Group Blog
 
All Blogs
 

แซ่อ้วนล่มสลาย..(ตอนที่ 1)

ระหว่างที่โจโฉกับอ้วนเสี้ยวรบกัน ณ กัวต๋อ ซุนเซ็กก็ตระเตรียมไปตีโจโฉ แต่ถูกลูกน้องของเค้าก๋องศัตรูซึ่งฆ่าไปนั้นลอบฆ่าเอา ซุนเซ็กเสียชีวิต ซุนกวนผู้น้องเป็นเจ้าเมืองสืบแทน

อ้วนเสี้ยวครั้นแตกหนีโจโฉมาแต่กัวต๋อนั้นแล้ว จึงหนีมายังฝั่งแม่น้ำฮวงโหข้างทิศเหนือ ณ ลิหยง แลเดินทางไป ณ ค่ายเจียวหงีแม่ทัพนายกองของตัว ครั้นไปถึงก็กุมเอามือเจียวหงีไว้แล้วว่า "ข้าเชื่อมั่นในตัวท่าน ด้วยชีวิตของข้าเอง"

เจียวหงีมอบกระโจมแลทหารทั้งปวงในบังคับของตัวให้อ้วนเสี้ยวสิ้น แลทหารอ้วนเสี้ยวซึ่งแตกไปนั้นแจ้งว่าอ้วนเสี้ยวอยู่ ณ ค่ายเจียวหงี จึงพากันมา ณ ค่ายเจียวหงี

ฝ่ายเตียนห้อง มีผู้กล่าวต่อเขาว่า "ข้าพินิจดูเห็นว่าท่านจะต้องกลายเป็นคนสำคัญสืบไปในกาลภายหน้า" เตียนห้องจึงว่า "ท่านอ้วนเสี้ยวเปลือกนอกดูเสมือนหนึ่งมีใจกรุณาการุณย์ แต่ท่านอ้วนเสี้ยวนั้นหาใช่คนที่จะลืมสิ่งใดได้ แลจะเห็นความภักดีของข้านั้นก็หาเห็นไม่ แลข้าก็ได้เสนอความคิดทำให้ท่านอ้วนได้ความโกรธแค้นข้องใจเป็นหลายครั้ง หากท่านอ้วนเสี้ยวได้ชัยโจโฉที่กัวต๋อ ท่านจักต้องดีใจแลยกโทษผิดตัวข้าจนสิ้น แต่บัดนี้กาลกลับกลายว่าท่านอ้วนปราชัยโจโฉยับเยิน แลโกรธแค้นเป็นอันมาก เกลือกจะทำให้ความโกรธเกรี้ยวซึ่งซ่อนไว้เบื้องลึกนั้นเผยออกมา แลข้านั้นมิได้หวังจะยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ได้อีกแล้วดอก"

ณ ค่ายอ้วนเสี้ยว ทหารอ้วนเสี้ยวพากันตีอกชกหัวแลร้องไห้อื้ออึงไป พลางว่า "หากการยุทธ์ที่กัวต๋อมีเตียนห้องด้วยแล้ว เราจักมิต้องทรมานเจ็บแค้นอยู่ด้วยการปราชัยเยี่ยงนี้เป็นมั่นคง"

อ้วนเสี้ยวจึงว่าแก่ฮองกี๋คนสนิทของตัวว่า "ชาวกิจิ๋วแจ้งความแล้วว่าเราพ่าย แลก็คงจะจำได้ว่าพวกมันนำเราไปผิดทาง แลเตียนห้องแต่คนเดียวนั้นไม่เห็นชอบ ยืนยันจะมิให้รบจงได้ แลทั้งนี้ซึ่งข้าจะพบหน้าเตียนห้องนั้นเกลือกจะได้ความเจ็บอาย" ฮองกี๋จึงว่า "ครั้นเตียนห้องแจ้งว่าท่านพ่ายถอยมา ก็ตบมือหัวร่อ ว่าทุกสิ่งเป็นไปตามความคิดตัวสิ้น" เพลาต่อมาอ้วนเสี้ยวจึงว่าแก่ลูกน้องว่า "ซึ่งเราไม่เห็นชอบความคิดเตียนห้องแลพ่ายแตกมาทั้งนี้ เห็นเตียนห้องจะหัวร่อเยาะเราเป็นมั่นคง" แล้วจึงให้เอาเตียนห้องไปฆ่าเสีย

อ้วนเสี้ยวตั้ง เบ้งต้าย (เมิ่งไต้...Meng Dai) คุมกองทัพตั้งมั่นไว้ ณ เย่ แทนสิมโพย ฮองกี๋ผู้ป้องกันกองทัพนั้นเป็นอริกันกับสิมโพยนานแล้ว อ้วนเสี้ยวจึงไปว่ากับฮองกี๋เรื่องที่บุตรสองคนของสิมโพยถูกโจโฉจับไป เกลือกว่าสิมโพยคิดทุรยศขึ้น ฮองกี๋จึงว่า "สิมโพยจงรักภักดี แลเคารพธรรมเนียมแต่โบราณมา ซึ่งบุตรเพียงสองคนถูกจับไปแต่เท่านี้ มิอาจบีบเขาให้ทรยศท่านได้ดอก ซึ่งท่านจะระแวงสิมโพยนั้นข้าเห็นไม่ควร" อ้วนเสี้ยวจึงว่า "ท่านกับสิมโพยนั้นเป็นอริกันมาหรือมิใช่" ฮองกี๋จึงว่า "ซึ่งทะเลาะกันมาแต่ก่อนนั้นเป็นแต่เรื่องส่วนตัวกัน หากเวลานี้ท่านและข้ากำลังพูดคุยกันเรื่องของบ้านเมือง" อ้วนเสี้ยวจึงชมฮองกี๋เป็นข้อใหญ่ แลซึ่งระแวงสิมโพยแต่ก่อนก็หายสิ้น นับแต่นั้นสิมโพย ฮองกี๋ก็กลับกลายเป็นสหายรักกัน

อ้วนเสี้ยวโจมตีหัวเมืองกิจิ๋วซึ่งขบถต่อตัวเป็นหลายเมือง ยึดเอาเมืองนั้นๆเป็นของตัวสิ้น

ศักราชเจี้ยนอันที่ 7 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้เป็นปี ค.ศ.202 โจโฉนำทัพไปตั้ง ณ กัวต๋ออีกครา

หลังจากอ้วนเสี้ยวพ่ายทัพแตกยับเยิน ณ กัวต๋อเป็นต้นมา อ้วนเสี้ยวก็ได้ความโกรธแค้นอดสูเป็นอันมาก จึงล้มป่วยเป็นไข้ใจลง อาการรุนแรงมากจนอ้วนเสี้ยวถึงกับรากโลหิตออกมา ต่อมาในหน้าร้อนเดือนห้าของศักราชเจี้ยนอันที่ 7 อ้วนเสี้ยวก็สิ้นชีพลง

แลก่อนอ้วนเสี้ยวจะตายนั้น ได้คิดจะมอบตำแหน่งของตัวให้กับอ้วนซงผู้บุตร หากแต่ยังมิได้ประกาศขึ้นเป็นทางการ แลส่งเอาตัวอ้วนถำบุตรใหญ่นั้นไปสืบอำนาจต่อจากผู้พี่อ้วนเสี้ยว (ซึ่งเป็นลุงอ้วนถำ) ในขุนนางที่ผู้ตรวจการเฉงจิ๋ว ชีสิว(ขณะนั้นยังไม่ถูกโจโฉจับได้)แจ้งความจึงว่า "ธรรมเนียมการแต่โบราณว่าไว้ หากคนนับหมื่นตามไล่ล่ากระต่ายป่า แลหากแต่ผู้เดียวจับเอากระต่ายนั้นไว้ คนซึ่งเหลืออยู่แลจับมิได้นั้นก็จักล้มเลิกไปเสียเอง ทั้งนี้ก็ด้วยการทั้งปวงถูกลิขิตไว้แล้ว แลอ้วนถำนั้นเป็นบุตใหญ่ของท่าน จำท่านจะให้เขาสืบตำแหน่งท่านจึงควร หากแต่ท่านกลับส่งเขาไปแดนไกล สืบไปภายหน้าการทั้งปวงจักวุ่นวายขึ้นเป็นมั่นคง" อ้วนเสี้ยวจึงว่า "ข้าอยากให้บุตรข้าได้ครองมณฑล แลข้าจะพิเคราะห์เองว่าผู้ใดเป็นเอกเหนือผู้อื่น" จากนั้นจึงตั้ง อ้วนฮีบุตรกลาง โกกันผู้หลาน เป็นที่ผู้ตรวจการมณฑลอิวจิ๋ว เป๊งจิ๋ว ตามลำดับเรียงไว้

ฮองกี๋ สิมโพยนั้นเป็นอริด้วยอ้วนถำ แลซินเป๋ง กัวเต๋านั้นชอบพออ้วนถำ ซินเป๋ง กัวเต๋า จึงมักพูดผิดใจกันกับสิมโพย ฮองกี๋อยู่เนืองๆ

ครั้นอ้วนเสี้ยวตาย ผู้ใต้บังคับอ้วนเสี้ยวทั้งปวงจึงจะให้อ้วนถำรับสืบตำแหน่งด้วยเป็นบุตรผู้ใหญ่ สิมโพยแลพรรคพวกจึงเกรงว่าอ้วนถำได้เป็นเจ้าเมือง แลซินเป๋ง กัวเต๋าจะทำอันตรายตัวได้ จึงเขียนหนังสือปลอมลายมืออ้วนเสี้ยว ใจความยกให้อ้วนซงเป็นทายาทสืบตำแหน่ง แลอ้วนถำเมื่อมาถึงก็มิอาจครองตำแหน่งต่อจากอ้วนเสี้ยวได้

อ้วนถำจึงไปตั้งค่ายมั่นลง ณ ลำหยง แลตั้งตนเป็นแม่ทัพราชรถแลทหารม้า อ้วนซงมอบทหารน้อยตัวให้อ้วนถำแลส่งฮองกี๋ไปให้ อ้วนถำแจ้งความจึงขอทหารเพิ่ม อ้วนซงมิให้ อ้วนถำโกรธให้เอาฮองกี๋ไปฆ่าเสีย

ฤดูใบไม้ร่วงเดือนเก้า ทหารโจโฉยกข้ามลำน้ำฮวงโหตีอ้วนถำ อ้วนถำจึงให้คนถือหนังสือไปหาอ้วนซงขอให้ช่วยเหลือตัว อ้วนซงแจ้งความก็ให้สิมโพยเฝ้าเมือง ส่วนตัวนำทัพหนุนอ้วนถำต่อรบโจโฉ อ้วนถำ อ้วนซงรบพ่ายโจโฉเป็นหลายครั้ง อ้วนถำ อ้วนซงจึงขับทหารให้ถอยเข้าที่มั่นของตัว

ศักราชเจี้ยนอันที่ 8 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ. 203 ฤดูใบไม้ผลิเดือนสอง อ้วนถำ อ้วนซงถูกโจโฉรุกไล่ตีอีกครา อ้วนถำ อ้วนซงพ่ายแตกหนีไป ณ เมืองเย่ตามเดิม

สองเดือนถัดมา(เดือนสี่) โจโฉตามตีอ้วนถำ อ้วนซงไป ณ เมืองเย่ แลเก็บเอาข้าวโภชน์ของพวกแซ่อ้วน

ขุนนางโจโฉทั้งปวงคิดต้องกัน จะใช้กำลังโจมตีอ้วนถำ อ้วนซงหักเอาซึ่งหน้า กุยแกไม่เห็นชอบจึงว่า "อ้วนเสี้ยวนั้นรักบุตรในอุทรตัวเป็นอันมาก หากแต่ยังมิประกาศว่าผู้ใดจักเป็นทายาทได้ ทั้งนี้อ้วนถำ อ้วนซงย่อมกลับเป็นศัตรูชิงอำนาจกัน แต่หากเราใช้กำลังหักทั้งสองหนักเข้า ทั้งสองจำจะต้องร่วมกำลังกัน แต่หากเราปล่อยพวกเขาไปเล่า พวกเขาจักขัดแข้งขัดขารบกันเองเป็นมั่นคง แลทั้งนี้หากเราแสร้งทำมุ่งหน้าลงใต้ จะชิงเอาเกงจิ๋ว ครั้นอ้วนถำ อ้วนซงรบกัน เราก็จักสามารถรบหักเอาพวกเขาไว้ในการรบแต่ครั้งเดียวเท่านั้นดอก"

โจโฉฟังแล้วให้ดีใจชื่นชมนักจึงว่า "ยอดเยี่ยมมาก"

เดือนห้า โจโฉให้เจียสินรักษาค่าย ณ ลิหยง แลตัวนั้นนำทัพกลับไปตั้งที่ฮูโต๋

ฝ่ายอ้วนถำจึงว่าแก่อ้วนซงว่า "อาวุธตัวเรานี้หาอันใดดีมิได้ จำต้องพ่ายแก่โจโฉก็ทั้งนี้ บัดนี้โจโฉถอยทัพ ซึ่งเราจะยกทัพตีโจโฉมิให้โจโฉข้ามฮวงโหไปได้ โจโฉก็จะพ่ายไปเป็นมั่นคง ซึ่งจะเสียโอกาสงามดังนี้ไปนั้นเราไม่เห็นด้วย"

อ้วนซงไม่เห็นชอบแลระแวงอ้วนถำ จึงทั้งไม่ให้อาวุธ ไม่เกณฑ์ทหารเพิ่มให้อ้วนถำ อ้วนถำแจ้งดังนั้นให้โกรธขึ้งเป็นกำลัง

กัวเต๋า ซินเป๋งจึงว่าแก่อ้วนถำว่า "ซึ่งท่านอ้วนเสี้ยวบิดาท่านส่งท่านไปเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของลุงท่านนั้น ก็ด้วยความคิดสิมโพย"

อ้วนถำจึงนำทหารเข้าต่อรบด้วยอ้วนซง ทหารสองฝ่ายสัประยุทธ์กันนอกเมืองเย่ ทหารอ้วนถำแตกพ่ายไป อ้วนถำให้ถอยทหารกลับไป ณ เมืองลำพี

อองสิ้วแห่งปักไฮ นำกำลังมาเสริมอ้วนถำ อ้วนถำจึงคิดจะรบอ้วนซงอีกคราหนึ่งจงได้ อองสิ้วแจ้งดังนั้นจึงว่า "พี่น้องอุปมาเหมือนหนึ่งกรขวาแลซ้าย ซึ่งจะต่อกรผู้อื่น กลับมาตัดเอาแขนขวาตัวทั้งนี้จะหมายชัยได้หรือ ทั้งนี้หากท่านมิร่วมใจด้วยน้องชายท่าน ที่ไหนราชสำนักจะมองท่านเป็นสัปปุรุสได้เล่า ขุนนางบางจำพวกซึ่งท่านเลี้ยงนั้นชอบใส่ความอ้วนซงอยู่เนืองๆ ก็ด้วยจะหาประโยชน์แก่ตัว แลหากท่านอ้วนถำ แลอ้วนซง ตัดศีรษะขุนนางซึ่งทำดังนั้นเสีย กลับปรองดองด้วยดี จักสามารถครองทั่วใต้หล้า ซึ่งท่านอยากได้สิ่งใดก็จะได้มาไว้ในกำมือเป็นมั่นคง" อ้วนถำกลับไม่เห็นชอบความคิดอองสิ้ว

มินานต่อมา มีขบถต่อต้านอ้วนถำเป็นอันมาก อ้วนถำจึงทอดถอนใจพลางว่า "บัดนี้ทั้งมณฑลขบถต่อต้านเรา เราทำผิดอันใดหรือ"

อองสิ้วจึงว่า "กวนถงเจ้าเมืองตงไหลนั้นจงรักภักดี ด้วยเมืองตงไหลก็ติดทะเลอยู่แล้ว กลับมิเข้าร่วมด้วยขบถ ทั้งนี้เห็นมิช้านานกวนถงจักมาช่วยท่านเป็นแน่" มินานถัดมา กวนถงมาช่วยอ้วนถำ แลบุตรภรรยากวนถงซึ่งอยู่ ณ เมืองนั้นก็ถูกขบถฆ่าตายสิ้น อ้วนถำจึงตั้งกวนถงเป็นที่เจ้าเมืองเล่ออัน

ต่อมา อ้วนซงนำทหารโจมตีอ้วนถำ อ้วนถำพ่ายแตกทัพยับเยิน ถอยไปตั้ง ณ เพงง้วนก้วน แลให้ทหารทั้งปวงปิดประตูเมืองจงมั่นคง อ้วนซงไล่ตามมาแลสั่งให้ทหารทั้งปวงล้อมเมืองไว้ อ้วนถำจึงให้ซินผีผู้น้องซินเป๋งไปขอให้โจโฉช่วยเหลือตัว

เล่าเปียว เจ้าเมืองเกงจิ๋วครั้นแจ้งความก็ไม่เห็นชอบ จึงเขียนหนังสือให้คนถือไปถึงอ้วนถำความว่า

"วีรชนมาตรว่าจะอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรงปานใด ซึ่งจะจำยอมเป็นมิตรด้วยขบถแผ่นดินนั้นไม่มี แลหากมิตรภาพสุดสิ้น จักมิอาจทำอันตรายต่อคนซึ่งอดีตเคยเป็นมิตร เหตุการณ์ซึ่งท่านรับนี้ข้าไม่แจ้งว่ารุนแรงปานใดดอก หากแต่ท่านกลับตั้งตัวเป็นอริด้วยอ้วนซงผู้ญาติชิด กลับไปมีไมตรีด้วยอริอ้วนเสี้ยวบิดาท่านเยี่ยงโจโฉ ข้าพินิจเห็นท่านปฏิบัติผิดไปจากคุณธรรมทั้งปวงซึ่งมีกันมาแต่ก่อน ซึ่งข้าเป็นไมตรีด้วยท่านนั้นบัดนี้ได้ความเจ็บอายเป็นอันมาก

มาตรว่าอ้วนซงดื้อด้านถือดี มิเกรงท่านผู้พี่ หากแต่ยอดผู้นำนั้น จะเอาเหตุเพียงนี้มามล้างความตั้งใจตัวหาควรไม่ ท่านจำจะยอมอ่อนให้อ้วนซง แลสนใจเพียงสิ่งซึ่งจักทำให้ท่านได้ความสำเร็จจึงจะควร แลเมื่อการทั้งปวงแล้วลงสิ้น ก็ให้ทั่วแผ่นดินตัดสินว่าผู้ใดถูกแลผิด ซึ่งข้าว่ามานี้เป็นแนวทางของผู้ทรงคุณธรรม"

แลเล่าเปียวยังเขียนหนังสือให้คนถือไปหาอ้วนซงอีกด้วย มีความว่า

"เหล็กแลไม้ น้ำแลไฟ ธาตุทั้งสี่นี้เป็นธาตุซึ่งส่งเสริมกันเองมาตรว่าจะขัดแย้งตรงข้าม แลคนทั้งปวงก็ใช้ธาตุทั้งนี้ร่วมกันอีกเล่า ขวนซึ่งคนทั้งปวงใช้ตัดเอาไม้มานั้น จำจะต้องมีด้ามไม้ไว้ แลน้ำซึ่งดับไฟมอดนั้น จำต้องถูกหุงด้วยไฟไว้ใช้หุงเอาข้าวแลอาหาร

อ้วนถำเป็นคนใจร้อนหุนหันพลันแล่น แลสับสนหารู้ผิดแลชอบไม่ แต่ยอดผู้นำจำจะมีใจกว้าง เปิดใจรับผู้อื่น ยอมอ่อนให้คนซึ่งอ่อนด้อยกว่าตัว แลยกโทษให้คนซึ่งประพฤติมิเหมาะมิควร บัดนี้การข้อใหญ่เอกคือกำจัดโจโฉศัตรูอ้วนเสี้ยวผู้บิดาท่านทั้งสอง ครั้นโจโฉถูกกำจัดสิ้น ท่านจึงมาคิดเอาผิดแลชอบจึงจะควร

แต่หากท่านมิเปลี่ยนใจเสียแต่นี้ สำมะหาแต่พวกฮวนเถื่อนก็จักเหยียดหยามท่าน แลที่ไหนตัวข้าจะรักษาสัตย์ซึ่งว่าไว้ว่าจะเป็นพันธมิตรแลช่วยเหลือท่านได้เล่า ซึ่งพวกท่านทำทั้งนี้เหมือนหนึ่งการครั้งโบราณมา ฮั่นฬ่อ(หันลู่...Han Lu)ซึ่งเป็นสุนัขล่าเนื้อเอกแห่งแผ่นดิน มัวแต่วิ่งไล่เอาตั๋งก๊กสวน(ตังกว๋อซวน...Dong Guo Zhuan)กระต่ายป่ายอดปราดเปรียวผ่านภูผาเป็นหลายภูผาทั้งวันแลคืน สุดท้ายหมดแรงล้มลงสิ้น แลชาวนาผู้หนึ่งเดินมาเห็นจึงจับเอาฮั่นฬ่อแลตั๋งก๊กสวนไปเป็นอาหารตัวทีเดียว"

