดใหญ่ในการโจมตีแบบ DDOS ซึ่งจากรายงานในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ผู้โจมตีได้ใช้อุปกรณ์ IoT ในการโจมตีจากระยะไกลโดยใช้ช่องโหว่ใน OpenSSH ที่มีชื่อว่า SSHowDowN Proxy  ด้วยการเริ่มจากอุปกรณ์กล้องวงจรปิดและอุปกรณ์เชื่อมต่อ router และ hotspot โดยในทันทีที่มีผู้ไม่ประสงค์ดีได้เข้าถึงการควบคุมเวบไซต์ ก็จะสามารถได้ข้อมูลในอุปกรณ์ทุกอย่าง จนสามารถยึดอุปกรณ์นั้นๆ ในการปฏิบัติการโจมทีได้ในทันที

อย่างไรก็ตามที่ยังโชคดีที่การโจมตีทาง IoT หลักๆ แล้วยังไม่ได้เกิดขึ้นกับภาครัฐ แต่เพื่อป้องกันการโจมตีดังกล่าวแล้ว รัฐบาลต้องเรียนรู้จากช่องโหว่ของ smartphone และ IoT ที่เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่มากกว่าแค่เรื่องการปรับใช้กฎระเบียบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งภาครัฐควรมีแนวทางดังนี้
• ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไอทีอยู่เสมอ – โดยทั่วไปเราจะพบว่า หน่วยงานรัฐได้ใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการบำรุงรักษาระบบไอทีที่โบราณ โดยระบบของรัฐบาลส่วนใหญ่นั้นได้รับการออกแบบมาเกิน 10 ปีแล้วโดยไม่ได้มีการคาดการณ์ว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายหรือเวบใดๆ ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่ล้าสมัยต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการเรื่องอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT โดยยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในการปกป้องอุปกรณ์ดังกล่าวเลย การทำให้เทคโนโลยีเก่าให้ทันสมัยนั้นเป็นขั้นแรกที่ต้องทำเพื่อใช้ประโยชน์จาก IT ให้ได้มากที่สุดและเพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการปกป้องที่เพียงพอ
• สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ – การฝึกฝนอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีความตระหนักในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จะมีผลดีอย่างมากต่อเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งอาจจะเริ่มตั้งแต่การจัดการกับภัยคุกคามภายในเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานและเจ้าหน้าที่จะรู้ว่าอะไรควรทำเมื่อพบว่ามีการละเมิดเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และด้วยอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ IoT จำนวนมากในอนาคตอันใกล้ จึงหมายความว่าต้องเพิ่มการควบคุมการเข้าถึงระบบควบคุมในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ให้เฉพาะพนักงานที่มีระดับชั้นความลับสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้
• ร่วมมือกับภาคเอกชน - ปัญหาส่วนหนึ่งของเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือผู้ผลิตกำลังนำอุปกรณ์ IoT เข้าสู่ตลาดโดยที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอย่างถูกต้อง ก่อนที่จะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย ซึ่งอุปกรณ์ IoT จำนวนมากได้รับการป้องกันจากรหัสผ่านที่ได้จากโรงงานผลิต ซึ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับแฮกเกอร์ในการโจมตี แต่เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องตระหนักถึงช่องโหว่ใน smartphone และ IoT ที่ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนและเปิดกว้างในการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานและองค์กรอื่นถ้าจำเป็น
• พัฒนากลยุทธ์คลาวด์ - ระบบคลาวด์ (Cloud computing) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้งาน IoT ในระดับรัฐบาลในอนาคตอันใกล้ โดยตลาดบริการคลาวด์ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อหน่วยงานต่างๆใช้เซ็นเซอร์ IoT เซ็นเซอร์เหล่านี้จะสร้างข้อมูลจำนวนมากเก็บไว้ในระบบคลาวด์ และเครื่องมือการพัฒนาภายใต้รูปแบบ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ต้องมั่นใจว่ากลยุทธ์การจัดเก็บข้อมูลและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในระบบคลาวด์จะช่วยให้สามารถจัดการและปกป้องข้อมูลจำนวนมากที่เกิดจากเซนเซอร์ IoT ได้
• เชื่อมช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีการดำเนินงาน (Operational Technology, OT) และ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology, IT) –คนทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) กับเทคโนโลยีการดำเนินงาน มีการรับรู้ในเรื่องความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมาก ตามรายงานจาก Industrial Internet Consortium (IIC) ที่ว่า "ความยืดหยุ่นในด้าน IT มีความสำคัญน้อยกว่าในเรื่องของ OT และเรื่องความมั่นคงปลอดภัยก็มีความสำคัญสำหรับ OT น้อยกว่าใน IT" ดังนั้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยด้าน OT และ IT ต้องทำควบคู่กันไป ไม่สามารถแยกกันได้ โดยมีกลยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ร่วมกัน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงปลอดภัย เป็นอันดับต้นๆ เพราะอุปกรณ์เครือข่ายนั้นมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากรายงานของ IIC พบว่าการโจมตีทางไซเบอร์ต่อ IoT ที่ประสบความสำเร็จนั้นส่งผลกระทบอันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดได้ เช่นที่ Chernobyl, ธนาคารกลางยูเครนและระบบของรัฐบาลยูเครน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้ smartphone และอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ในลักษณะ IoT ที่มีจำนวนมหาศาล จึงมีความเสี่ยงด้านไซเบอร์อย่างมาก ในความเห็นของผู้เขียน เราจะต้องเร่งดำเนินการในการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และมีสำนักงานโดยมีเลขาธิการเป็นผู้ดำเนินการบริหารงาน ที่สำคัญคือ ควรตั้งให้เร็วที่สุดก่อนที่จะเกิดปัญหาด้านการโจมตีไซเบอร์ที่รุนแรง โดยคณะกรรมการดังกล่าวควรให้นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นประธาน การที่ต้องเร่งดำเนินการเพราะหลังจากตั้งแล้วจะต้องมีการดำเนินการด้านการบริหารจัดการซึ่งต้องใช้เวลา 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย จึงจะสมบูรณ์

