AZURE
Group Blog
 
All Blogs
 

ยังอ่านไม่จบ (บางตอนจริงๆ จาก the spirit level)

ไม่ได้อัพ blog สะเกือบปี (อีกละ)


พอดีได้อ่าน the spirit level ความ (ไม่) เท่าเทียม
หนังสือเค้าออกมาตั้งแต่ ตุลาคม 2555 

บางช่วงบางตอนของหนังสือ (ประมาณ 3 หน้า เห็นจะได้) พูดถึงเรื่องความสุขเปรียบเทียบกับความร่ำรวยและยากจน

หนังสืออ่านแล้วต้องสรุปด้วยตัวเองอีกนิดนึง เพราะเป็นหนังสือเชิงวิขาการเล็กน้อย (แต่อ่านสนุก)  

พอดี ต้องทำเรื่องความอ้วน เลยขอสรุปไว้ remind ตัวเองจ้า

ความสุขเพิ่มขึ้น หากเรามีฐานะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น (จริงบางส่วน)

แต่ ณ จุดหนึ่ง เมื่อเราร่ำรวยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้น ปรากฎว่าระดับความสุขของเราไม่ได้เพิ่มขึ้น

ลองเทียบกับ ความต้องการขณะเราหิวเมื่อแรกเริ่มหากไม่ได้กินอาหารเราก็จะหิว = ไม่มีความสุข

เมื่อเราสามารถหาซื้ออาหารได้ เราก็คลายหิว = มีความสุข

และยิ่งเราสามารถทานอาหารที่เราอยากทานได้เพราะเรามีกำลังซื้อนั้นคลายอิ่มกับมื้ออาหารที่เป็นปลื้ม = ยิ่งสุข

แต่ ณ จุดที่เราอิ่มแล้ว ต่อให้มีอาหารจำนวนมากมาให้เราทาน เราก็หยุด =ความสุขคงที่

ตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ความสุขไม่ได้หายไป แต่คงที่ มองในแง่นึง คือถึงแม้เราจะสามารถหาซื้ออะไรได้มากแค่ไหน แต่ถ้า ณ จุดนั้น เราพอแล้ว อิ่มแล้วระดับความสุขมันก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น (แต่ก็ไม่ได้หายไปนะ)

+++++ของแถม คิดต่อจากการสรุปความ+++++

อ๊ะ แล้วถ้ามีคนแย้งว่า ถึงอิ่มแล้ว ก็ยังทานได้นะถ้าเรายังอยากกินอาหารที่น่ากินอยู่อีก มันก็น่าจะเป็นความสุขล้นๆ หรือป่าว

มันก็น่าจะใช่ แต่นั่นน่าจะเป็น ความโลภ รึป่าว อิ่มแล้ว ไม่พอจะกินอีก เพราะอยาก (โลภที่จะกิน = กิเลส)

อันนี้เรียกว่าสุขเกินคาดหมายได้ แต่ถ้าไม่รู้จักยั้งบ่อยๆ ก็อาจจะได้ทุกข์แบบไม่คาดหมายได้เหมือนกัน

อ้วนเกิน à ไม่สุขแล้วà เกิดโรคที่เกิดจากอ้วนเกิน= กรูเศร้าเลย 






 

Create Date : 30 มิถุนายน 2556    
Last Update : 30 มิถุนายน 2556 19:05:00 น.
Counter : 384 Pageviews.  

KING KAISER TSAR

อ่านหนังสือ เล่มนี้มา King, Kaiser, Tsar  กว่าจะอ่านได้จบ ก็ลืมตอนต้นไปสะแล่ว


เรื่องราวน่าสนใจมากเลย เหมาะสำหรับคนอยากรู้ประวัติศาสตร์อะนะ

หลังจากอ่านจบแล้ว รู้สึก อยากสรุป ความเข้าใจให้ตัวเองว่า ใครเป็นใคร มายังไง จั๊กหน่อยสะแล่ว :)

ก่อนอื่นขอ บอกก่อนว่า เรากะลังจะนำไปสู่เรื่องราวของ 3 ประเทศ คือ
อังกฤษ รัสเซีย และเยอรมัน 

เป็นไงหล่ะ ประเทศมหาอำนาจทั้งนั้นเลยใช่มะ (หมายถึงในอดีตนะ...)