แต่อ้วนถำ อ้วนซง ครั้นได้หนังสือเล่าเปียวแล้วก็เพิกเฉย หามีผู้ใดทำตามเล่าเปียวไม่

ฝ่ายซินผีมาถึงเซเป๋งก๋วน มอบหนังสืออ้วนถำให้โจโฉ ขุนนางโจโฉทั้งปวงจึงว่า "เล่าเปียวเข้มแข็งนัก จำจะพิชิตเล่าเปียวเสียก่อนจงได้จึงจะควร อ้วนถำ อ้วนซงนั้นหาสำคัญไม่ดอก"

ซุนฮิวจึงว่า "เล่าเปียวครองดินแดนเกงจิ๋วยอดยุทธศาสตร์ กลับนิ่งเฉยอยู่มิได้ทำการอันใดแต่สักอย่างนอกเหนือไปกว่ารักษาดินแดนของตัวไว้มั่น ดังนี้เห็นเล่าเปียวจะหาความทะยานกำเริบมิได้เลย แต่ตระกูลอ้วนเล่า ครองมณฑลถึงสี่มณฑล อ้วนเสี้ยวแต่ก่อนนั้นก็ใจบุญสุนทานเอาใจคนได้เป็นอันมาก หากอ้วนถำ อ้วนซงเป็นหนึ่งอันเดียวกันเข้า แผ่นดินนี้จักตกเป็นของอ้วนถำ อ้วนซงเป็นมั่นคง หากบัดนี้ทั้งอ้วนถำ อ้วนซงขัดข้อกัน ซึ่งจะปราบอ้วนถำ อ้วนซงขณะทั้งสองเป็นหนึ่งเห็นขัดสน แต่บัดนี้หากท่านโจโฉฉวยเอาโอกาสลงมือกำจัดทั้งคู่ก็จะได้โดยง่าย ซึ่งจะพลาดโอกาสงามดั่งนี้ไปเห็นไม่ควร" โจโฉก็เห็นชอบด้วย

ถัดจากนั้นสองสามวัน โจโฉก็กลับเปลี่ยนใจอีก แลคิดไปว่าจำจะโจมตีเอาเกงจิ๋วก่อน อ้วนถำ อ้วนซงนั้นจำให้สู้รบกันไปจึงจะชอบ ซินผีซึ่งเฝ้าดูโจโฉก็แจ้งความจึงไปหากุยแกพลางว่าความในใจต่อกุยแก แลกุยแกก็นำความซึ่งซินผีกล่าวนั้นไปว่าให้โจโฉฟัง

โจโฉจึงว่าแก่ซินผีว่า "เราจะไว้วางใจอ้วนถำได้หรือมิได้ประการใด แลซึ่งเราจะเอาชัยอ้วนซงนั้น จะได้หรือมิได้"

ซินผีจึงว่า "นายท่าน ซึ่งท่านจะระแวงอ้วนถำนั้นไม่ควร ชอบแต่จะมองแต่ฝีมือรบสงครามอ้วนถำจึงจะควร แลเมื่อพี่น้องต่อรบกันเอง ซึ่งจะคิดว่าตัวจะกลับเปิดโอกาสให้ผู้อื่นนั้นเห็นไม่มี แลจะคิดแต่เพียงว่าครั้นเอาชัยข้าศึกเบื้องหน้าได้ จักได้ครองแผ่นดินแต่เท่านี้เองดอก

บัดนี้อ้วนถำให้ข้าถือหนังสือมาจะให้ท่านช่วย ท่านเห็นหรือไม่ว่าพวกเขาอ่อนแอเพียงใด แลอ้วนซงนั้นมาตรว่าจะทำให้อ้วนถำได้ความลำบากก็ดี หากแต่จะหักเอาชัยอ้วนถำเด็ดขาดนั้นมิได้ ทั้งนี้เห็นทหารอ้วนซงหาแกล้วกล้าเข้มแข็งไม่แล้ว

ทหารทั้งปวงนั้นก็บอบช้ำด้วยพ่ายศึกมาแต่ก่อน ฮองกี๋ซึ่งเป็นที่ปรึกษานั้น อ้วนถำก็ให้เอาไปฆ่าเสียแล้ว อ้วนถำ อ้วนซงก็ให้ร้ายแลทะเลาะกันอยู่ แผ่นดินแซ่อ้วนนั้นก็แยกออกเป็นสอง ทหารอ้วนถำ อ้วนซงรบกันมาแต่เริ่มรบคุ้งเท่านี้เห็นเวลากว่าปีมาแล้ว ทหารก็ใส่แต่เสื้อผ้ามอซอโสโครก ดินนั้นก็แล้งนัก ตั๊กแตนก็ระบาดหนักนัก ภัยพิบัติเหตุทั้งปวงก็เกิดขึ้นอยู่ทั่วแว่นแคว้นแซ่อ้วน อาเพศทั้งนี้เห็นว่าฟ้าทอทิ้งแซ่อ้วนทั้งปวงลงแล้ว ซึ่งก็ด้วยเหตุซึ่งอ้วนถำ อ้วนซงรบกันนั้น คนทั้งปวงแจ้งอยู่สิ้นแล้ว บัดนี้เป็นเพลาซึ่งฟ้าทอดทิ้งอ้วนซงแล้ว

หากท่านจะนำทหารไป ณ เย่(Ye) อ้วนซงจำจะต้องกลับไปกันเมืองของตัวให้มั่นคงไว้ แลเมื่ออ้วนซงยกทัพไป อ้วนถำจักเคลื่อนพลตามตีเอาอ้วนซง ทั้งนี้ทัพอ้วนถำแลอ้วนซงก็จักได้ความบอบช้ำลงอีก แลด้วยอำนาจท่าน อุปมาเหมือนหนึ่งพายุกัมปนาศรุนแรงพัดเอาใบไม้ซึ่งหล่นจากต้นมาแต่ในกาลฤดูใบไม้ร่วงนั้นไปสิ้น ทั้งนี้เห็นฟ้าจะเอาชีวิตอ้วนซงไว้แต่ในกำมือท่านแล้วเป็นที่มั่นคง

แต่หากท่านละเลยทิ้งโอกาสเสีย แลเคลื่อนพลลงใต้โจมตีเอาเกงจิ๋ว ดินแดนแซ่อ้วนทั้งปวงก็จักกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม การปกครองก็กลับมั่นคงเข้าดังเก่า กาลครั้งโบราณมาแล้ว จงฮ่วย (จงฮุย...Zhong Hui) ว่าไว้ว่า จะยึดเอาดินแดนนั้น ยึดเอาจากคนซึ่งสับสนอยู่ แลกำจัดคนซึ่งถึงแก่กาลพินาศให้เด็ดขาดจึงจะชอบ อ้วนถำ อ้วนซงนั้นเป็นคนสับสนแลถึงแก่พินาศ ด้วยอ้วนถำ อ้วนซงจะคิดการเตรียมรับศึกจากข้างนอกนั้นหามิได้ คิดแต่จะเอาชัยอีกฝ่ายซึ่งเป็นพี่น้องกันเท่านั้นเองดอก ทั้งนี้เห็นอ้วนถำ อ้วนซงก็กำลังสับสนอยู่ แลคนซึ่งติดตามอยู่ด้วยอ้วนถำ อ้วนซงนั้นหาข้าวสักมื้อก็มิได้ ทั้งนี้ก็ดั่งหนึ่งเป็นคนถึงกาลพินาศ ยามเช้า คนทั้งปวงก็หวาดหวั่นถึงการภายหน้าของตัวเวลาค่ำมิได้ขาดแต่สักวัน ไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงก็หามีหนทางอันใดจะเอาชีวิตรอดได้ไม่

ซึ่งท่านจะละโอกาสนี้เสีย จะรอไปอีกสักปีหนึ่งนั้นไม่ควร ด้วยปีหน้าการเก็บเกี่ยวจักมาถึงอีก แลอ้วนถำ อ้วนซงจะคิดแก้ข้อผิดตัวก็จะได้ แลร่วมกำลังกันฟื้นอำนาจขึ้นก็จะได้อีก แลโอกาสซึ่งท่านจะใช้ทหารทัพนั้นก็จะเสียไป

อุบายซึ่งเป็นชั้นเอกนั้น เห็นแต่จะให้ทำการตามความคิดอ้วนถำ นำทหารท่านไปช่วยอ้วนถำไว้ก่อน ในบรรดาอริท่านทั้งปวง จะหาผู้ใดน่าเกรงขามเสมอดินแดนข้างอุดรแห่งลำน้ำฮวงโหเป็นไม่มี หากท่านเอาดินแดนนี้ไว้ ทหารท่านก็จักเข้มแข็งเป็นอันมาก คนทั้งปวงก็จักเกรงอำนาจท่าน"

"ยอดมาก" โจโฉว่า แลทำสัญญาเป็นไมตรีอ้วนถำ

ครั้นอ้วนซงแจ้งว่าโจโฉข้ามลำน้ำฮวงโหมาแล้ว จึงถอนทัพตัวเสีย ยกออกจากเพงง้วนก้วนตรงกลับไปยังเมืองเย่ (Ye)

มีผู้ใต้บังคับอ้วนซงเป็นขบถขึ้นสองนาย คือลิกองหนึ่ง เกาหินหนึ่ง (เก๋าซิ่ง...Gao Xing) อยู่ต่อมา อ้วนถำส่งตราสำหรับที่แม่ทัพผนึกให้ลิกอง เกาหิน โจโฉจึงคิดขึ้นว่าอ้วนถำเป็นอาสัตย์คิดมิซื่อ แลจะคิดเป็นกลให้อ้วนถำตายใจก่อน จึงให้โจเจ๋ง (เฉาเจ็ง..Cao Zheng) ผู้บุตรให้ไปแต่งงานด้วยบุตรสาวอ้วนถำ ครั้นแล้วจึงนำทัพกลับไป

ฝ่ายซุนกวนซึ่งตั้งอยู่ฟากกังตั๋งนั้น นำทัพยกไป ณ ข้างทิศประจิม ต่อรบด้วยหองจอเจ้าเมืองกังแฮ ทัพหองจอถูกซุนกวนตีแตกพ่ายเหลือก็แต่ป้อมปราการหองจอ หากแต่เกิดโจรภูเขาขึ้น ณ ง่อ ซุนกวนจำต้องถอยทัพกลับไปเมืองของตน ต่อมาซุนกวนปราบโจรทั้งหมดลงสิ้น

ครั้นอยู่มา ชาวเมืองเจี้ยนอัน (Jian’an) หันซิ่ง (Hanxing) แลลำเป๋ง (Nanping) เป็นขบถขึ้น หัวเมืองขบถนั้นมีทหารกว่าหมื่นนาย ซุนกวนแจ้งความจึงให้โฮคี (เหอฉี..He Qi) ซึ่งเป็นที่แม่ทัพใหญ่ข้างทักษิณแห่งห้อยแขโจมตีกบฏจงสิ้น โฮคีรบชนะพวกขบถราบคาบ อาณาประชาราษฎรก็ได้ความสุข และยังเกณฑ์เอาทหารได้อีกเป็นหลายพันนาย ซุนกวนแจ้งความจึงให้เลื่อนที่โฮคีเป็นที่ขุนพลปราบปรามการข้างทิศบูรพา

ครั้นล่วงเข้าศักราชเจี้ยนอันที่ 9 ซึ่งเทียบเอาเป็นศักราชสากลได้เป็นปี ค.ศ. 204 ในฤดูใบไม้ผลิเดือนแรก โจโฉนำทหารข้ามลำน้ำฮวงโห แลให้กั้นแม่น้ำกีชุย ทดน้ำเข้าสู่ลำคลองโบ๋ (Bo) ทั้งนี้ก็ด้วยจะสร้างเส้นทางสำหรับขนส่งข้าวปลาเสบียงอาหารทั้งปวง

ครั้นถึงเดือนถัดมา (เดือนที่ 2) อ้วนซงนำทัพโจมตีอ้วนถำ ณ เพงง้วนก้วน โดยให้สิมโพยหนึ่ง ซัวฮิวหนึ่ง รักษาเมืองเย่ (Ye) ไว้จงมั่นคง โจโฉนำทหารไปตามลำน้ำง้วน (หยวน..Yuan) โซฮิวแจ้งความจึงคิดเอาใจออกหากจะไปเข้าด้วยโจโฉ หากแต่แผนแตกมีผู้แจ้งความก่อน จึงออกจากเมืองไปหาโจโฉ

ฝ่ายโจโฉมุ่งหน้าไป ณ เมืองเย่ แลจะสร้างเนินเขา อุโมงค์สำหรับจะโจมตีเอาเมืองจงได้

อินไก๋ ผู้ใต้บังคับอ้วนซง รักษาค่ายอยู่ ณ มอเสีย แลเป็นพนักงานคุมเสบียงจาก Shangdang

ล่วงเข้าฤดูร้อน เดือนสี่ โจโฉสั่งให้โจหองคุมทหารรบเมืองเย่ ส่วนโจโฉนำทหารไปตีอินไก๋แตกไป เมื่อนำทัพกลับก็ไปรบด้วยจองกี๋ผู้ใต้บังคับอ้วนซง ณ หันตั๋น (หานตาน...Han Dan) จองกี๋รบพ่ายแตกไป เมืองหันตั๋นนั้นโจโฉก็เข้ายึดได้เป็นสิทธิ์แก่ตัว

อยู่ต่อมา ฮั่นฟ่าน(หันฟ่าน...Han Fan) นายอำเภอยิหยาง(Yiyang)หนึ่ง แลเหลียงคี (เลี่ยงฉี...Liang Qi) นายอำเภอชี (She) ยอมสามิภักดิ์ยกเมืองของตัวให้โจโฉสิ้น

ซิหลงจึงว่า "ซึ่งพวกแซ่อ้วนพ่ายไปครั้งนี้เห็นจะพ่ายไม่เด็ดขาดทีเดียว หัวเมืองเป็นหลายเมืองคิดสามิภักดิ์ แลรอดูอยู่ว่าท่านจะทำประการใดแก่เจ้าเมืองซึ่งสามิภักดิ์ทั้งสอง ชอบแต่ท่านจะให้บำเหน็จต่อทั้งสองเป็นอันมากจึงจะควร ด้วยจะให้เมืองทั้งปวงสามิภักดิ์ท่านเป็นหลายเมืองอีก" โจโฉเห็นชอบด้วย แลทำตามซิหลงว่า เลื่อนที่หันฟ่านแลเหลียงคีเป็นเหา (Marquis)

เตียวเอี๋ยนหัวหน้ากองทัพภูผาดำส่งทูตไปหาโจโฉให้สนับสนุนตัว โจโฉจึงเลื่อนที่เตียวเอี๋ยนขึ้นเป็นที่แม่ทัพผู้พิทักษ์ไว้ซึ่งความสงบทางข้างทิศอุดร

ครั้นถึงเดือนห้า โจโฉจึงสั่งให้รื้อเนินเขาแลอุโมงค์ซึ่งสร้างไว้สำหรับจะตีเมืองเย่ทิ้งเสียสิ้น แลสั่งให้ขุดคูความยาวได้ประมาณสักสี่สิบลี้ โจโฉสั่งให้ขุดแต่คูตื้นเขิน ดูดั่งว่าจะข้ามไปก็ง่าย สิมโพยเห็นดังนั้นก็หัวเราะอยู่ มิได้ทำประการใด หากแต่ในราตรีนั้นเอง โจโฉก็กลับขุดคูนั้นต่อ เป็นคูกว้างแลลึกถึงยี่สิบฟุตเท่ากัน และให้ทดน้ำจากลำน้ำเตี๋ยว (จาง..Zhang) เข้ามายังคูซึ่งขุดนั้น ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนล้มตายด้วยอดข้าวปลาอาหารนั้นไปถึงกึ่งหนึ่ง

ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วง เดือนเจ็ด อ้วนซงนำทหารหมื่นนายกลับมาจะช่วยเมืองเย่ แลก่อนอ้วนซงจะเข้ามาถึงนั้น ด้วยจะแจ้งให้สิมโพยทราบก่อน จึงให้ลีหูเข้าไป ณ เมืองจงได้

ลีหูจึงหักคฑาตัวเสียผูกเข้ากับหลังม้า เอาผ้าโพกศีรษะเสีย แลนำทหารม้าไปแต่สามคน มุ่งเดินทางยามราตรีจะเข้าเมืองเย่ แสร้งว่าตัวนั้นเป็นที่ผู้ตรวจการกองทัพสำหรับดูแลวินัยทหาร ลีหูผ่านค่ายโจโฉทางข้างทิศเหนือซึ่งล้อมเมืองเย่อยู่ มุ่งไปข้างทิศตะวันออก แลหากลีหูตรวจพบทหารในหอสังเกตการณ์ซึ่งเป็นโทษผิดวินัยก็ให้ทำโทษทหารนั้นเสียมิได้ละเว้นแต่สักครั้ง ทั้งนี้ลีหูจึงผ่านค่ายทหารโจโฉมาจนถึง ณ ค่ายทหารโจโฉซึ่งล้อมเมืองอยู่ข้างประตูเตียว(จาง..Zhang)แห่งเมืองเย่ แลพบทหารโจโฉซึ่งเป็นโทษ จึงให้มัดทหารโทษนั้นไว้ด้วยกัน จึงสามารถเปิดแนวทหารซึ่งล้อมเมืองอยู่ได้ ลีหูจึงขับม้าควบไปยังประตู แลตะโกนเรียกทหารทั้งปวงซึ่งอยู่ข้างใน ทหารยามแจ้งว่าลีหูมา ก็เอาเชือกผูกเอาลีหูดึงตัวขึ้นไป ลีหูก็เข้าไปยังเมืองเย่ได้

ครั้นสิมโพยแลคนอื่นๆนั้นได้แจ้งว่าลีหูมาถึง จึงร้องไห้ด้วยยินดีนัก แลตีกลองศึกขึ้นแล้วตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า "ทรงพระเจริญหมื่นๆปี" โจโฉได้แจ้งความก็หัวเราะแล้วว่า "ทหารอ้วนซงเป็นแต่หาทางเข้าไปเมืองได้ แต่จะหาทางออกไปจากเมืองของตัวนั้นหามิได้"

ลีหูคิดขึ้นได้ว่าโจโฉจะให้ล้อมเมืองไว้แน่นหนาหนักไปกว่าเก่า ซึ่งจะใช้ลูกไม้เดิมหลบออกไปนั้นเห็นขัดสน จึงให้สิมโพยเอาคนแก่แลฝีมืออ่อนนั้นออกไปเสียจากเมืองก่อน ด้วยคิดจะให้ประหยัดเสบียงไว้ ราตรีนั้นพวกเขาจึงเลือกคนเป็นหลายพัน ให้ถือธงขาวทุกตัวคน ให้ออกไปทางสามประตูเมืองเพื่อสามิภักดิ์ แลลีหูนั้นจึงนำทหารม้าสามนายของตัว แต่งกายให้ดูดั่งชาวบ้านซึ่งสามิภักดิ์นั้น ปะปนไปด้วยชาวบ้านทั้งปวงในความมืด ทั้งนี้ลีหูจึงออกไปจากเมืองเย่ได้

ครั้นอ้วนซงมาถึง ขุนนางโจโฉจึงว่า "ครั้นกองทัพยกมาถึงเมืองแล้ว เห็นพวกเขาจะต่อสู้ก็เพื่อตัว ชอบแต่จะหลบเลี่ยงเสียก่อน" โจโฉจึงว่า "หากอ้วนซงจะนำทหารมาทางถนนใหญ่ ก็ชอบแต่จะถอยหลบเสียตามคำท่าน แต่หากอ้วนซงนำทหารทั้งปวงยกมาทางเนินเขาข้างประจิม จักจะเอาชัยอ้วนซงได้เป็นแน่"

ครั้นแล้ว อ้วนซงก็นำทหารยกมาแต่เทือกเขาข้างทิศประจิมตามความคิดโจโฉ อ้วนซงนำทัพยกไป ณ หมู่บ้านหยางผิง (Yangping) ข้างทิศบูรพา ซึ่งห่างจากเมืองเย่ประมาณสิบเจ็ดลี้ ให้ตั้งค่ายที่ริมแม่น้ำเปกตก แลให้จุดเพลิงสัญญาณเสียจะให้คนซึ่งอยู่ในเมืองรู้ว่าตัวมาถึง สิมโพยซึ่งอยู่ในเมืองแจ้งว่าอ้วนซงมา จึงนำทหารจะหักไปข้างทิศอุดร โจโฉแจ้งก็นำทหารไปรบสิมโพยได้ชัย สิมโพยแตกหนีเข้าเมือง