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ดังกล่าวควรเป็นการตั้งแบบ Top down โดยไม่ควรมอบหมายกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นผู้ทำ เนื่องจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้เป็นภัยคุกคามที่มีรูปแบบผสมที่ซับซ้อน ทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร จึงต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเท่านั้น

ที่มา thaitribune




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2560 20:13:52 น.
Counter : 134 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

'มาเลเซีย' ขึ้นแท่นผู้นำระดับโลก ด้านการผลิตเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์



ในงาน Astana Expo 2017 ตัวแทนจากประเทศมาเลเซียขึ้นกล่าวถึงความพร้อมของมาเลเซียในการเป็นผู้นำระดับโลกในด้านพลังงานแสงอาทิตย์

 

เนื่องจากมาเลเซียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองในเรื่องของโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ และยังเป็นผู้ผลิตเรื่องของเซลล์แสงอาทิตย์อันดับ 3 ของโลก นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในโลกสี่จากห้าแห่งมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศมาเลเซีย

พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตั้งอยู่ในแนวยุทธศาสตร์ของแถบดวงอาทิตย์ที่พาดผ่านโลก มาเลเซียตระหนักดีว่าทรัพยากรธรรมชาตินี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เราต้องการเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสีเขียว เพราะนวัตกรรมสีเขียวเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจชีวภาพ

การแสดงตัวตนของมาเลเซียในงานแสดงสินค้าอัสตานาเอ็กซ์โป 2017 แสดงให้เห็นว่ามาเลเซียใช้นวัตกรรมสีเขียวในการผลักดันเศรษฐกิจอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาความยั่งยืนด้านพลังงานของโลกผ่านความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการแบ่งปันเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ Astana Expo 2017 จัดขึ้นวันที่ 10 มิถุนายน 2017 ที่ประเทศKAZAKHSTAN โดยมีตัวแทนจาก 100 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศกว่า 10 แห่งเข้าร่วมงาน


ที่มา thaitribune




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2560    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2560 5:02:22 น.
Counter : 25 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  44  45  46  47  48  49  50  51  52  53  54  55  

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




FollowLike
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.