Chill up's Blog คร้าบบบบ ^^
Group Blog
 
All Blogs
 

ที่ซึ่งกาลเวลาหยุดนิ่ง Agalin, รีสอร์ตกลางสวนอังกฤษ แห่งอ.ปากชม จ.เลย

รีวิวแรกของปี 2554 ครับ

ขอถือโอกาสนี้ สวัสดีปีใหม่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่าน
ขอให้มีแต่ความสุขความเจริญ ร่างกายและจิตใจแข็งแรงสมบูรณ์
ขอให้มีแต่สิ่งดีๆบังเกิดกับตัวท่านและคนที่ท่านรักตลอดไปครับ ^^


ช่วงปีใหม่ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลยครับ กลัวฝูงชนมากๆ
เลยรอให้ผ่านปีใหม่ไปก่อนอาทิตย์นึง จึงได้มีโอกาสไปเที่ยวอำเภอเล็กๆ

ซึ่งติดแม่น้ำโขง อยู่เลยอำเภอเชียงคานอันโด่งดังไป 50กม
ณ ที่นี้ มีที่พักอันเงียบสงบ เป็นที่พักที่อยู่ท่ามกลางสวนสวยแบบอังกฤษ
แถมรีสอร์ตนี้ยังอยู่ติดแม่น้ำโขงด้วย

รีสอร์ตนี้มีชื่อว่า อากาลิน (Agalin Holiday Villas) ที่มีความหมายว่า
"ที่ซึ่งกาลเวลาหยุดนิ่ง"

ซึ่งเป็น 1ใน4 อีสานบูทีครีสอร์ต (Isan Boutique Collection)



อกาลิน ตั้งอยู่ที่อ.ปากชม จ.เลย

ถ้านับระยะทางจากกรุงเทพ ก็ห่างกันประมาณ 620กม.

แต่เนื่องจากเวลาน้อย มีเวลาแค่ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์
เลยขอใช้บริการหางแดงไปลงอุดร แล้วเช่ารถขับเป็นวงกลม

โดยออกจากสนามบินอุดร ก็วิ่งไปทางตะวันตก โดยใช้เส้นทาง 210 (อุดร-วังสะพุง) เข้าตัวเมืองเลย และแวะเที่ยวเชียงคานอยู่ครึ่งวัน (ขอแยกรีวิวที่เชียงคานเป็นอีกรีวิวนึงครับ)

ออกจากเชียงคานตอนเย็นๆ มุ่งหน้าสุ่ Agalin ที่อำเภอปากชม (ระยะทางประมาณ 50กม)

มาถึงก็ค่ำพอดี



อกาลิน เป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ถึง 40ไร่
แต่มีห้องพักแค่ 6 หลัง

บ้นพักที่นี่มีหลายสไตล์
ตั้งแต่เรือนลาวโซ่ง (เหมือนกระต๊อบ) ไปจนถึง villa แบบทัสคานี่

ที่นี่มีห้องแบบลาวโซ่ง ชื่อครอกโขง (Tamarind cottage) และโขงขเจิง (Dove cottage)

และแบบบ้านแนวโมเดิร็น คือ กาลเกษม (High Loft) และ โปร่งปีบ (White Lodge)

และยังมีบ้านแบบ วิลล่า คือ จันทร์เจิม (Villa Laura) และ เติมตะวัน (Villa Petrarca)

ห้องที่เห็นนี้ เป็นห้องที่ผมพักระหว่างอยู่ที่ อกาลินนี้
ชื่อว่าห้อง จันทร์เจิม (Villa Laura)



เนื้อที่รีสอร์ตที่ใหญ่ถึง 40ไร่
จะมีสวนสวย และต้นไม้ใหญ่มากมาย



เข้าไปดูภายในห้องจันทร์เจิมที่ผมพักกันครับ

เปิดประตูทางเข้าจะเห็นภาพนี้

มองตรงไป จะเป็นส่วนนั่งเล่น
ด้านหลังเป็นส่วนเตียงนอนและตู้เสื้อผ้าครับ
ด้านซ้ายของภาพ จะเป็นส่วนของ ห้องครัวเล็กๆ
ด้านขวาของภาพจะเป็นส่วนที่นั่งเล่น outdoor



มองไปทางซ้าย จะเห็นส่วนของห้องครัว
มีจานชาม ช้อนซ่อม กาน้ำร้อน ที่ปิ้งขนมปัง มีไมโครเวฟ
มีซิ้งล้างจาน

สรุป อุปกรณ์ทำครัวแบบง่ายๆ มีครบถ้วน

ด้านซ้ายจะมี piano ให้ด้วย

อกาลิน สร้างมาเกือบ10ปีแล้วครับ
แต่ก่อนหน้านี้ ทางเจ้าของเค้าไม่ได้เปิดให้เค้าพัก
เค้าใช้ที่นี่ทำเป็น Music camp
เป็นแคมป์ที่ให้นักศึกษาด้านการตนตรีมาเรียนและซ้อมกันที่นี่

บ้านพักทุกหลังของที่นี่จะมี piano ทุกหลังเลยครับ

ตอนที่ผมไป มีคณะนักศึกษาการดนตรีมากันหลาย10คน (ซึ่งบ้านที่ผมพักเป็นหลังเดียวที่เป็นคนนอก นอกนั้นเป็นนักศึกษามาซ้อมดนตรีหมดเลย)





ห้องพักนี้ ตกแต่งแบบเรือนพักผ่อนในสไตล์เอ็ดวอร์เดียนหรือแบบ “ขนมปังขิง” ในรัชกาลที่ 5
ที่มา: //www.agalin.com





ที่วางเทียนเก๋ดีครับ





ภายในห้องน้ำ เหมือนทั่วๆไป
มีที่กั้นส่วนเปียก (shower) และส่วนแห้ง





มาดูตอนเช้าบ้าง
เปิดประตูห้องออกมา จะมองเห้นสวนสวยแนวอังกฤษอยู่หน้าบ้านเลยครับ



แสงแดดอ่อนๆยามเช้า
กับอากาศที่เย็นกำลังดี



ห้องพักทุกห้องจะมีเปียนโนด้วย



ของตกแต่งภายในห้อง



ออกไปดูบรรยากาศยามเช้ากันบ้างครับ

(ตอนแรกปลุกนาฬิกาไว้ ตี5.45 แต่ตื่นมายังมืดตื๋อเลย
เลยตั้งไว้ที่ 6.15 ออกมาพอมีแสงรำไรพอดี)



สวยสวยหน้าห้องพัก

ลืมบอกไปว่า ตอนออกมา ผมใส่เสวตเตอร์ออกมาตัวเดียว
ไม่พอครับ

ต้องกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อหนาวแบบตัวโคล่งๆอะ ถึงจะเอาอยู่



บ้านที่เห็นไกลๆ ชื่อบ้านเติมตะวัน (Villa Petrarca)
เป็นบ้านหลังใหญ่สุดของที่นี่ครับ

มี 2 ห้องนอน



เดินไปริมโขงครับ
(ที่ตั้งของอกาลิน จะอยู่ริมแม่น้ำโขงเลย)



ตอนแรกเดินหาทางลง ริมโขงจนเหนื่อเหมือนกัน
ก็รีสอร์ตใหญ่มาก เกือบ 40ไร่

แสงกำลังสวยเลย

เห็นสายหมอกฝั่งลาวด้วย





จากทางลงมาริมแม่น้ำโขง จากอกาลิน
ทางลงจะชันมากครับ ต้องใช้มือจับราวไม้ไผ่ที่ทางรีสอร์ตทำขึ้น
ลงทางลงชันๆ เป็นทรายลึกลงไปประมาณ5 เมตร

