นิยาย...จุดเยือกแข็งในหัวใจ (1)....( Home is where the heart is...)
Home is where the heart is,”

ถ้าสำนวนนี้เป็นความจริง ผมยังสงสัยอยู่เสมอว่า..ว่าหัวใจผมอยู่ที่ไหน..


เวลา 12.30 น. ซิดนีย์ 2004,

“โคตรเจ๋งเลยมึง ไปตายซะ” ผมโพล่งออกมาดังๆ จนคนรอบข้างหันมามองหน้า เบื้องหน้ารายการทีวีทอลก์โชว์รายการหนึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของชายหนุ่มที่รอดมาจากสงครามอัฟกานิสถาน มันช่างไร้สาระ เสียจนผมเอือมในความคิดของผู้นำโลกที่จ้องทำสงครามสร้างภาพไปวันๆ ผมไม่สนและไม่ได้มีหน้าที่ปกป้องภาพลักษณ์ของอเมริกา หรือ ออสเตรเลีย และทุกประเทศที่เข้าร่วมสงครามบ้าๆนี้ ใช่.. หากแม้ว่าวีรกรรมนี้จะมีมูลความจริงมากกว่าการสร้างภาพวีรบุรุษโลกก็ตาม ผมก็ยังเหยียดหยามความจริงด้านที่ผมไม่เคยเผชิญด้วยตัวเองนั่นอยู่ดี ผมถุยน้ำลายทิ้ง คราวนี้บังเอิญกระเด็นไปโดนเจ้าหนุ่มนักธุรกิจหน้าตาโง่ๆที่รออยู่บนชานชลาเดียวกัน มันหันมาถลึงตาใส่ผมด้วยความรังเกียจและ ไม่ต้องบอกก็รู้ถึงสายตาคู่นั้นที่มองมาที่ผม ผมกล่าวขอโทษให้มันอย่างเสียไม่ได้ พร้อมเดินหลบไปจากที่นั่น ภาพที่ผู้คนมองเห็น คือ ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง หน้าคมคาย สูบบุหรี่จัด จนเห็นรอยคราบบุหรี่สีเหลืองที่นิ้วมือ แม้จะแต่งตัวด้วยชุดกางเกงยีนต์เก่าๆสีจางๆ สวมเสื้อยืดฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ใต้เสื้อแจ็คเก็ตตัวใหญ่นั้น ก็ไม่สามารถปกปิดร่องรอยความไม่ใส่ตัวเองขนาดหนักของเจ้าตัวไว้ได้ ผมยาวประบ่าสภาพยุ่งเหยิงพอดูนั่น มันทำให้เดาได้เลยว่าเจ้าของคงไม่ผ่านการหวีตกแต่งทรงมานาน อีกทั้งหนวดเครายาวครึ้มนั่นยิ่งบ่งบอกได้ว่าเจ้าของละเลยตัวเองขนาดไหน
ที่นอนบนรถไฟไม่ได้สบายอย่างที่คิดหรอก เพียงแต่มันทำให้ผมอุ่นใจว่า ไม่ต้องตอบคำถามใครต่อใครที่ผมทำตัวหายหน้าหายตาไปโดยไม่ส่งข่าว พ่อบอกกับทุกคนว่าผมไปอินเดีย ผมไปมาจริงนั่นแหละแต่ก็กลับมาถึงซิดนีย์ได้เดือนกว่าๆแล้วโดยที่ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งไอ้ เดฟ เพื่อนสนิทของผม ป่านนี้มันคงกำลังตามหาตัวผมให้วุ่น เพื่อทวงหนี้ 2000เหรียญที่ผมยืมไป เงินก้อนนั้นมันหมดไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวผมมีแค่ 52 เหรียญสุดท้ายที่ต้องใช้ไปจนถึงวันศุกร์เพื่อรอจนกว่าเงินช่วยเหลือจะออก แล้วนี่มันเพิ่งวันจันทร์เอง
“จะทำไงดีวะเนี่ย....”
ผมเอนกายลงนอนพลางครุ่นคิดถึงการใช้ชีวิตให้ได้ถึงศุกร์หน้าที่จะมาถึงโดยที่จะไม่คลั่งตายเสียก่อน แต่ที่แน่ๆคือ ผมยังคงมีสติพอที่จะทำอะไรโง่ๆต่อไปอีก เชื่อผมสิ....


จินตนาการหมายเลข1 กำลังทำงาน
“Take the best orgasm you’ve ever had, multiply by 1000 and you’re still nowhere near it”
(ต่อให้เอาทุกจุดสุดยอดที่ดีที่สุดที่คุณเคยมีมารวมกัน คูณเข้าไปพันครั้งก็ยังไม่ใกล้กับการได้เสพ(เฮโรอีน)หรอก) Trainspotting( แปล)