ฝ่ายอ้วนซงก็พ่ายแตกหนีไป ณ กู่ซัง (กู๋ซาง..Qu Zhang) ตั้งมั่นอยู่ ณ ที่นั้น โจโฉจึงให้ทหารทั้งปวงล้อมอ้วนซงเข้า แลก่อนโจโฉจะให้ตั้งล้อมนั้น อ้วนซงก็ให้คนมาหาโจโฉขอสามิภักดิ์ โจโฉก็ไม่รับไมตรีแลให้ลอ้มอ้วนซงจงแน่นหนายิ่งขึ้นไปกว่าเก่าอีก

อ้วนซงลอบหนีไปแต่ยามค่ำ จนไปถึง ณ เนินเขาเจ๋ (ฉี..Qi) โจโฉจึงนำทหารไปจะตั้งล้อมอ้วนซงอีก ครั้นทหารโจโฉอ้วนซงประจันกัน ม้าเอี๋ยน เตียวเอ๊ก แลแม่ทัพซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับอ้วนซงเป็นหลายคนก็ออกไปสามิภักดิ์โจโฉ ทหารอ้วนซงแตกกระจัดกระจายกันไป อ้วนซงแตกหนีไป ณ ตงสัน (จงชาน...Zhong Shan) โจโฉให้ยึดเอาสัมภาระอ้วนซง ได้ตราประทับ พู่ประดับ แลตราสำหรับที่อยู่ในห่อผ้าอ้วนซง แลนำของทั้งปวงนั้นไปแสดงต่อคนซึ่งอยู่ในเมืองเย่ ทหารเมืองเย่ทั้งปวงเห็นก็ให้เสียกำลังใจย่อท้อลงเป็นอันมาก

สิมโพยจึงว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า "ให้ทหารทั้งปวงป้องกันเข้าจงแน่นหนา สู้ไปจนวาระสุดท้าย ทหารโจโฉนั้นกำลังประสบปัญหา แลอ้วนฮีก็กำลังนำทหารมาหนุนเข้า ณ เมืองนี้ เป็นไฉนจักต้องวิตกไปว่าสิ้นผู้นำแล้วเล่า"

ครั้นโจโฉมาตรวจพลทหารซึ่งให้ตั้งล้อมเมืองไว้ สิมโพยจึงให้พลเกาฑัณฑ์ซึ่งซุ่มตัวอยู่นั้นยิงเกาฑัณฑ์ใส่โจโฉ พลเกาฑัณฑ์ก็พาดสายยิงไป ลูกเกาฑัณฑ์ปักเข้าห่างจากตัวโจโฉแต่หน่อยหนึ่ง

สิมเอ๋งผู้หลานสิมโพย เป็นที่ขุนพลประจำประตูเมืองข้างทิศตะวันออก ครั้นเดือนแปด วันที่สิบสามกันยายน สิมเอ๋งก็เปิดประตูเมืองเสียในยามราตรี ให้ทหารโจโฉบุกเข้าเมืองได้ สิมโพยก็รบด้วยทหารโจโฉ ณ ถนนในเมือง สุดท้ายสิมโพยก็พ่ายถูกทหารโจโฉจับเอาตัวไว้

ฝ่ายซินผีจะปล่อยตัวญาติของซินเป๋งซึ่งเคยถูกให้จำไว้แต่ก่อน ณ เมืองเย่ ครั้นโจโฉยึดเมืองเย่ได้ ซินผีกลับแจ้งความว่าญาติซินเป๋งทั้งปวงซึ่งเคยจำไว้นั้น สิมโพยฆ่าเสียสิ้นแล้ว ซินผีแจ้งความก็โกรธเป็นกำลัง

เวลานั้น ทหารโจโฉมัดเอาตัวสิมโพยไว้ คุมให้เดินไปที่เต็นท์พวกเขา ซินผีครั้นพบสิมโพยก็โกรธ จับแส้ม้าฟาดเอาหน้าสิมโพยแลสาปแช่งขึ้นว่า "เจ้าทาสชั่วชาติ บัดนี้ถึงที่ตายเจ้าเข้าแล้ว"

สิมโพยได้ฟังก็มองซินผีอยู่พลางพูดว่า "เจ้าสุนัขต่ำช้า ซึ่งมณฑลกิจิ๋วเราเสียครานี้ ก็ด้วยมีคนโฉดเยี่ยงเจ้า ซึ่งข้ามิอาจฆ่าเจ้าได้นั้นเสียใจนัก หากแต่ที่ไหนเจ้าจะมีสิทธิ์ขาดกำหนดชีวิตข้าให้อยู่แลตายเล่า"

มินานถัดจากนั้น โจโฉจึงให้หาสิมโพยเข้าไปแล้วจึงว่า "ครั้นเราขับม้าเข้าใกล้เมืองเย่ เจ้ายิงเกาฑัณฑ์เป็นหลายดอกใส่เรา"

สิมโพยจึงว่า "ซึ่งเจ้าว่านั้นข้าก็ให้เสียใจอยู่แล้ว ด้วยเกาฑัณฑ์ซึ่งยิงไปนั้นเห็นน้อยนัก"

โจโฉจึงว่า "แต่ก่อนมาเจ้าภักดีต่อพวกแซ่อ้วนนัก เจ้าจะสามิภักดิ์เราหรือหาไม่" สิมโพยก็มิยอม

มาตรว่าโจโฉจะให้ไว้ชีวิตสิมโพย แต่สิมโพยนั้นหยิ่งนัก แลยืนกรานดังเดิม ซึ่งจะก้มหัวขอร้องโจโฉนั้นหาไม่ ฝ่ายซินผีแลขุนนางอื่นๆพากันร้องไห้ขอให้โจโฉเอาสิมโพยไปฆ่า โจโฉจนใจจึงให้นำสิมโพยไปฆ่าเสีย

เตียวจี้เกี๋ยน (จางจี่เคี่ยน...Zhang Ziqian) ขุนนางซึ่งสาภักดิ์อยู่ก่อนนั้นเป็นอริกันกับสิมโพยมาแต่ก่อน ครั้นเห็นสิมโพยต้องโทษถูกจับดังนั้น จึงหัวเราะขึ้นแล้วว่า "บัดนี้เราอยู่เหนือไปกว่าเจ้าอีก สิมโพย"

สิมโพยจึงตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า "ตัวเป็นแต่คนทุรยศอาสัตย์ ส่วนตัวเราเป็นขุนนางสัตย์ซื่อ มาตรว่าเราจะตายก็ตามเถิด แต่เราจักมิแลกศักดิ์กับตัวเป็นอันขาดทีเดียว"

ครั้นสิมโพยมา ณ ลานประหาร จึงขอผินหน้าไปข้างทิศอุดร ด้วยอ้วนเสี้ยวผู้นายนั้นอยู่ข้างทิศอุดร

โจโฉมาทำพิธีไหว้ศพอ้วนเสี้ยวซึ่งตาย แลร้องไห้รักอ้วนเสี้ยวอยู่ โจโฉอุปการะภรรยาอ้วนเสี้ยวแลมอบสมบัติของแซ่อ้วนนั้นคืนไปสิ้น แลยังให้ผ้าไหม เสื้อผ้า แลข้าวปลาอาหารให้ด้วย

ในเดือนแปด พระเจ้าเหี้ยนเต้โปรดให้โจโฉเป็นที่เจ้าครองมณฑลกิจิ๋ว หากแต่โจโฉมิรับ แลยังใช้อำนาจในที่เจ้าครองมณฑลกิจิ๋วเหมือนแต่ก่อน

ครั้นต่อมา โจโฉตั้งซุนต่ำเป็นที่นายทหารคนสนิทมณฑลกิจิ๋ว แลจึงว่าแก่ซุนต่ำว่า "เราชันสูตรทะเบียนไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงดูเห็นมีประมาณสามสิบหมื่นครัว ดินแดนแห่งนี้นับได้ว่าเป็นมณฑลใหญ่ทีเดียว"

ซุนต่ำจึงว่า "บัดนี้แผ่นดินล่มสลายสิ้น แลอ้วนถำ อ้วนซงสองพี่น้องนั้นก็นำทหารรบพุ่งกัน อาณาประชาราษฎรกิจิ๋วก็ล้มตายลงเป็นอันมาก แต่ข้าจะได้ยินท่านเอาใจใส่ถามไถ่ทุกข์สุขแลเปลื้องทุกข์ให้พลเมืองทั้งปวงหามิได้ แลท่านยังคิดถามไถ่แต่จำนวนพลซึ่งจะเอาไปเกณฑ์เข้าเป็นทหารอีกเล่า ความซึ่งท่านถามนี้ท่านพิจารณาแจ้งอยู่ว่าเป็นคำถามชั้นเอกจะแน่อยู่หรือ แลราษฎรกิจิ๋วทั้งปวงจักต้องการดังนี้หรือหาไม่เล่า" โจโฉฟังความซุนต่ำว่าดั่งนั้นก็ให้ละอายนักจึงว่า "ซึ่งท่านว่านี้เราขอบใจท่านนัก"

ฝ่ายเขาฮิวมีใจกำเริบขึ้น ด้วยการทั้งปวงล้วนเป็นไปตามความคิดตัวสิ้น แลครั้งหนึ่งโจโฉให้ขุนนางทั้งปวงไปประชุม เขาฮิวจึงไปประชุมด้วย แลจึงว่าแก่โจโฉเป็นถ้อยคำโอหังว่า "อาหม่าน(Aman...ชื่อแต่ครั้งเยาว์ของโจโฉ อันธรรมเนียมจีนนั้น ซึ่งจะเรียกชื่อแต่เด็กจักผิดธรรมเนียมมิสุภาพไป หากมิได้เป็นสหายสนิทรักกันเป็นอันมากแล้ว บางคราจักโกรธเป็นอริกันไปทีเดียว) ในสายตาข้า ท่านก็ยังหาได้ครองมณฑลกิจิ๋วไม่ดอก"

โจโฉจึงว่า "ซึ่งท่านว่านั้นก็ชอบอยู่แล้ว"

หากแต่อยู่ต่อมา เขาฮิวมีใจกำเริบหนักยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า กระทำการโอหังจนโจโฉให้รำคาญใจนัก โจโฉจึงให้เอาตัวเขาฮิวไปฆ่าเสีย

(บางแห่งจารึกไปว่า เขาฮิวมีใจกำเริบ แลไปว่ากล่าวเคาทูทหารเอกโจโฉเป็นข้อหยาบช้า เคาทูฟังเขาฮิวว่ากล่าวตัวหยาบช้าก็โกรธ จึงตัดศีรษะเขาฮิวหิ้วมาให้โจโฉ)

โกกันสามิภักดิ์โจโฉ ยกมณฑลเป๊งจิ๋วให้โจโฉสิ้น โจโฉจึงตั้งโกกันเป็นที่ผู้ตรวจการมณฑล

ขณะมื่อโจโฉให้ทหารตั้งล้อมเมืองเย่อยู่นี้ อ้วนถำฉวยโอกาสยึดเอาเมืองกานเหลง(กานหลิง..Gan Ling)หนึ่ง เมืองอานเป๋ง(อันผิง...An Ping)หนึ่ง เมืองโป๋ไห่ (โปไห่..Bo Hai)หนึ่ง เมืองโฮเตี๋ยน (เหอเจียน...He Jian) หนึ่งรวมสิ้นเป็นสี่เมืองเข้าเป็นสิทธิ์แก่ตัว แลยังจะตีเอาอ้วนซงซึ่งตั้งอยู่ ณ จงซาน(จงซาน..Zhong Shan) อ้วนซงแตกหนีไปอยู่ด้วยอ้วนฮี ณ กูอั๋น (Gu’an) อ้วนถำจึงรวมทหารอ้วนซงเข้าแล้วนำทหารกลับไปตั้งค่ายขึ้นอยู่ ณ หลงสิ้ว (หลงโซว...Long Cou)

โจโฉแจ้งดังนั้นจึงเขียนหนังสือให้คนถือไปให้อ้วนถำ ในหนังสือมีความจะขอโทษด้วยจำต้องเลิกข้อซึ่งตกลงไว้แต่ก่อนนั้นเสีย ให้เลิกงานมงคลของโจโฉ อ้วนถำอีกด้วย แลโจโฉก็ให้ส่งเอาตัวบุตรสาวอ้วนถำซึ่งจะแต่งกับบุตรตัวนั้นกลับไป แล้วจึงนำทหารโจมตีอ้วนถำ

ถึงเดือนสิบสอง ทัพโจโฉตั้งอยู่ ณ เจ๋เหมิน(ฉีเหมิน..Qi Men) อ้วนถำยึดเอาเพงง้วนก้วนได้ หากยกทัพกลับไป ให้ตั้งค่ายมั่นอยู่ริมลำน้ำฉิง(Qing) ณ ลำพี

ครั้นโจโฉถึงเมืองเพงง้วนก้วน จึงให้ตั้งแม่ทัพนายกองสำหรับควบคุมหัวเมืองทั้งหลาย

โจโฉแนะให้ตั้งกองซุนตู้เป็นที่แม่ทัพซึ่งหนักแน่น สง่างาม แลจะให้เป็นที่ขุนนางเหา(Marquis)แห่งยงเหลง(หย่งหนิง..Yong ning)อีก กองซุนตู้จึงว่า "ซึ่งข้าครองเลียวตั๋ง(เหลียวตง...Liao Dong)นั้นก็เหมือนหนึ่งเป็นที่อ๋อง แลยงเหลงนั้นเป็นที่อันใดเล่า" แล้วจึงเก็บตราแลพู่สำหรับที่ในคลังอาวุธของตัว

ปีนั้นเอง (ศักราชเจี้ยนอันที่ 9 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้เป็นปี ค.ศ.204) กองซุนตู้สิ้นชีพ กองซุนของผู้บุตรครองอำนาจแทนบิดา แลกองซุนของจึงให้ตั้งกองซุนก๋งผู้น้องตัวเป็นที่ขุนนางเหา(Marquis)แห่งยงเหลง

ด้วยตันเจียว (เตียนจ้าว...Qian Zhao) มีอำนาจควบคุมเผ่าทั้งปวงซึ่งอยู่ในบังคับแซ่อ้วน โจโฉจึงให้ตันเจียวไป ณ เล่าเสีย (หลิวเฉิง...Liu Cheng) ด้วยจะให้ตันเจียวคุมพวกฮวนเถื่อนทั้งปวงซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น

ขณะนั้น เจียวอ๋องนามสุปู้เอี๋ยน (ซูปูหยัน..Supuyan) ให้เกณฑ์ทหารม้าจากทหารทั้งปวงได้สามพัน จะยกไปหนุนอ้วนถำ แลกองซุนของเจ้าเมืองเลียวตั๋งนั้นแจ้งความจึงส่งฮันต๋งมาเอาตราสำหรับที่ซ่านหยู( Shanyu )มอบให้เจียวอ๋อง

เจียวอ๋องจึงถามตันเจียวไปว่า "เพลาหนึ่งท่านอ้วนเสี้ยวว่าต่อเราว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้มีโองการให้ตั้งเราเป็นที่ซ่านหยู แลบัดนี้ท่านโจโฉก็ว่าจะให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ตั้งเราเป็นที่ซ่านหยู แลมีตราสำหรับที่เป็นขบวนมาแต่เลียวตั๋งนั้นอีกเล่า ข้าจะเลือกเอาผู้ใดจึงจะควร"

ตันเจียวจึงว่า "แต่ก่อนนั้นท่านอ้วนเสี้ยวมีที่สำหรับว่าราชการแลอำนาจซึ่งจะตั้งท่านได้ แลต่อมาท่านอ้วนเสี้ยวกลับขัดราชโองการ บัดนี้ท่านโจโฉขึ้นแทนที่เสียแล้ว แลท่านโจโฉก็จะให้ท่านได้เป็นที่ซ่านหยูด้วยเต็มใจอยู่ ดินแดนฮวนเถื่อนเช่นเลียวตั๋งยังจะมีดีพออยู่หรือ จึงจะตั้งท่านเป็นที่ซ่านหยูได้"

ฮันต๋งจึงว่า "เลียวตั๋งของเราตั้งข้างทิศบูรพาของห้วงสมุทรกว้างไพศาล ทหารนับได้ร้อยหมื่น แลชนเผ่าฮวนฝูหยู(Fuyu) ฮุ่ย(Hui) แลโหม่(Mo) ซึ่งเป็นไมตรีพร้อมช่วยหนุนเลียวตั๋งรบ ทุกวันนี้ผู้แข็งแกร่งย่อมเป็นเจ้า โจโฉมีอันใดพิเศษกว่าคนทั้งปวงเล่า"

ตันเจียวจึงร้องด้วยเสียงอันดังว่า "ท่านโจโฉเป็นขุนนางสัตย์ซื่อ ควรแก่การเคารพนับถือ ทั้งยังเพียบพร้อมปัญญา เข้าใจสถานการณ์ได้ดีอีกเล่า ท่านโจโฉยังหนุนหลังพระเจ้าเหี้ยนเต้ ปราบปรามพวกขบถ แลดีต่อคนซึ่งสามิภักดิ์ อาณาประชาราษฎรทั่วแผ่นดินก็ได้ความสุข อันตัวแลนายตัวนั้นล้วนหาปัญญามิได้ กลับกล้าขัดรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ หลบอยู่ในมุมมืดห่างไกลพระเจ้าเหี้ยนเต้ หาเชื่อรับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่ แลยังจะแอบอ้างพระราชอำนาจพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก้าวก่ายราชกิจพระองค์อีกเล่า โทษตัวนั้นชอบแต่จะให้ตัดศีรษะเสีย เป็นไฉนตัวยังทำองอาจหยาบช้า แลกล่าวเป็นถ้อยดูหมิ่นวีรชนฉะนี้อีกเล่า" ครั้นตันเจียวว่าดังนั้น ก็จับเอาคอฮันต๋งผลักล้มลงไป แลชักเอาดาบจากฝักจะตัดเอาศีรษะฮันต๋ง

เจียวอ๋องเห็นดังนั้นก็ให้ตื่นตระหนก จึงวิ่งบาทเปล่าไปยึดเอาตัวตันเจียวไว้ ขอให้ละโทษตายฮันต๋งเสีย ขุนนางในบังคับเจียวอ๋องทั้งปวงก็หน้าซีดเผือกไปสิ้น

ตันเจียวจึงเดินกลับไปที่นั่งตัว แลว่าแก่เจียวอ๋องแลขุนนางเจียวอ๋องทั้งปวงว่า "ผู้ใดจักแพ้แลชนะ แลจะคล้อยตามผู้ใดดีนั้น ท่านทั้งปวงยังจะแจ้งอยู่หรือประการใด"

ขุนนางทั้งปวงฟังคำตันเจียวว่าดังนั้น ก็ลุกจากที่นั่งตัว คุกเข่าลงกับพื้น แลรับฟังคำตันเจียวโดยเคารพนับถือ

เจียวอ๋องจึงขออภัยทูตเลียวตั๋ง แลให้เลิกทหารสำหรับจะไปหนุนช่วยอ้วนถำนั้นเสีย

ฝ่ายข้างเมืองกังตั๋ง อิหลำ ไต้อ้วนคิดเป็นขบถ ฆ่าซุนเซียงเจ้าเมืองตันเอี๋ยง แลอิหลำนั้นบังคับจะให้เคาฮูหยินภรรยาม่ายซุนเซียงแต่งงานด้วยตัว เคาฮูหยินจึงคิดเป็นกลกับซุนโก๋ เปาเอ๋ง สังหารอิหลำ ไต้อ้วน ครั้นซุนกวนแจ้งความก็ให้บำเหน็จซุนโก๋ เปาเอ๋งเป็นอันมาก

ล่วงเข้าศักราชเจี้ยนอันที่ 10 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ.205 ฤดูใบไม้ผลิเดือนแรก โจโฉนำทหารเข้าตีลำพี อ้วนถำจึงนำทหารต่อรบด้วยโจโฉ ทหารป่วยเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก โจโฉจึงคิดทุเลาการรบให้พักไว้ก่อน โจซุนจึงว่า "ทัพเราตั้งอยู่ห่างที่มั่นไกลนัก ทหารล้ำเข้าแดนศัตรูเห็นเป็นทางไกลมากอยู่ ซึ่งจะตั้งค่ายทัพทหารยื้อไปนานนั้นเห็นขัดสนนัก ชอบแต่จะนำทหารทั้งปวงเดินหน้าต่อ ซึ่งจะถอยทัพโดยหาชัยไม่นั้น ก็จะได้ความอัปยศ" แลจึงตีกลองศึกต่อสู้ไปอีก ทหารโจโฉก็ได้ชัยการศึก อ้วนถำแตกหนีจะเอาตัวรอด โจโฉจึงให้ทหารไล่ตามไปฆ่าอ้วนถำตาย

