อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. โดย ภัทระ คำพิทักษ์



ภัทระ คำพิทักษ์ หนึ่งในกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว I-Mong Pattara Khumphitak ในประเด็น'อันเนื่องมาจากกฏหมายลูกฆ่าแม่ ร่างพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ' เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่ออายุพลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไป โดย“ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”ไว้อย่างน่าศึกษา

 

วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า การที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เขียนบทเฉพาะกาลมาตรา 178 ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ....โดยยกเว้นคุณสมบัติและ”ลักษณะต้องห้ามสองประการเพื่อให้คนสองคน คือ พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.และกรรมการป.ป.ช.อีกผู้หนึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปได้นั้น “ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่า เป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร

อย่างไรก็ดีในฐานะที่เป็นผู้ลุกขึ้นท้วงติงในสภาว่า การเขียนกฏหมายแบบนี้ มันไม่ถูกต้องและน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ การออกกฏหมายไปยกเว้นลักษณะต้องห้ามในรัฐธรรมนูญ นั้นทำไม่ได้ รวมทั้งเหตุผลอีกหลายประการตามที่ปรากฏในคลิปนี้

ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่มีความเห็นร่วมกันว่า การเขียนกฏหมายแบบลูกฆ่าแม่ เอาบทบัญญัติของกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปยกเว้นรัฐธรรมนูญนั้นทำไม่ได้แต่ก็ต้องทำใจว่า แม้จะถ่องแท้แก่ใจว่า เจตนารมณ์ที่เขียนไปกับมือนั้นคืออะไร แต่อำนาจในการวินิจฉัยเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ของกรธ.

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวผมเองจะไม่ใช่นักกฏหมายแต่บังเอิญมีชีวิตที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับการตรากฏหมายหลายครั้งหลายหน รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญและกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญในคราวนี้ ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ตัวเองก็ดี กรธ.ก็ดีและที่ปรึกษากรธ.โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้โดยตรงเพราะเป็นตัวแทนของกรธ.ที่มาร่วมเป็นกรรมาธิการฯด้วยคือ อาจารย์วิชา มหาคุณ และอาจารย์เจษฏ์ โทณะวณิก ก็ดี ได้พากันทำในสิ่งที่คนตรากฏหมายพึงกระทำแล้ว

ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวันนี้หรือวันข้างหน้า คราใดก็ตามถ้าได้หวนกลับไประลึกถึงเรื่องราวในหนหลัง หรือจะสอบทานต้วเองด้วยการทบทวนพระราชดำรัสของในหลวง หรือผู้รู้ผู้ชำนาญที่เป็นที่เคารพนับถือในทางกฏหมายขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะได้คำตอบชัดเจนแก่ตัวเองว่า เมื่อยามที่มีโอกาสทำงานให้แก่ส่วนรวมในเรื่องนี้ เราได้ทำไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยมโนธรรมสำนึก ด้วยความสำนึกรับผิดชอบ และด้วยความสุจริต ตรงไปตรงมา ฯลฯ หรือไม่ และทำไปอย่างเต็มกำลังหรือไม่

แม้ผลจะไม่ออกมาอย่างที่คาดหวังแต่เมื่ออ่านพระราชดำรัสเรื่องเกี่ยวกับกฏหมายดังเช่นที่ปรากฏนี้แล้ว ผมก็ยังแน่ใจในสิ่งที่ทำมา สิ่งที่พูดออกไปและจะไม่ท้อถอยที่ทำในสิ่งที่ควร ตามกำลังต่อไป

“...กฏหมายทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรง หรือธำรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่ เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นๆจริงๆแล้ว ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิด ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฏหมายก็จะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันทีและกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง

ผู้ที่ตัองการใช้กฏหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฏหมายแต่ละฉบับเอาไว้ให้แน่วแน่เสมอไปอย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมทั้งต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของกฏหมายไว้โดยรอบคอบ เคร่งครัดเสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฏหมายไทยถึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือ ยกย่องอยู่โดยตลอดได้”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันที่ 19 กรกฎาคม 2520

“...จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้กฏหมายต้องสำนึกตระหนักในความรับผิดชอบของตนเองอยู่ตลอดเวลา ในอันที่จะใช้กฏหมายเพื่อธำรงรักษาและผดุงความยุติธรรมถูกต้องเพียงอย่างเดียว มิใช่เพื่อผลประโยชน์อย่างอื่นๆ ในขณะนี้ ทุกคนตัองทำใจให้หนักแน่นเที่ยงตรงปราศจากอคติ ให้กล้าแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม ให้สุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยสติและปัญญา ที่จะตรวจตราและพินิจพิจารณาหาทางที่จะใช้ตัวบทกฏหมายให้ได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ คือ ให้เกิดความถูกต้องเที่ยงตรงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ยอมปล่อยให้มีผู้อาศัยข้อบกพร่องของกฏหมาย เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นในทางไม่เป็นธรรมได้ ทั้งต้องดำรงตนให้เป็นที่พึ่งของสุจริตชนด้วยเสมอ นักกฏหมายจึงจะสามารถรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายและความผาสุกสงบของบ้านเมืองไว้ได้...”

พระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 

ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฏหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่สวนอัมพร วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2523

“...กฎหมายไม่ว่าประเทศไหนมีไว้เพื่อรักษาสิทธิ รักษาความปลอดภัย รักษาความสงบ กฎหมายนั้นก็ลึกซึ้ง ใช้ให้ดีก็ดี แปลความให้ดีก็ดี ใช้ไม่ดีหรือหาช่องโหว่ในทางปฏิบัติ มันก็ไม่ดี พอเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นทั้งศาสตร์ เป็นทั้งศิลป์ เรื่องกระบวนการยุติธรรมเนี่ย แต่ถ้าหากตระหนักถึงความถูกต้อง หรือพูดง่ายๆความสุขของส่วนรวม ความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศชาติ ก็จะไปในทางที่ถูก ก็จะอ่านกฎหมาย หรืออำนวยการยุติธรรมได้อย่างไม่ผิด ผู้พิพากษาก็เป็นมนุษย์ก็เป็นคน มีอารมณ์ แต่ถ้าเผื่อทบทวนศีลธรรม หรือจรรยาบรรณของผู้พิพากษาไว้ ก็จะไม่ออกนอกกรอบที่ผิด ท่านทั้งหลายได้เรียนมา ได้ศึกษามา และได้เรียนรู้ว่าอะไรมันผิด อะไรมันถูก อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี อะไรที่จะทำให้มันเดือดร้อนต่อชาติบ้านเมือง ก็คงจะรู้แล้วอะไรไปในทางที่ถูกหรือไม่ถูก ก็ขอให้มีสติ มีปัญญา มีทัศนคติที่ถูกต้อง และอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ก็จะเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง"

พระราชดำรัส ในหลวงรัชกาลที่ 10 แก่คณะผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ซึ่งเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2561

ที่มา thaitribune




Create Date : 12 มีนาคม 2561
Last Update : 12 มีนาคม 2561 4:42:37 น. 0 comments
Counter : 28 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]










Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.