เรื่องนี้ มีความซับซ้อนทั้ง 3 ประเทศ เพราะมีความเกี่ยวโยงทางเครือญาตินั่นเอง

งานนี้ คนที่มีบทบาทสำคัญ ค่อนข้างจะไปทาง ควีนวิกตอเรีย นั่นเอง

เริ่มต้น จาก ควีนวิกตอเรีย แต่งกะ อัลเบิร์ต แล้วมีลูกทั้งหมด 10 คน แต่ที่มีบทบาทสำคัญคือ เบอร์ตี ลูกชายคนแรก ต่อไปเป็น King Edward VII ซึ่งจะไปแต่งงานกับ Alexandra จากเดนมาร์ก และได้ลูกมาเป็น King George V 

และลูกสาวคนสุดท้องของ Queen Victoria คือ Victoria (อุ๊ยชื่อแม่กะลูกเหมือนกันเลย) ที่ต่อไปจะแต่งงานกับ Frederick III  เยอรมนี ได้ลูกมาเป็น Kaiser Wilhelm II

เห็นมั๊ยๆ แค่เริ่มต้น ก็เห็นแล้วว่า มีการเกี่ยวดองระหว่าง ราชวงศ์อังกฤษกับเยอรมนีแล้ว โดยลูกสาวคนเล็กของ Queen Victoria นั่นเอง

เอาหล่ะ ทีนี้มาเกี่ยวดองกะ รัสเซียได้งัยหล่ะ 
ก็เพราะว่า ลูกสาวอีกคนของ Queen Victoria ชื่อ Alice ได้แต่งงานไปกับ Louise of Hesse ได้ลูกสาวคนสำคัญมาคือ Alexandra ซึ่งต่อไป Alexandra จะไปแต่งงานกับ TSAR Nicholas II จากรัสเซียนั่นเอง 

เห็นมั๊ยๆๆ สาวๆ ชาวอังกฤษ ไปเกี่ยวดองกับกษัตริย์สำคัญๆ ทั้งเยอรมนีและรัสเซีย

โดยสรุปคือ หลานชายของ Queen Victoria เป็นกษัตริย์ 2 ประเทศแหน่ะ King กะ Kaisar แหน่ะ ไม่พอได้หลานเขย เป็นกษัตริย์รัสเซียอีก TSAR น่ะเอง 

รายละเอียดปลีกย่อยของกษัตริย์แต่ละชาตินะ
Kaiser Wilhelm II : เป็นหลานคนแรกของ Queen Victoria เกิดมาพิการ เพราะแขนซ้ายลืบเล็ก (อ่านแล้วเดาว่า เป็นปมด้อย ที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนก้าวร้าวในตอนหลัง เพื่อกลบปมด้อยนี้) และอีกอย่างคือ กษัตริย์องค์นี้เป็นชายรักชาย กษัตริย์องค์นี้ เติบโตมากับความจริงที่ตนเองศรัทธาด้วยว่า ปู่คือจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่แห่งเยอรมัน และยายคือ จักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่แห่งอังกฤษ แต่สุดท้ายก็เกลียดอังกฤษ เพราะการตกไปอยู่ในกลุ่มคนเยอรมันที่เกลียดอังกฤษ ทำให้ถูกปลูกฝังไปในแนวคิดนั้น ชีวิตในตอนหลังยังของกษัตริย์องค์นี้ ได้ประสบปัญหาทางจิต ได้ขึ้นครองราชย์ก่อนคนอื่น 