จะพบกับทราย หิน และต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริ่มฝั่งโขง



เดินตามเสาที่มีถุงพลาสติดติดอยู่

ตอนแรกก็งงว่ามีไปทำไม

ตอนหลังถึงรู้ว่า ถ้าเราเดินออกไปไกลขึ้น
เราจะหาทางกลับไม่เจอ เพราะมองไปทางไหน ก็เหมือนๆกันหมด
มีแต่ทราย หิน และต้นไม้



เดินไป200-300 เมตร
จะเจอกับหาดทรายกว้างใหญ่มากๆ



คลื่นทรายสูงต่ำ ตามแรงน้ำแม่น้ำโขง
ที่ยังหลงเหลือรอยไว้ให้เราเห็น

อยากบอกว่า ทรายที่นี่เนื้อละเอียดมากๆ
เหมือนที่เกาะเสม็ดเลยครับ
ต่างกันก็แค่สี ที่นี่ดูสีคล้ำหน่อย



แก่งน้ำต่างๆมีให้เห้น

มองไปก็จะเห็นแม่น้ำโขง
น้ำเย็นมากๆๆๆ

มองเห็นเมืองพี่เมืองน้องอยู่ฝั่งตรงข้าง (ประเทศลาว)


ผมรู้สึกว่าระยะทาง (แผนดิน) ระหว่างไทย-ลาว ตรงปากชมนี้
ดูใกล้ว่าเมื่อครั้งไปที่ โขงเจียมมาก



มีแก่งหินกลางแม่น้ำอยู่ทั่วไป



มองไปกลางภาพ
จะเห็นเหมือนแท่งปูนที่ทำขึ้นมากลางน้ำ

ตอนแรกผมนึกว่า เส้นแบ่งดินแดนไทย-ลาว
แต่คิดไปคิดมาจำได้ว่า พรมแดนกั้นระหว่างไทยลาว จะดูที่ร่องน้ำลึกเป็นตัวแบ่ง

แท่งปูนที่เห็น ถามพนักงานได้ความว่า ทำขึ้นเพื่อเวลาน้ำหลาก เรือต่างๆจะได้รู้ว่าด่านล่างมีภูเขาหินซ่อนอยู่
จะได้ไม่ชน



เสียดายที่ทั้ง2วันที่เดินไปชมที่ริมโขงตอนเช้า
ไม่เห็นดวงอาทิตย์เลยครับ

เห็นแต่แสงลางๆ เพราะเมฆเยอะไปหน่อย



เดินไปเดินมา เหนื่อยมากครับ
เพราะทรายละเอียดมาก

เดินแล้วจม เดินยาก ต้องออกแรงมากหน่อย



เดินชมสวนยามเช้าบ้าง



อย่างที่บอกครับว่า พื้นที่ที่นี่ใหญ่ถึง 40ไร่
มีพื้นที่สีเขียวเยอะมากๆ

อากาศดีสุดๆ สูดลมหายใจให้เต็มปอดได้เลยครับ





สวนที่นี่จะแบ่งเป็นหลายโซนครับ
โซนสวนเขาวงกต สวนสีแสด สวนขาว
สวนกุหลาบ



สวนใหญ่มาก
จนผมเดินไปกลัวหลงไป (เพราะเดินตอนเช้าคนเดียว)







แสงแดดอ่อนๆยามเช้า











ลืมบอกไปครับว่า
เจ้าของที่นี่ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ Primo Posto & Palio เขาใหญ่ และนักเขียนเรื่องสวนอังกฤษผู้มีชื่อเสียง

จริงๆเคยอ่านบางเวปบอกว่าเจ้าของอกาลิน เป็นเจ้าของเดียวกับร้านกาแฟ อกาลิโก (Agalico) อันโด่งดัง (ที่อยู่ซอยสุขุมวิท 51)
ขอแก้ข่าวมา ณ ที่นี่ครับว่า ไม่ใช่ครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน
(ผมไปถามพนักงาน เลยหน้าแหกกลับมา)



แสงแดดยามเช้าหน้าห้องจันทร์เจิม







ด้านข้างของบ้านจันทร์เจิม
ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้

มีชานนั่งเล่นด้านนอกด้วย





ไปทานอาหารเช้ากันครับ



จัดแบบบุฟเฟ่ง่ายๆครับ

อาหารก็ธรรมดา ไม่ได้มากมายอะไร
มีน้ำส้มคั้น ชา กาแฟ
ข้าวต้ม (วันแรกเป็นข้ามต้มไก่ วันที่สองเป็นหมูสับ)
ไส้กรอก ไข่ดาว
ขนมปังแผ่น crossiant เนย แยมส้ม แยมราสเบอร์รี่



แยมต่าง (แยมส้ม ราสเบอร์รี่) ใช้ของดีด้วยครับ (ของประเทศ Denmark)
อร่อยมากๆ



อิ่มแล้วก็ไปเดินย่อยครับ

บ้านนี้คือบ้านโขงขเจิง (Dove cottage)
... ชื่อแปลกดี






บ้านโปร่งปีป (White Lodge)

ทุกหลังมีคนอยู่เลยไม่ได้ขอเข้าไปชมครับ



หน้าบ้านจันทร์เจิม (Villa Laura)



บ้านครอกโขง (Tamarind cottage)

บ้านหลังนี้ จริงๆแล้วมีวิวดีที่สุด เพราะด้านหลังบ้านติดริมตลิ่งแม่น้ำโขงเลย

แต่รู้สึกว่าบ้านนี้เริ่มทรุดโทรม เลยกลายเป็นบ้านพักพนังงานไปแล้ว



หน้าบ้านเติมตะวัน





ที่อกาลิน จะมีหอเขียน (Banquet Room)
ซึ่งเป็นห้องโถงในสไตล์ยุโรป มีเวทีขนาดใหญ่และมี Grand piano พร้อมเครื่องเสียง เหมาะสำหรับการประชุม สัมมนา

ผมเห็นคณะนักเรียนมาฝึกซ้อมที่นี่กัน



คุณอำนาจ (เจ้าของ) ยังให้ความกรุณา
ชวนเข้าไปนั่งชม นักเรียนที่เรียนกันอยู่

อาจารย์ฝรั่งที่เห็นนี้มาจากเบลเยี่ยมนะครับ
มาสอนเด็กๆ ซึ่งกำลังจะเปิดการแสดง แนวละครเพลง

น้องๆแต่ละคน ร้องดีมากๆ (ฟังแล้ว ขนลุกเลยครับ)



คุณอำนาจบอกว่า
ให้ professor จากต่างชาติ มาสอนเด็กๆหลายๆคนที่นี่
ค่าใช้จ่ายถูกกว่าส่งเด็กคนนึงไปเรียนร้องเพลงเมืองนอกมาก

ฟังแล้วก็รู้เลยว่า เจ้าของรักเสียงเพลงจริง
ขอยกนิ้วให้ครับ ^^





เริ่มบ่ายแก่ๆ
พาคุณแฟนไปเดินเล่นริมโขงอีกรอบครับ

เส้นทางก่อนทางลงริมโขง สวยมากๆ



นั่งมองวิวไกลๆ
ลมพัดเย็นๆ



ริมโขง
เพื่อนบ้าน



เย็นย่ำ







เสียดายมาก ตอนที่ไปไม่มีหมอกตอนเช้าทั้ง2วัน
(ดูรูปในเวปของอกาลิน ที่เห็นหมอกหนาๆหน้าบ้านจันทร์เจิม สวยมากๆครับ)

