คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย? อุ้มค่ายมือถือ รัฐ-เอกชน ใครได้ใครเสีย!



ภาคประชาชนคัดค้านใช้มาตรา 44 อุ้มค่ายมือถือ-ยืดการชำระค่างวดใบอนุญาต ชี้เอื้อประโยชน์เอกชนทั้งๆ ที่มีกำไรหลายหมื่นล้าน ส่อเป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย

 

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2561 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และเครือข่ายตรวจสอบภาคประชาชน ได้จัดเสวนาเรื่อง “ม.44 อุ้มค่ายมือถือ รัฐ-เอกชน ใครได้ใครเสีย" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ คุณสุภิญญา​ กลางณรงค์​ อดีต​กรรมการ กสทช. ดร.​มานะ​ นิมิตร​มงคล​ เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) คุณชาญชัย​ อิสระ​เสนา​รักษ์​ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริตฯ สปท. และคุณรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า หากใช้ ม.44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการ จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดีกับ กสทช.เอง และอาจจะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายอย่างตั้งใจ  และไม่เหมือนกับการช่วยเหลือ ทีวิดิจิทัล ที่มีเหตุผลในการช่วย เพราะได้รับผลกระทบการนโยบายของรัฐบาล

ไม่เห็นด้วยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพิจารณาใช้มาตรา 44 อุ้มบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลสเน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัทลูกของเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทลูกของทรูมูฟ ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือที่ได้รับประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ (4G) ในการยืดจ่ายงวดที่สี่ออกไป ทั้งที่ในต่างประเทศพยายามให้จ่ายน้อยงวดมากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทิ้งคลื่นความถี่หรือเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

ทั้งนี้ การจ่ายงวดที่สี่ในปี 2563 นั้น จะมีมูลค่ารวมทั้งสองค่ายมือถือ ราว 1.2 แสนล้านบาท และยืดจากจ่ายงวดที่สี่ครั้งเดียวเป็นแบ่งจ่าย 5 ปี โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ซึ่งเป็นผู้นำเสนอแนวคิดดังกล่าว อ้างว่า รัฐจะได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5

“นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รมว.คลัง) เคยอธิบายเรื่องดังกล่าวไว้ว่าดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1.5 นั้น เป็นดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สถาบันการเงินใช้ได้ และให้สิทธิ์กู้ 1 วันเท่านั้น ไม่ใช่กู้ 5 ปี มิฉะนั้นเอกชนจะประหยัดดอกเบี้ยได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก”

อดีต ส.ว. ยังกล่าวถึงการบังคับใช้มาตรา 44 ของ คสช. ด้วยว่า หากมีการใช้ในกรณียืดการจ่ายงวดที่สี่ ตั้งถามเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ให้อำนาจใช้ได้ 3 กรณี คือ เรื่องเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป การปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ และการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร จึงตั้งคำถามว่า เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า การใช้มาตรา 44 อุ้มสองบริษัทมือถือ ยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอีกมาก ดังนั้นจึงคาดหวังว่า คสช.จะทบทวนโดยรอบคอบ เพราะสังคมเกิดคำถามการที่มีผู้นำเสนอและหากมีการอนุมัติ จนทำให้เอกชนประหยัดดอกเบี้ยได้สูงถึง 3 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นการทำให้ฟรีๆ หรือมีเงินทอนติดมาด้วย

ตอนนี้คสช.ใช้มาตรา 44 ฟุ่มเฟือยและไร้ขอบเขต เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ระบุถึงการใช้มาตรา 44 ใน 3 กรณีเท่านั้น คือการปฏิรูป การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการช่วยเหลือภาคเอกชนในการประกอบธุรกิจ ถามว่าความพยายามในการช่วยเหลือภาคเอกชนของคสช. เปรียบเหมือนการเหาะเลยกรุงลงกาหรือไม่ โดยหวังว่าจะมีการทบทวนอย่างรอบคอบ ถ้าคสช.ใช้มาตรา44 อุ้ม รัฐบาลจะเสียประโยชน์แน่นอน เพราะ 2 บริษัทมีสัญญาการจ่ายเงินชัดเจน ที่ผ่านมารัฐอำนวยความสะดวกให้แล้ว ซึ่งในงวดสุดท้ายหากไม่จ่ายก็ต้องเสียดอกเบี้ย 15 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี หากจะให้ผ่อนจ่ายนั้นไม่มีเหตุผล อีกทั้งจะให้ดอกเบี้ยเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งรัฐควรไปช่วยอุดหนุนเงินคนจนมากกว่า เอกชนเขารวยอยู่แล้วเราจะไปอุ้มเขาทำไมให้จ่ายดอกเบี้ยเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนั้นจะเกิดคำถามจากสังคมมากและเกิดคำถามในใจจากประชาชนแน่นอน ดังนั้นเรื่องนี้เราไม่หยุดติดตามแน่นอน