ผมเห็นตัวเองลอยไปมาบนหน้าอกผู้หญิงขนาดน้องพาเมล่า แอนเดอร์สัน มือของเธอที่เหมือนหนวดปลาหมึกลูบไล้ไปมาบนตัวผม บนไอ้หนูของผม ผมครางอย่างมีความสุข ใช่ผมกำลังมีความสุข จู่ๆความสุขของผมไปกลายเป็นความเจ็บปวด มันลามขึ้นมาจากหน้าท้องของผมจนถึงหน้าอก ผมอาเจียนออกมา เลอะเปรอะ เปลื้อนหน้าอกของเธอ โอ้พระเจ้า...ราวกับว่ามันเหมือนน้ำกรดเลอะลงบนหน้าอกคู่นั้น สองเต้าชูชันที่ผมเพิ่งลิ้มรสลงไปสัมผัสค่อยๆยุบตัว พองตัว ยุบตัวเหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลมจนหมดแล้วหลอมละลายลงไป
ร่างกายของผม มันสั่นสะท้านขึ้นจนเกร็งไปทั่วร่าง ไอ้ความเจ็บปวดบ้าๆนั่นเกิดขึ้นอีกครั้ง ผมพยายามที่จะเปล่งเสียงร้องออกมา แต่ทว่าผมกลับเห็นร่างกายของผมย่อยสลายลงไปช้าๆ เหมือนใครเอาคุณเข้าไปในเครื่องปั่นผลไม้ที่เปิดสวิตซ์ไว้ หน้าอกของเธอกลับกลายเป็นใบมีดนับพันเล่ม ตัดผ่านร่างกายผมออกเป็นส่วนๆ ผมหลับตาร้องหวังว่าจะตื่นจากฝันร้ายนี้ไปซะที ผมร้องและร้อง จนใบมีดสุดท้ายเฉือนเอาลิ้นผมออกไป



“เฮ้..คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟ ฉายไฟมาที่ใบหน้า ผมปรือตามองทุกคนอย่างยากเย็น
รู้สึกแสบท้องและคลื่นใส้จนแทบทนไม่ไหว ผมป้องมือจากแสงไฟแล้วแสร้งยิ้มให้กับพวกมัน แข็งใจตอบไปว่า ผมสบายดี แค่ไม่สบายนิดหน่อย พวกเขามองมาที่ผมอย่างไม่แน่ใจ ใครคนหนึ่งบอกให้ผมกลับบ้าน หรือจะให้เรียกรถพยาบาล เรื่องอะไรผมจะอยู่ให้โง่ล่ะ!! การกลับบ้านพร้อมกับตำรวจหรือรถพยาบาล นั่นคือการเผชิญหน้ากับเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของพ่อ หรือแววตาสมเพชปนเวทนาของเจนน่า และอีกไม่กี่นาทีหรอกแม่ต้องโทรมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อโวยวายให้ผมเลิกทำตัวสร้างปัญหาซักที พร้อมๆกับแนะนำผมให้รู้จักกับแฟนใหม่ของแม่ในเวลาเดียวกัน และต่อมาคงเป็นแซม เจ้าหมอนั่น มันจ้องที่จะเหยียบผมให้จมหายลงไปในกองขี้ เพื่อที่จะพล่ามให้ใครต่อใครฟังว่า ผมช่างเป็นลูกชายที่ดีของแม่ เสียจริง ทั้งที่ผมน่าจะได้ค้นพบสัจธรรมของชีวิตที่อินเดียแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงต้องเจอเรื่องอะไรแบบนี้ พอเถอะ!! ถ้ายังเห็นแก่ความดีงามในโลกเน่าๆใบนี้ อย่าพูดคำว่า
“ กลับบ้านเถอะ เจเจ”
ให้ผมได้ยินอีก ผมไม่อยากแสร้งทำเป็นคนดี ตอบคุณไปว่า

“ ขอบคุณแต่ไม่ต้องมาแส่ตูด บอกให้ผมไปตายห่าที่ไหนหรอก คุณสุภาพบุรุษ”

ผมแข็งใจกัดฟันเดินออกไปจากพวกมันจนถึงห้องน้ำ มองสภาพตัวเองในกระจกที่แทบจะดูไม่ได้ เรนตันมันยังดูดีกว่าผมอีก ผมดื่มน้ำจากก๊อก ครั้งแล้วครั้งเล่า หิว...ผมไม่ได้กินอะไรมาสองวันเต็มๆ เกินจะหิว เพราะผมกำลังโหยหาความอิ่มที่คุณคงไม่อยากและยากที่เข้าใจมัน ผมล้วงเข้าในก้นกระเป๋ากางเกง ห่อกระดาษอันอ่อนนุ่มยับย่นเหมือนถุงชาเก่าๆซุกร่างอยู่ในมือผม รอเวลาให้ผมกดลิฟท์พามันไป จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ทั้งมันและผมพร้อมที่จะเจอจนแทบทนไม่ไหว!!!!.




Create Date : 18 มกราคม 2553
Last Update : 18 มกราคม 2553 20:07:11 น.
Counter : 458 Pageviews.

1 comments
  
กลิตเตอร์
โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 18 มกราคม 2553 เวลา:23:43:52 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

only_chubby
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ณัฐตั้งใจทำเวบบอร์ดเพื่อเตือนใจตน เพราะตามที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า "ธรรมะ เป็นกระจกเงาที่เรายกขึ้นมาส่องดูตัวเราได้ พิจารณาตัวเราได้ เพื่อแก้ไขปรับปรุงตัวเราได้ ถ้าเรามีธรรมะมาส่อง เราก็จะรู้จะเห็นสภาพความเป็นจริง"