พนักงานบอกว่าเพิ่งไม่มีหมอกวันที่พี่มาเองคะ
ก่อนหน้านี้หมอกลงหน้าบ้านทุกวันมาเป็นอาทิตย์ละ -_-'

อดเห็นเลย

ขากลับแนะนำนะครับ
ถ้าใครจะกลับอุดร ลองดูเส้นทางเลียบโขง
สวยงามมากๆครับ

อาจใช้เวลามากหน่อย เพราะทางโค้ง และขึ้นลงเนินเยอะหน่อย
แต่วิวด้านซ้ายตลอดเกือบ100กม จะวิ่งเลียบแม่น้ำโขง เห็นวิวสวยๆแปลกตาตลอดทางครับ



วิ่งๆเลียบโขง
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วตกใจ
เห็นสัญญาน Lao GSM ขึ้นอยู่ 555



หมดแล้วครับ สำหรับทริป เชียงคาน-ปากชม ช่วงต้นปี 2554

ลองมาดูข้อดี ข้อด้อยของอกาลินครับ

ข้อดี
- บ้านพักมีพื้นที่ใช้สอยมากมาย แบ่งเป็นส่วนนั่งเล่น ส่วนเตียงนอน ครัว ที่นั่งเล่นนอกชานด้านข้าง ที่นั่งเล่นหน้าบ้าน
- มี Piano ด้วย
- เตียงใหญ่มาก นอนสบาย มีผ้านวมขนาดใหญ่ให้ 2ผืน (บางที่ให้ผืนใหญ่ผืนเดียว ดึกๆก็ดึงกันไปดึงกันมา ^^)
- ห้องครัวมีอุปกรณ์หลักๆครบครัน (จานชาม ช้อนส้อม มีด ที่เปิดกระปอง ที่ปิ้งขนมปัง กาน้ำร้อน ไมโครเวฟ)
- อาหารอร่อยมากครับ ราคาไม่แพงมาก (ข้าวกระเพราะจานละร้อยต้นๆ แต่ให้เยอะมาก)
- พื้นที่รอบๆ เขียวขจี กว้างใหญ่ ร่มรื่น เงียบสงบดีมากๆ
- การบริการก็จัดว่าดี พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส
- ราคาได้จากงานไทยเที่ยวไทยเมื่อเดือนกันยา 6,300บาท ราคานี้ เป็นราคาพักหนึ่งคืนแถมหนึ่งคืน รวมอาหารเช้า (สรุปตกคืนละ 3,150บาท) ผมว่าคุ้มค่ามากครับ

ข้อควรปรับปรุง
- น้ำร้อนในห้องอาบน้ำ แค่อุ่นๆ ถ้าร้อนได้มากกว่านี้จะดีมากครับ (เพราะอากาศค่อนข้างหนาว)
- เสียงแอร์ในห้องจันทร์เจิมค่อนข้างดังครับ (ทั้ง2ตัวเลย)
- คิดไม่ออกแล้วครับ ^^

รวมๆ ชอบความเงียบสงบของที่นี่
มาอยู่ที่นี่แล้วไม่อยากออกไปไหนเลยครับ

สมกับความหมายของ อกาลิน ที่ซึ่งกาลเวลาหยุดนิ่ง
^^




 

Create Date : 27 มกราคม 2554    
Last Update : 27 มกราคม 2554 17:19:40 น.
Counter : 7821 Pageviews.  

Dream Destination @ Positano - อ.สีคิ้ว, โคราช

เคยได้ยินชื่อที่พักแถวๆสีคิ้ว ชื่อว่า Positano เมื่อ5-6เดือนที่ผ่านมา

ตอนนั้นพยายามหาข้อมูลที่พักแห่งนี้ แต่ก็แทบหาไม่เจอ เห็นแต่รูป CG (Computer graphic) ในเวปของ Positano

แม้ไม่เห็นรูปถ่ายจริงๆ แต่ก็คิดว่าน่าจะสวย แล้วผมก็มีแพลนจะพาครอบครัวไปเที่ยวประจำปีเหมือนทุกๆปีอยู่แล้วด้วย เลยเล็งๆที่นี่มาหลายเดือนละ

ไปเห็น Positano มาเปิดบูทที่งานไทยเที่ยวไทยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เลยโทรถามคุณพ่อว่าอยากไปพักผ่อนแถบๆภูเขา รับอากาศเย็นๆไม๊
และก็ได้รับไฟเขียวจากคุณพ่อ ทริปพาเที่ยวแบบมีสปอนเซอร์จึงเกิดขึ้น(สปอนเซอร์โดยคุณพ่อผู้น่ารัก) ^^

เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นมี2ท่านมา รีวิวที่พักที่นี่ จึงมั่นใจว่าสวยแน่ ชักอยากไปซะแล้วสิ ... ลองไปชมกันนะครับ ^^



การเดินทางมาที่ Positano

ผมใช้เส้นทาง มาทางถนนมิตรภาพ (วิ่งทางด่วนมาทางดอนเมือง ลงตรงสุดทางด่วน วิ่งตรงมาเรื่อยๆจนถึงแยกสระบุรี ให้เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ - ระยะทางจากบ้านผม แถวสุขุมวิท มาถึงแยะสระบุรีนี้ก็ประมาณ 100กม พอดี)

พอเลี้ยวขวาจากแยกสระบุรี ให้ตรงลูกเดียว
- ตรงมาประมาณ50กม (กม.ที่50 จะถึงทางแยก เพื่อเลี้ยวไปถนนธนะรัชต์ หรือทางขึ้นเขาใหญ่) แต่เราไม่เลี้ยวนะครับ ขับตรงต่อไป
- ขับตรงต่อมาประมาณ 30กม จะถึงเขื่อนลำตะคอง ให้ขับไปจนถึง กมที่ 87
จะมีซอยให้เลี้ยวซ้าย (ซอยนี้จะอยู่ตรงข้ามกับซอยที่เข้าไปที่ร้านอาหารและที่พัก สวนเมืองพรอันโด่งดังเลยครับ)
เลี้ยวซ้ายไปตามทาง ประมาณ 20กม ก็จะถึง Positano, The Botanical Resort and Residence (มีป้ายบอกตลอดทาง ไม่ต้องกลัวหลงครับ)

ระยะทางรวมแล้วประมาณ 207 กม ใช้แวลาประมาณ 2ชม 15นาทีเท่านั้น เราก็จะได้มายื่นอยู่ในที่พักบนยอดเขาแล้ว

แต่ก่อนจะมาที่ Positano
ครอบครัวผมขอพักเติมพลังที่ Lex's Steak ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับห้าง Tesco Lotus ตรงทางแยกที่จะเข้าถนนธนะรัชต์ก่อนนะครับ

ร้านนี้ มาที่ไรต้องสั่งไส้กรอกและ steak เนื้อนุ่มๆทุกทีสิน่า

^^



จากถนนมิตรภาพ (กมที่ 87)
เราก็เลี้ยวซ้ายมาตามถนน 2เลน ไปอีก 20กม

เส้นทางนี้จะผ่าน สถานีรถไฟคลองไผ่ และ เรือนจำคลองไผ่(ใหญ่มากๆ)