ด้านน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ 4G ได้มีการวิเคราะห์มาแล้วว่า ผู้ประมูลได้จะมีกำไร มิฉะนั้นคงไม่เคาะราคาประมูลกันในเวลานั้น หากปล่อยให้มีการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน จะส่งผลให้เสียประโยชน์เรื่องดอกเบี้ย พร้อมตั้งข้อสังเกต กสทช.มีสิทธิที่จะแก้ไขกติกาเงื่อนไขการประมูล เพราะมีอำนาจ แต่พบว่า กสทช.ยังไม่กล้าดำเนินการ แม้แต่จะลงมติเสนอเรื่องต่อ คสช. แต่กลับโยนเรื่องไปให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการเอง ดังนั้น สุดท้าย หาก คสช.มีมติที่จะช่วยเหลือ นอกจากจะโดนกล่าวหาว่าอุ้มเอกชนแล้ว ยังจะโดนกล่าวหาว่าอุ้ม กสทช.ด้วย

ส่วนเหตุผลมีความจำเป็นต้องช่วยยืดการจ่ายเหมือนกับทีวีดิจิทัลนั้น อดีต กรรมการ กสทช. ระบุว่า ที่ผ่านมาทีวีดิจิทัลยังมีข้อถกเถียงกันได้ เพราะมีการฟ้องร้องกันที่ศาล จึงถกเถียงเพื่อให้ช่วยเหลือได้ แต่สำหรับบริษัทมือถือแล้ว ยังไม่เห็นว่า คสช.จะมีส่วนทำให้เกิดผลเสียต่อการประกอบกิจการ ยกเว้น บริษัทมือถือจะตอบคำถามชัด ๆ ว่า ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐอย่างไร

การพยายามแก้กฎหมายเอื้อผู้ประกอบการนั้น เป็นสิ่งที่รัฐเสียผลประโยชน์เพราะจากเดิมในปี 55 ที่มีการประมูลคลื่น 3G ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงการประมูลที่ถูกมากเพียง 14,000 ล้านบาทให้กับเอกชนสามราย ซึ่งที่ผ่านมาเอกชนดังกล่าวได้ผลประโยชน์มหาศาล ดังนั้นการประมูลคลื่น 4G แม้อาจดูว่ามีค่าใบอนุญาตที่สูง แต่ก็อยู่ในภาวะวิสัยที่เอกชนวิเคราะห์แล้วและเคาะประมูลในช่วงเวลาดังกล่าวที่คาดว่าจะสามารถทำกำไรได้ เมื่อหักลบกับต้นทุน ซึ่งเมื่อในส่วนของ 3G เราเสียผลประโยชน์ ส่วนของ4G รัฐจึงควรได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้ตนมองว่ากสทช. ยังไม่กล้าแก้ไขเงื่อนไขดังกล่าวเอง ดังนั้นถ้าจะแก้ควรเป็นกสทช. ไม่ใช่คสช. ซึ่งจะทำให้อาจมองว่าคสช. อุ้มทั้ง2 บริษัทเอกชน รวมถึงอุ้มกสทช. อีกด้วย เพราะไม่ใช่กฎหมายในชั้นของ พ.ร.บ. แต่เป็นเพียงประกาศของกสทช. ดังนั้นถามว่าคสช. จะรับผิดชอบแทนกสทช. เพราะเหตุใด ส่วนกรณีที่มีการนำเรื่องดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือทีวีดิจิตอลนั้น ตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกัน เพราะทีวีดิจิทัลได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ โดยตรงจึงอาจนำไปสู่การช่วยเหลือ แต่ส่วนตัวนั้นยังไม่เห็นว่าการทำงานของรัฐ หรือคสช. จะกระทบต่อโทรคมนาคม จึงไม่ควรจับทีวีดิจิทัลมาเป็นตัวประกัน

ขณะที่ นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่ คสช.จะใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือ เพราะบริษัทมือถือทั้งสองรายมีกำไรในการทำธุรกิจ และสมัครใจในการประมูล จึงต้องศึกษาวางแผนถึงผลดีผลเสียและโอกาสทางธุรกิจที่จะได้รับ การหาเหตุอ้างในภายหลัง เพื่อขอลดค่าใช้จ่ายลดต้นทุน เพิ่มกำไรให้ตนเอง จึงรับฟังไม่ขึ้น

ขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์ใดที่บ่งชี้ว่า เอกชนอยู่ในสภาวะที่ควรได้รับความช่วยเหลือ เพราะปีที่ผ่านมาเอไอเอสมีผลประกอบการรวมกว่า 6 แสนล้านบาท กำไรกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทรูมูฟ 2.3 แสนล้านบาท กำไร 2.3 พันล้านบาท ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัทยังมีความสามารถระดมทุนจากตลาด หรือกู้เงินมาชำระได้เลย ถ้าไม่มีจะเป็นความสูญเสียของประเทศ

