เงินของชาติอยู่ไหน ใครรู้บ้าง? โดย ต่อตระกูล ยมนาค และ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค



"น่าตกใจ! จริงๆแล้ว ไม่มีใครรู้หมดครบถ้วนเลย นักเศรษฐศาสตร์ ก็บอกว่าอันตรายมาก คนทั่วไปอย่างผมขอเปรียบเหมือนว่า เรากำลังขับรถพาครอบครัวทั้งบ้านไปทางไกล แต่ไม่มีที่วัดดูน้ำมัน!"

 

 เวลาเราได้ยินจากข่าวว่ารัฐบาลไปลงทุนโน่นลงทุนนี่ทีละเป็นล้านล้านบาท ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเงินของชาติมีมาก ใช้เท่าใดไม่มีวันหมด แต่ทำไมเวลารัฐบาลแถลงข่าวทีไรก็มักจะพูดว่าภาษีที่เก็บประชาชนนั้นไม่พอเพียง แค่เอาไปจ่ายเงินเดือนข้าราชการก็เกือบหมดแล้ว เหลืออีกปีละไม่กี่แสนล้านบาทที่จะนำมาใช้ก่อสร้างหรือลงทุนทำโครงการอะไรใหม่ ๆ ได้ ฟังเรื่องราวจากสองทางแบบนี้ ชาวบ้านทั่วไปอย่างเรา ๆ เลยงงว่าที่รัฐบาลประกาศจะก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ หรือ เมกกะโปรเจค ต่าง ๆ เช่น โ่ครงการของรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) ที่กำลังก่อสร้างเฉพาะในกรุงเทพและธนบุรีเป็นวงเงินที่อีกเป็นแสนกว่าล้านบาท และยังมีโครงการรถไฟฟ้าในภูมิภาคตามจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น ภูเก็ต พังงา และเชียงใหม่ อีกหลายแสนล้านบาท รัฐบาลไปเอาเงินเหล่านี้จะเอาจากไหนและจะมีเงินจากการประกอบการโครงการเหล่านี้มาใช้หนี้คืนได้หรือไม่

ที่ถามคำถามแบบนี้ ไม่ใช่จะต่อต้านการลงทุน แต่อยากมั่นใจว่ารัฐบาลจะลงทุนให้คุ้มค่า เพราะเราเคยผ่านประสบการณ์ร้าย ๆ ในอดีตมามาก เคยเห็นซากปรักหักพังของโครงการที่รัฐบาลลงทุนหลายหมื่นล้านแล้วไม่สามารถใช้การได้ ไม่ต้องพูดถึงชื่อโครงการเหล่านี้ออกมาอีกเพราะทุกคน แม้กระทั่งเด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็คงได้ยินกันจนชินไปแล้ว ส่วนโครงการใหม่ ๆ ที่สร้างแล้วไม่มีคนใช้ ขาดทุนตลอด แถมไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจก็ยังมีอีกมาก เช่น โครงการแอร์พอร์ตลิงค์ที่ขาดทุนตลอดตั้งแต่ต้น ทั้ง ๆ ที่มีลูกค้าผู้โดยสารสายการบินต่าง ๆ ที่เดินทางมาประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิวันละเป็นแสนคนและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีผลการดำเนินงานส่วนอื่น ๆ ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่อยู่แล้ว กลับจะต้องมีหนี้สินกับรัฐบาลเพิ่มขึ้นสะสมเข้าไปอีกเรื่อย ๆ

ต่อภัสสร์: คำถามนี้ฟังดูน่าจะตอบได้ง่ายนะครับ แต่จริง ๆ เป็นคำถามที่หาข้อมูลมาตอบได้ยากมาก สำหรับประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้จะไปหาข้อมูลที่ไหน และถึงแม้จะพอหาข้อมูลได้ ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นครบถ้วนหรือไม่ แล้วก็ไม่รู้จะให้ใครมายืนยันตัวเลขนั้นให้ด้วย ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ นักการเมืองที่เป็นผู้บริหารเงินของชาติบางทีก็ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้เลย สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับสูง ๆ หลายคนที่ผ่านมาก็มักเลี่ยงตอบคำถามนี้เวลาถูกนักข่าวถาม และถึงแม้ว่าผู้บริหารประเทศเหล่านี้อาจจะสามารถขอข้อมูลราชการมาได้สะดวกกว่าประชาชนทั่วไป หลายคนก็ไม่สนใจที่จะรู้ เพราะนักการเมืองจำนวนมากมักจะมองระยะสั้น เอาแค่ว่ามีเงินมาจ่ายให้โครงการของตัวเองสำหรับปีนี้และปีหน้าพอ เอาให้มีผลงานดึงความนิยมให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกรอบแล้วค่อยว่ากันใหม่ ทำให้ที่ผ่านมาเราจึงได้ยินคำว่า “ขาดวินัยทางการคลัง” อยู่บ่อย ๆ