เส้นทางดีครับ มีหลุ่มบ่อนิดๆหน่อยๆเท่านั้น

เจอหมู่วัวออกมาทักทาย



จากถนนใหญ่ (ถนนมิตรภาพ) เข้าซอยมาประมาณ 20กม ก็จะเจอทางเข้า Positano แล้วครับ

ชื่อเต็มๆของเค้าคือ Positano, The Botanical Resort & Residence

ซึ่งจริงๆแล้ว โครงการนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อขายบ้านและที่ดิน ซึ่งทุกหลังจะตั้งอยู่บนไหล่เขา (ตามแบบของเมือง Positano ที่ประเทศอิตาลี)

ที่นี่จึงจะมีที่พักแค่ 3หลัง
1. Positano Villa ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา มีห้องอยู่ 3 ห้องคือ
1.1 Pool Front room อยู่ชั้น1 สระว่ายน้ำจะอยู่หน้าห้องเลย ห้องนี้จุดเด่นคือ มีระเบียงหน้าห้องที่กว้างกว่าห้องชั้น 2 และ 3 แต่วิวก็จะไม่สวยเท่าห้องบนๆ
1.2 Valley View room อยู่ที่ชั้น2
1.3 Hilltop room อยู่บนชั้น 3 (ราคาก็แพงสุดตามวิวที่ได้)

ซึ่ง Positano Villa นี้ ก็จะมีแค่หลังเดียว ซึ่งครอบครัวผมไปกัน 7คน ก็เลยยึดทั้ง3ห้องเลย (เหมือนเป็นบ้านส่วนตัวบนยอดเขาเลย)

2. Tuscana House เป็นบ้าน 3ห้องนอน ซึ่งตั้งอยู่ทางตีนเขาด้านล่าง

3. English Cottage ซึ่งเป็นบ้าน 2ชั้น ชั้นล่างจะเป็นส่วนของร้านอาหารและ Coffee shop ส่วนด้านบนจะเห็นห้องพักมี2ห้อง
แต่เห็นพนักงานบอกว่าห้องพักทั้ง2ห้องนี้ จะทำเป็นห้องพักพนักงานแทน เพราะลูกค้าอาจไม่ได้รับความสะดวกเวลามีคนมาทานอาหารหรือมาถ่ายรูปร้านด้านล่าง

แต่เห็นมีบ้านเล็กๆอีกหนึ่งหลัง กำลังสร้างอยู่ (ใกล้ๆ ทางเข้า resort เหมือนกัน)

นอกจากนี้ ตอนที่ผมไปเห็นว่ากำลังมีการสร้าง คอกเลี้ยงแกะ และสนามยิงธนู ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณวันที่ 18 ธันวานี้




เข้าไปชมกันเลยครับ

ลองเพ่งดูที่มุมบนซ้ายนะครับ
จะเห็นตัวบ้านพัก Positano Villa อยู่บนเขานู้นเลย

เราต้องขับรถใช้เกียร์3หรือ2 (บางจังหวะถึงกะต้องใช้ เกียร์1 เพราะผมไปกัน7คน หนักหน่อย) ค่อยๆไต่ขึ้นไป



จอดรถเสร็จก็จะเห็นภาพนี้



อีกมุมครับ



ก่อนที่จะพาไปชมภายใน ขออนุญาตอธิบาย ลักษณะของบ้าน Positano Villaก่อนนะครับ จะได้เห็นภาพกันออก
(ขออนุญาตใช้ภาพที่ถ่ายตอนกลางคืน กลางวันผมลืมถ่ายมุมนี้)

ให้ยึดเสากลางบ้านเป็นหลักนะครับ
Villa หลังนี้ถูกแบ่งเป็น 3ชั้น + ชั้นดาดฟ้าอีก1ชั้น
และถูกแบ่งฝั่งส่วนรวมซึ่งอยู่ด้านซ้าย และฝั่งห้องพักอยู่ด้านขวาของภาพ

กลางภาพที่ดูเหมือนเสาทึบๆผ่ากลางบ้าน จะเป็นลิฟท์ครับ
ทุกชั้นจะมีสะพาน ที่เชื่อมจากส่วนกลางไปยังห้องตามชั้นต่างๆ

ฝั่งด้านขวา จะเห็นว่าเป็นห้องพักทั้ง 3ห้อง (Pool front ชั้น1, Valley view ชั้น 2, และ Hilltop ชั้น3) โดยทั้ง3ห้องมี ขนาดและ layout ที่เหมือนกันแป๊ะเลย คือห้องกว้างประมาณ 53 ตรม. แต่ห้อง Pool front ชั้น 1 จะมีส่วนนั่งเล่นหน้าห้องใหญ่กว่าห้องชั้นบน และจะมีPool อยู่หน้าห้องเลย (ที่เห็นในรูปสีเขียวๆ เป็นสระน้ำหน้าห้องครับ)

ฝั่งซ้ายบ้าง
ชั้น1 จะส่วน Lobby
ชั้น 2 ที่มีเหมือนห้องยื่นออกมา จะเป็นส่วนของห้องอาหาร มีระเบียงชมวิวด้วย
ชั้น 3 จะมีระเบียงด้านนอก ออกมาจัดดินเนอร์ที่นี่ได้ (แต่ตอนผมไป อากาศค่อนข้างหนาวและลมแรง เลยขอทานที่ชั้น2ครับ)
ชั้นดาดฟ้า จะมีอ่าง Jacuzzi โดยใช้น้ำอุ่น สามารถนอนแช่ดูดาวตอนกลางคืนได้ครับ
พอนึกภาพกันออกไม๊เอ่ย :)



ขอกลับไปโหมดกลางวันบ้าง
เดี๋ยวเราเข้าไปเช็คอินที่ Lobby กันก่อนครับ



บริเวณ Lobby (ชั้น 1)





ด้านนอก Lobby จะมีที่นั่งเล่น
วิวเมื่อมองออกไปจะเป็นแบบนี้ครับ

(รูปนี้ถ่ายตอนสายๆ มองเห็นหมอกบางๆด้านล่าง)



วิวเต็มๆ มองจาก Lobby
ไม่น่าเชื่อว่าขึ้นมาสูงขนาดนี้



ที่ Lobby จะมีแปลงดอกไฮเดนเยียร์ ซึ่งคุณแม่ชอบมาก
แต่เห็นพนักงานบอกว่าเป็นไฮเดนเยียร์พันธุ์ไทย เวลาเจออากาศหนาวๆหรือลมแรงๆ ดอกจะร่วง

ที่เห็นก็เลยเหลือโหลงเหลงละ



กลางวันถ้าอยู่ในร่ม มีลมพัดเย็นๆตลอดเลย อุณหภูมิตอนกลางวันประมาณ 24-26องศา
ตอนกลางคืนและรุ่งเช้าลดลงเหลือประมาณ 13-15องศาเองครับ



จาก Lobby มองไปทางห้อง Pool front



มองเต็มๆ กับด้านฝั่งขวาของตัวตึก จะเห็นห้องพักทั้ง 3ชั้น
จะเห็นว่าพักชั้นล่าง (Pool front) จะมีขนาดของระเบียงกว้างกว่าห้องพักชั้น 2และ3