ลีหูตั้งตัวเป็นที่ขุนนางอาลักษณ์กิจิ๋ว ซึ่งเป็นตำแหน่งแต่เดิมมาของลีหูภายใต้อ้วนซง แลลีหูจึงขอเข้าพบโจโฉพลางว่า "ณ เมืองกิจิ๋วนี้ ผู้แข็งแกร่งก็ข่มเหงเอาคนอ่อนแอกว่าตัว คนทั้งปวงก็เกรงกลัวหวาดระแวงไป ข้าเห็นควรท่านจะออกกฎสำหรับคนซึ่งสามิภักดิ์ แลคนซึ่งชาวเมืองเคารพนั้นให้ไปประกาศกฎท่าน"

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้ลีหูไปประกาศให้ชาวกิจิ๋วทั้งปวงทำการไปเป็นปกติดังแต่ก่อน ซึ่งทหารโจโฉจะทำให้ได้ความเดือดร้อนนั้นจักไม่มีเป็นมั่นคง อาณาประชาราษฎรกิจิ๋วทั้งปวงก็สงบอยู่

อยู่ต่อมา โจโฉจึงให้เอาตัวกัวเต๋าไปฆ่าเสีย ผู้ติดตามแลบุตรภรรยากัวเต๋านั้นก็ให้ฆ่าเสียสิ้น

อองสิ้วแจ้งว่าอ้วนถำตายก็ร้องไห้รักแล้วจึงว่า "ท่านอ้วนถำบัดนี้ก็ตายเสียแล้ว แลข้าจะไปหาผู้ใดเล่า" แลอองสิ้วจึงเข้าพบโจโฉ แจ้งความซึ่งจะขอนำเอาศพอ้วนถำไปทำพิธีฝังเสีย โจโฉก็อนุญาตให้ แลครั้นอองสิ้วฝังศพอ้วนถำแล้ว โจโฉจึงให้อองสิ้วไปอยู่ลีอั๋น(ลีอาน..Le’an)ดังแต่ก่อน ให้คอยดูแลข้าวปลาเสบียงทหาร

หัวเมืองทั้งปวงซึ่งอยู่ในบังคับอ้วนถำสามิภักดิ์โจโฉสิ้น ยังแต่กวนถง (กวนต๋อง...Guan Tong) เจ้าเมืองลีอั๋น (หลีอาน..Le’an) ซึ่งยังตั้งแข็งเมืองอยู่ โจโฉแจ้งดังนั้นจึงสั่งให้อองสิ้วไปจับกวนถงฆ่าเสียจงได้ แต่ตัวอองสิ้วคิดอยู่ว่ากวนถงเป็นขุนนางสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ จึงแก้มัดเชือกซึ่งผูกกวนถงเสีย แลส่งกวนถงไปหาโจโฉ โจโฉแจ้งว่ากวนถงมาก็โสมนัส แลยกโทษซึ่งกวนถงผิดมาแต่ก่อนให้ ครั้นแล้วโจโฉจึงเลื่อนที่อองสิ้วเป็นที่ขุนนางใต้สังกัดของตัว แลขณะนั้นโจโฉเป็นที่ขุนนางตำแหน่งซือคง

กุยแกเสนอให้โจโฉตั้งบัณฑิตซึ่งคนทั้งปวงลือกันว่ามีปัญญาของมณฑลเฉงจิ๋ว กิจิ๋ว อิวจิ๋ว เป๊งจิ๋วสี่หัวเมือง ด้วยจะให้ราษฎรทั้งปวงสนับสนุนการปกครองโจโฉ โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้ทำตามคำกุยแกว่า

ขณะเมื่อแซ่อ้วนพ่ายโจโฉ ตันหลิมขุนนางซึ่งเขียนสาส์นด่าว่าโจโฉเป็นถ้อยคำหยาบช้าถึงปู่แลบิดาโจโฉตามสั่งอ้วนเสี้ยวนั้นก็เข้ามาหาโจโฉ โจโฉเห็นตันหลิมมาจึงว่า "เมื่อตัวจะเขียนหนังสือให้อ้วนเสี้ยวนั้น หากตัวทำแต่จะใส่ความป้ายสีเราคนเดียวนั้นก็ชอบอยู่ เป็นไฉนตัวจึงว่ากล่าวใส่ความบิดาแลปู่เราเป็นถ้อยคำหยาบช้าเล่า" ตันหลิมจึงว่า "ขณะเมื่อข้าจะเขียนหนังสือให้อ้วนเสี้ยวนั้น ข้าเป็นข้ากินข้าวแดงอ้วนเสี้ยว แลเมื่อนายสั่งดังนั้น ข้าผู้บ่าวก็ชอบแต่จะคิดอ่านทำการให้สิ้นฝีมือ ซึ่งจะเขียนหนังสือกล่าวแจ้งโทษ กลับไปเขียนภาษาสละสลวยไพเราะงดงาม ที่ไหนคนซึ่งอ่านจะมีใจฮึกเหิมจับเอาอาวุธสำหรับมือขึ้นสู้เล่า จำจะเขียนให้คนซึ่งอ่านนั้นเกลียดคั่งแค้นเข้า การจึงจะลุล่วงแล้วไปได้"

โจโฉได้ฟังคำตันหลิมว่าจึงยกโทษตันหลิมเสีย แลตั้งตันหลิมเป็นที่หัวหน้าเลขาใต้บังคับโจโฉด้วยปราชญ์อีกหนึ่งเรียกว่า ง้วนอู๋ (หยวนหยู...Ruan Yu)

เจียวเหียหนึ่ง เตียวหลำหนึ่ง ทหารในบังคับอ้วนฮีเป็นขบถต่อเจ้านายตัว อ้วนฮีแลอ้วนซงจึงหนีไปอยู่ด้วยเผ่าอู๋หวน(หวูหวน..Wuhuan) ณ เลียวซี (เหลียวซี..Liaoxi)

เจียวเหียตั้งตัวเป็นที่ผู้ตรวจการอิวจิ๋ว แลจะให้ขุนนางทั้งปวงละพวกแซ่อ้วนเสีย หันมาสามิภักดิ์โจโฉ

คิดได้ดังนั้น เจียวเหียจึงให้นำทหารประมาณหมื่นเข้าพิธีสาบาน แลให้จัดม้าขาวเป็นเครื่องสังเวย แลจึงว่า "ผู้ใดทุรยศเป็นขบถขึ้น จักต้องถูกฆ่าเสียสิ้น" หามีขุนนางแลคนผู้ใดขัดขืนไม่ คนทั้งปวงก็นำโลหิตม้าสังเวยมาทาปากตัวเพื่อสาบานตามคำเจียวเหียว่า

ยังแต่ฮันฮองซึ่งเป็นนายทหารสนิทเมืองเลียวไสมิยอม แลจึงว่า "แซ่อ้วนสืบมาสองชั่วล้วนมีคุณแก่เราเป็นอันมาก ซึ่งแซ่อ้วนหนีจากไปนั้น เราจึงเป็นแต่ทุรชนต่ำช้าหาปัญญาไม่ แลมิเข้มแข็งพอจะสละชีวิตเพื่อแซ่อ้วนก็ตามเถิด แต่จะให้เราหันหน้าหาโจโฉแลสามิภักดิ์ก้มศีรษะยอมยกโจโฉเป็นนายเรานั้นเราไม่ยอม"

คนทั้งปวงฟังคำฮันฮองว่าดังนั้นให้หวาดกลัวหน้าซีดเผือกไปทุกตัวคน เจียวเหียจึงว่า "การชิ้นเอกจำจะทำด้วยความถูกต้อง แลคนแต่คนหนึ่งนั้นจะได้กระทบให้การแล้วแลล้มเหลวนั้นหามิได้ ให้ฮันฮองยึดหลักของตัวไปเถิด ด้วยฮันฮองจักเป็นขุนนางสัตย์ซื่อภักดีต่อเราทั้งปวง" เจียวเหียแลคนทั้งปวงก็หาทำประการใดฮันฮองไม่

เจียวเหียแลพวกเจียวเหียทั้งปวงก็พากันไปเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยโจโฉ โจโฉจึงให้เลื่อนที่เจียวเหียแลคนทั้งปวงเป็นที่ขุนนางเหา(Marquis)

ปีเดียวกัน ฤดูร้อนเดือนสี่ เตียวเอี๋ยนหัวหน้าโจรทหารทัพภูผาดำ นำทหารประมาณกว่าแสนนายสามิภักดิ์โจโฉ แลโจโฉจึงเลื่อนที่เตียวเอี๋ยนขึ้นเป็นที่ขุนนางอังก๊กเหา(อานกว๋อโฮ่ว..Anguo Marquis)

แลเตียวตู๋(จ้าวตู้..Zhao Du)หนึ่ง งักนู่(Huo Nu)หนึ่ง แลคนอื่นๆคิดกันสังหารผู้ตรวจการอิวจิ๋ว แลเจ้าเมืองจิว(Zhou) แลขณะนั้นเผ่าอูหวนสามเผ่าก็นำทหารต่อรบด้วยเซี่ยนหยูฝู(Xianyu Fu)ที่กงเป๋ง(Gongping)

ขณะเมื่อล่วงสู่ฤดูหนาวเดือนแปด โจโฉนำทหารรบเตียวตู๋ แลฆ่าเตียวตู๋แลพรรคพวกเตียวตู๋ตายสิ้น โจโฉได้ชัยแล้วจึงขับทหารให้ข้ามแม่น้ำหลู่(Lu)ไปหนุนฝ่ายเซียนหยูฝู ณ กงเป๋ง แลพวกอูหวนจึงหนีกลับไปที่อยู่เดิมของตัว

โจโฉจึงว่าแก่ซุนฮกที่ปรึกษาว่า "หัวเมืองทั้งปวงข้างทิศประจิมยอมอ่อนน้อมเราแต่ในนามดอก หากที่จริงกลับคิดทุรยศขบถทุกเวลา เตียวเจ้ง(จางเจ็ง..Zhang Cheng)พาทหารออกปล้นราษฎรทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อน แลยังคิดกันกับเล่าเปียวแห่งเกงจิ๋วอีกเล่า เกลือกว่าคนทั้งปวงตามอย่างเตียวเจ้งหมด จะมิเป็นหนามยอกอกสำคัญของเราดอกหรือ

บัดนี้โฮต๋องเป็นดินแดนยุทธศาสตร์สำคัญแห่งแผ่นดิน ตัวท่านพอจะเสนอคนซึ่งปรีชาสามารถจะไปครองดินแดนโฮต๋อง ให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ความสงบสุขจะได้หรือมิได้ประการใด"

ซุนฮกจึงว่า "เตาจี๋(ตู้จี้..Du Ji)เจ้าเมืองสีเป๋ง(ซิผิง..Xiping)เป็นคนกล้าหาญแลปัญญาเฉลียวฉลาด จักต่อสู้ภยันตรายทั้งปวงแลคิดไขปัญหาทั้งหลายได้เป็นมั่นคง"

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงให้เลื่อนที่เตาจี๋เจ้าเมืองสีเป๋งขึ้นเป็นที่ขุนนางตำแหน่งเจ้าเมืองโฮต๋อง

ฝ่ายจงฮิวจึงเร่งรัดให้ฮองอิบมอบตราสำหรับที่ให้แก่ตัว หากฮองอิบหาทำตามจงฮิวไม่ กลับนำเอาพู่แลตราสำหรับที่มุ่งหน้าจากเหอเป่ย ไป ณ ฮูโต๋

อุยกี๋ (วุ่ยกู้...Wei Gu) ส่งทหารประมาณหลายพันนำทัพไปขวาง ณ ทางแยกฉาน ครั้นเตาจี๋มาถึงทางแยก จึงถูกรั้งตัวไว้ ณ ที่นั้นเป็นหลายเดือน

ฝ่ายโจโฉครั้นแจ้งความจึงสั่งให้แฮหัวตุ้นนำทหารยกทัพตีอุยกี๋แลพวกอุยกี๋

ขณะเมื่อเตาจี๋แจ้งความซึ่งแฮหัวตุ้นนำทหารยกไปตีอุยกี๋ตามคำโจโฉแล้วจึงว่า "เมืองโฮต๋องชันสูตรสำมะโนประชากรครบถ้วนได้สามหมื่นครัว คนทั้งปวงจะได้คิดก่อขบถทั้งสิ้นนั้นหามิได้ แลหากทหารทั้งปวงคุมตัวไพร่บ้านพลเมืองไว้ คนทั้งปวงจึงหาผู้นำไม่ แลคนทั้งปวงจึงจำต้องอยู่ในบังคับอุยกี๋แลพวกอุยกี๋สิ้น ทั้งก็วิตกกลัวอยู่ ซึ่งโจโฉจะนำทหารรบหักเอาด้วยกำลังนั้นไม่ควร ด้วยคนทั้งปวงหวาดเกรงอยู่จะรบจนตัวตาย หากโจโฉหักเอาด้วยกำลังมิแล้ว ปัญหาจักตามมาหาที่จะสุดสิ้นไม่เลย แลหากโจโฉหักเอาด้วยกำลังได้ชัย โจโฉก็จักทำลายคนทั้งปวงซึ่งอยู่ ณ เมืองตายลงสิ้น

แลหากคิดไปในอีกแง่เข้าแล้ว อุยกี๋แลพวกอุยกี๋จะได้ฝืนคำสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นหามิได้ อุยกี๋แลพวกอุยกี๋นั้นจะเอาฮองอิบมาเป็นเจ้านายของตัวดังแต่ก่อนดอก จำเราจะแต่งกลไปว่าเป็นนายคนใหม่มารับตำแหน่งสำหรับที่ อันผู้ติดตามนั้นอย่าให้มีเลย ทั้งนี้อุยกี๋แลพวกอุยกี๋เห็นจะแคลงใจอยู่ แลด้วยอุยกี๋นั้นมาตรว่าความคิดมาก แต่หารู้ที่จะตัดสินใจเด็ดขาดลงไม่ อุยกี๋จักต้องแต่งกลทำเป็นว่ายอมรับเอาเราเป็นนายใหม่เป็นมั่นคง แลเราจะแกล้งเข้าไป ณ เมือง เกลี้ยกล่อมคนทั้งปวงสงบลงจงได้"

ฝ่ายเตาจี๋ครั้นว่าดังนั้นแล้วก็เที่ยวไปจนถึงทางแยกตู้(Dou) ฟั่นเสียน(Fan Xian)แจ้งว่าเตาจี๋มาถึงจึงคิดจะแต่งกลสังหารเตาจี๋เสียจงได้ ด้วยจะให้อาณาประชาราษฎรทั้งปวงยำเกรง หากแต่ยังใคร่จะรู้อยู่ว่าเตาจี๋มาด้วยอันใด จึงยังหาลงมือฆ่าเตาจี๋ไม่ แลให้เอาขุนนางประมาณสามสิบคน ณ เมืองไปฆ่าเสียจงสิ้น เอาศีรษะนั้นเสียบประจานอยู่หน้าเมือง เตาจี๋เห็นศีรษะขุนนางทั้งปวงดังนั้นก็มิได้ว่าประการใด แลจะหวั่นเกรงดังความคิดฟั่นเสียนนั้นหามิได้

อุยกี๋จึงว่า "ซึ่งเราจะสังหารเตาจี๋นั้นไม่ควร ด้วยโจโฉจะเสียอันใดก็หาไม่ แต่ความนินทาจะมีแก่เราเป็นอันมากว่าเราชั่วช้าอำมหิต ถึงเตาจี๋จะเป็นเจ้าเมืองก็ตามเถิด ด้วยเรานี้ก็มิได้ไร้ปัญญาทีเดียว พอจะรับมือเตาจี๋ไหวอยู่อย่ากลัวเลย" คนทั้งปวงฟังอุยกี๋ว่าก็เห็นชอบ แลรับเตาจี๋เป็นที่เจ้าเมืองโฮต๋องสืบแทนต่อไป

เตาจี๋จึงให้หาอุยกี๋ ฟั่นเสียนมาแล้วว่า "สกุลแซ่อุยแลฟั่นของท่านทั้งสองนั้นก็เป็นแซ่ใหญ่ ณ โฮก๋ง(เหอกง..Hegong)นี้อยู่ ซึ่งเราจะปกครองบริหารเมืองนั้นจำต้องอาศัยกำลังท่านทั้งสองด้วย คำโบราณก็มีอยู่ว่า ซึ่งจะเป็นเจ้าเมืองแลขุนนาง ณ เมืองนั้น จักต้องร่วมชะตามิว่าสำเร็จแลล้มเหลวลงก็ตามที ด้วยเหตุดั่งนี้การสำคัญทั้งปวงท่านทั้งสองคนนี้ให้มาปรึกษาเราจงพร้อมกันเถิด" ครั้นแล้วเตาจี๋ก็ตั้งอุยกี๋เป็นที่ขุนนางใหญ่ (Chief Controller) เป็นผู้พิพากษาใหญ่คุมอำนาจศาลเมือง แลให้ฟันเสียนเป็นที่ขุนนางใหญ่ฝ่ายทหารบัญชากองทัพ อุยกี๋แลพวกอุยกี๋ทั้งปวงก็พากันยินดีตัวเตาจี๋สิ้น มาตรว่าคนทั้งปวงจะแต่งกลแกล้งรับใช้เตาจี๋ แต่จะได้ระแวดระวังตัวเตาจี๋นั้นหามิได้

อยู่ต่อมาอุยกี๋จะให้เกณฑ์อาณาประชาราษฎรเป็นอันมากไปจะให้เป็นทหาร เตาจี๋จึงว่า "ซึ่งท่านจะเกณฑ์ไพร่บ้านทั้งปวงไปเป็นทหารนั้นไม่ควร ด้วยประชาราษฎรทั้งปวงจะเจ็บแค้นขึ้น ชอบแต่จะเพิ่มเบี้ยหวัดทหารแลเพิ่มทหารด้วยแต่น้อย" อุยกี๋ก็เห็นชอบด้วย ยังแต่ว่าความคิดเตาจี๋นั้นเกณฑ์ทหารได้ครั้งหนึ่งก็น้อยตัวนัก

แลเตาจี๋ยังว่าแก่อุยกี๋ว่า "อันความคิดรำลึกถึงบ้านตัวนั้นก็เป็นธรรมดาอยู่แก่คนทั้งปวง ซึ่งจะปล่อยให้ทหารทั้งปวงไปยี่ยมครอบครัวเสียบ้างนั้น จะเรียกกลับมาก็เห็นจะง่าย" อุยกี๋ก็เห็นชอบด้วย แลคนขบถทั้งปวงต่างก็ถูกแยกไป ณ ที่อยู่

ขณะนั้น เตียวเจ้ง(จางเช็ง...Zhang Cheng)นำทหารตีหักเมืองง้วน(หยวน..Yuan)

ฝ่ายโกกันครั้นมาถึงฮูซู(Huoze) เตาจี๋ก็แจ้งว่าหัวเมืองทั้งปวงมีกตัญญูแก่ตัวอยู่ เตาจี๋จึงพาทหารม้าประมาณไม่กี่สิบไป ณ เมือง เสริมป้อมปราการจงสามารถ แลวางทหารขึ้นเชิงเทิน ยังมิทันจะกี่อาทิตย์ เตาจี๋ก็ซ่องสุมทหารได้ประมาณสี่พันคนเศษ

อุยกี๋แจ้งว่าเตาจี๋ทุรยศ จึงนำทหารไปอยู่ด้วยโกกัน เตียวเจ้ง แลอุยกี๋ โกกัน เตียวเจ้งก็ให้ทหารทั้งปวงตีเตาจี๋จงพร้อมกัน หากว่าทหารเตาจี๋รักษาเมืองแข็งนักยังจะหักเอามิได้ อุยกี๋ เตียวเจ้ง โกกันจึงจะไปยึดเอาหัวเมืองอื่นก่อน หากว่าจะยึดเอาเมืองใดนั้นหามิได้

ฝ่ายโจโฉให้เตียวเจไปข้างทิศประจิม ให้ม้าเท้งแลพวกม้าเท้งนำทหารไปหนุนเตียวเจ ม้าเท้ง เตียวเจและพวกนำทหารตีทหารเตียวเจ้ง อุยกี๋ โกกันแตกพ่ายยับเยินไป ตัดเอาศีรษะเตียวเจ้ง อุยกี๋มา หากคนทั้งปวงซึ่งหลงผิดด้วยเตียวเจ้ง อุยกี๋ โกกันนั้นให้ยกโทษเสีย แลโกกันหนีแตกไปได้ ฝ่ายเตาจี๋ก็กลับไปครองเมืองโฮต๋อง

ฝ่ายเตาจี๋ครองเมืองโฮต๋องสืบมา อาณาประชาราษฎรโฮต๋องก็ได้ความสุข แลเตาจี๋อยู่เมืองโฮต๋องได้ประมาณสิบหกปี คนทั้งปวงก็ยกเตาจี๋ว่าเป็นเจ้าเมืองซึ่งเป็นเอกในแผ่นดินเหนือเจ้าเมืองทั้งปวงอยู่เนืองๆ


.............


(ยังมีต่อ หน้าต่อไป...)