TSAR Nicholas II : กลายมาเป็นกษัตริย์แบบไม่ทันตั้งตัว เพราะการด่วนจากไปของ พ่อ และโดยบุคลิกของ TSAR Nicholas II ก็มีท่าทีที่อ่อนแอด้วย (อนาคตของ TSAR องค์นี้ หลายคนคงพอจำได้ ว่าน่าสงสารเหมือนกันเนอะ ที่โดนยิงทิ้งทั้งตระกูล แล้วก่อนหน้านี้ อยู่ๆ ก็มีข่าวว่า ลูกของกษัตริย์องค์นี้ ยังไม่ตาย 2 คน....คนนึงคือ อนาสตาเซีย และน้องเล็กซึ่งเป็นรัชทายาทคือ อเล็กเซย์ จริงหรือไม่ ก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้แหะ) กษัตริย์ องค์นี้ ค่อนข้างมีอารมณ์อ่อนไหว และถูกเลี้ยงมาแบบให้รู้จักความลำบาก 

King George V : ไม่ได้ถูกวางตัวให้เป็นองค์รัชทายาทแต่แรก เพราะเป็นลูกชายองค์ที่ 2 แต่เพราะการเสียชีวิตของพี่ชาย (ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการไม่สมประกอบทางจิตหรือป่าว เลยทำให้อยู่ได้ไม่นาน) ทำให้ต้องมาเป็นกษัตริย์ (เติบโตโดยเห็นพ่อซึ่งเป็น King Edward VII ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย) ในช่วงแรกที่ยังไม่ถูกวางตัวนั้น ได้ถูกให้ไปทำงานเป็นทหารเรืออยู่นานเลย และได้เป็นกษัตร์ย์ที่ให้การช่วยเหลือประชาชนเท่าที่ทำได้ ลูกได้เป็นกษัตริย์ต่อถึง 2 องค์คือ King Edward VIII and King George VI

3 กษัตริย์ มีความผูกพันกันตั้งแต่เด็ก โดยจะเห็นว่า มีการเขียนจดหมายถึงกันโดยตลอด ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องการเมือง (ส่วนนึงคงเพราะเหมือนว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน แม้จะปกครองกันคนละประเทศก็ตาม แต่ต้นกำเนิดที่เกี่ยวพันก็มาจากอังกฤษ) ในส่วนลึกแล้ว TSAR Nicholas II ไม่ได้ชอบ Kaiser Wilhelm II นะ



ประเด็นที่ทำให้เกิดการศึกสงคราม เพราะเรื่อง การปกครองโดยระบอบสิทธิบูรณาญาสิทธิราชย์ นั่นเอง

และในช่วงท่ี่มีสงครามกัน ชาวอังกฤษ เกลียด เยอรมันมาก ขณะที่ King George V กับ Kaiser Wilhelm II กลับเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ช่วงท้าย รัสเซียผูกมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศส ยกเว้นเยอรมนี 

หลังจากสงครามครั้งนี้ ปรากฎว่า Nicholas and Wilhelm II เสียชีวิต เหลือก็เพียง King George V ที่รอดพ้นจากสงครามครั้งนี้ได้ และเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและหมดสิ้นระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สำหรับในเยอรมนี และ Kaiser Wilhelm II ก็ถูกบังคับให้สละราชสมบัติและได้ลี้ภัยไปอยู่ฮอลแลนด์  ขณะที่ ราชวงค์โรมานอฟของรัสเซียก็สูญสิ้นด้วยเช่นกัน เพราะการสังหารหมู่นั่นเอง

จากสงครามครั้งนี้ นำไปสู่การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วยนะ

จบ ผิดถูกยังไง ก็แก้มาได้นะ















 

Create Date : 19 เมษายน 2555    
Last Update : 19 เมษายน 2555 3:04:41 น.
Counter : 494 Pageviews.  