ขึ้นลิฟต์ไปดูวิวที่ห้อง Hilltop ชั้น 3 ซึ่งเป็นห้องแพงสุดกันก่อนครับ



ออกจากลิฟต์ เลี้ยวขวา เดินผ่านทางเชื่อมก่อนเข้าห้อง Hilltop
มองออกไปจะเห็นวิวแบบนี้ครับ



เข้ามาดูภายในห้องครับ
(ในส่วนของรูปภายในห้อง เดี๋ยวขอรวมไปรีวิว ตอนที่เราลงไปดูห้อง Pool front ชั้น 1นะครับ เพราะผมให้ครอบครัวพี่สาวซึ่งมีเด็กเล็กๆ2คน นอนห้องนี้ เพราะเป็นห้องเดียวที่มีเตียงแบบ King Size เตียงใหญ่ หลานๆจะได้นอนได้สะดวกโดยไม่มีร่องเตียงขั้น ส่วนห้องชั้น 1 และ2 จะเป็นเตียง Queen Size 2 เตียงติดกัน)

ลักษนะห้อง layout ต่างๆ เหมือนกันหมดทั้ง3ห้องครับ
ขนาดของห้องก็เท่ากันหมดคือ 53 ตรม





จากเตียงนอนห้อง Hilltop มองออกไปจะเห็นวิวแบบนี้ครับ
ระเบียงห้องนี้ ด้านนอกจะทำเป็นกระจกนิรภัย2ชั้น จะได้ไม่มีเส้นขอบของรั้วกั้น
(ชั้น2 จะเป็นแผงเหล็กกั้น ไม่ได้เป็นกระจกแบบห้องนี้)



จากระเบียง มองไปด้านขวาจะเห็นส่วนของห้องอาหารชั้น2 และส่วน Open air เป็นระเบียงจัดดินเนอร์ได้ที่ ชั้น 3



มองไปด้านซ้ายจะเห็นต้นสน สนามหญ้า และน้ำพุ



ห้องทุกห้อง จะมีกระจกบานใหญ่ มองดูวิวด้านนอกได้แบบนี้



วิวจากห้องนี้ สุดยอดจริงๆ



มองลงไปด้านล่าง จะเห้นสระว่ายน้ำหน้าห้อง
Pool front



จากระเบียง มองไปด้านขวาสุดๆจะเห็น ทางเดิน จากส่วนกลางเข้ามาที่ตัวห้องพักในแต่ละชั้น



ย้ายมาดูวิวจากห้อง Valley View ชั้น 2 บ้าง



แม้จะไม่ได้วิวสูงเหมือนห้อง Hilltop
แต่ก็สวยสุดๆอยู่ดี

ผมว่าวิวจากห้องพักที่นี่ ดีกว่าที่ Sala Khaoyai ซะอีก
(แต่ผมว่าห้องที่ Sala สวยกว่านะ)



จะเห็นส่วนของห้องอาหารยื่นออกมา



เข้ามาดูภายในห้อง Pool front ชั้น1บ้าง
(ผมนอนห้องนี้ครับ)



มีโซฟานั่งสบาย มี welcome fruit หลากหลาย

เดี๋ยวเข้าไปดูส่วนของที่แต่งตัว และห้องน้ำ
(ทางเข้าอยู่ด้านซ้ายครับ)



ก่อนเข้าห้องน้ำ
จะเห็นเครื่องทำกาแฟอยู่ด้านซ้าย (ตู้เย็นอยู่ข้างล่าง)

ตรงกลางเป็นตู้เสื้อผ้า ด้านขวาเป็นประตูเข้าห้องน้ำ



ภายในตู้เสื้อผ้า จะมีผ้าคลุม รองเท้าใส่ในห้อง และ safety box



มองไปทางขวา
จะเห็นประตู้เข้าห้องน้ำ หน้าห้องจะมีโต๊ะเครื่องแป้ง



โต๊ะเครื่องแป้งนี้ เปิดมาเป้นกระจก
ตู้ โต๊ะทุกอย่างจะบุเป็นหนังจรเข้เทียม ให้ดูหรูหรา



กระจกแต่งหน้า เปิดไฟรอบๆได้ด้วย



เข้าไปดูภายในห้องน้ำกันบ้าง

อ่างล้างหน้าดูด้านซ้าย
ห้องอายน้ำแบ rain shower อยู่ด้านขวา
ตรงไปจะเป็นส่วน ขับถ่าย มีของผู้ชายด้วย

พื้นห้องน้ำจะเป็นพื้นไม้ครับ ดูสวยงาม แห้งเร็ว และที่สำคัญ ไม่เย็นเท้าด้วย



Rain shower



shower cream, shampoo พร้อม
กลิ่นจะคล้ายๆ ดอกมะลิ หอมมากๆครับ

ส่วน Hand soap จะเป็นเม็ดบีทสีแดงๆ ห้อมเหมือนกัน
มี Body Lotion ให้ขวดใหญ่ด้วย กลิ่นหอมมากมาย



มีเกลือขัดตัวให้ด้วย (แต่ไม่ได้ใช้เลย)



รองเท้าใส่ในห้อง



มีเครื่องทำกาแฟในห้อง ใส่ผงกาแฟแบบนี้



ตู้ต่างๆ บุหนังจรเข้(เทียม)



มีตัวควบคุมแอร์และไฟต่างๆภายในห้อง สะดวกสบายมากๆ
เป็นทั้งนาฬิกาและนาฬิกาปลุก



มี LCD และเครื่องเล่น DVD





วิวจากห้องนอน ห้อง Pool front





อะไรเอ่ย





มาดูวิวหน้าห้อง Pool front บ้าง

แม้ว่าจะไม่มีวิวสูงแบบ Hilltop
แต่วิวก็ยังดีอยู่ดี และยังได้พื้นที่ระเบียงหน้าห้องกว้างขึ้นด้วย
แถมยังมีวิวสระว่ายน้ำให้ดูสบายตาอีก



แต่อยู่3วัน2คืน
ไม่ได้ลงสระเลยครับ
อากาศเย็นๆทั้งวัน แถมมีลมพัดตลอดอีก



ระเบียงกว้างขวางหน้าห้อง Pool front



สระว่ายน้ำมีมุมของเด็กด้วยครับ แต่น้ำเย็นมากกก
ถ้าเป็นสระน้ำอุ่นก็คงดี



ฝั่งขวาของตัวตึก ซึ่งเป็นห้องพักก็จะมีเท่าที่รีวิวไปนะครับ
ทีนี้เรามาดูชั้น2 ฝั่งซ้ายซึ่งเป็นส่วนของห้องอาหารบ้าง

ครอบครัวผมทานอาหารทุกมื้อที่ห้องนี้ครับ

ถ้าห้องพักทั้ง3ห้อง ไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกัน
ก็ต้องมาทานที่ห้องนี้อยู่ดีครับ แต่พนักงานจะจัดโต๊ะแยกให้





อาหารเช้าก็ทั่วไปครับ
เบคอน แฮม ไข่ต่างๆ
มีให้เลือก และเลือกเท่าไหร่ก็ได้



นอกจากลิฟท์ จะใช้บันไดก็ได้ครับ



ห้องอาหารนี้ จะมีเพดานโล่งๆ เห็นชั้น3ได้
และยังมีหลังคากระจกให้แสงลอดเข้ามาได้อีก

