Smartphone = AI + Big Data



นักอนาคตศาสตร์หลายท่าน พบว่า AI เมื่อประกอบร่างเข้ากับ Big data ได้ในระดับหนึ่ง ก็จะทำให้ขีดความสามารถของมันไปกระทบกับการแพร่ภาพและเสียง (Broadcasting) ในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

 

ภายในปี 2025 คาดการณ์ว่า

-ความก้าวหน้าของ AI และ machine learning จะยิ่งทำให้ smartphone ฉลาดขึ้น ซึ่ง AI จะทำให้ smartphone มีความสามารถในการติดตาม ตีความ คาดการณ์ และตอบสนองต่อรูปแบบและแนวโน้มต่างๆ ได้ โดยที่มันรับรู้ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นเป็นที่ต้องการของ user คนที่ถือ smartphone คนนี้อยู่ ซึ่ง smartphone จะมีการจัดระเบียบ จับคู่เปรียบเทียบข้อมูล และเรียนรู้ตลอดเวลาว่าคุณเป็นใครและมีการทำงานอย่างไร 

GSMA ได้คาดการณ์ว่า ภายใน 2020 โลกของเราจะมีผู้ใช้ smartphone ถึง 73% ของประชากรโลกทั้งหมด (5.7 พันล้านคน) และข้อมูล Big Data เฉพาะบนโครงข่าย smartphone จะมีการเชื่อมโยงอย่างหนาแน่นถึง 112% ของประชากรโลกทั้งหมด นั่นคือจะมีจำนวน SIM ของ smartphone ถึง 9.7 พันล้านการเชื่อมต่อเฉพาะบนโครงข่าย smartphone (คาดว่าประเทศไทยจะมีจำนวนเลขหมาย smartphone กว่า 150 ล้านเลขหมายภายในปี 2020)

- AI + Big Data จะเริ่มส่งผลกระทบนับจากนี้ไปในธุรกิจต่างๆในหลายอุตสาหกรรม เช่น สื่อ, โทรคมนาคม, การบริการทางการเงิน, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, การแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการศึกษา ตามลำดับ โดยทั้งนี้ก่อนถึงจุด Tipping point ของ AI ในปี 2025 นั้น AI จะส่งผลอย่างมากและชัดเจนในช่วงปี 2023 เนื่องจาก World Economic Forum ได้วิเคราะห์ว่าเป็นช่วงเวลาที่ Big data จะถึงจุดทะยาน (Tipping point) ในปีดังกล่าว และจะส่งผลกระทบในการพลิกผันรูปแบบอุตสาหกรรมต่างๆ ในปีที่ AI และ Big data ทะยานขึ้นพร้อมกันจนเกิดโมเมนตัมที่สุดในช่วงปี 2025 นั่นเอง
https://www.gsmaintelligence.com/research/?file=9e927fd6896724e7b26f33f61db5b9d5&download
https://www3.weforum.org/docs/WEF_GAC15_Technological_Tipping_Points_report_2015.pdf



จากที่ฉลาดอยู่แล้ว จะยิ่งฉลาดมากขึ้น

- บางครั้งก็ยากที่จะจินตนาการว่า smartphone ของเราจะฉลาดไปกว่านี้ได้อย่างไร แต่บริษัทอย่างเช่น Apple, Samsung และ Google ก็ยังคงทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง AI จะทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถพัฒนา smartphone ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง deep learning ที่เป็นสาขาหนึ่งของ AI ที่สามารถจดจำ แยกแยะรูปแบบทางประสาทสัมผัสได้ และทำให้การใช้งานในการแยกแยะใบหน้าแต่ละคน การถอดรหัสเสียง หรือการแปลภาษาทำได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยลองนึกถึงภาพของสมองมนุษย์ ที่เป็นเครือข่ายของเส้นประสาท เซนเซอร์ และอัลกอริทึมของการประมวลผลต่างๆ ซึ่งชิป AI นั้นก็คล้ายกับสมองของมนุษย์ที่สามารถย่อยข้อมูลขนาดใหญ่ได้โดยอิงตามนิสัย รูปแบบชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมในอดีตของมนุษย์ โดย AI สามารถเรียกดูข้อมูลต่างๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจจากแอพพลิเคชั่นในมือถือหรือนาฬิกาดิจิทัล และแม้แต่ประวัติการเข้าชมสื่อและเว็บทั้งหมดเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะทำต่อไป โดยการวิเคราะห์นี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