 

Create Date : 26 กันยายน 2549    
Last Update : 25 ตุลาคม 2549 23:14:35 น.
Counter : 270 Pageviews.  

ยุทธการกัวต๋อ

ศักราชเจี้ยนอันที่ 4 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ. 199 เดือน 6 อ้วนเสี้ยวนำทัพสิบหมื่น ม้าศึกกว่าหมื่นเข้าต่อรบด้วยโจโฉ

เดือน 8 โจโฉนำทัพรับศึกอ้วนเสี้ยว ณ ลิหยง (หลีหยาง...Li Yang กาลปัจจุบันตั้ง ณ อำเภอจวิ้นเซี่ยน มณฑลเหอหนาน)

เดือน 9 โจโฉถอยกำลังทัพของตัวมาตั้งรับอ้วนเสี้ยว ณ ตำบลกัวต๋อ (กวนตู้...Guan Du)

ครึ่งปีหลังของปีนี้ (ค.ศ.199) พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพระอักษรราชสาส์นลับมอบให้ขุนนางหลายนาย มีคนสำคัญอยู่สี่นาย ขุนนางที่เฉียเคียะเจียงกุ๋น (ชือฉีเจียงจวิน.....Che Qi Jiangjun)นามตังสิน(ต่งเฉิง...Dong Cheng)หนึ่ง ขุนนางที่ตำแหน่งแม่ทัพรองนามอองฮู (หวางฝู...Wang Fu) หนึ่ง ขุนนางที่อวกเคี้ยเฮ้าเว่ย (เยว่ฉีเซี่ยวเว่ย....Yue Qi Xiao Wei) นามจงฉิบ (จ่งจี๋..Zhaong Ji) หนึ่ง แลเล่าปี่อีกหนึ่ง ให้ร่วมคิดกันจะกำจัดฆ่าเอาโจโฉลงเสียให้จงได้

การซึ่งคิดกันไว้ยังมิทันแล้ว โจโฉก็ให้เล่าปี่นำทัพไปจัดการกับอ้วนสุดเสียก่อน แต่อ้วนสุดป่วยตายไปก่อนแล้ว เล่าปี่ฉวยโอกาสยกทัพรบได้เมืองชีจิ๋ว สังหารเจ้าเมืองชีจิ๋วซึ่งเป็นคนของโจโฉลง ประกาศเป็นศัตรูกับโจโฉอย่างชัดแจ้งขึ้น

เดือนอ้ายในปีศักราชเจี้ยนอันที่ 5 เทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ. 200 ความซึ่งคิดกันจะสังหารโจโฉนั้นเกิดแพร่งพรายออกภายนอก โจโฉสืบรู้จึงให้ประหารตังสิน อองฮู จงฉิบ แลญาติมิตรของคนทั้งนี้ลงเสียสิ้นทั้งสามชั่ว

โจโฉฝีนดึงกำลังซึ่งประจันอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยวมาจู่โจมชีจิ๋ว รบด้วยเล่าปี่ เล่าปี่แตกพ่ายหนีไปในศักราชเจี้ยนอันที่ 5 นั้นเอง โจโฉยึดชีจิ๋วในกำมือจับเอาตัวกวนอู (กวนอวี่...Guan Yu) ได้ กวนอูยอมสามิภักดิ์โจโฉ

เล่าปี่หนีไปพึ่งด้วยอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวต้อนรับเล่าปี่ตามสมควร อยู่มาไม่นานก็ได้ตัวเตียวหยุน(จ้าวหยุน...Zhao Yun) นามรองนั้นจูล่ง นายทหารมีฝีมือมาเป็นกำลัง

การสัประยุทธ์ ณ กัวต๋อนั้น เป็นยุทธการต่อสู้แย่งชิงเอาดินแดนส่วนกลางแลใต้ของลำน้ำฮวงโหระหว่างอ้วนเสี้ยวแลโจโฉ ในศักราชเจี้ยนอันที่ 5 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ.200 ทั้งเป็นหนึ่งในสามยุทธการใหญ่ที่สุดที่เป็นมูลเหตุให้แผ่นดินจีนแตกออกเป็นสามก๊กอีกด้วย

อ้วนเสี้ยวครั้นรบได้ชัยต่อกองซุนจ้าน ก็ได้ครอบครองดินแดนสี่หัวเมืองอันใหญ่ ได้แก่ เมืองเฉงจิ๋วหนึ่ง เป้งจิ๋วหนึ่ง อิจิ๋วหนึ่ง แลอิวจิ๋วอีกหนึ่ง อิทธิพลของอ้วนเสี้ยวเพิ่มขึ้นเข้มแข็งร้ายกาจนัก อ้วนเสี้ยวคิดจะทำลายอิทธิพลเหลือเดนของกองซุนจ้าน แลปราบโจโฉไปด้วยเลย จึงยกทัพลงใต้ กำจัดโจโฉแลชิงเอาดินแดนฝั่งใต้ของฮวงโหมาในกำมือของตัว

มาตรว่าอ้วนเสี้ยวจะมีทหารนับสิบหมื่น ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์เหลือเฟือ หากแสนยานุภาพของทัพอ้วนเสี้ยวกลับมีมิมาก แลขัดแย้งกันเองในกองทัพ ทหารอ้วนเสี้ยวบางส่วนถูกบังคับเกณฑ์เอาตัวมา ทั้งครอบครัวเหล่าทหารยังถูกบรรดาขุนนางอิทธิพลเอาเปรียบได้ความเดือดร้อนเสียอีก แลระเบียบวินัยกองทัพนั้นก็เห็นหย่อนนัก ทหารในกองทัพเอาใจออกหากหาความสามัคคีมิได้

ทั้งอ้วนเสี้ยวกลับเป็นผู้เอาชอบใส่แต่เครือญาติอันสนิทของตัว บุตรชายสามคนแลหลานชายคนหนึ่งของอ้วนเสี้ยวได้เป็นจิ๋วม่อ แปลเป็นไทยว่าเจ้าเมือง โดยหาผลงานอันใดมิได้ บรรดาคนในบังคับอ้วนเสี้ยวทั้งปวงทราบก็โกรธ แลเอาใจออกหากอ้วนเสี้ยว

ทั้งยามอ้วนเสี้ยวเลือกแม่ทัพแลขุนนางมาทำราชการกับตัวนั้น หากมาแต่ตระกูลต่ำต้อย มาตรว่ามีความสามารถล้นฟ้าก็จักมิได้ทำราชการ ขุนนางซึ่งเอ่ยปากทัดทานอ้วนเสี้ยวนั้น อ้วนเสี้ยวก็มิฟังหากแต่ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย เช่นนี้ที่ไหนอ้วนเสี้ยวจะสำเร็จการใหญ่ต่อไปได้เล่า

ในกองทัพโจโฉกลับเป็นตรงกันข้าม มาตรว่ามีกำลังแต่หกเจ็ดหมื่น ข้าวปลาอาหารก็หาบริบูรณ์เสมอด้วยอ้วนเสี้ยวไม่ หากแต่ทหารโจโฉอันมากนั้นมาแต่ครัวเรือนชาวนาซึ่งส่งภาษีให้แก่กองทัพมาก่อนแล้ว กำลังใจทหารจึงมั่นคงกว่าทหารอ้วนเสี้ยว แลระเบียบในกองทัพทั้งปวงนั้นก็เข้มงวดยุติธรรมยิ่ง ทหารโจโฉทั้งปวงสามัคคีแลตั้งใจสู้ถวายชีวิต ด้านการใช้คน โจโฉจะเลือกแบ่งชาติกำเนิดแลพฤติกรรมนั้นหามิได้ หากความสามารถอันแท้ปรากฏอยู่ โจโฉก็จักเรียกมาทำราชการแลให้ความสำคัญด้วยผู้นั้น

ระยะเริ่มต้นแห่งยุทธการกัวต๋อ ทหารอ้วนเสี้ยวบุกถึงลิเอี๋ยง อ้วนเสี้ยวสั่งให้งันเหลียง (เหยียนเหลียง...Yan Liang) นำทัพยกเข้าล้อมจะตีเล่าเหยียนเจ้าเมืองตองกุ๋น ณ แปะเบ๊(ไป๋หม่า...Bai Ma)

ชีสิวจึงว่า "อันตัวงันเหลียงนั้นหาความใส่ใจแลอดทนมิได้ มาตรว่างันเหลียงจะองอาจกล้าหาญ หากแต่ตัวเขาแต่คนเดียวนั้นมิอาจว่าการสิทธิ์ขาดแก่กองทัพทั้งกองได้ดอก" อ้วนเสี้ยวได้ยินดังนั้นก็ไม่เห็นชอบ จึงทำการไปตามความซึ่งคิดกันแต่เดิม ให้งันเหลียงนำทัพตีแปะเบ๊

โจโฉคิดเป็นกลศึกตามแผนการของซุนฮิว ใช้ยุทธวิธีหลอกล่อซ้าย การจู่โจมอันแท้นั้นกลับอยู่ขวา แสร้งส่งทหารตีตลบหลังอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวถอนกำลังมารับมือทางประจิม โจโฉพลันทุ่มกำลังโจมตีแก้วงล้อม ณ แปะเบ๊ แลใช้กวนอู เตียวเลี้ยวสองขุนพลบุกไป ฆ่างันเหลียง ขุนพลเอกของอ้วนเสี้ยวเสีย แลโจโฉจึงคิดการจะทิ้งเมือง อพยพเอาราษฎรทั้งปวง ณ ที่นั้นไปทิศประจิมสู่ลำน้ำฮวงโห

อ้วนเสี้ยวคิดจะข้ามลำน้ำฮวงโห ติดตามคนอพยพนั้นไป ชีสิวจึงแย้งเอาว่า "ซึ่งท่านจะทำการสงครามนั้น จักต้องใส่ใจในเหตุการณ์ทั้งปวงทุกอย่างที่อาจเป็นไปได้ แผนซึ่งเป็นเอกกว่าแผนทั้งปวงในเวลานี้คือรักษาค่าย ณ ลุ่มเอี๋ยน แลส่งเอาทัพหน้าไปสู่กัวต๋อ หากโจโฉยึดเอาเมืองได้ ท่านก็จักยังมีเวลายกทัพตามทัพหน้าไปได้ ซึ่งท่านจะยกคุมเอาทหารทั้งหมดออกไปเสียนั้นเห็นผิดนัก ด้วยหากสถานการณ์เปลี่ยนเป็นเลวร้ายลง ทหารท่านแม้สักหนึ่งก็มิอาจแบกชีวิตกลับมาได้เป็นมั่นคง"

อ้วนเสี้ยวกลับไม่เห็นชอบกับความซึ่งชีสิวคิด

ชีสิวครั้นมาถึงทางแยกพลางถอนใจกล่าวว่า "ท่านอ้วนเสี้ยวนี้จะมั่นใจตัวมากไปนักแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ต่างมีใจทะยานนัก ลำน้ำฮวงโหนี้ช่างกว้างใหญ่ เป็นไฉนข้าจึงต้องข้ามลำน้ำไปเล่า"

ต่อมาชีสิวจึงว่าแก่อ้วนเสี้ยวว่าตัวนั้นล้มป่วย แลขอจะกลับไปเมือง อ้วนเสี้ยวได้ฟังชีสิวว่าก็โกรธ มิเพียงไม่ให้ตามทื่ขอ ยังปลดเอาการสิทธิ์ซึ่งชีสิวเคยสั่งความในกองทัพได้นั้นจากชีสิวไปมอบให้กัวเต๋าเสียอีก

ครั้นอ้วนเสี้ยวนำทัพลงใต้จากลุ่มเอี๋ยน โจโฉจึงให้ทหารตั้งค่าย ณ เชิงเขาทางใต้ แลส่งม้าใช้ไปสอดแนม ม้าใช้จึงกลับมารายงานว่า ทหารอ้วนเสี้ยวซ่งขี่เอาม้านั้นมีราวห้าพันหกพัน มินานม้าใช้ก็มารายงานอีกว่า ทหารม้าอ้วนเสี้ยวเห็นเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก ฝ่ายทหารอันเดินเท้านั้นพินิจดูเห็นมากมายเหลือคณานับ โจโฉจึงว่า พวกเจ้ามิต้องสอดแนมต่อไปแล้ว

โจโฉสั่งให้ทหารม้าของเขาลงจากอานม้า แลปล่อยตัวม้าไปเสีย สัมภาระซึ่งขนมาแต่แปะเบ๊นั้นก็วางกองกันไว้ตามทาง ขุนนางทั้งปวงพากันคิดว่า ซึ่งข้าศึกมีทหารม้ามากดั่งนี้กลับให้ทหารทั้งปวงทำฉะนี้เห็นไม่ควร จะให้ทหารกลับไปป้องกันค่ายตัวให้เข้มแข็งจึงจะควร ซุนฮิวจึงว่า "ความดังนี้เป็นแต่กับดักของเราดอก เป็นไฉนเราจะหนีไปเล่า" โจโฉได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอยู่

บุนทิว(เหวินโฉ่ว..Wen Chou) แลเล่าปี่นำทหารขี่ม้าหกพันของอ้วนเสี้ยวมุ่งมา ณ ทัพโจโฉ ขุนนางทั้งปวงพลางว่า ให้ทหารม้าทั้งปวงขึ้นม้าเตรียมรับศึกเถิด โจโฉจึงว่า การซึ่งว่านั้นให้ยั้งไว้ก่อน

ทหารอ้วนเสี้ยวครั้นมาถึงกลับมิรุกไล่โจโฉ กลับพากันลงม้าเก็บเอาสัมภาระซึ่งกระจายอยู่ตามทางนั้นไปเป็นของตัวเสีย โจโฉจึงว่า บัดนี้ลงมือได้แล้ว ทหารทั้งปวงก็พากันขึ้นหลังม้าสิ้น

มาตรว่าทหารโจโฉมีน้อยตัวนักมิถึงกระทั่งหกร้อย แต่การโจมตีเฉียบพลันกลับทำให้ทหารโจโฉฆ่าทหารอ้วนเสี้ยวป่วยเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก บุนทิวทหารเอกอ้วนเสี้ยวถูกฆ่าตายกลางศึก ฝ่ายเล่าปี่นั้นหนีไปได้

อันงันเหลียง บุนทิวนั้นเป็นถึงยอดขุนพลเอกของอ้วนเสี้ยวทีเดียว หากต้องมาตายในการทำศึกแต่สองครั้งฉะนี้ ทหารอ้วนเสี้ยวทั้งปวงจึงเสียน้ำใจขวัญแลกำลังใจถดถอยเป็นอันมาก

อยู่ต่อมาอ้วนเสี้ยวส่งเล่าปี่ยกทหารไปโจมตีอ้วนเสี้ยวอีกทางหนึ่ง ครั้นโจโฉได้ทราบจึงสั่งทหารทั้งปวงให้ถอยกองทัพยกกลับไป ณ กัวต๋อ

เล่าปี่นำทหารออกปล้นสะดมอาณาประชาราษฎรทั้งปวง ไพร่บ้านพลเมืองซึ่งอยู่ฝ่ายทักษิณของฮูโต๋ได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก โจโฉครั้นทราบจึงกังวลเรื่องนี้นัก โจหยินจึงว่า ซึ่งทหารเรากำลังเผชิญวิกฤติดั่งนี้ ตำบลทางใต้ย่อมล่วงรู้ปรุโปร่งแลเชื่อว่าเราจะส่งทัพไปช่วยมิได้เป็นมั่นคง หากเล่าปี่นำทัพทหารอันใหญ่บุกไป ณ ที่นั้น พวกเขาอาจทรยศเรา เข้าสามิภักดิ์เล่าปี่ แต่เล่าปี่นั้นยังเป็นคนใหม่ของทัพอ้วนเสี้ยว เห็นใจทหารอ้วนเสี้ยวยังมิเข้าด้วยเล่าปี่นัก ซึ่งเราจะยกทัพไปรบด้วยเล่าปี่บัดนี้ เห็นเล่าปี่จะพ่ายทัพเราเป็นมั่นคง"

โจโฉเห็นชอบด้วย จึงส่งอิกิ๋มหนึ่ง โจหยินหนึ่ง นำทัพทหารม้ารบด้วยเล่าปี่ เล่าปี่แตกทัพหนีกลับไปหาอ้วนเสี้ยว ครั้นโจโฉได้หัวเมืองทั้งปวงคืนมา จึงให้ปกครองหัวเมืองเหล่านั้นโดยปราณี

เล่าปี่ครั้นพ่ายทัพโจหยิน อิกิ๋ม แลแตกทัพหนีไปแล้วก็กลับไปหาอ้วนเสี้ยว แลต้องการจะตีตัวออกห่างอ้วนเสี้ยว จึงแสร้งเสนอให้อ้วนเสี้ยวจับมือกับเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วทางใต้

อ้วนเสี้ยวส่งเล่าปี่แลทหารในบังคับเล่าปี่ทั้งปวงไปยีหลำ ครั้นไปถึงยีหลำ เล่าปี่ก็ได้นายโจรเรียกว่ากงตู้ (Gong Du) แลโจรซึ่งอยู่ในบังคับกงตู้นั้นก็เข้าด้วยเล่าปี่สิ้นนับได้หลายพันคนอยู่ ครั้นโจโฉรู้ข่าวจึงส่งซัวหยงไปโจมตีเล่าปี่ แต่เล่าปี่รบชนะทหารซัวหยง จับเอาซัวหยงฆ่าเสีย

ทหารอ้วนเสี้ยวยกกันมาถึงเอี๋ยงบู (หยางหวู...Yang Wu อยู่ทางเหนือของกัวต๋อ) ชีสิวจึงว่า "มาตรว่าทหารฝ่ายเหนือของทัพเราจะมีมาก หากแต่กำลังใจแลกายนั้นหาเสมอด้วยชาวใต้ไม่ หากแต่ทหารใต้นั้นมีน้อยตัวนัก แลคลังข้าวปลาอาหารชาวใต้นั้นก็หาได้สมบูรณ์พร้อมดังคลังเราไม่ ความทั้งนี้ข้าพินิจดูเห็นชาวใต้จะใช้วิธีรบแลเลิกเป็นการเร็วเป็นมั่นคง ท่านจงนิ่งเฉยอยู่สักสองสามสัปดาห์จึงจะควร" แต่อ้วนเสี้ยวฟังแล้วกลับไม่เห็นชอบกับอุบายของชีสิว แลมิได้ทำการตามคำชีสิว

เดือนแปด อ้วนเสี้ยวสั่งย้ายค่ายไปตั้งอยู่ ณ เนินทราย แลสั่งขยายปีกของค่ายนั้นให้ยาวขึ้นไปทางทิศประจิมแลบูรพาไปอีกหลายสิบลี้ ฝ่ายโจโฉจึงกระจายค่ายของตัวเพื่อต่อกรกับอ้วนเสี้ยว

โจโฉคิดการจะฝ่ากองทัพอ้วนเสี้ยวออกไป แต่มิอาจหักเอาทหารอ้วนเสี้ยวแลฝ่าออกไปได้ แลถูกบังคับให้กลับไป ณ ค่าย

อ้วนเสี้ยวสั่งให้ทำเนินให้สูงขึ้นแลตั้งหอคอยอันสูง ยิงเกาฑัณฑ์เข้าไป ณ ค่ายโจโฉเป็นอันมาก คนทั้งปวงซึ่
งอยู่ ณ ค่ายโจโฉจำต้องใส่เอาเกราะป้องกันตัวไว้ โจโฉจึงสร้างเครื่องกลยิงหินเคลื่อนได้ดังรถขึ้น แลยิงพังเอาหอคอยอ้วนเสี้ยวหักลงสิ้น ทหารอ้วนเสี้ยวทั้งปวงเรียกเครื่องกลซึ่งโจโฉทำนี้ว่า รถสายฟ้า อาจหมายถึงเสียงดังเหมือนหนึ่งสายฟ้าเมื่อยิงหิน หรือเสียงดังดุจหนึ่งสายฟ้าเมื่อหินซึ่งยิงนั้นกระทบหอคอยหักลงก็ได้ มิทราบว่าจะเป็นอย่างไหนแน่ แต่คงเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นมั่นคง

จากนั้นอ้วนเสี้ยวจึงสั่งให้ทหารทั้งปวงทำการขุดเอาอุโมงค์หวังจะทะลุเข้าหักเอาค่ายโจโฉ แต่โจโฉให้คิดการทำขุดสนามเพลาะทำคูลึกในกำแพงกั้นไว้ ทหารอ้วนเสี้ยวจะขุดหักเข้ามาก็ไม่ได้สมดังที่คิดไว้