มุซาชิ กะ สาวนักชอปกะเบบี๋

เมืออาทิตย์ที่ผ่านมา อ่านมุซาชิ จบเรียบร้อยค่ะ

จากที่เคยอ่านภาคการ์ตูนมา ค่อนข้างคล้ายกัน แต่บางส่วนการ์ตูนก็ย่อไปเยอะ ฉบับที่อ่านเป็นฉบับท่าพระจันทร์ค่ะ ดีค่ะ กระชับดี ไม่ต้องอ่านหลายเล่ม เหมาะกะคนที่มีเวลาน้อย อรรถรสที่ได้ก็ไม่ขาดค่ะ

จากที่อ่านมา ผู้แต่งชาวญี่ปุ่นเค้าว่า ที่เค้ารวบรวมและทำเป็นนวนิยายเชิงประว้ติศาสตร์ เพราะต้องการให้ชาวญี่ปุ่น เข้าใจว่า มูซาชิ จริงๆ แล้วเค้าเป็นคนยังงัย จากภาพในอดีตที่ชาวญี่ปุ่นเข้าใจผิดๆ ว่ามุซาชิ คือ คนที่ไม่เก่งจริง ใช้วิธีหลบหลีก หรือลอบทำร้าย เช่น การมาสาย เป็นต้น

ยังงัยก็ตาม หลังจากอ่านเรื่องนี้แล้ว เราก็ยังไม่สามารถเชื่อตามผู้แต่งได้ค่ะ
เพราะเรื่องราวเบื้องลึกจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครบอกได้

แต่ ถึงไงก็ตาม เราก็นับถือความเก่งของมูซาชิค่ะ ที่สามารถเอาเชนะการรบกว่า 60 ครั้งได้ค่ะ ความมุทะลุ บ้าบิ่น ในตอนแรกที่ยังไม่ได้เจอ ทาคุอัน
และหลังจากถูกทาคุอันขังไว้ที่ปราสาทกระเรียนขาว ถึง 3 ปีเต็ม ได้เปลี่ยนมูซาชิให้กลายเป็นคนใหม่ ที่มีสติขึ้นบ้าง

ถ้าเราอยากเป็นอย่างมูซาชินะ ก็ครือ การตั้งใจจริงในการทำอะไรสักอย่าง มุซาชิมีข้อดีเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ รักเพื่อน ซึ่งในตัวผู้ชายที่เกกมะเหลก หรือไม่จริงใจ อาจไม่พบข้อดีข้อนี้ก็ได้มั้งเนอะ

ความตั้งใจที่จะให้คนญี่ปุ่นเข้าใจมูซาชิใหม่ คล้ายกับ ผู้แต่งคนนึงที่เค้าเขียนเกี่ยวกับตำราการรบของซุนวู โดยทำให้ใกล้เคียงกับของจริง เพราะคนจีนในช่วงก่อนหน้านั้นเข้าใจซุนวูผิดไป ว่าไม่เก่งจริง เอาแน่ไมได้ ประมาณนั้น ยังอ่านไม่จบค่ะ ถ้าอ่านจบจะเล่าให้ฟัง

เรื่องต่อมาที่อ่านจบเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คือ สาวนักช๊อป กะ เบบี๋

สนุกและก็บ้าเหมือนเดิมค่ะ คนอ่านต้องอ่านแบบไม่คิดมากนะคะ
ถ้าคิดมากและ serious กะชีวิตจะอ่านเรื่องนี้ไม่ได้ค่ะ
อย่างเพื่อนเราเค้ารับคุณนายบลูมวูด ไม่ได้เลยค่ะ
เรื่องนี้ตอนที่อ่านเราก็คิดไว้อย่างเดียวเลยค่ะ ว่าคุณแฟนเก่าน่ะ เค้าไม่มีไรในกอไผ่ ปรากฏว่า ไหงงั้นหล่ะ ถ้าเกิดกะชีวิตเรา เราคงโดนหลอกแหงมๆ เลย

ก็นู๋มันเด็กซื่อนี่เนอะ




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2551    
Last Update : 16 มิถุนายน 2551 12:24:56 น.
Counter : 313 Pageviews.  