“เพิ่งมีข่าวว่า ทรูมูฟประกาศการใช้เงินลงทุน 3.6 พันล้านบาท ทำเคเบิลใต้น้ำเพื่อเชื่อมโยงระบบเครือข่ายดิจิทัลระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิก โดยจะมีอายุการใช้งาน 25 ปี และจะเริ่มใช้ในปี 2563 อีกทั้งยังรองรับระบบ 5Gที่จะประมูลเร็ว ๆ นี้ด้วย ดังนั้นจะเห็นว่ามีการลงทุนเตรียมพร้อมแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ต้องห่วงจะไม่มีเงินมาจ่ายงวดที่สี่”

เลขาธิการองค์กรต่อต้านฯ ยังกล่าวว่า หากจะให้การช่วยเหลือจริง ๆ จะต้องทำให้โปร่งใส ดังนั้น จึงควรผ่านกระบวนการที่มีการตรวจสอบอย่างชัดเจน โดยนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้เปิดอภิปราย เก็บข้อมูลให้ชัดเจน คิดว่าคนไทยจะยอมรับ ส่วนการใช้มาตรา 44 ถือเป็นการตัดตอนที่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ

“จะใช้วิธีไหนก็ได้ ขอให้ ครม. และ คสช.แสดงท่าทีอย่างเปิดเผย ใช้กฎหมายอย่างไรก็ได้ แต่หากใช้มาตรา 44ช่วยเหลือ แล้ววันข้างหน้ามีความเสียหายเกิดขึ้น ขอให้บุคคลเหล่านี้ต้องรับผิดชอบ ชดใช้ อย่าลอยตัว มิฉะนั้นจะไม่ยุติธรรมกับสังคมไทยและไม่เป็นธรรมกับคนไทยทั้งประเทศ” นายมานะ กล่าว

สุดท้าย นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า กสทช.ต้องอธิบายให้สังคมรับทราบ ภาระหน้าที่ทำเพื่ออะไร หากนายฐากร ตันฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงาน กสทช. กำลังทำหน้าที่เป็นลูกจ้างของสองบริษัทมือถือ ให้ลาออกไปเป็นลูกจ้าง เพื่อคอยปกป้องผลประโยชน์ของเอกชน ไม่ใช่มานั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ กินเงินภาษีของประชาชนหลายแสนบาท แต่ไม่ใช่ไปปกป้องว่า เอกชนจะประมูลไม่ได้ แล้วรัฐจะไม่ได้เงิน นั่นแสดงว่า กำลังนำเรื่องของอนาคตที่เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ มากำหนดกฎเกณฑ์ในปัจจุบันเพื่อมาเป็นข้ออ้างกับรัฐบาลในการยืดการจ่ายงวดที่สี่ หากทำอย่างนี้ กฎหมายฮั้วประมูลจะไม่ปล่อย เพราะถือว่าเงื่อนไขที่เสนอไว้ครั้งแรกมีการประมูลกันโดยเสรี ไม่มีใครเอาปืนหรือดาบจ่อคอหอยหรือหัวให้สองบริษัทมือถือมาประมูล

ต่อมาวันนี้ (วันที่ 9 เมษายน 2561) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์มือถือ" ระบุว่า

จากการที่รัฐบาล และ คสช. ได้แสดงท่าทีว่าจะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญฯ เพื่อเปิดทางให้เอกชนผู้ประกอบการธุรกิจมือถือสองราย เปลี่ยนแปลงวิธีการชำระค่าสัมปทานคลื่นโทรศัพท์ 4 จี ที่ทั้งสองรายนั้นประมูลได้ไปโดยสมัครใจตามกระบวนการที่มีเงื่อนไขชัดเจนและเปิดเผย โดยยืดเวลาชำระเงินที่ยังค้างจ่ายให้รัฐไปเป็นการผ่อนชำระนาน 5 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1.5 ต่อปี ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับการที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อกู้เงินซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์หรือประกอบธุรกิจการค้า 

ต่อกรณีนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เห็นด้วยและสนับสนุนข้อมูลของนักวิชาการและผู้นำภาคประชาสังคมที่เสนอว่า ยังไม่มีเหตุจำเป็นใดเลยที่รัฐต้องยอมเอาประโยชน์ของคนไทยไปช่วยเหลือบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสอง หากรัฐบาลและ คสช. มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือที่จะออกมาปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ควรใช้กลไกทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่นำไปสู่การตรวจสอบอย่างเปิดเผยรอบด้าน รวมทั้งขอให้บุคคลใน ครม. และ คสช. ต้องร่วมกันรับผิดหากเกิดการฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมายในอนาคต 

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เสนอว่า ควรแยกพิจารณาวิธีการช่วยเหลือผู้ประกอบการในธุรกิจทีวีดิจิทัลออกจากการพิจารณากรณีโทรศัพท์มือถือ เพราะมีเงื่อนไขที่ทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน อนึ่ง การใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 นั้น ควรใช้เพื่อการอันจำเป็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยแท้จริง มิเช่นนั้นจะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว.

ที่มา thaitribune




Create Date : 09 เมษายน 2561
Last Update : 9 เมษายน 2561 22:59:34 น. 0 comments
Counter : 14 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

p_chusaengsri
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 52 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add p_chusaengsri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.