ทำให้รู้สึกไม่อึดอัดเลยครับ



จากห้องอาหาร มีระเบียงด้านนอกดูวิวได้



วิวยามเช้า จากระเบียงห้องอาหารชึ้น 2



หันไปดูส่วนที่เป็นห้องพัก





จากห้องอาหารที่ชั้น 2
เดินขึ้นบันไดไปที่ชั้น 3ครับ



ชั้นนี้ จะเป็นแค่ทางเชื่อมออกไปสู้ ตัวระเบียงด้านนอก
ซึ่งเป็นที่ๆสำหรับ dinner ของห้อง Hilltop ได้ด้วย



จากชั้น3 จะมีทางขึ้นไปยัง Heated Jacuzzi ที่อยู่บนดาดฟ้า
ซึ่งเป็น Jacuzzi น้ำร้อน แช่ได้แม้เวลาอากาศหนาว

ปกติเค้าคิดค่าบริการนะครับ 1,500 บาทต่อชั่วโมง !!!
แต่ถ้าจอง Positano Villa ทั้งหลัง ก็จะได้ใช้ฟรีตลอดเวลา



เป็นอ่าง Jacuzzi ที่มีหลอดไฟใต้น้ำ เปลี่ยนสีได้ถึง 7 สี



บนนี้ จะเห็นวิว 360 องศา



วิวรอบๆ มองจากชึ้นดาดฟ้า Jacuzzi ครับ

จะเห็นถนนทางเข้าโครงการ
ตรงกลางด้านล่างจะเป็น บ้านพักอีก2แบบ คือ English Cottage, และ Toscana House

จะเห็นส่วนที่กำลังสร้างอยู่ด้านซ้ายมือ คือคอกแกะและสนามยิงธนู



ลงมาเดินดูรอบ Positano Villa บ้าง









ขับรถมาดูบ้าน Tuscany House บ้างครับ
จะเดินก็ได้ครับ แต่มีลิ้นห้อยแน่ๆ



บ้าน Tuscany จะมี 3ห้องนอน
เป็นบ้านชั้นเดียว



แต่ไม่ได้เข้าชมนะครับ
เห็นพนักงานยุ่งๆเลยไม่อยากกวน



ดูก็น่ารักดี
ดูจากภายนอกดูเล็กไปหน่อย

และที่ตั้งของบ้านนี้ก็อยู่บริเวณที่จอดรถหลักของโครงการ







เดี๋ยวเราไปชม English Cottage บ้าง
ซึ่งครอบครัวผมมาฝากท้องสำหรับ อาหารกลางวันที่นี่

ที่นี่นอกจากจะเป็นห้องอาหารแล้ว ยังเป็น ร้านกาแฟและเบเกอรี่อีกด้วย



ตามทางเดินจะมีต้นไฮเดนเยียร์เต็มไปหมด





มองย้อนกลับไป
ถ้าเพ่งมองด้านบนของรูป (ตรงกลาง) จะเห็นตึกที่พัก Positano villa ลิบๆครับ





ด้านหน้าของ English Cottage จะมีสวนแบบอังกฤษด้วย











มีที่นั่งพักชิวๆ จิบกาแฟ



ทุกวันเสาร์อาทิตย์ ช่วงเวลา 13.00-15.00 จะมีนักร้องมากล่อมเพลงยามจิบกาแฟที่นี่





กำลังทำคอกเลี้ยงแกะและสนามยินธนูครับ

ถ้าใครมาหลังวันที่ 18 ธันวา คงได้เห็นละ









เห็นว่าที่นี่รับ จัดงานแต่ง หรือมาถ่าย pre-wedding ด้วยครับ





เดี๋ยวเราเข้ามาชมด้านในกันบ้าง
(เฉพาะส่วนห้องอาหารนะครับ ส่วนที่เป็นห้องพักชั้น2ไม่ได้ไปชม)



มาชมด้านใน English Coffee House บ้าง



การตกแต่งที่สวยงามภายใน





มีขายของกระจุ๊กกระจิ๊กต่างๆด้วย
(เทียน ตุ๊กตา สมุดจด อื่นๆ)





ชั้น2 เป็นส่วนของห้องพัก











เรากลับขึ้นไปบนเขา ใกล้กับ Positano Villa จะมีจุดชมวิวดูพระอาทิตย์ตก



พระทิตย์จะตกต้านนี้ (ด้านหลังของ Positano Villa)
และพระอาทิตย
จะขึ้นที่หน้าห้อง Positano Villa เลย



วิวมองจากห้องนอนว่าดีแล้ว
มาเห็นวิวด้านนี่ ดีกว่าอีกอะ

วิวจากหน้าห้องจะเป็นวิว อำเภอสีคิ้ว
แต่วิวจากจุดชมวิวนี้จะเป็นฝั่งสระบุรี



จากจุดชมวิวนี้
จะเป็นหน้าผา มองเห็นวิวด้านล่าง
สวยมากๆครับ

ถ้าได้นั่งจิบไวน์ที่นี่มองพระอาทิตย์ตกกับคนรู้ใจก็คงดี(แต่คุณแฟนผมดันติดงาน ตามมาไม่ได้ แงแง -_-')



ซูมเข้าไป

เห็นพนักงานบอกว่า ถ้ามาดูวิวที่นี่ตอนกลางคืน
แหงนมองฟ้า จะเห็นดาวเต็มฟ้า
และถ้ามองลงไปด้านล่างจะเห็น "ดาวบนดิน" เพราะจะเห็นแสงไปจากบ้านข้างล่างระยิบระยับเต็มไปหมด (เดี๋ยวมีให้ชมครับ)





นั่งอาบแสงสวยๆยามเย็น



พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า





ไปชมบรรยากาศยามค่ำบ้างครับ



ตอนกลางคืนยิ่งสวยกว่าตอนกลางวันอีกอะ





หน้าห้อง Pool front



















Heated Jacuzzi บนดาดฟ้า
ผมลองลงไปแช่น้ำร้อนๆ มีความสุขมาก แต่พอขึ้นมาปุ๊ปสั่นเป็นจ้าวเข้า
เพราะอากาศหนาวและลมแรงมากๆ



Jacuzzi มีหลอดไฟใต้น้ำ สามารถเปลี่ยนสีได้7สี
ตาลายกันไปทีเดียว





เดินออกไปด้านนอกท่ามกลางลมหนาว



... เพื่อจะไปดู ดาวบนดิน ที่จุดชมวิว
^^

(ถ่ายมาได้แค่นี้ครับ ของจริงสวยกว่านี้มากมาย)



ตื่นตอน 6 โมงเช้า กะจะถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อย
แต่อากาศปิด มองไม่เห็นไข่ดาวเลยทั้ง 2วัน



เห็นหมอกบางๆด้านล่าง

พนักงานบอกว่าถ้าเป็นปลายฝนต้นหนาว
หมอกจะหนามาก จนไม่สามารถมองเห็นบ้าน English cottage และ Tuscany House ด้านล่างได้เลย



ยามเช้าที่จุดชมวิว
หมอกบางๆ ท่ามกลาวอากาศ 12-15 องศา













ยามเช้า นี่คือจังหวะเดียว(ไม่เกิน 3นาที)ที่ได้เห็นไข่ดาวออกมาโชว์ตัว



ต้นไม้สวยๆ







ขอลากันด้วยภาพ หมอกบางๆยามเช้า



ข้อดีข้อด้อย
(ความคิดเห็นส่วนตัว จากประสบการณ์ในขณะที่ไปพักห้อง Pool front ครับ)

