Group Blog
 
All Blogs
 

กู่เจิง พิณพาทย์เทพยดา

กู่เจิงคือพิณโบราณจีนชนิดหนึ่ง กระแสเสียงอ่อนหวานไพเราะน่าฟัง จีนต่างถิ่นไปก็ออกชื่อเครื่องดนตรีนี้ต่างกันไป ทั้งโกวเจ็งของจีนแต้จิ๋ว เจ้งหรือจะเข้จีนที่ไทยเรียกกัน และที่ฝรั่งออกเสียง Gu-Zheng ล้วนแต่เป็นกู่เจิงอันนี้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะแปลเป็นไทยให้ความหมายตรงตัว ก็คงจะเรียกว่า พิณจีนโบราณ เพราะกู่เจิงกำเนิดคู่กับเมืองจีนมาช้านานแล้ว อาจจะนานกว่ากำแพงเมืองจีนที่เลื่องลือกันเสียอีก

ตำนานจีนแต่ก่อนกล่าวไว้ว่า "อันกู่เจิงนี้เทพยดาสร้างสรรค์ขึ้น แต่เดิมเป็นพิณใหญ่มีสายเรียกว่าเส็กอยู่ห้าสิบสาย เสียงเส็กนั้นเสนาะหูอุปมาเหมือนหนึ่งเสียงซึ่งร้องรำทำเพลงกันในชั้นฟ้า"

และยังมีตำนานเชื่อมกู่เจิงกับ "โกโตะ" เครื่องดนตรีของญี่ปุ่นอีกด้วย ตำนานนั้นว่ากันว่า

"แต่ก่อนนั้นมีขุนนางคนหนึ่งมีกู่เจิงใหญ่ สายนั้นมากถึงยี่สิบห้าสาย อยู่มาวันหนึ่งไฟเผาเอากู่เจิงเกรียมไปแต่น้อย แต่นั้นมาเสียงกู่เจิงเสนาะหูยิ่งไปกว่าแต่ก่อน คนทั้งปวงก็เห็นปรากฏว่าเสียงกู่เจิงขุนนางนี้เพราะพริ้งกว่ากู่เจิงทั้งปวง นักดนตรีทั้งปวงก็อยากเอากู่เจิงนั้นไว้เป็นสิทธิ์แก่ตัว

อยู่มาวันหนึ่งขุนนางนั้นถึงแก่กรรมลง อันกู่เจิงนั้นมิได้ชี้ว่าจะเป็นมรดกแก่ผู้ใด บุตรสาวขุนนางสองคนมีใจโลภใคร่จะได้กู่เจิงไว้ ก็ทะเลาะกันรุนแรง ฝ่ายภรรยาขุนนางเห็นบุตรสาวตบตีจะเอากู่เจิงดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ฟันลงไปที่กู่เจิงแยกเป็นสองซีกตามยาว ข้างที่มีสิบสองสายนั้นให้พี่ แลน้องให้เอาที่มีสิบสามสายไป พี่สาวน้องสาวก็รับเอากู่เจิงของตัวไป แลฝ่ายน้องสาวก็เอากุ่เจิงสิบสามสายนั้นเดินทางไปญี่ปุ่น กุ่เจิงน้องสาวก็มีชื่อปรากฏอยู่ในเมืองญี่ปุ่นสืบมา แต่ชื่อนั้นเพี้ยนเสียเป็นโกโตะ ล่วงมาถึงปัจจุบันนี้"

...

(อาจจะยังมีต่อ)

Credits : //guzheng.board.ob.tc/-View.php?N=8




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2551 18:30:04 น.
Counter : 288 Pageviews.  

ตำนานเมิ่งเจียงหนี่กับกำแพงเมืองจีน

ในแผ่นดินเมืองจิ๋น มีสตรีนางหนึ่งรูปร่างสวย แลน้ำใจงามหาหญิงใดในแผ่นดินเสมอเหมือนมิได้ เรียกว่าเมิ่งเจียงหนี่

ครั้นเมิ่งเจียงหนี่ใหญ่ขึ้นมา ก็มีใจชอบกันกับฟ่านสี่เหลียงหนุ่มคนหนึ่ง แลบิดามารดาเมิ่งเจียงหนี่ ฟ่านสี่เหลียงนั้นก็เห็นชอบจะให้บุตรของตัวร่วมหอลงโรงกัน เมิ่งเจียงหนี่กับฟ่านสี่เหลียงก็จัดการมงคลขึ้นเสร็จสรรพ