ทหารโจโฉนั้นมีน้อยตัวนัก มิอาจเทียบทหารทัพอ้วนเสี้ยว แลเสบียงข้าวปลาอาหารนั้นหาได้บริบูรณ์ดั่งทัพอ้วนเสี้ยวไม่ ทหารโจโฉเหนื่อยนักป่วยลงเป็นความไข้ แลคนซึ่งมีปัญหาภาษีนั้นก็ไปคิดเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยอ้วนเสี้ยวเสียเป็นหลายคน โจโฉครั้นทราบความนึกวิตกเป็นทุกข์นัก จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้คนถือไปหาซุนฮกที่ฮูโต๋ ความในหนังสือนั้นว่าสรุปได้ความ โจโฉคิดเป็นกลจะถอยกองทัพไปรับอยู่แต่ในเมืองฮูโต๋ แลอ้วนเสี้ยวก็จักถูกบีบเอาให้ต้องไปต่อรบโจโฉ ณ ฮูโต๋นั้น

ซุนฮกได้แจ้งความในหนังสือจึงเขียนเป็นหนังสือให้คนถือกลับมาหาโจโฉ โจโฉจึงอ่านดูเห็นความในหนังสือนั้นมีว่า

"อ้วนเสี้ยวเกณฑ์เอาทหารของตนมาต่อรบท่าน ณ กัวต๋อนี้จนสิ้น แลหากท่านแตกพ่ายรบแพ้ไป แลท่านเผชิญความเข้มแข็งกลับใช้ความอ่อนแอ แลถ้ากำจัดเอาอ้วนเสี้ยวมิได้ หากตัวท่านนั้นเองจักถูกกำจัดลงสิ้น ความทั้งนี้นับเป็นหายนะอันใหญ่หลวงของแผ่นดินนี้

ไม่แต่เท่านั้น อ้วนเสี้ยวเป็นแต่ผู้นำธรรมดาทั่วไป ซึ่งจะรวบรวมเอาขุนนางปรีชาสามารถทั้งปวงมาไว้นั้นเขาย่อมทำได้มิยาก หากการซึ่งจะใช้เอาขุนนางซึ่งเก่งกาจในงานราชการนั้นเขากลับหาทราบไม่ว่าจักทำได้ด้วยประการใด แลท่านมีพรสวรรค์ด้านการศึก ความเข้าใจสถานการณ์การรบ ทั้งด้วยโองการซึ่งสวรรค์ชั้นฟ้าลิขิตไว้แล้ว ดังนี้ ซึ่งท่านจะพ่ายแพ้นั้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้เป็นมั่นคง

มาตรว่าข้าวปลาอาหารซึ่งใช้เลี้ยงเอาทหารทั้งปวงนั้นน้อยนัก แต่ยังมิเท่ากับความครั้งแผ่นดินไซฮั่นแต่โบราณมา พระเจ้าฮั่นโกโจแลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องทำยุทธสงครามกัน ทั้งสองพระองค์นั้นมิมีพระองค์ใดยอมถอยกองทัพของตัวก่อน ด้วยทั้งสองพระองค์ทราบเป็นแน่ชัดว่า ผู้ใดซึ่งถอยไปก่อนนั้น จักสูญสิ้นทุกอย่าง

ทหารของท่านเมื่อเทียบกับทหารอ้วนเสี้ยวอาจต่างกันนับสิบเท่า หากแต่ท่านกลับยืนหยัดตั้งมั่นได้อย่างมั่นคง ณ ที่นั้น แลรั้งอ้วนเสี้ยวไว้ให้มิอาจขยับกายไปไหนได้ หากท่านยังคงการดังนี้ไว้แต่ครึ่งปี ทหารอ้วนเสี้ยวทั้งปวงจักย่อท้อเสียน้ำใจหมดความเกรียงไกรลง นี่จึงเป็นเวลาตัดสินซึ่งแพ้แลชนะทั้งนั้น เป็นไฉนท่านจึงจะทิ้งเอาโอกาสซึ่งคว้าไว้จะได้มาแล้วเสียฉะนี้เล่า"

โจโฉครั้นแจ้งความในจดหมายสิ้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารทั้งปวงเสริมป้องกันค่ายให้แข็งแรงแลมั่นคง แลยึดเอาค่ายนั้นไว้เป็นที่มั่น

อยู่ต่อมาเพลาหนึ่ง โจโฉไปต้อนรับคนซึ่งมาส่งข้าวปลาอาหาร แลจึงว่า "แต่สองอาทิตย์นี้ ข้าจักปราบเอาอ้วนเสี้ยวให้ฉิบหายลงจงได้เพื่อท่านทั้งปวง ท่านทั้งปวงคงจะมิต้องลำบากดังนี้อีก"

ขบวนเสบียงข้าวปลาอาหารของทหารอ้วนเสี้ยวมุ่งมา ณ กัวต๋อ มีนับพันเกวียน ซุนฮิวครั้นทราบความจึงว่า "ทหารอ้วนเสี้ยวนั้นกำลังส่งข้าวปลาแลอาหารกัน ฮันเบ๋งซึ่งคุมเอาข้าวปลามานั้นเห็นใจกล้าองอาจ หากแต่ประมาทดูแคลนคู่ต่อสู้นัก ซึ่งเราจะโจมตีก็เห็นฮันเบ๋งจะรบพ่ายเราเป็นมั่นคง"

โจโฉจึงว่า "ท่านเห็นผู้ใดจะไปทำการครานี้ได้" ซุนฮิวจึงว่า "ข้าเห็นซิหลงปรีชาสามารถ คงจะไปทำการครั้งนี้สำเร็จกลับเข้ามาได้เป็นแน่"

โจโฉจึงส่งซิหลงหนึ่ง สูหวนหนึ่ง ไปตีเอาเกวียนเสบียงอ้วนเสี้ยว ซิหลง สูหวนยกทัพตีฮันเบ๋งพ่ายไป ซิหลงจึงให้เอาเกวียนเสบียงซึ่งยึดมาได้นั้นเผาเสียสิ้น

ด้วยโจโฉให้ซิหลงนำทัพไปปล้นเสบียงอ้วนเสี้ยวแลเผาข้าวปลาทั้งปวงของทหารอ้วนเสี้ยวมอดสิ้นนั้น อ้วนเสี้ยวจำต้องส่งคนไปเอาเสบียงมาเพิ่มสำหรับทหารของตัว

ในฤดูหนาวเดือนสิบ อ้วนเสี้ยวจึงให้อิเขงแลแม่ทัพอีกเป็นหลายคน เกณฑ์เอาทหารไปกว่าหมื่นหนึ่งเพื่อไปคุ้มรักษาเสบียง แลพวกอิเขงนั้นก็พักทัพอยู่ยามวิกาล ณ ข้างทิศเหนือห่างค่ายอ้วนเสี้ยวสี่สิบลี้

ชีสิวจึงว่า "ทหารซึ่งส่งไปคุ้มกันเสบียงแลข้าวนั้นเห็นน้อยนัก จำท่านจะส่งเจียวกี๋ออกไปสกัดเอาทัพโจโฉไว้จึงจะควร" อ้วนเสี้ยวฟังแล้วก็ไม่เห็นชอบกับความคิดชีสิว

เขาฮิวจึงว่า "โจโฉมีทหารน้อยตัวนัก แลนำเอาทหารตัวมารบหักด้วยเรา ณ ที่นี้จนสิ้น ซึ่งจะเอาทหารรักษาฮูโต๋มั่นคงไว้นั้นเห็นขัดสนนักเป็นแน่ แลหากท่านเกณฑ์เอาทหารไปตีหักฮูโต๋ยามวิกาลจงเร็ว จักหักเอาฮูโต๋ได้เป็นมั่นคง แลเราก็จะได้องค์พระเจ้าเหี้ยนเต้มาไว้ แลอาศัยพระนามองค์ราชาต่อรบโจโฉ โจโฉจักกลายเป็นแต่ขบถเท่านั้นเองดอก

แลหากโจโฉมิถูกทำลาย เขาจำต้องเร่งนำทัพกลับไปช่วยฮูโต๋เป็นแน่ ทั้งนั้นเราสามารถกำราบเอาโจโฉลงได้อีกนั่นเอง"

อ้วนเสี้ยวก็ไม่เห็นชอบกับความคิดเขาฮิวพลางว่า "สิ่งสำคัญข้อเอก ณ เวลานี้ คือการเอาชัยโจโฉจงได้"

ในตอนนั้น ญาติเขาฮิวผิดกฎหมายแลเป็นโทษขึ้น สิมโพยจึงไปจับเอาคนโทษญาติเขาฮิวมา เขาฮิวแจ้งความก็โกรธ จึงออกไปหาโจโฉ ณ ค่าย

ครั้นโจโฉแจ้งว่าเขาฮิวมา จึงเดินดินไปแต่เท้าเปล่าไปรับเขาฮิว โจโฉจึงจับเอามือเขาฮิวไว้ แลหัวร่อพลางว่า "ท่านเดินทางมาไกลนัก ยามนี้ข้าพินิจเห็นจักได้ชัยต่ออ้วนเสี้ยวเป็นมั่นคง" เขาฮิวจึงว่า "ทัพอ้วนเสี้ยวนั้นเก่งกาจสามารถแลเข้มแข็งนัก ทำไฉนท่านจึงเอาชัยเขาได้ แลเสบียงกรังกองทัพท่านนั้นมีมากน้อยเท่าใดเล่า" โจโฉจึงว่า "เสบียงกรังทัพข้านั้นเห็นพอเลี้ยงทหารทั้งปวงได้นับปี"

เขาฮิวได้ฟังดังนั้นก็ว่า "นั่นเห็นจะไม่จริงดอกกระมัง จงแจ้งข้ามาตามสัตย์เถิด" โจโฉจึงว่า "เสบียงทั้งปวงนั้นพอเลี้ยงทหารไปได้แต่ครึ่งปีดอก"

เขาฮิวจึงว่า "ฉะนี้เห็นท่านจะไม่คิดเอาชัยอ้วนเสี้ยวกระมัง มิฉะนั้นเป็นไฉนจึงไม่แจ้งความสัตย์มาเล่า"

โจโฉจึงว่า "ซึ่งข้าว่ามาแต่ก่อนนั้นล้วนแต่ล้อเล่นสิ้นดอก ตามสัตย์จริงแล้ว ข้าวปลาอาหารทัพข้าบัดนี้อาจพอเลี้ยงทหารเยื้อศึกไปได้เต็มกลืนแต่หนึ่งเดือน แลหากเลยไปกว่านั้นเห็นจะขัดสนอาหารนักแล้ว ข้าควรทำประการใดจึงจะควรเล่า"

เขาฮิวจึงว่า "บัดนี้ท่านจำต้องรับศึกอ้วนเสี้ยวด้วยทหารซึ่งถูกตัดขาด ความเกื้อกูลจากภายนอกนั้นก็หาอันใดมิได้เลย แลข้าวเสบียงเลี้ยงทหารทั้งปวงยังขัดสนอีกเล่า ทั้งนี้เห็นสถานการณ์ทัพทหารท่านนั้นเป็นวิกฤติใหญ่นัก หากแต่บัดนี้อ้วนเสี้ยวมีรถเกวียนขนเสบียงชันสูตรได้ประมาณกว่าหมื่นคันรถ ณ กู่ซี ( กู่ซี...Gushi ) แลอัวเจ๋านั้นก็ด้วย แลทหารซึ่งคุ้มเอาเสบียงไปนั้นก็ประมาทหาการเตรียมพร้อมอันใดมิได้ หากท่านส่งเอากำลังไปโดยเร็วตีเอาเสบียงอ้วนเสี้ยวขณะทหารทั้งปวงซึ่งเฝ้านั้นมิได้ระแวดระวัง เสบียงอ้วนเสี้ยวจักถูกท่านเอาไปได้เป็นมั่นคง แลอ้วนเสี้ยวจักพ่ายแพ้ภัยตัวไป เป็นกำหนดมิเนิ่นช้ากว่าสามราตรีเป็นแน่"

โจโฉได้ฟังเขาฮิวว่าดังนั้นก็ยินดีเป็นกำลัง จึงทิ้งเอาโจหองแลซุนฮิวไว้ให้รักษาค่ายให้มั่นคงไว้ แลจึงนำเกณฑ์เอาทหารทั้งปวงไปแต่ห้าพันนาย ทหารทั้งปวงก็ถือธงสำหรับทัพอ้วนเสี้ยวสิ้น แลกำชับเป็นมั่นเหมาะอย่าให้ทหารทั้งปวงส่งเสียงเข้าเป็นอันขาดทีเดียว แลให้มัดเอาปากม้าทั้งปวงสิ้น ทหารโจโฉแลโจโฉก็เคลื่อนทัพออกจากค่ายยามราตรี แลเคลื่อนทัพไปโดยไม่ใช้ถนนหลัก ทหารทั้งปวงพากันขนเอาเชื้อเพลิงไป แลหากมีทหารอื่นซักจะเอาความ ทหารโจโฉทั้งปวงก็ว่า "ท่านอ้วนเสี้ยวหวั่นเกรงว่าเกลือกโจโฉจะมาหักเอาด้านหลังเสีย จึงส่งกำลังไปกันด้านหลังไว้" ทหารซึ่งซักได้ฟังก็เชื่อหาสงสัยไม่ ทหารโจโฉก็ผ่านไปได้สิ้นทุกตัวคน

ครั้นทัพโจโฉมาถึงคลังเสบียงแลข้าว แลทหารโจโฉก็จุดเพลิงติดขึ้น ทหารซึ่งอ้วนเสี้ยวใช้มาคุมเสบียงนั้นก็แตกตื่นเป็นอันมาก ครั้นแสงไฟเชื้อสว่างจ้าไปรอบค่ายเห็นการทั้งปวง อิเขงแลทหารจึงแจ้งว่าโจโฉนำทหารมาแต่น้อยนัก จึงจัดขบวนรบหน้าประตูค่าย โจโฉจึงขับทหารเข้ารบ อิเขงก็ถอยไปยังแนวป้องกันค่าย โจโฉจึงตามไปโจมตีอีกครา

ครั้นอ้วนเสี้ยวแจ้งความซึ่งโจโฉให้ไปตีเสบียงของตัว จึงว่าแก่อ้วนถำผู้บุตรว่า "ซึ่งโจโฉนำทหารไปรบด้วยอิเขงนี้ บิดาจะหักเอาค่ายโจโฉเสีย แลโจโฉก็จะไร้ที่ให้กลับไป" ครั้นแล้วจึงส่งเตียวคับหนึ่ง โกลำหนึ่ง มุ่งไปตีค่าย
โจโฉให้หักลงจงได้

เตียวคับจึงว่า "หากโจโฉนำทหารชั้นเอกสุดของตัวไป อิเขงต้องแตกพ่ายเป็นมั่นคง แลเกลือกว่าอิเขงพ่าย การใหญ่จะเสียไป ท่านโปรดไปช่วยอิเขงก่อนเถิด" หากแต่กัวเต๋าไม่เห็นชอบ แลว่าพวกเตียวคับควรไปตีเอาค่ายโจโฉจึงควร

เตียวคับจึงว่า "ค่ายโจโฉนั้นเห็นตั้งไว้มั่นคงเป็นอันมาก ซึ่งจะไปโจมตีนั้นเห็นจะหักเข้าไม่ได้เป็นมั่นคง แลเกลือกว่าอิเขงและทหารทั้งปวงพ่าย ฝ่ายเราเองจะถูกกำจัด" อ้วนเสี้ยวจึงเกณฑ์เอาทหารบางส่วนไปเสริมอิเขง แลเอาทหารกึ่งใหญ่นั้นหักเอาค่ายโจโฉ แต่ก็มิอาจหักเอาค่ายได้

ฝ่ายโจโฉ ครั้นทหารม้าอ้วนเสี้ยวยกมาถึงอัวเจ๋า แม่ทัพนายกองโจโฉจึงว่า "ทหารอ้วนเสี้ยวประชิดเข้ามาแล้ว จำจะขับทหารไปป้องกันไว้ก่อน" โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า "รอไปให้ทหารข้าศึกทั้งปวงมาอยู่เบื้องหลังทหารเราก่อนจึงค่อยว่าแก่เรา" ทหารโจโฉทั้งปวงจึงฮึดสู้ขึ้นหวังเอาชีวิตตัวให้รอดไป แลทหารโจโฉจึงเอาชัยอิเขง ตัดเอาศีรษะอิเขงแลแม่ทัพนายกองอื่น เผาเสบียงอ้วนเสี้ยวสิ้น ยังฆ่าทหารอ้วนเสี้ยวได้กว่าพันคนอีก แลทหารโจโฉจึงตัดเอาจมูกทหารอ้วนเสี้ยวซึ่งตาย แลโอษฐ์ชิวหาของสัตว์เลี้ยงแลม้าซึ่งตายขึ้นให้ทหารอ้วนเสี้ยวทั้งปวงซึ่งเหลือนั้นดู ทหารอ้วนเสี้ยวก็เสียน้ำใจอยู่สิ้น

กัวเต๋าได้ความเจ็บอายเป็นอันมากด้วยการนั้นไม่สมความคิด จึงใส่ความเตียวคับต่ออ้วนเสี้ยวว่า "เห็นเตียวคับจะเปรมปรีดิ์ด้วยทัพเราพ่ายศึก" เตียวคับแจ้งความก็โกรธเป็นกำลัง แลกลัวอ้วนเสี้ยวขึ้น จึงคิดกันกับโกลำ เผารถศึกเสียแลหนีไปสามิภักดิ์โจโฉ ณ ค่าย

โจหองนั้นระแวงเตียวคับ โกลำ ซุนฮิวจึงว่า "ซึ่งเตียวคับหนีมาทั้งนี้ก็ด้วยอ้วนเสี้ยวไม่เห็นชอบกับความคิดตัว เป็นไฉนท่านจึงระแวงเขาเล่า" แลโจหอง ซุนฮิวจึงเปิดประตูค่ายรับเอาเตียวคับเข้ามา

ที่กัวต๋อ ทหารอ้วนเสี้ยวมิอาจตีหักโจโฉให้พ่ายได้ ทหารอ้วนเสี้ยวเสียน้ำใจย่อท้อข้าศึก เกิดตระหนกขึ้นวุ่นวายเป็นอันมาก ทหารสับสนอลหม่านกันไปทั่วทั้งกอง โจโฉจึงฉวยเอาโอกาสนี้ ขับทหารทั้งปวงโจมตีอ้วนเสี้ยวในทันใด ทหารอ้วนเสี้ยวแตกพ่ายยับเยิน อ้วนเสี้ยว อ้วนถำ แลขุนนางทั้งปวงจึงรีบพากันขับม้าหนีไปตามแม่น้ำเหลืองพร้อมทหารม้าแปดร้อยอารักขาไป โจโฉตามไปแต่ก็หาทันไม่ ทัพโจโฉได้ทรัพย์สมบัติจากทัพอ้วนเสี้ยว ทั้งยังมีแผนที่แลบันทึกต่างๆนั้นก็ด้วย ทหารอ้วนเสี้ยวซึ่งสามิภักดิ์นั้นถูกโจโฉกลบลงฝังทั้งเป็นสิ้น

แต่เริ่มศึกกระทั่งอ้วนเสี้ยวพ่ายยับเยินที่กัวต๋อบัดนี้ ทหารอ้วนเสี้ยวซึ่งตายนั้นชันสูตรสิ้นได้ประมาณเจ็ดหมื่นนาย ซึ่งโจโฉเป็นผู้เสนอรายงานจำนวนทหารนี้ต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ แลชนรุ่นหลังพินิจเห็นว่าเกลือกจะเป็นตัวเลขซึ่งเพิ่มเข้าไป ด้วยทหารอ้วนเสี้ยวแต่เริ่มศึกมีแต่สิบหมื่น ซึ่งโจโฉจะฆ่าทหารอ้วนเสี้ยวกึ่งใหญ่นั้นเห็นขัดสน เกลือกว่าตัวเลขจะถูกเพิ่มขึ้นเสียมากกว่า

ฝ่ายชีสิวนั้นถูกทหารโจโฉจับได้เอาตัวมาให้ใจโฉ โจโฉจึงต้อนรับตามประเพณีด้วยเคยรู้จักชื่อเลื่องลือมา แล้วว่าแก่ชีสิวว่า "เราสองนี้มีชะตาแตกต่างเหมือนหนึ่งเดินคนละเส้นทาง เหมือนหนึ่งกลุ่มดาวบนนภากาศซึ่งอยู่ต่างพันสองกลุ่ม แลข้าได้ตัวท่านมาบัดนี้ก็น่าประหลาดอยู่แล้ว"

ชีสิวจึงว่า "อ้วนเสี้ยววางแผนหาดีมิได้ แลเขาก็พ่ายแพ้ภัยตัวแล้ว ข้านั้นปัญญาแลความแกร่งหาเพียงพอไม่ ซึ่งถูกท่านจับเอามาบัดนี้ก็ควรอยู่แล้ว"

โจโฉจึงว่า "อ้วนเสี้ยวเป็นคนหาความคิดไม่ ความคิดซึ่งท่านเสนอไปนั้นล้วนดีสิ้นอ้วนเสี้ยวก็ไม่เห็นชอบ บัดนี้แผ่นดินร้อนทุกเส้นหญ้า หากข้าได้ท่านมาเป็นกำลังราชการจักยินดีเป็นอันมากทีเดียว"

ชีสิวจึงว่า "น้องชาย ลุงแลมารดาข้านั้นอยู่ใต้เงื้อมมืออ้วนเสี้ยวสิ้น ซึ่งท่านจะทำการให้เป็นบุญคุณแก่ข้าสืบไปนั้น ก็จงตัดเอาศีรษะเราบนบ่านี้ออกไปเสียเถิดจึงจะควร"

โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่พลางว่า "เพลาเก่าก่อนหากข้าได้ท่านมาดูแลราชการ ไม่เนิ่นช้าถึงบัดนี้แล้ว แผ่นดินนี้คงมิได้ร้อนทุกเส้นหญ้าเช่นทุกวันนี้ดอก"

แลโจโฉก็ให้ปล่อยชีสิว เลี้ยงดูเป็นอันดี

แต่ชีสิวก็ลอบหนีโจโฉไป จะกลับไปหาอ้วนเสี้ยวอีก แลโจโฉจับตัวไว้ได้ โจโฉจึงให้เอาชีสิวไปฆ่าเสีย

โจโฉรวบรวมเอาบันทึกของอ้วนเสี้ยว แลหนังสือซึ่งขุนนางในฮูโต๋แลในค่ายโจโฉลอบเขียนเอาไปส่งสามิภักดิ์ด้วยอ้วนเสี้ยวนั้นได้สิ้น แลโจโฉให้เผาหนังสือนั้นสิ้น พลางว่า "อ้วนเสี้ยวแข็งแกร่งนัก สำมะหาแต่ตัวเราเองยังหาความมั่นใจมิได้ ที่ไหนไพร่พลแลคนในบังคับเราจะมั่นใจได้เล่า"

ในเวลาต่อมา หัวเมืองของกิจิ๋วเป็นหลายเมืองก็ยินยอมเข้าสามิภักดิ์โจโฉ

ยุทธการที่กัวต๋อ เป็นศึกที่นับว่าได้ดับรัศมีที่รุ่งโรจน์โชติช่วงของอ้วนเสี้ยวลงจนสิ้น กลับเป็นโจโฉที่ทอแสงเรืองรองขึ้นแทนที่ ด้วยอ้วนเสี้ยวมีกำลังพลถึงสิบหมื่นกลับพ่ายแพ้โจโฉย่อยยับ จนอ้วนเสี้ยวถึงกับป่วยและตายในเวลาต่อมา ศึกกัวต๋อจึงถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของแผ่นดินสามก๊ก




 

Create Date : 03 กันยายน 2549    
Last Update : 27 กันยายน 2549 20:12:25 น.
Counter : 790 Pageviews.  