Chasing Daylight

เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะว่า ได้ฟังจากชุมชน yahoo รอบรู้ ว่าเรื่องนี้ เป็นหน้งสือที่สร้างแรงบันดาลใจคน และเหมาะกะคนที่กะลังท้อแท้ เราเลยอยากรู้ว่า เป็นหนังสือแบบไหนค่ะ

ปรากฏว่า ได้หนังสือเล่มนี้มาเมื่อสัปดาห์หนังสืองวดก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีเวลาอ่านจบเมื่อสงกรานต์นี้เองค่ะ

เค้าเล่าว่า.......................

คำโปรยของหนังสือ บอกไว้ว่า เป็นเรื่องจริงของ CEO ที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย และมีเวลาบนโลกเหลือเพียง 3 เดือน เท่านั้น

หนังสือเล่มนี้ต้องยกความดีให้ คุณ สุทธิชัย หยุ่น ค่ะ ที่ได้อ่านภาคภาษาอังกฤษ และอยากแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ให้คนไทยได้อ่านกัน ขอบคุณค่ะ

หนังสือเล่มนี้ ถือเป็น ไดอารี่ของผู้ตายก็ว่าได้ค่ะ แม้ว่าตอนท้ายของหนังสือจะเปลี่ยนตัวผู้เขียนเป็นภรรยาของผู้ตาย เนื่องว่า ผู้ตายได้เสียชีวิตแล้วนั้น แต่เนื้อความของส่วนที่ภรรยาผู้ตายเขียนไว้นั้น ยังคงรักษาทำนองการเล่าเรียงได้ไม่สะดุดจากส่วนก่อนหน้าค่ะ

หลังจากอ่านจบแล้ว ทำให้ได้รู้ว่า ยังมีหนังสือที่ทำให้เราต้องน้ำตาไหลอีก 1 เล่ม ค่ะ นอกจาก ต้นส้มแสนรักแล้ว แต่เล่มนี้ น้ำตาไม่ถึงกะไหลพลั่กๆ เหมือนที่คุณ โจเซ่ เขียนในต้นส้มแสนรักนะคะ เรื่องนี้ เอาแค่น้ำตาซึมค่ะ และมีเพียงแค่ฉากเดียวเท่านั้นค่ะ ที่บอกว่าเป็นฉากเพราะ ทุกครั้งที่อ่านหนังสือ มักจะมีจินตนาการติดตามมาด้วยทุกครั้งสิน่า

ฉากน้ำตาซึม เค้าว่ายังงัยนะ.................

นี่ค่ะ เป็นฉากที่พ่อของเด็กอายุ 13 ขวบ กะลังพยายามที่จะใส่เสื้อเชิ้ตอย่างทุลักทุเล เพราะการมาเยือนของมะเร็งร้ายที่สมองทำให้ผู้เป็นพ่อไม่สามารถบังคับร่างกายให้สามารถทำเรื่องง่ายๆ แค่การใส่เสื้อให้สำเร็จลงได้ เช้าวันนั้น ขณะที่ผู้เป็นพ่อกะลังหาทางปลุกปั้นในการยัดเสื้อลงไปให้ได้นั้น สายตาเค้าก็เหลือบมาเห็นลูกสาวที่แอบมองอยู่มุมประตูห้องนอน แวบนั้น พ่อเกิดความรู้สึกว่า ลูกของเขาจะรู้สึกอย่างไรที่ได้เห็นพ่อเป็นแบบนี้ สงสาร หรือ เป็นห่วง ความรู้สึกของคนเป็นพ่อคือ ไม่อยากให้ลูกสาวมาเห็นฉากนี้