ขณะนั้นพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้มีพระประสงค์จะสร้างกำแพงเมืองจีนขึ้น โดยเหตุว่าจะใช้ป้องกันอริราชศัตรูคนเถื่อนทั้งปวงนอกด่าน พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ก็มีพระราชโองการให้เกณฑ์เอาราษฎรไปสร้างกำแพงเมืองจีนเป็นอันมาก ฟ่านสี่เหลียงผู้สามีเมิ่งเจียงหนี่ก็ถูกจับเกณฑ์ไป (บางแห่งว่าเกณฑ์ไปในวันแต่งงาน บางแห่งว่าแต่งกันสามวันแล้วจึงถูกเกณฑ์ไป)

กาลล่วงผ่านไปเนิ่นนานก็หามีข่าวคราวจากสามีไม่ เมิ่งเจียงหนี่เฝ้าคอยจนในที่สุดก็ไม่อาจทนต่อไป จึงถักเสื้อคลุมหนาสำหรับกันหนาวขึ้นตัวหนึ่ง แล้วเดินทางจากบ้านเกิดตรงไปยังกำแพงเมืองจีน จะเอาเสื้อถักนั้นไปส่งแก่ฟ่านสี่เหลียง

เมิ่งเจียงหนี่เดินทางฝ่าพายุหิมะลมแรง ช่างยากเย็นเข็ญใจนัก แม้กระนั้นเมิ่งเจียงหนี่ก็หาย่อท้อไม่ เพราะคิดอยู่ว่าถ้าฝ่าทุกข์หนักอันนี้ไปได้ ก็คงจะได้เจอกันกับฟ่านสี่เหลียงผู้สามี

แล้วเมิ่งเจียงหนี่ก็มาถึง ณ กำแพงเมืองจีน นางเฝ้าเสาะหาสามีอยู่เป็นนานก็หาพบไม่ เมิ่งเจียงหนี่จึงไปไต่ถามก็ได้ความว่า ฟ่านสี่เหลียงนั้นถูกนายกองคุมการสร้างกำแพงนั้นใช้งานทำกำแพง หนักเข้าฟ่านสี่เหลียงทนไม่ได้ล้มตายเสียแล้ว

ครั้นเมิ่งเจียงหนี่แจ้งว่าสามีตัวตายนั้นก็มีความเศร้าโศกพลุ่งขึ้นเป็นอันมาก จึงล้มตัวลงร้องไห้คร่ำครวญเป็นที่น่าเวทนานัก ต่อถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนไม่หยุดเลย จนร้อนถึงเทวดาบนแดนสวรรค์ ให้ส่งสายฟ้ามาพังกำแพงลงเสียทั้งแถบ แลซากฟ่านสี่เหลียงก็ปรากฏต่อสายตาเมิ่งเจียงหนี่ ฝ่ายเมิ่งเจียงหนี่เห็นศพสามีออกมาให้เห็นแก่ตาดังนั้น ก็กระโดดเอาศีรษะชนกำแพงตายตามสามีไป ณ ที่นั้น (แต่บางแห่งว่า กระโดดน้ำตาย) ชื่อเมิ่งเจียงหนี่ก็ปรากฏสืบมาให้ชนรุ่นหลังได้ซาบซึ้งกับความรักอันมั่นคงของนางไม่ลืมเลือน จนได้เป็นถึงหนึ่งในสี่นิยายรักอมตะของจีนมาจนถึงเดี๋ยวนี้

เรื่องเมิ่งเจียงหนี่นี่ผ่านการปรับปรุงมาหลายครั้ง ผมจำได้ว่าในหนังสือจิ๋นซีฮ่องเต้ของคุณบุญศักดิ์ แสงระวีอธิบายไว้ละเอียด แต่หนังสือนี่สิผมดันทำหายไปไหนก็ไม่รู้ ไว้หาได้แล้วจะเอามาปรับปรุงข้อมูลให้ละเอียดอีกทีครับ แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็จะซื้อใหม่อยู่ดีครับ รับรองไม่รอเก้อแน่ๆ




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2551 16:26:25 น.
Counter : 631 Pageviews.  