แผ่นดินฮั่นแยกสลาย เหล่าขุนศึกเตรียมการแย่งชิงอำนาจ

ตั๋งโต๊ะประกาศเอาตัวขึ้นเป็นที่มหาเสนาบดีขุนนางใหญ่กุมอำนาจในลกเอี๋ยงไว้

ก่อนหน้านี้ ครั้งที่พวกขันทีทั้งปวงครองอำนาจนั้น ขุนนางตงฉินแลปัญญาชนอันมีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งหลายพากันต่อต้านขันทีซึ่งกุมอำนาจโดยเปิดเผย พวกขันทีจึงปลดคนเหล่านี้ออกเสียจากที่ขุนนาง แลออกกฎมิให้ญาติสนิทมิตรสหายของคนเหล่านี้มารับราชการในลกเอี๋ยงเป็นอันขาดทีเดียว ความอันว่ามานี้เรียกเป็นเหตุการณ์ "จิ้นกู้"

ครั้นตั๋งโต๊ะกุมอำนาจ ได้สั่งให้ยกเลิกจิ้นกู้เสีย รับปัญญาชนชื่อเสียงระบือนามมากมายทั้งในเมืองหลวงแลหัวเมืองต่างๆรอบขัณฑสีมามายังสังกัดของตัว และได้ส่งพรรคพวกของตนไปคุมหัวเมืองต่างๆโดยรอบ

หากแต่พฤติกรรมซึ่งตั๋งโต๊ะได้ทำต่อองค์เยาวกษัตริย์เหี้ยนเต้ แลความอันเหี้ยมโหดแห่งการฆ่าล้างไพร่บ้านพลเมืองนั้น จุดประกายให้อาณาประชาราษฎรหลายส่วนคิดการกบฏต่อตั๋งโต๊ะ ฝ่ายโจโฉซึ่งขณะนั้นเป็นขุนนางในนครหลวง ได้แอบหลบหนีกลับบ้านเกิด แลไปรวบรวมกำลังทหารเพื่อจะมาปราบตั๋งโต๊ะในกาลต่อไป

บรรดาเจ้าเมิองทั้งแผ่นดินทำการกำเริบเสิบสานเป็นอันมาก ตั้งตัวเป็นเอกเทศ ซึ่งจะเชื่อฟังคำสั่งราชสำนักก็หาไม่ ทั้งยังรบราฆ่าฟันผนวกดินแดนกันและกัน สถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายไปทั่ว

ศักราชชูผิงที่ 1 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้ว่า ปี ค.ศ. 190 ขุนศึกเจ้าเมืองทั้งหลายได้จับมือกัน เคลื่อนกองทัพยกสู่ลกเอี๋ยง เพื่อโค่นล้มตั๋งโต๊ะให้จงได้ กองทัพพันธมิตรเหล่านี้เรียกกันว่า "กองทัพกวนตง"

อ้วนเสี้ยวได้รับเลือกเป็นหัวหน้า แลโจโฉก็มาในการนี้ด้วย อ้วนเสี้ยวจึงถามโจโฉว่า "หากการนี้สืบไปภายหน้าล้มเหลวลง ท่านจักไปอยู่ที่ใดเล่า"

โจโฉจึงถามว่า "แล้วท่านเล่าจักไปที่ใด"

อ้วนเสี้ยวจึงว่า "ข้าจะไปข้างทิศทักษิณ ยึดเอาดินแดนลำน้ำฮวงโห ข้างทิศเหนืออาณาเขตข้าจักครอบคลุมถึงหยาน(Yan)แลไต๋(Dai) รวบรวมพวกฮวนคนเถื่อนทั้งปวงมุ่งลงใต้ ต่อสู้เพื่อแผ่นดิน"

โจโฉจึงว่า "ข้าจักใช้คนดีมีความสามารถ ปกครองคนทั้งปวงด้วยภักดีซื่อสัตย์ ด้วยการนี้ข้าจักทำได้ทุกสิ่ง"

อ้วนเสี้ยวคิดจะปลดองค์ยุวกษัตริย์เหี้ยนเต้ แลแต่งตั้งเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นกองบู๊นามเล่าง้อ(หลิวหยู)เป็นกษัตริย์สืบวงศ์ต่อไป แต่ก็หาสำเร็จไม่

กองทัพกวนตงเคลื่อนทัพเข้าล้อมลกเอี๋ยงทั้งจากทิศอุดร บูรพา แลประจิมรวมถ้วนเป็นสามทิศด้วยกัน แลคิดกันจะยกทัพมาตีตั๋งโต๊ะให้แตกพ่ายไปเสีย หากแต่ขุนศึกทั้งหลายมิสามัคคีเป็นหนึ่งใจเดียว ล้วนแต่เอาใจออกหาก มิได้จะแตกหักกับตั๋งโต๊ะอย่างแท้จริง คนทั้งปวงเอาแต่นั่งกินโต๊ะเลี้ยงสุราฉลองกันเป็นอันมาก แลรั้งกองทัพแต่เพียงนั้น ซึ่งจะรุกคืบหน้าเข้าไปสู่ลกเอี๋ยงก็หาไม่

ฝ่ายตั๋งโต๊ะไตร่ตรองดูเห็นกำลังทัพกวนตงแกล้วกล้านัก กำลังแต่ของตัวนั้นมิอาจเสมอด้วยทัพกวนตง ทั้งด้วยอำนาจของขุนนางซึ่งอยู่มาแต่ก่อนในลกเอี๋ยงก็แข็งแกร่งนัก จักดูแคลนมิได้ แลกองทัพซึ่งยกมาแต่เสเหลียงบ้านเกิดของตัวนั้นกำลังคิดห่วงหาถึงบ้านเป็นอันมาก จึงคิดกันจะคุมตัวองค์ฮ่องเต้เหี้ยนเต้ย้ายเมืองหลวงไปยังทิศประจิม ไปตั้งใหม่ ณ เตียงอัน(จีนกลางเรียก ฉางอาน)

ก่อนเดินทาง ตั๋งโต๊ะสั่งให้ทหารของตัวขุดเจาะเอาสมบัติซึ่งใส่ไว้ในสุสานของฮ่องเต้วงศ์พระเจ้าฮั่นกองบู๊ซึ่งตั้งอยู่ ณ ลกเอี๋ยงนั้นมาโดยเปิดเผย ทั้งเผาสิ่งก่อสร้างในลกเอี๋ยงแลเขตโดยรอบลกเอี๋ยงไปแต่สองร้อยหลี่นั้นให้เผาสิ้นไปด้วย (หลี่อันนี้เป็นมาตราวัดจีน สองร้อยหลี่จีนเทียบเป็นมาตราสากลโลกได้ 100 กิโลเมตร) ทั้งให้อพยพเอาไพร่ฟ้าประชาราษฎรชาวลกเอี๋ยงไป ณ เตียงอันทั้งสิ้น

ระหว่างเดินทาง ไพร่บ้านพลเมืองลกเอี๋ยงซึ่งมากับตั๋งโต๊ะนั้นได้ความเดือดร้อนนัก กองทหารตั๋งโต๊ะโหดร้ายเยี่ยงเดรัจฉาน ปล้นชิงทรัพย์สินชาวบ้านจนหมดตัวกระทั่งข้าวปลาอาหารระหว่างเดินทางยังหาอันใดมิได้ ด้วยถูกปล้นเสียจนสิ้นแล้ว ไพร่บ้านพลเมืองซึ่งตายไปนั้นมีถึงร้อยหมื่นทีเดียว

ครั้นยกมาถึงเตียงอัน ตั๋งโต๊ะพยายามอวดอำนาจแห่งตัวด้วยการฆ่าไพร่ฟ้าแลขุนนางทั้งปวงล้มตายลงเป็นอันมาก แลพยายามคิดให้อำนาจของตัวเหนือขึ้นไปกว่าราชสำนักฮั่นแลองค์ฮ่องเต้นั้นอีก

ปีชูผิงที่3 เทียบเป็ศักราชปีสากลนั้นได้เป็น ปี ค.ศ.192 อ้องอุ้น(หวางหยุ่น...Wang Yin) ซึ่งเป็นที่ซือถูในราชสำนัก(ซือถูเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูง)คิดกันกับลิโป้ (หลี่ปู้...Lu Bu) ขุนศึกของตั๋งโต๊ะสังหารตั๋งโต๊ะลงเสียได้

อ้องอุ้นแลลิโป้วางแผนกำจัดนายทัพเสเหลียงของตั๋งโต๊ะ แต่ลิฉุย(Li Jue...ลิขัก) แลกุยกี(Guo Si...ก๊วยสือ)รู้เท่าความคิดของทั้งสองจึงยกทัพบุกเตียงอัน มิช้านานเตียงอันก็แตกพ่ายลง ขุนศึกลิโป้หนีตายออกไปได้ ลิฉุยกุยกีสังหารอ้องอุ้นลงเสีย ควบคุมอำนาจในราชสำนัก กระทำการเดือดร้อนแก่ไพร่บ้านพลเมืองยิ่งไปกว่าครั้งตั๋งโต๊ะอีก

กาลต่อมามินาน ลิฉุยกุยกีเกิดรบกันเองเข้าในเตียงอันนั้น ไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก ราคาข้าวในเตียงอันพุ่งสูงนัก อาณาประชาราษฎรราวสิบหมื่นนั้น ถูกฆ่าเสียบ้าง อพยพหนีไปยังที่อื่นเสียบ้าง

ฝ่ายทัพกวนตงบัดนี้แตกคอกันเอง อ้วนเสี้ยวใช้ทั้งไม้นวมแลไม้แข็ง สุดท้ายแย่งเอาอีจิ๋ว(ยีโจว...Yi Zhou) มาจากหันฟู่ (หานฟู่...Han Fu) ได้ ต่อจากนั้นได้รบกับกองซุนจ้านได้ชัยชนะ หากแต่การรบกันครั้งหนึ่งใช้กองกำลังนับหมื่น อาณาประชาราษฎรแถบนั้นก็ได้ความเดือดร้อนสาหัสนัก

เวลานี้เอง โจโฉปราบกองทัพภูผาดำ(เฮยซานจวิน) ณ ตงกุ๋น (จีนกลางว่า ตงจวิ้น) ต่อจากนั้นทหารกำลังผ้าเหลืองแห่งแชจิ๋ว (ชิงโจว...Qing Zhou) สามสิบหมื่นนายเข้าสามิภักดิ์โจโฉ

โจโฉตั้งตนขึ้นเป็นกุนจิ๋วม่อ แปลเป็นคำไทยว่าเจ้าเมืองกุนจิ๋ว มีอำนาจเก่งกาจแกล้วกล้าขึ้น

บิดาโจโฉถูกกองทัพของโตเกี๋ยม (เถาเชียน...Tao Qian) เจ้าเมืองชีจิ๋ว (สวีโจว....Xu Zhou) ปล้นฆ่าเสีย โจโฉได้ทราบดังนั้นก็โกรธเป็นสาหัส ยกทัพสู่ชีจิ๋วในทันที โดยให้เตียวเมา (จีนกลางว่า จางเหมี่ยว...Zhang miao) ตันก๋ง(จีนกลางว่า เฉินกง....Chen Gong) ดูแลกุนจิ๋ว

ทัพโจโฉตีเมืองแพเสีย (เผิงเฉิง...Peng Cheng) เมืองหลวงของชีจิ๋วแตก โจโฉสั่งการให้ฆ่าราษฎรล้างเมืองให้สิ้น แลให้ทิ้งศพซึ่งตายนั้นโยนใส่แม่น้ำสี่จุ้ย (จีนกลางว่า ซื่อสุ่ย...Si Shui) ซากศพพลเมืองนั้นมีเป็นอันมาก กระทั่งน้ำในแม่น้ำสี่จุ้ยถูกศพอุดตันหมดสิ้นมิอาจไหลต่อได้

ฝ่ายเตียวเมาซึ่งอยู่ ณ กุนจิ๋วนั้น ถูกตันก๋งเกลี้ยกล่อมเข้าก็ยอมทรยศโจโฉ ก่อการกบฏขึ้น หัวเมืองในกุนจิ๋วสามิภักดิ์เตียวเมา ตันก๋งแต่ดี เตียวเมา ตันก๋งยกให้ขุนศึกลิโป้เป็นเจ้าเมืองกุนจิ๋วแทนโจโฉ โจโฉครั้นได้ทราบความก็โกรธมาก รีบถอนทัพจากชีจิ๋ว ย้อนกลับมารบกับลิโป้แย่งกุนจิ๋วกลับคืนเป็นของตัว

ในเวลานี้เอง โตเกี๋ยมเจ้าเมืองชีจิ๋วป่วยตาย เล่าปี่รับตำแหน่งชีจิ๋วม่อ(เจ้าเมืองชีจิ๋ว)สืบแทนโตเกี๋ยม เบื้องแรกเล่าปี่มิยอมรับ บิต๊กแลขุนนางทั้งปวงต้องออกไปเชิญถึงนอกเมือง เล่าปี่จึงรับเป็นเจ้าเมืองชีจิ๋วจนได้

ฝ่ายอ้วนเสี้ยวได้ส่งขุนศึกซุนเกี๋ยนบุกตีเล่าเปียว(หลิวเปี่ยว...Liu Biao) แห่งเกงจิ๋ว (จีนกลางว่า จิงโจว) ซุนเกี๋ยนพลาดท่าถูกหองจอลูกน้องเล่าเปียวซุ่มทหารโจมตี ซุนเกี๋ยนถูกฆ่าตายในการศึก

เล่าเอี๋ยนเจ้าเมืองเอ๊กจิ๋วป่วยตาย เล่าเจี้ยง(หลิวจาง...Liu Zhang)ผู้บุตรขึ้นครองเอ๊กจิ๋วสืบต่อแทน

ศักราชเจี้ยนอันที่ 1 เทียบเป็นศักราชสากลได้เป็นปี ค.ศ.196 พระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ทรงคิดกันกับขุนนางตงฉิน หลบหนีลิฉุย กุยกีออกมาจากเตียงอันได้ พระองค์ทรงเดินทางกลับมาจนถึงลกเอี๋ยง ฝ่ายอ้วนเสี้ยวเคยมีผู้เสนอให้เขารับเอาพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้มาไว้กับตัว แต่อ้วนเสี้ยวไม่เห็นชอบ ด้วยการแต่เดิมมานั้น อ้วนเสี้ยวไม่เห็นชอบกับการแต่งตั้งพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้เป็นฮ่องเต้อยู่แล้วนั่นเอง

โจโฉรบชนะลิโป้ ได้ครองกุนจิ๋วอีกคราหนึ่ง เสนาธิการซุนฮก (ซุนยู่...Xun Yu) และมอกาย (เหมาเจี๋ย....Mao Jie) เสนอให้โจโฉย้ายเมืองหลวงไป ณ ฮูโต๋ (สวี่ชาง...สี่เชียง....Xu) โจโฉเห็นชอบด้วย แลนำทัพไปรับเอาตัวพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ ย้ายเมืองหลวงไป ณ ฮูโต๋ จากนี้โจโฉเริ่มกุมอำนาจด้วยการยืมอำนาจองค์ฮ่องเต้ บัญชาเจ้าครองแคว้นทั่วแดนดิน

โจโฉแก้ไขปัญหาขาดแคลนเสบียง สั่งให้ทหารแลไพร่บ้านพลเมืองทั้งปวงทำการเพาะปลูกไร่นาเป็นการใหญ่ หากราษฎรยืมโคจากทางหลวงจักต้องจ่ายภาษี 6 ส่วน หากมิยืมแลทำด้วยโคของตัวจักจ่ายภาษี 5 ส่วน

ครั้นโจโฉให้หาเอาตัวพระเจ้าเหี้ยนเต้มาในอาณัติของตัวแล้ว บรรดาขุนนางทั้งปวงก็เอาใจเข้าด้วยโจโฉอีกเป็นอันมาก อิทธิพลของโจโฉทวีคูณแกร่งกล้าอย่างรวดเร็วในมิช้านาน

ฝ่ายลิโป้ครั้งที่รบแพ้โจโฉ ถูกไล่ออกจากกุนจิ๋ว ก็หันไปเข้าด้วยกับเล่าปี่ ณ เมืองชีจิ๋ว กาลต่อมาลิโป้ฉวยโอกาสที่เล่าปี่กำลังรบติดพันด้วยอ้วนสุด (หยวนซู่...Yuan Shu) ชิงเอาชีจิ๋วไปเป็นของตัว เล่าปี่จำหนีไปขอพึ่งโจโฉ ณ ฮูโต๋ โจโฉทำฎีกายื่นต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้เลื่อนที่เล่าปี่ขึ้นเป็นอื่อจิ๋วม่อ(Yu Zhou Mu...เจ้าเมืองหยูโจว)

ฝ่ายซุนเซ็ก (Sun Ce..ซุนเซอะ) บุตรซุนเกี๋ยนนั้น บัดนี้สามารถรบชิงเอาดินแดนกังตั๋ง (เจียงตง...Jiang Dong) ทางฟากบูรพาแห่งลำน้ำแยงซีเกียงมาในกำมือของตนได้ลุล่วงแล้วเสร็จลง

ศักราชเจี้ยนอันที่ 2 อันเทียบเป็นปีศักราชสากลได้เป็นปี ค.ศ. 197 อ้วนสุดตั้งตนเป็นฮ่องเต้เทียนจื่อโอรสสวรรค์ขึ้น ณ ซิ่วชุน (Shou Chun...โซ่วชุน)

ซุนเซ็กได้ทราบเรื่องดังนั้นก็ส่งจดหมายไปตักเตือนอ้วนสุด แต่อ้วนสุดมิฟัง ซุนเซ็กรู้เข้าก็โกรธนัก จึงตัดสัมพันธ์ของตนกับอ้วนสุดทันที

โจโฉถวายฎีกาต่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ เลื่อนที่ซุนเซ็กขึ้นเป็นขุนนางแม่ทัพปราบกบฏเรียกเป็นยศจีนว่า เถ่าหนี่เจียงกุ๋น (Tao Ni Jiangjun...เถานี่เจียงจวิน) แลพระราชทานบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นที่ง่อเหา (อู๋โหว...Wu Hou)

