โรคต้อกระจก ต้อหิน..ภัยเงียบใกล้ตัว โดย ผศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์



ดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมีคุณค่ามาก องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า ทั่วโลก 6,000 ล้านคน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้านคน ซึ่งสาเหตุมาจากต้อกระจกและโรคแทรกถึง 45%

 

ข้อมูลจาก นพ. ธีรวีร์ หงส์หยก จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี เปิดเผยว่า ต้อกระจก  จัดเป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมายาวนาน ในประเทศไทยเรามีอัตราตาบอดของประชากรไทย อยู่ที่ 0.59% โดยมีสาเหตุจากต้อกระจก 51.6% ประมาณว่า มีผู้ตาบอดจากต้อกระจกรอการผ่าตัดประมาณ 100,000 ราย และมีต้อกระจกเกิดใหม่ที่จะต้องทำผ่าตัด อีกปีละ 65,000 คน คือประมาณ 0.1% ของจำนวนประชากรต่อ 1 ปี นอกจากนี้หากเกิดร่วมกับบางโรคเช่น เบาหวาน เป็นต้น อาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ

อาการต้อกระจกจะเริ่มจากตามัวลง โดยมากจะค่อยๆ มัวลงช้าช้าทีละน้อย จากเลนส์ที่ค่อยๆ ขุ่นขึ้น นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือต้อกระจกจากโรคบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน การมัวจากต้อกระจก บางทีอาจมีลักษณะเฉพาะ ที่มัวมากขึ้นในบางสถานการณ์ เช่น ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงจ้า แดดแรงๆ, ต้อกระจกบางแบบมัวในที่แสงน้อย และมีแหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านข้างๆ (ขับรถกลางคืนลำบาก), ต้อกระจกบางแบบทำให้สายตาเปลี่ยนไปในทางที่มีสายตาสั้นมากขึ้น การมองไกลจะมัวลง แต่อาจทำให้อ่านหนังสือได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา, การลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง), เห็นภาพซ้อน เวลามองของ 1 ชิ้นจะเห็นเป็นสองชิ้นเหลื่อมกันอยู่ หรือมีขอบเบลอๆอยู่ ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียวปวดตา และมีต้อหินแทรก  

ถึงแม้ว่าต้อกระจกจะเป็นสาเหตุตาบอดอันดับหนึ่งของคนไทย แต่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ให้กลับมามองเห็นเป็นปกติได้ หากได้รับการตรวจรักษาอย่างรวดเร็วโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ถ้าปล่อยไว้ระยะยาว จะส่งผลให้ต้อกระจกสุกขึ้นเรื่อย ๆ และบางรายจะมีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจกที่สุกมากๆ เช่น ต้อหิน ซึ่งอาจจะทำให้การผ่าตัดยากมากขึ้น และในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้

ส่วน โรคต้อหิน เป็นโรคซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวรที่พบได้บ่อยในอันดับต้นๆ ของคนไทย ส่วนใหญ่รักษาไม่หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคเพื่อคงสภาพการมองเห็น และคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ผู้รักษา เพราะผู้ป่วยต้อหินมักไม่มีอาการผิดปกติจนกว่าจะอยู่ในระยะท้ายของโรค จึงมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีตรวจคัดกรอง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยง การตรวจคัดกรองและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะทำให้รักษาการมองเห็นให้คงไว้ได้ดีที่สุด

โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินชนิดเรื้อรังมักจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพราะในระยะแรกของโรคการสูญเสียลานสายตาจะเกิดที่บริเวณรอบนอกก่อน เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงจะเสียลานสายตาในส่วนตรงกลางซึ่งกระทบต่อการมองเห็นจนผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติได้ ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลง จนตาบอดได้ในที่สุด อาการแสดงอื่นๆ และการดำเนินโรคอาจแตกต่างไปตามชนิดของต้อหิน เช่น อาการปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลัน ส่วนต้อหินมุมเปิดมักพบว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการทางตาผิดปกติ ยกเว้นในระยะท้ายของโรคการมองเห็นจะแคบลง เป็นต้น สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เช่น ผู้ที่มีประวัติ บิดา มารดา พี่น้องหรือญาติเป็นต้อหิน คนสายตาสั้นหรือยาวมากๆ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ตลอดจนผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่อาจทำให้เกิดต้อหินชนิดทุติยภูมิ ได้แก่ ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา อุบัติเหตุทางตา การติดเชื้อหรือการอักเสบในตา การใช้ยากลุ่ม สเตียรอยด์ทั้งชนิดหยอด ยารับประทาน ยาฉีด หรือยาพ่น ตลอดจนโรคต้อกระจกที่ปล่อยทิ้งไว้จนเลนส์ตาสุก หรือบวม

แต่ละปีศูนย์จักษุ รพ.ราชวิถีได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาสุขภาพทางตามากกว่า 100,000 ราย ซึ่งศูนย์จักษุแพทย์ รพ.ราชวิถีเป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่เก่าแก่ที่สุดของกระทรวงสาธารณสุข เปิดดำเนินการมานานกว่า 35 ปี อบรมสร้างจักษุแพทย์ไปช่วยดูแลสุขภาพตาประชาชนทั่วประเทศ และยังเป็นศูนย์รักษาโรคตาที่ทันสมัย โดยมีอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญทางจักษุวิทยาครบทุกสาขา เป็นศูนย์ Excellent center ทางจอประสาทตา และเป็นศูนย์ Tertiary eye care referral center ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันรพ.ราชวิถีมีพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกรักษาจำกัด แต่ประมาณปลายปีนี้ เมื่ออาคารศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีสร้างเสร็จ ก็จะเปิดรักษาผู้ป่วยได้มากขึ้นและลดระยะเวลาของการรอรับการรักษาของผู้ป่วยได้ ทั้งนี้อาคารศูนย์การแพทย์แห่งใหม่นี้ยังขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆอีกมาก ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ผ่านมูลนิธิรพ.ราชวิถี บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 051-2-16322-หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร 02–3547997-9 หรือ https://www.rajavithihospitalfoundation.org

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตาคือ อายุที่มากขึ้น ตาถูกแสงแดดจัด ขาดวิตามินเอ กรรมพันธุ์ มีโรคเรื้อรังต่างๆโดยเฉพาะเบาหวาน และบุหรี่ ทั้งนี้เมื่อเป็นโรคตา โอกาสสูญเสียการมองเห็นขึ้นอยู่กับสาเหตุและการพบแพทย์หรือจักษุแพทย์ได้ทันการหรือไม่ ซึ่งอาจเกิดเพียงชั่วคราวหรือถาวรตลอดไป อาจเป็นการสูญเสียการมองเห็นชนิดพอมองเห็นบ้างหรือในลักษณะตาบอดถาวรก็ได้ หากมีอาการปวด เคือง แดง หรือ สังเกตเห็นความผิดปกติ ควรรีบพบจักษุแพทย์และตรวจคัดกรองอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพราะการแก้ปัญหาทางตาต่างๆจะได้ผลดีกว่าหากเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ

ที่มา thaitribune




Create Date : 10 เมษายน 2561
Last Update : 10 เมษายน 2561 13:46:37 น. 0 comments
Counter : 13 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]








Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.