ตำนานมังกร สัญลักษณ์แห่งราชันย์

ตามความเชื่อจีนโบราณ มีสัตว์ซึ่งเป็นเอกกว่าสิงสาทั้งปวงอยู่สี่ตัว หงส์หนึ่ง กิเลนหนึ่ง เต่าหนึ่ง มังกรหนึ่ง ซึ่งมังกรนี้เป็นสัตว์ผสมจากสัตว์ถึงห้าชนิด เขามังกรได้จากกวาง ตัวมาจากงู ศีรษะมังกรได้มาแต่โคใหญ่ เกล็ดลายทั้งตัวนั้นจากมัจฉาในหนองน้ำ แลเท้าซึ่งมีเล็บแหลมคมมาแต่เหยี่ยวซึ่งบินถลาร่อนลมในอากาศ

ตามตำนานโบราณว่ามังกรมี 3 แบบ มังกรชั้นต่ำนั้นเล็บจะมีแต่สามเล็บเท่านั้น มังกรชั้นกลางก็ยังมีแต่สี่เล็บ แต่มังกรชั้นสูงนั้นอาจมีถึงห้าเล็บ มังกรชั้นสูงนี้มีอำนาจเป็นใหญ่ และในแผ่นดินนี้มีแต่ห้าตัวเท่านั้น สี่ตัวประจำทิศอุดร ทักษิณ ประจิมและบูรพา ตัวหนึ่งอยู่หว่างกลางทั้งสี่นั้นถือเป็นหัวหน้ามีอำนาจสิทธิ์ขาดกว่าพญามังกรทั้งปวง

ตามตำนานว่ามังกรตายยากนัก ตามตำราว่ามังกรจะตายเมื่อพิภพมีดวงตะวันครบสี่ แลสระน้ำอโนดาตถูกดวงตะวันเผาผลาญแห้งขอดไปเท่านั้น (ซึ่งเรื่องดวงอาทิตย์ขึ้น 4 ดวงนี่ตีความว่าอาจจะหมายถึงการเกิดสงครามในทวีปทั้งสี่ก็ได้) และมังกรที่มีเขา มีเครานั้นก็แต่เพศผู้เท่านั้น โดยเขาที่ว่านี้ห้าร้อยปีถึงจะงอกสักหนหนึ่ง แลเมื่ออายุมังกรครบพันปีเมื่อใดก็จะงอกปีกเพิ่มอีกด้วย

ตำนานว่ามังกรเกิดขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าอึ้งตี่ฮ่องเต้(หวงตี้..กษัตริย์เหลือง) โดยสร้างขึ้นเพื่อประสงค์ให้เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ โดยผสมผสานสัญลักษณ์ของกลุ่มชนหลายๆเผ่ามาประสมกัน

บางตำนานกล่าวว่ามังกรเป็นอมตะ มีฤทธิ์มากด้วยอำนาจลูกแก้ววิเศษในปาก ทั้งเหาะเหินเดินอากาศ บุกน้ำดำดิน ล่องหนหายตัวทำฤทธีไม่ให้ผู้ใดมองเห็นตัว ฤาจะแปลงกายให้ใหญ่เล็กแลสั้นยาวตลอดไปได้ทั้งนั้น จีนทั้งปวงก็เคารพมังกรเป็นเทพเจ้า

และมังกรยังเป็นพาหนะให้เจ้าแม่กวนอิมด้วย โดยธรรมชาตินั้นสันดานมังกรดุร้ายนัก แต่ก็อาจบันดาลให้มนุษย์ได้ความสุขได้ เสกน้ำลมไฟแลเปลี่ยนแปลงลมฤดูกาลก็ได้ไม่ข้องขัด ยังมีตำนานเล่าสืบมาว่า เมืองจีนเมื่อฤดูหนาวมาเยือนนั้นแห้งแล้ง โดยเหตุว่ามังกรง่วงเป็นกำลังแลนอนหลับใหลเสีย ครั้นมังกรคลายง่วงตื่นลืมตาขึ้นก็จักนำเอาอุทกภัยคือน้ำท่วมให้ปรากฏเป็นที่เดือดร้อนแก่ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรทั้งปวง

ฝ่ายเจ้าแม่กวนอิมเห็นมังกรทำการอุกฤษดิ์ดังนั้นก็ลงโทษมังกรให้ไปจำศีลภาวนาเสียแต่ในถ้ำผู้เดียวอยู่ถึงสามพันปี ฝ่ายมังกรบำเพ็ญบารมีได้บุญมากขึ้น ก็กลับกลายเป็นสัตว์เทวะ ถึงขนาดเหาะเหินขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ แลเจ้าแม่กวนอิมก็ให้มังกรทำหน้าที่ดูแลลูกแก้ววิเศษของท่าน คนรุ่นหลังก็เห็นภาพวาดมังกรถือลูกแก้ววิเศษในมือสืบมาจนบัดนี้