แต่ความเป็นจริงคือ AI กำลังจะเชื่อม media กับรูปแบบการ Broadcasting ผ่านอินเทอร์เน็ตในรูปแบบใหม่ไปสู่ผู้ใช้ smartphone จนทำให้เกิดการพลิกผันอุตสาหกรรมสื่ออย่างน่าตื่นเต้น
https://mobile.abc.net.au/news/2017-10-05/google-pixel-2-heralds-the-ai-age/9018636



การแพร่ภาพและเสียงในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงจะพลิกผันเพราะ smartphone = AI + Big Data

- การใช้งานอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับ AI คือ augmented reality (AR) ที่ดิจิทัลทำให้เราสามารถแต่งภาพได้ ทำให้สิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้เสมือนมีอยู่จริงได้ จะเห็นได้จาก Instagram, Snapchat และ Pinterest ที่ผู้ใช้จะใช้เอฟเฟ็กต์ภาพกับรูปถ่ายและวิดีโอต่างๆ และการ "ปักหมุด" บนแผนที่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เกิดจาก AI ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแนบข้อมูลดิจิทัล (ภาพ, vdo, เสียง) กับสถานที่ในโลกได้

หากจะวิเคราะห์ตามนักอนาคตศาสตร์หลายท่าน เราจะพบว่า AI เมื่อประกอบร่างเข้ากับ Big data ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ก็จะทำให้ขีดความสามารถของมันไปกระทบกับการแพร่ภาพและเสียง (Broadcastinนัg) ในรูปแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน เพราะ AI กำลังถูกฝังอยู่ใน smartphone และ social media และคอยมองหาคอนเทนท์เฉพาะความต้องการที่ user คนนั้นๆ ชื่นชอบ จนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคสื่อด้วยการที่ AI หาให้แทนตัวเองเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง (เพราะมีคอนเทนท์ที่ผลิตมามากมายมหาศาลจนเลือกไม่ถูก)

ดังนั้นสื่อแบบเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน ที่หลงคิดว่าช่องทางการแพร่ภาพและเสียงแบบเดิม (Traditional media) ยังคงมีผู้ชมติดตามอยู่ต้องออกจากความสนใจในที่สุด จนอาจทำให้เราได้เห็นเหตุการณ์พลิกผันในอุตสาหกรรม media ครั้งใหญ่ คล้ายๆ กับอุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์ (กระดาษ) ในสหรัฐอเมริกา ที่ต้องยุติการทำธุรกิจในระดับ mass market ในปี 2014 รวมไปถึงกรณีล้มละลายของ KODAK ในปี 2013 ซึ่งเป็นผลมาจากการปรากฏตัวของ Google และ Facebook ภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น เพราะผู้บริโภคได้เปลี่ยนพฤติกรรมจากการอ่านหนังสือพิมพ์และการบันทึกภาพเพื่อความทรงจำด้วยฟิล์ม ไปเป็นการแชร์ประสบการณ์ด้วยการใช้ smartphone ถ่ายรูปอัพขึ้นบน social media แทน

https://www.ibc.org/tech-advances/artificial-intelligence-in-broadcasting/1096.article

-----------

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ประวัติ: https://www.xn--42cf0a8cxa3ai5ple.com/?p=165

14 ตุลาคม 2560

ที่มา thaitribune




Create Date : 18 ตุลาคม 2560
Last Update : 18 ตุลาคม 2560 17:52:55 น. 0 comments
Counter : 20 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.