ข้อดี
- ห้องพักแบ่งการใช้งานได้ดี
* เตียงนอนสบายมากๆ (ปกติผมเป็นคนหลับยาก แต่นี่หัวถึงหมอนนอนหลับยาวเลยครับ)
* ห้องน้ำ ชอบพื้นไม้ครับ เวลาไปที่หนาวๆ เท้าเราเวลาโดนพื้นแล้วไม่ค่อยเย็น
* ชอบที่มีกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นวิวภายนอกได้ชัดเจนและ panorama มากๆ

- วิวหน้าห้อง ผมพักแบบ Pool front แต่ก็ยังรู้สึกว่าวิวที่เห็นเป็นมุมสูง สวยอยู่ดี แถมยังมีพื้นที่ระเบียงหน้าห้องมากกว่าห้องชั้น 2 และ 3 (แต่ห้องชั้น 2 และ 3 ก็จะได้วิวที่ดีขึ้นไปอีก)

- ถ้าเป็นห้อง Hilltop จะมีอาหารเย็นเพิ่มมาให้ และสามารถให้จัด dinner ส่วนตัวที่ระเบียงชั้น 3ได้ (อาหารเย็นที่ให้มี สลัด สปาเก๊ตตี้ และ Chocolate Lava อย่างละที่เท่านั้น)

- ถ้าจอง Positano Villa ทั้งหลัง ก็เหมือนเราได้บ้านทั้งหลังส่วนตัวเลย ทานอาหารก็ทานกันเอง เพราะคนที่พักบ้าน English Cottage และ Tuscany House ไม่สามารถมาใช้ facility ที่ Villa ได้ แถมยังสามารถใช้ Heated Jacuzzi ได้ทั้งวัน (ราคาถ้าจ่ายเอง 1,500 บาทต่อ ชั่งโมง)

- ชอบวิวที่จุดชมวิว สุดยอดไปเลย สวยกว่าหน้าห้องพักอีก

- การบริการ: น้องพนักงานยังดูใหม่อยู่ แต่มีใจบริการเต็มที่ ยิ้มแย้มแจ่มใส ขออะไรได้หมด


ข้อด้อย
- อาหาร: ผมว่าคือจุดด้อยของที่นี่และควรปรับปรุงครับ
อาหารมีให้เลือกน้อยมาก (ทั้งอาหารฝรั่งและอาหารไทย) รสชาติวันแรกที่ทานอาหารเย็น ไม่ค่อยอร่อยอย่างแรง แต่วันที่2รู้สึกอร่อยขึ้น(ไม่รู้ว่าพ่อครัวคนเดียวกันรึเปล่า)
ราคาอาหารก็แพงสวนทางกับคุณภาพมากๆ (spagetthi ประมาณ 220-250, Pork chop 550, salmon steak 700, steakเนื้อ 600-850, มีตับห่านด้วย (แต่ราคา 1,200!!)
อาหารไทย อย่างของกินเล่นเช่นป่อเปี๊ยทอด ปีกไก่ทอด 120-150, ผัดกระเพรา หมูกระเทียมก็ 130-150บาท ปริมาณก็ไม่ได้เยอะอะไร
*** อยากให้ปรับปรุงเรื่องอาหารมากๆครับ เพราะถ้าราคาแบบโรงแรม 4-5 ดาว เรื่องความอร่อยและปริมาณต้องทำให้ลูกค้าพอใจมากกว่านี้ครับ

- อย่างที่บอกไปว่า อาหารวันแรก ทั้งอาหารเช้าและอาหารเย็นมาช้ามาก (แม้ว่าผมจะสั่งอาหารเย็นไว้ก่อนเกือบ 2 ชม และสั่งอาหารเช้าไว้ตั้งแต่เย็นวันแรก ก็ยังเสริฟช้ากว่าที่สั่งเกือบ 1 ชม)
* ถามพนักงานไป พนักงานก็ขอโทษ บอกว่าย้ายครัวไปด้านล่าง (English Cottage) เวลาจะยกอาหาร ต้องใช้ plastic ซีลจาน และให้รถกอล์ฟทยอยมาส่ง ซึ่งวันแรกรู้สึกว่ารถกอล์ฟแบทหมด เลยช้า
* ผมก็งงๆ คิดเอาเองว่า ในเมื่อทั้ง3วันที่ผมเข้าพัก ไม่มีลูกค้าที่ English Cottage และ Tuscany House เลย ทำไมไม่ย้ายครัวมาที่ Positano Villa ด้านบน เพราะที่ Villa นี้ก็มีห้องครับอยู่แล้ว ... เลยกลายเป็นว่า จ่ายเงินแพง แต่เหมือนได้ความสะดวกสบายไม่เต็มที่

- ราคา: ผมซื้อที่งานไทยเที่ยไทยเมื่อเดือนกันยา ในราคา 11,900 บาท ต่อคืน (เป็นราคารวมทั้ง3ห้องที่ Positano Villa แล้ว และเป็นราคาของวันธรรมดา) ซึ่งผมคิดว่าราคารับได้มากๆ เพราะหลังจากนี้ ราคาก็จะอัพขึ้นเรื่อยๆ
... แต่เรื่องคุณภาพของอาหารทำให้ความคุ้มค่ามันลดลงไปเล็กน้อย ถ้าปรับปรุงจุดนี้ได้ ผมว่าที่นี่จะสุดยอดมากๆครับ

สรุปความรู้สึกที่นี่คือ
ชอบทุกอย่าง พอใจทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องอาหารครับ

หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ

รีวิวนี้คงเป็นรีวิวสุดท้ายของปีแล้วครับ
ขอสวัสดีปีใหม่ให้เพื่อนๆทุกคน และครอบครัว มีความสุข สุขภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรงตลอดไปครับ

ลาละครับ
^^




 

Create Date : 14 ธันวาคม 2553    
Last Update : 14 ธันวาคม 2553 10:26:20 น.
Counter : 11298 Pageviews.  

เวลาหยุดหมุน นาฬิกาหยุดเดินที่ La a Natu ปราณบุรี

เพิ่งกลับมาจากพาครอบครัวและคุณแฟน ไปเที่ยวพักผ่อนประจำปีครับ
ได้มีโอกาสลาพักร้อน 5วัน4คืน เพื่อไปเยือน La a Natu ที่ปราณบุรี
พักที่ห้อง Tropical Cottage ทั้ง3หลัง (เพราะไปกัน8คน - ผู้ใหญ่ 6 คน เด็ก2คน)

จุดประสงค์ที่เลือกที่นี่ เพราะพี่สาวอยากไปทะเล และต้องเป็นที่ๆมีหาดทรายให้หลาน2ตัว ซึงอยู่ในวัยกำลังซนเล่นได้ด้วย และคุณพ่อก็อยากได้ที่ๆมีอาหารอร่อย ที่สามารถฝากท้องได้ทุกมื้อโดยที่ไม่ต้องออกไปไหน

ก็เลยมาลงเอยที่ La a Natu ซึ่งมีทั้งห้องพักติดหาด 3หลัง ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน
มีสนานหญ้าหน้าบ้าน มีหาดทรายให้หลานๆเล่นทรายได้ อาหารและ Bakery (afternoon tea) ที่นี่ก็ขึ้นชื่ออยู่แล้ว



สำหรับที่ตั้ง ของ La a Natu นี้ ตั้งอยู่ที่ปราณบุรี
ถ้ามาจากกรุงเทพ ก็ไม่ต้องเข้าตัวเมืองชะอำหรือหัวหิน สามารถขับมาทาง By pass ที่ตรงไปทางประจวบได้เลย