ยังมีตำนานเกี่ยวกับการเชิดมังกรเล่ากันว่า อยู่มาวันหนึ่งมังกรปวดคันเอวเป็นกำลังทนอยู่ไม่ได้ แต่จะรักษาบรรเทาการอย่างไรก็ไม่หาย มังกรจึงจำแลงกายเป็นคนขึ้นแล้วเข้าไปเมืองมนุษย์ หาหมอมารักษาเป็นหลายคน แต่การจะบรรเทาลงแต่สักนิดก็ไม่มี จนไปเจอเข้ากับหมอคนหนึ่ง

ฝ่ายหมอคนนี้เห็นมังกรเข้ามารักษาก็แจ้งว่าเป็นมังกรป่วยเข้ามา จึงให้มังกรกลับร่างเดิมของตัวเสีย แล้วหมอจึงตรวจมังกรก็แจ้งว่า ตะขาบพิษซ่อนอยู่ใต้เกล็ดมังกรแลพิษตะขาบนั้นทำมังกรปวด หมอจึงจับตะขาบออกมาเสียแลใส่ยาตามสมควร มังกรก็หายปวดกลับเป็นปรกติ มังกรมีความโสมนัส จึงตกลงจะให้คนทั้งปวงทำหุ่นมังกรขึ้นแห่ได้ปีละหนหนึ่ง ครั้นคนทั้งปวงทำรูปมังกรปลอมออกแห่แล้วฝนก็เทลงมาชุ่มฉ่ำ กำจัดสิ่งเลวทรามทั้งปวงไปสิ้น นับแต่นั้นมาคนทั้งปวงก็ถือเอารูปมังกรแห่นี้เป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน

Credits : //history-gang.exteen.com/20060419/entry-2

และ //www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=102.0




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2551 10:37:49 น.
Counter : 1286 Pageviews.  

หนี่วอให้กำเนิดมนุษยโลก

เล่ากันสืบมาว่า ตั้งแต่ครั้งพนกู่เบิกผืนนภาผ่าปฐพีสืบมา แผ่นดินจะได้มีมนุษย์อาศัยนั้นหามิได้ เป็นแต่ดินแดนอ้างว้างรกร้าง ไร้กลิ่นไอแห่งชีวิต

ฝ่ายเทพธิดาหนี่วอให้เดียวดายในใจนัก ครั้นอยู่มาก็พบสระน้ำใส จึงทรุดนั่งริมสระ คว้าเอาดินเหลืองมาปั้นรูปเลียนตามรูปตน หากว่าครั้นหนี่วอวางตุ๊กตาปั้นลงพื้น ตุ๊กตานั้นก็กลับลุกขึ้นเต้นกระโดดมีชีวิตขึ้น หนี่วอก็ยินดี จึงปั้นตุ๊กตาทั้งหญิงแลชายมาอีกเป็นอันมาก ตุ๊กตาเปลือยทั้งปวงก็ลุกเต้นอยู่รอบเทพหนี่วอ ขอบคุณนางเป็นอันมาก แลพากันแยกย้ายไปในที่ต่างๆกัน

หากว่ามนุษย์ทั้งปวงจะอย่างไรก็ต้องตาย หนี่วอจึงกำหนดให้มนุษย์หญิงชายแต่งงานอยู่กินกัน กำเนิดบุตรสืบเชื้อเผ่าพันธุ์สืบไปชั่วกาลนานมาจนถึงบัดนี้

.....


Credits จาก : //www.sorcererwar.com/novel_read.php?content_id=209




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 23:53:57 น.
Counter : 174 Pageviews.  

พนกู้ เบิกท้องนภาผ่าปฐพี

ตำนานการกำเนิดโลก

เดิมทีโลกนั้นหาแสงสว่างอันใดมิได้ เมื่อขณะดินฟ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งนั้น รอบทิศทั้งปวงก็มืดมิดสิ้นหารู้จะมองเห็นอันใดไม่ แลรูปร่างนั้นแลเหมือนหนึ่งฟองไข่ไก่