ต่อตระกูล: ข้อมูลที่เล่ามานี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของโครงการวิจัย "ความโปร่งใสทางการคลังในระบบงบประมาณของไทย" ที่ได้รับการสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยคณะผู้วิจัยที่ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.ภาวิน ศิริประภานุกูล จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ดร.ฐิติมา ชูเชิด จากธนาคารแห่งประเทศไทย, ผศ.ดร.อมรรัตน์ อภินันท์มหกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และดร.กุสุมา คงฤทธิ์ จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ได้มารายงานผลการวิจัยให้คณะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยสรุปแล้วโครงการวิจัยนี้สนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลการคลังของประเทศต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน คณะผู้วิจัยได้เล่าว่าในอดีตสมัยที่ประเทศไทยมีรายได้และการลงทุนไม่มากนัก วงเงินที่ผู้บริหารประเทศจะนำมาใช้ก็มีจำนวนไม่มากและมาจากแหล่งเงินเพียงสองสามแห่งนี้เท่านั้น ได้แก่ หนึ่ง งบประมาณแผ่นดินประจำปีที่ได้จากการเก็บภาษีของประชาชนและธุรกิจที่มีรายได้ สอง จากการกู้เงินจากแหล่งเงินใหญ่ที่ให้ความช่วยเหลือการลงทุนขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งในยุคหนึ่งได้มาจากธนาคารโลกเป็นส่วนใหญ่ เราเรียกว่าโครงการเงินกู้ระหว่างประเทศ และ สาม รายได้จากรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพดี เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

แต่ในปัจจุบัน เพื่อตอบสนองการลงทุนของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้แหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากเพียงสามประเภทก็เป็นหลายสิบประเภท และแต่ละประเภทก็ยังแยกออกมาอีกเป็นหลายสิบช่องทาง และที่สำคัญมีหลายหน่วยงานเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ไม่มีหน่วยกลางหน่วยใดหน่วยเดียวที่ดูแลและรวบรวมสรุปตัวเลขงบประมาณโดยรวม ทำให้ไม่มีใครรู้ภาพรวมการคลังของประเทศไทยได้ทั้งหมด

ต่อภัสสร์ : น่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะแหล่งข้อมูลการใช้เงินภาษีของรัฐบาลที่สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) รวบรวมนำมาจัดทำฐานข้อมูลให้ประชาชนเข้ามาดูได้ง่ายๆ ในเว็บไซต์“ภาษีไปไหน” ก็ยังขาดข้อมูลงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ประชาชนไม่สามารถเห็นการใช้เงินภาษีของตัวเองได้อย่างครบถ้วน ข้อมูลที่น่าสนใจอันหนึ่งที่ได้จากรายงานวิจัยฉบับนี้คือ เดิมการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยทั่วไปนั้น ไม่จำเป็นต้องประกาศผ่านเว็บไซต์กลาง สามารถติดประกาศไว้ที่อาคารสำนักงานได้เหมือนอย่างหน่วยงานราชการทั่วไปในสมัยโบราณ ซึ่งเคยมีการประเมินกันว่าเป็นวิธีที่สร้างโอกาสให้เกิดการทุจริตได้โดยง่ายด้วย และเพิ่งมามีการเปลี่ยนแปลงให้ใช้วิธีการเดียวกับหน่วยงานราชการอื่นๆ โดยผ่านระบบของกรมบัญชีกลางเมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้เอง

ต่อตระกูล: คณะอนุกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ด้านการป้องกันการทุจริต ได้อ่านผลงานการวิจัยชิ้นนี้แล้ว เห็นว่ามีประโยชน์มากต่อการดำเนินการใช้จ่ายเงินของประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต จึงจะได้นำข้อเสนอเพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลการคลังมาพิจารณา แล้วนำเสนอมาตรการที่เป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการสนับสนุนการวิจัยด้านงบประมาณ การเปิดเผยข้อมูล ธรรมาภิบาล และการต่อต้านคอร์รัปชันต่อคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ต่อไป

ที่มา thaitribune




Create Date : 19 ตุลาคม 2560
Last Update : 19 ตุลาคม 2560 15:29:42 น. 0 comments
Counter : 18 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.