ศักราชเจี้ยนอันที่ 3 อันเทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ. 198 โจโฉกรีฑาทัพยกเข้ารบด้วยลิโป้ ตีแพเสียแตก จับลิโป้ได้ให้ประหารเสียพร้อมตันก๋ง โกซุ่น แลให้ไว้ชีวิตเตียวเลี้ยว (จางเหลียว...Zhang Liao) ให้อยู่ทำราชการกับตัว ฝ่ายเตียวเลี้ยวก็ยอมสามิภักดิ์โจโฉ

ศักราชเจี้ยนอันที่ 4 เทียบเป็นศักราชสากลได้ปี ค.ศ. 199 อ้วนเสี้ยวรบด้วยกองซุนจ้านได้ชัย กองซุนจ้านถูกฆ่าตาย ยึดเอาหัวเมืองใหญ่ได้ อันได้แก่ อิจิ๋ว(อี้โจว...Yi Zhou) เฉงจิ๋ว (Qing Zhou...ชิงโจว) อิวจิ๋ว (You Zhou...โยวโจว) แลเป๊งจิ๋ว (Bing Zhou..ปิงโจว) รวมสิ้นได้สี่หัวเมืองใหญ่ถ้วน

ณ เวลานั้น ขุนศึกแลกำลังใหญ่ซึ่งตั้งเป็นเอกเทศรอบเขตขัณฑสีมาแห่งแผ่นดินจีนอันไพศาลนั้นมีสิ้นทั้งหมดอีกเจ็ดกลุ่มกำลังด้วยกันหากเว้นอ้วนเสี้ยวไปหนึ่ง


ซุนเซ็กเจ้าเมืองกังตั๋งหนึ่ง เล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋วหนึ่ง เล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวน อีกชื่อหนึ่งว่าดินแดนจ๊กหนึ่ง ม้าเท้ง (จีนกลางว่า หม่าเถิง...Ma Teng) หันซุย( จีนกลางว่า หานซุ่ย...Han Sui) ซึ่งตั้งอยู่ ณ เสเหลียงหรืออีกชื่อหนึ่งนั้นเลียงจิ๋วหนึ่ง กงซุนตู้เจ้าเมืองเลียวตั๋ง (จีนกลางว่า เหลียวตง...Liao Dong) หนึ่ง แลโจโฉเจ้าเมืองกุนจิ๋ว กิจิ๋ว แลชีจิ๋วสามเมืองอีกหนึ่ง รวมเป็นแปดคนทั้งอ้วนเสี้ยว

และขณะนี้ กลุ่มกำลังซึ่งใหญ่ที่สุดสองกลุ่มอันได้แก่โจโฉแลอ้วนเสี้ยวนั้น กำลังจะประจันหน้ากันในยุทธภูมิครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในแผ่นดินปลายตังฮั่นถึงแผ่นดินสามก๊กทีเดียว ซึ่งเรียกชื่อเสียงเรียงนามแห่งยุทธการหนนี้ในนาม

"ยุทธการกัวต๋อ"

(หมายเหตุ : กัวต๋อ คำจีนกลางว่า ก้วนตู้ คำอังกฤษว่า Guan Du กาลปัจจุบันนี้กัวต๋อตั้งอยู่ ณ อำเภอจงโหมว ในมณฑลเหอหนาน)




 

Create Date : 01 กันยายน 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 22:56:25 น.
Counter : 327 Pageviews.  

ความเหลวแหลกแห่งราชวงศ์ตังฮั่น

ราชวงศ์ตังฮั่นซึ่งก่อตั้งโดยพระเจ้าฮั่นกองบู๊เต้เล่าซิ่วหรือหลิวโซ่วนั้น ต้นวงศ์ก็ยังมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อย หากแต่ปลายวงศ์ซึ่งสืบลงไปนั้นกลับเริ่มตกต่ำ ฮ่องเต้ครองราชย์โดยมิสมแก่อายุของตัว แลหลายพระองค์ก็ครองราชย์แลสวรรคตเสียแต่อายุน้อยเป็นอันมาก ขันที ขุนนางใหญ่ แลไทเฮานั้นได้กุมอำนาจไว้หลายต่อหลายครั้ง จนสุดท้ายปลายราชวงศ์ตังฮั่น อำนาจในราชสำนักถูกพวกขันทีกลุ่มหนึ่งยึดเอาไว้ได้ ต่อจากนั้นบรรดาประยูรญาติเชื้อพระวงศ์ทั้งปวงก็พากันมาแย่งชิงซึ่งอำนาจกันอีกเป็นหลายครั้ง เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว ที่ไหนเศรษฐกิจ การศึกษา แลการทหารจะรุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนได้ การเศรษฐกิจ การศึกษาและการทหารตกต่ำวุ่นวายถึงขีดสุด ข้าราชการคนหลวงทั้งปวงกินสินบาทคาดสินบนเป็นอันมาก บรรดาไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อนนัก

ความโกรธแค้นของราษฎรมาถึงจุดแตกหักเมื่อศักราชจงผินที่ 1 แห่งรัชกาลพระเจ้าฮั่นเลนเต้ หรือเทียบเป็นสากลคือปี ค.ศ.184 เกิดกบฏไท่ผินเทียนเต้า หรือที่เรียกกันว่า กองกำลังโจรโพกผ้าเหลือง นำโดยเตียวก๊ก(จีนกลางว่า จางเจี่ยว) เพราะได้ใช้การโพกผ้าเหลืองบนศีรษะตัวนั้นเป็นสัญลักษณ์นั่นเอง



กองกำลังผ้าเหลืองก่อตัวขึ้นก่อการทั่วขอบขัณฑสีมา สร้างความสะท้านสะเทือนทั่วแว่นแคว้น จนทางราชสำนักจำต้องมีราชโองการขอให้เมืองต่างๆระดมกำลังทหารปราบโจรกลุ่มนี้ให้ได้เด็ดขาด สุดท้ายโจรโพกผ้าเหลืองก็ถูกปราบจนราบคาบสิ้นลง เตียวก๊กถูกฆ่าตายในปีเดียวกัน(ค.ศ.184)



ในบรรดากองทหารซึ่งรวมกันมาปราบโจรนี้ มีกองกำลังอิสระของบุคคลสำคัญยิ่งสามนาย นายหนึ่งเรียกว่าโจโฉ นามรองนั้นว่า เมิ่งเต๊อะ (จีนกลางอ่านว่า เฉาเชา) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนเป็นที่จี้หนานเซี่ยน(นายอำเภอจี้หนาน)



นายหนึ่งเรียกว่าซุนเกี๋ยน(จีนกลางอ่านว่า ซุนเจียน) นามรองว่า บุ๋นไท่(เหวินไท่) ซึ่งตำแหน่งเป็นที่ปู้ซือหม่า



แลนายสุดท้ายนั้นเรียกว่าเล่าปี่ (จีนกลางว่า หลิวเป่ยหรือหลิวเป้ย) นามรองว่า เหี้ยนเต๊ก ซึ่งกาลต่อมาได้ตำแหน่งเป็นที่อานสี่เสี่ยนเวย (ผู้บังคับกองทหารอำเภออานสี่)


อันสามนายซึ่งว่ามานี้ ในกาลต่อมาเป็นผู้บุกเบิกแห่งสามก๊ก

ฝ่ายกำลังโจรโพกผ้าเหลืองซึ่งรอดจากปราบปรามได้นั้นต่างก็หนีไปหลบภัยทางการ ณ ป่าเขาลำเนาไพรที่ต่างๆ การดูดุจจะสงบราบคาบลงแล้ว

แต่แล้ว ในศักราชจงผินที่ 5 หรือเทียบเป็นปีสากลได้ ค.ศ.188 พวกกบฏรวมตัวกันได้กำลังพลเป็นอันมาก ยกทัพเข้าตีเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงทั่วขอบเขตขัณฑสีมาได้เป็นหลายเมืองทั้งเล็กแลใหญ่ การครั้งนี้พวกโจรกบฏใช้การแยกโจมตีในที่ต่างๆพร้อมเพรียงกัน ซึ่งสร้างความกังวลแก่ทางราชสำนักยิ่งนัก อาทิ กองกำลังเฮยซาน เรียกเป็นคำไทยว่ากองทัพภูผาดำ กองกำลังหวงหลง แปลเป็นไทยว่ามังกรเหลือง กองกำลังป๋ายปอ แปลเป็นไทยว่าเกลียวคลื่นซึ่งมีสีขาว กองกำลังผิงฮั่น แปลเป็นไทยว่าพิชิตฮั่น กองกำลังต้าจี้ แปลเป็นไทยว่าแผนการอันใหญ่ แลกองกำลังเหลยกง อันแปลเป็นไทยได้ว่าผู้เฒ่าสายฟ้าทั้นี้เป็นต้น ในกองกำลังกบฏเหล่านี้ กลุ่มอันเล็กจักมีกำลังราวหกเจ็ดพันส่วนกลุ่มอันใหญ่ทั้งปวงจักมีกำลังราวสองหมื่น

แต่ยังมีเตียวเหยียน(ภาษาจีนกลางว่า จางเยี่ยน...Zhang yan) ชาวเสียงสาน(เซียงสัน..เมืองเดียวกับจูล่ง) ผู้นำกองกำลังเฮยซาน(ภูผาดำ) ซึ่งคนทั้งปวงกล่าวกันว่ามีกำลังพลมากถึงสิบหมื่นแลร้อยหมื่นนั้นทีเดียว

ม้าห้าง(หม่าเซี่ยง...Ma xiang) แห่งยิโจว(เอี๊ยะจิ๋ว) ได้ก่อการ ณ ดินแดนกิ่มเต๊ก ทลายกำแพงเมืองฆ่าทั้งข้าหลวง เจ้าเมือง แลแม่ทัพนายกองตายสิ้นทั้งหมด ฝ่ายกำลังของกบฏได้โจมตีเมืองเฉิงตูแห่งเสฉวน(ต่อมาเป็นจ๊กก๊ก)ไม่ช้าเฉิงตูก็แตกพ่าย ม้าห้างตั้งตนเป็นองค์ฮ่องเต้โอรสสวรรค์ ณ เมืองเฉิงตู

ไม่นานต่อมา กองกำลังฝ่ายกบฏเริ่มแตกคอกันเอง เตียวฬ่อ(จางลู่) และเตียวซิว(จางซิว)แยกตัวออกไป มิช้านานกองกำลังกบฏฝ่ายนี้ก็ถูกขุนนางบ้านเมืองร่วมกันปราบปรามลงได้

แต่กองกำลังผ้าเหลืองที่อื่นๆ กลับรวบรวมพลได้มากมาย เช่นที่ชินโจว มินานกลับสามารถรวบรวมได้ถึงสามสิบหมื่นนาย ทั้งนี้ทำให้ข้าราชการทั้งปวงในราชสำนักตกใจหวาดกลัวนัก

พระเจ้าฮั่นเลนเต้ได้ดำเนินนโยบายใหม่ มอบอำนาจให้กับเจ้าเมืองต่างๆ เปลี่ยนตำแหน่งเจ้าเมืองข้าหลวงเป็น จิ๋วม่อ(Zhou Mu...โจวมู่) สามารถบังคับบัญชากองทหารหัวเมืองของตัวได้โดยเด็ดขาด เพื่อให้ใช้กำลังพลเหล่านี้ปราบปรามโจรลงเสีย หากแต่การผิดแปลกไปจากพระทัยของพระเจ้าเลนเต้เป็นอันมาก ด้วยเจ้าเมืองทั้งปวงครั้นได้อำนาจเบ็ดเสร็จมาในมือของตัวแล้ว ก็พากันหลงอำนาจแลกดขี่ข่มเหงไพร่บ้านพลเมืองยิ่งไปกว่าแต่ก่อนอีก ทั้งยังแก่งแย่งชิงดินแดนกันเองดังหนึ่งเหตุการณ์ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กซึ่งแตกกันเป็นเจ็ดก๊กนั้นทีเดียว

เช่น ข้าหลวงแห่งเอ๊กจิ๋วเล่าเอี๋ยน(หลิวเหยี่ยน...Liu Yan) ได้ร่วมมือกับเตียวฬ่อ(จางลู้...Zhang Lu) ชิงดินแดนกวนตงตัดออกจากการยึดครองของราชวงศ์ฮั่น เป็นต้นดั่งนี้

ศักราชจงผินที่ 6 หรือเทียบเป็นสากลได้ปี ค.ศ.189 พระเจ้าฮั่นเลนเต้เสด็จสวรรคต ไท่จื่อรัชทายาทเล่าเปียน(จีนกลางว่า หลิวเปียน)ขึ้นครองราชบัลลังก์สืบแทน มีพระนาม พระเจ้าฮั่นเซี่ยวเต้ พระนางโฮเฮาผู้เป็นที่ไทเฮาพระมารดาได้กุมอำนาจไว้ในราชสำนัก แลแต่งตั้งพระเชษฐาของพระนางซึ่งเรียกว่า โฮจิ๋น(จีนกลางว่า เหอจิ้น..He Jin)นั้นเป็นแม่ทัพใหญ่

แต่ก็ยังเหลือก้างขวางคอคือกลุ่มขันทีที่กุมอำนาจอยู่ โฮจิ๋นจึงวางแผนสังหารขันที 8 คนลงได้ ณ อุทยานทางทิศประจิม ยึดคืนอำนาจจากทหารรักษาพระองค์ได้ แลปรึกษาด้วยอ้วนเสี้ยว(จีนกลางว่า เหยวียนส้าว หรือ หยวนซ่าว...Yuan shao) วางแผนจะกำจัดขันทีที่เหลืออยู่ แต่พระนางโฮเฮาไม่ยินยอม ด้วยถูกขันทีเกลี้ยกล่อมไว้ แผนการจึงได้ล้มไป

โฮจิ๋นครั้นเห็นพระนางโฮเฮาไม่เห็นชอบ จึงบัญชาให้ตั๋งโต๊ะ(ต่งจั๊วะ...Dong zhuo) แลติงอ้วน(ติงเหยวียน..Ding yuan) ยกทัพจากหัวเมืองเข้ามายังลกเอี๋ยงหวังฆ่าขันทีทั้งปวงนั้นให้สิ้น แต่แผนการรั่วไหล ขันทีเตียวเหยียง(จางเยี่ยน)ได้ชิงลงมือก่อน วางแผนฆ่าโฮจิ๋นลงได้

อ้วนเสี้ยวครั้นทราบว่าโฮจิ๋นถูกขันทีสังหารได้ก็โกรธ จึงยกทัพบุกพระราชวังฆ่าขันทีแลพลพรรคทั้งปวงลงรวมถึงสองพันจนสิ้น

ตั๋งโต๊ะครั้นยกทัพมาถึงลกเอี๋ยง จึงคุมอำนาจในราชสำนักไว้แลคิดจะปลดพระเจ้าฮั่นเซี่ยวเต้ออกจากตำแหน่งฮ่องเต้ อ้วนเสี้ยวครั้นทราบก็ไม่เห็นชอบ จึงถูกบีบให้ออกไปเสียจากลกเอี๋ยง ตั๋งโต๊ะครั้นสิ้นคนขัดคอจึงถอดเซี่ยวเต้ออกจากตำแหน่งแลเอาเล่าเหียบอนุชาเซี่ยวเต้ซึ่งมีพระชนมายุแต่เก้าพรรษานั้นมาเป็นฮ่องเต้แทนพระนามว่า พระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้(ฮั่นเซี่ยนตี้...Han xian di)




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2549    
Last Update : 28 กันยายน 2549 23:57:21 น.
Counter : 722 Pageviews.  

บทนำ(ปรับปรุงใหม่)

เนื่องจากผมได้ข้อมูลใหม่ๆเกี่ยวกับสามก๊กมาเยอะพอสมควร แล้วก็เห็นหลายๆคนยังสับสนประวัติศาสตร์กับนิยายอยู่ เพราะว่าเมืองไทยก็ไม่ได้ตีพิมพ์สามก๊กฉบับที่เป็นประวัติศาสตร์ออกมาเต็มๆ ต้องหาเอาตามหนังสือหลายๆเล่มที่มีเขียนไว้ประปราย บางเล่มคนเขียนก็สับสนซะเอง เพราะเขียนตำราประวัติศาสตร์แท้ๆ ประวัติคนอื่นเอามาจากประวัติศาสตร์ แต่ประวัติคนในสามก๊กเอานิยายมาเขียนซะงั้น ทำให้สับสนไปบ้างเหมือนกัน

แต่ยังไงก็ตาม ก็ยังพอได้เห็นหนังสือที่เอาประวัติศาสตร์จริงๆ ไม่อิงนิยายมาเขียนอยู่บ้าง อย่างเช่นฉบับคนเดินดินของเล่าชวนหัว ฉบับคุณทองแถม นาถจำนง ฉบับคุณอดุลย์ รัตนมั่นเกษม แล้วก็ฉบับที่ละเอียดสุดๆ เป็นปีๆ ของพี่ซุนเซ็กหรือ Kazama (แต่เสียดายที่มีแค่ปี ค.ศ. 180กว่าๆ ถึงปี ค.ศ.220 ที่โจโฉตายแค่นั้น) ซึ่งเนื้อหาหลักช่วงแรกถึงปี ค.ศ. 220 นี่ ผมก็จะเอามาจากฉบับของพี่ซุนเซ็กนี่แหละ แต่เอาฉบับอื่นๆมาเสริมเนื้อหารายละเอียดที่บางครั้งก็ไม่ได้พูดถึง อย่างเช่นการตายของเฉาชงลูกโจโฉในปี ค.ศ.208 ที่เกิดศึกผาแดง เป็นต้น สำหรับฉบับอื่นนั้นผมใช้แค่ส่วนที่ผู้เขียนอ้างไว้ให้เห็นกันชัดๆว่า "มาจากซานกว๋อจื้อ" เท่านั้น โดยเฉพาะเล่าชวนหัวค่อนข้างจะปนกันมั่วซักหน่อย แต่ก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไรมาก ของคุณทองแถม นาถจำนงกับคุณอดุลย์ รัตนมั่นเกษม ก็จะเสริมรายละเอียดนิดหน่อย แต่ในช่วงหลังปี ค.ศ. 220 ผมคงจะใช้ยกเครื่องเรื่องสามก๊กกับเนื้อหาประวัติศาสตร์ของคุณซีเรียใน //www.sorcererwar.com เป็นหลักแทน ส่วนหนังสือที่เหลือก็ใช้เสริมรายละเอียด อย่างเรื่องศึกอิเหลงก็ใช้ประวัติลกซุนของอดุลย์ รัตนมั่นเกษมกับพี่ซุนเซ็ก หรือศึกกิสานหกครั้งของขงเบ้งที่สับสนกันมาก ก็ใช้ประวัติขงเบ้งของอดุลย์ รัตนมั่นเกษมมาเทียบ(ซึ่งเนื้อหาก็คงไม่ต่างจากประวัติขงเบ้งที่เขียนไว้แล้ว)เป็นต้น

อีกอย่าง ผมไม่เคยเรียนภาษาจีนเลยอ่านจีนไม่ออก ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ครับ

สำหรับภาษาจีนกลางที่มีอยู่ในบทความดั้งเดิมนั้น ผู้เรียบเรียงจะขอแก้ภาษาจีนกลางให้เป็นจีนฮกเกี้ยนตามแบบที่ท่านผู้อ่านคุ้นเคยจากพงศาวดารจีนสามก๊ก โดยจะแนบภาษาจีนกลางติดมาด้วย คำใดที่อาจเปลี่ยนสำเนียงผิดพลาดไป ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ..




ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก

-Sanguo-Chronicle (ในส่วนของ จดหมายเหตุสามก๊ก ซึ่งเรียบเรียงโดย คุณไพรัช เฮงตระกูลสิน และสามก๊กฉบับประวัติศาสตร์เป็นปีๆ ที่เรียบเรียงโดยคุณซุนเซ็ก(Kazama))
-เว็บไซต์ : //www.sorcererwar.com ของคุณซีเรีย
-หนังสือสามก๊กฉบับคนเดินดินของเล่าชวนหัว
-หนังสือเจ็ดยอดกุนซือในสามก๊ก ของอดุลย์ รัตนมั่นเกษม
-หนังสือขุนพลสามก๊ก ของคุณทองแถม นาถจำนง



โดย

ผู้คลั่งสามก๊กและวรรณกรรมจีน

(Chineseman)

.........


ปล.ตอนนี้กลับมาอ่านตอนแรกๆที่ทำแล้ว รู้สึกสำนวนมันยืดๆยังไงไม่รู้ ผมเลยคิดจะแก้ใหม่ให้ดีขึ้น แต่เดี๋ยวต้องรอให้ทำสามก๊ก ปวศ. เสร็จหมดจนสามก๊กรวมกันเป็นราชวงศ์จิ้นก่อน แล้วค่อยกลับมาแก้สำนวนช่วงแรกๆ ทีหลังครับ ก็คงอีกนานกว่าจะได้ทำจริงๆ




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2549    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2551 14:05:33 น.
Counter : 260 Pageviews.  


Chineseman
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Chineseman's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.