ครั้นอยู่มามีผู้หนึ่งเรียกว่าพนกู้ (ผานกู่...พงศาวดารจีนไคเภ็กฉบับท่านเจ้าพระยาภานุวงศ์มหาโกษาธิบดีเรียกเป็น พนโกสีย์ฮ่องเต้) กำเนิดขึ้น แลพนกู้อยู่ไปนานประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันปี ก็มีพลังอำนาจมหาศาลประมาณมิได้ แลการทั้งปวงใต้ฟ้านั้นพนกู้ก็รู้แจ้งอยู่แก่ตัวสิ้น ขณะเมื่อพนกู้ตื่นแลเห็นสิ่งทั้งปวงล้วนมืดมิดสนิทไปก็มีใจโกรธ หยิบเอาขวานสำหรับมือเหวี่ยงไปเบื้องหน้า กระทบเอาฟองไข่ไก่แตกปริ สิ่งซึ่งมีสีอันใสแลเบานั้นก็ลอยขึ้นสูงกลับกลายเป็นท้องฟ้าคราม แลสิ่งซึ่งหนักข้นก็จมลงเบื้องล่างปรากฏเป็นผืนปฐพีขึ้น

ขณะเมื่อพนกู้แยกฟ้าดินออกห่างนั้นก็มีใจเกรงอยู่ว่าเกลือกฟ้าแลดินนั้นจักรวมกันเข้าก็จะมืดไปเหมือนดังเก่า จึงเอาตัวเหยียบดินอยู่กลาง ศีรษะค้ำเอาฟ้าไว้ ด้วยผานกู่ทำทั้งนี้ฟ้าก็สูง ปฐพีนั้นทวีหนากว่าแต่ก่อนขึ้นวันหนึ่งประมาณได้จ้างหนึ่ง นับเป็นมาตราสากล ณ กาลปรัตยุบันนี้ได้ประมาณสองเมตรเห็นจะได้ แลร่างพนกู้ก็เปลี่ยนรูปไปตามกาลเวลาซึ่งผันแปรไป พนกู้นั้นเอาตัวค้ำฟ้าดินยืนไว้อยู่เป็นนานจนฟ้าดินคงสภาพมิรู้จะกลับกลายแล้ว ร่างพนกู้ก็ล้มลงตาย

ขณะเมื่อพนกู้จะตายนั้น ก็พ่นลมหายใจตัวออกไปเป็นสายลมแลเมฆขาว เปล่งเสียงกัมปนาทเหมือนดังฟ้าแลบฟ้าร้อง จักษุซ้ายนั้นก็ผันกลับไปเป็นดวงตะวันแดงสง่า จักษุขวากลับกลายเป็นดวงแขสีนวลงาม ผมแลเคราก็แปรกลับเป็นดวงดาวทั้งปวงลอยอยู่ห้วงฟ้าอันไฟศาล แขนแลขาพนกู้แปรไปเป็นเสาเข็มกั้นอาณาเขตสี่ด้านสี่ทิศ อวัยวะในตัวพนกู้ห้าสิ่งอันประกอบด้วยปอดหนึ่ง ตับหนึ่ง ม้ามหนึ่ง หัวใจหนึ่ง ไตหนึ่งนั้น ก็กลับกลายเป็นภูผาใหญ่ห้าหุบ เหิงสัน(เหิงซาน)ข้างทิศอุดรหนึ่ง เฮิงสัน(เหิงซาน...แต่เขียนคนละตัวกับเหิงซานตัวแรกในภาษาจีน)ข้างทิศทักษิณหนึ่ง ไทสัน(ไท่ซาน)ข้างทิศบูรพาหนึ่ง หวาสัน(ฮวาซาน)ข้างทิศประจิมหนึ่ง สงสัน(ซงซาน)อยู่หว่างกลางภูเขาทั้งปวง โลหิตร้อนระอุจากกายพนกู้กลับเป็นลำน้ำเหลืองแลแยงซีเกียงกว้างใหญ่ เนื้อพนกู้ก็กลับเป็นดินสำหรับชาวนาหว่านพืชเกี่ยวข้าว แลหยดเหงื่อพนกู้นั้นก็ตกลงกลับเป็นต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี แผ่นดินก็ได้ความอุดมสมบูรณ์ขึ้นแต่นั้นมา

เนื้อเรื่องต้นฉบับ : //www.sorcererwar.com/novel_read.php?content_id=208
เรียบเรียงโดย : ผู้คลั่งสามก๊กและวรรณกรรมจีน




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2549    
Last Update : 24 ตุลาคม 2549 23:48:17 น.
Counter : 264 Pageviews.  


Chineseman
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Chineseman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.