ประเด็นของหนังสือเรื่องนี้มีหลายประเด็น

แก่นของมันคือ ผู้ตายเป็นผู้บริหารระดับสูง ที่เป็นนักวางแผนชีวิตมาโดยตลอด แต่เมือรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งในสมองแล้วนั้น โดยจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน คำถามคือ เค้าจะจัดการกับชีวิตที่เหลืออย่างไร

ที่เห็นว่าฉลาดสำหรับภรรยาของผู้ตายคือ การยอมรับความเป็นจริงร่วมกันกับสามี แม้หมอจะบอกว่า ระยะเวลายาวนานที่อยู่ได้คือ 1 ปี แต่ คู่สามีภรรยาก็เลือกที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่หมอบอก 100% แต่เลือกที่จะวิเคราะห์ถึงอาการทั้งก่อนรู้และเปรียบเทียบระยะเวลาว่าน่าจะเหลือใช้ชีวิตได้อีกนานเท่าไหร่

ที่น่านับถือ คือ การยอมรับความตายของผู้เป็นสามี ซึ่งในความเห็นแล้ว เราว่ามีผลต่อสภาวะทางจิตของสามีอย่างมาก ทำให้สามารถอยู่ในโลกได้ในระยะเวลานาน แม้จะไม่นานมากก็เหอะ

ที่น่าเสียดายคือ ช่วงเวลาที่ผ่านมาที่สามีทำงานอย่างหนักเพื่อครอบครัว ทำให้มีเวลาให้กับภรรยาแม้การทานอาหารร่วมกันไม่มาก หรือการท่องเที่ยวร่วมกันกับภรรยาและลูก ก็ยังไม่สามารถทำได้ จุดนี้คงต้องเข้าใจว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ แม้จะเหมือนไม่ทำงานหนักด้านร่างกาย แต่สมองถูกทำงานตลอดเวลา ขณะที่เวลาส่วนตัวส่วนใหญ่ ถูกใช้ไปกับการพบปะ steakholder ทั้งหลาย แต่กับครอบครัวเล็กๆ ที่หัวหน้าครอบครัวไม่มีหน้าที่การงานใหญ่โต สามารถมีเวลากลับบ้านมาทานข้าวเย็นพร้อมกันทั้งครอบครัวได้ แต่ยังไงก็ตาม การบริหารเวลาคือ สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าเราจะยุ่งมากมายแค่ไหน ถ้าเราให้ครอบครัวเป็น priority แรกแล้ว เราก็ต้องจัดเวลาให้ครอบครัวได้ไม่มากก็น้อย

ยินดีกับผู้ตาย ที่สุดท้ายแล้ว เห็นว่า การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าตลอดชีวิตของผู้ตาย จะวางแผนชีวิตตัวเองมาโดยตลอด แม้กระทั่งตอนรู้ว่าเป็นมะเร็งก็ยังวางแผนชีวิตก่อนตายก็ตาม จุดนี้ มันเหมือนการไม่ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง แต่มองอีกแง่ มันคือการรับผิดชอบของผู้ตายนั่นเองค่ะ เรื่องนี้พูดยากค่ะ ต่างมุมก็ต่างมองกันไป เห็นด้วยว่า หนุ่มสาว ย่อมต้องมองอนาคตดังนั้น การจะทำอะไรก็ต้องวางแผนและหาเป้าหมายในชีวิต แต่การใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุขก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรลืม

อย่าลืมบริหารชีวิตตัวเองให้สมดุลนะคะ ใช้ชีวิตทุกวันให้มีความสุข แต่ก็อย่าลืมเป้าหมายชีวิตตัวเองด้วยหล่ะ




 

Create Date : 14 เมษายน 2551    
Last Update : 14 เมษายน 2551 22:26:35 น.
Counter : 322 Pageviews.  


chocomania
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ได้เกิดเป็นคนทั้งที ใช้ชีวิตให้เต็มที่หน่อยดีมั๊ย

แต่ถ้ากระเป๋าตุง ก็คงทำได้อย่างใจอยากแล้วอะนะ
Friends' blogs
[Add chocomania's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.