เมื่อถึงปราณบุรีแล้ว ด้านขวามือจะเป็นที่ตั้งของ ค่ายธนะรีชต์ ให้เลยมาอีก 1ไฟแดง จะเจอ Tesco Lotus ให้เลี้ยวซ้ายเข้ามาได้เลย

ตรงไปตามทางประมาณ 4 กม. จะเจอ3แยก ให้เลี้ยวซ้าย เหมือนไป Villa Maroc หรือ Le Bayburi ขับไปจนถึงถนนเลียบชายหาดแล้วให้เลี้ยวขวา เพื่อมุ่งหน้าไปทางเข้ากระโหลก

พอเลยเขากระโหลกไปซัก 3-4กม ก็จะเจอทางเข้า La a Natu ครับ



เข้ามาถึงจะเจอที่จอดรถ (จะเห็นรถ2คันนี้ จอดเด่นเป็นสง่าอยู่)



La a Natu B&B
ไม่ใช่ Bed and Breakfast นะครับ
แต่เค้าหมายถึง Bed & Bakery เพราะที่นี่ เค้าขึ้นชื่อเรื่อง Afternoon Tea set ที่มีเค๊กสารพัดชนิดทานกับชาอังกฤษยามบ่าย







จอดรถเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีกระดิ่งไม้ให้กดเพื่อเรียกพนักงานนำรถกอล์ฟมารับครับ (lobby จะอยู่ห่างจากที่จอดรถซัก150เมตร)



นี่คือหน้าตาของกระดิ่ง จริงๆไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี
มันเหมือนกับกระบอกไม้ พอดึงแล้ว เค้าจะมีสายไฟต่อไปถึงทาง Lobby
Lobby จะรู้ว่ามีแขกมาพักและต้องการให้นำรถกอล์ฟมารับ



แล้วรถกอล์ฟก็พาเรามาถึงที่นี่ จะมีหนักงานมาคอยรับกระเป๋า และพาเราขึ้นสะพานไม้ไผ่ไปที่ Lobby ซึ่งอยู่ชั้น2



ที่นี่มีจุดให้ถ่ายรูปเพียบ
มีกองฟาง และหุ่นไล่กาด้วย



ก่อนจะเดินขึ้นสะพานไม้ไผ่เพื่อไป check in

จะเจอรถคันนี้จอดอยู่
เท่ห์มากๆ

เห็นพนักงานบอกว่า เจ้าของขับคันนี้เข้าตัวเมืองหัวหินด้วย!!!
ขับได้ไงอะ ตั้งเกือบ 40กม.
ไอ้เราก็นึกว่าคันนี้มีไว้โชว์เฉยๆ :)









ที่เสียบร่มเก๋ไก๋มากๆ



เดินขึ้นสะพานไม้ไผ่ไป check in ที่ lobby กัน



เดินสะพานไม้ไผ่อันยาวไกลไปเรื่อยๆ...



... จะเจอกับ Lobby อันเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่



ระหว่างทางเดินไป Lobby จะมีดอกปีป ส่งกลิ่นหอมหวนมากมาย



Lobby จะอยู่ที่ชั้น2
ส่วนด้านซ้ายมือ จะเป็นสระว่ายน้ำซึ่งอยู่ชั้น3ครับ







ภายใน Lobby
สร้างได้อลังการมากๆ โดยเฉพาะหลังคา ที่ทำเป็นเหมือนยุ้งข้าว





มีตุ๊กตาควายน้อยด้วย



เดินตรงออกจาก Lobby
ก็จะเห็นทางขึ้นไปยังสระว่ายน้ำซึ่งอยู่ชั้น3

ติดกัน จะเป็นประตูทางเข้าห้อง Type Beach front Pool Villa และ Beach front Suite
- Beach front Pool Villa มี1ห้อง ชื่อห้อง Vanilla Suite (มีสระว่ายน้ำอยู่ชั้นล่างของห้อง)
- Beach front Suite จะมี2ห้อง คือห้อง Nutmeg และ Cinnamon (ไม่มีสระว่ายน้ำ แต่จะมีอ่างแช่ดูวิวทะเลแทน)
ทั้ง3ห้องนี้ จะมีลักษณะเป็น ตัวตึก 2ชั้น (เหมือนห้องแถวครับ)

ส่วนโตะตัวนี้เป็นโต๊ะประจำของครอบครัวผม ทั้งอาหารเช้า กลางวัน เย็น
เป็นโต๊ะที่ทำจากไม้แผ่นเดียวเลย และหนามากด้วย!!
ครอบครัวผม 8 คนเลยนั่งกันอย่างสบาย

ด้านขวามือสุดคือทางลงไปยังชายหาด และห้อง type Beach front villa หรือ Tropical Cottage (ชื่อห้องคือ ใบมะกรูด ตะใคร้ และต้นหอม)






ถึงเวลาที่รอคอยครับ
พักเหนื่อยทานชา Earl Gray กันก่อน
(Afternoon Tea set)



ชุด Afternoon Tea อันโด่งดังของที่นี่



จะมีของว่างให้ 6ชนิดคือ
1. แซนวิชชีส
2. เค้ก chocolate หน้านิ่ม
3. chocolate Brownie
4. เค้ก carrot
5. Panacotta
6. Scone ทานกับซ้อส ราสเบอร์รี่ และวิปครีมนุ่มๆ

อร่อยเหาะทุกอย่างครับ
คอนเฟิร์ม!!



Afternoon Tea set นี้ราคา 350++
แต่เนื่องจากซื้อเป็น Package จากงานไทยเที่ยวไทยตั้งแต่เดือนมีนา
Afternoon Tea set แบบนี้ได้ทานฟรีทั้ง4วันเลยครับ!!!

กินกันจนเอียนกันไปข้าง



อิ่มแล้วก็ ไปเดินเล่นกันที่ชั้น3 ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้าที่มีสระว่ายน้ำครับ



วิวด้านบนจะเป็นแบบนี้



หันไปมองด้านวิวทะเลบ้าง



มองไปตรงๆ จะเห็นหลังคาของห้อง Vanilla, Nutmeg, Cinnamon





เราสามารถเกาะขอบสระแล้วมองไปทาง บ้านแบบ Tropical Village ได้

(ขอสรุปก่อนนะครับ ว่าที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 10 ห้องเท่านั้น คือ...)
1. Beach Front Pool Villa 1 ห้อง (ชื่อห้อง Vanilla)
2. Beach Front Villa 2 ห้อง (Nutmeg, Cinnamon) ... 3ห้องแรกนี้ เป็นตัวตึกเห็นวิวชายทะเลเลย)
3. Tropical Cottage Beach Front Villa 3 ห้อง (ใบมะกรูด, ตะไคร้, ต้นหอม) --> ครอบครัวผมอยู่ห้อง Type นี้
4. Tropical Village Garden Villa (เป็นห้องที่อยู่กลางแปลงนา ไม่ได้ติดทะเล) มี 4 ห้อง คือ ข้าวเหนียว, ข้าวฟ่าง, ข้าวตอก, ข้าวเม่า (ข้าวเม่าเป็นหลังใหญ่มี 2 ห้องนอน)





บรรยากาศดีจริงๆครับ
ครอบครัวสุขสันต์มากๆ
^_^



เดินลงไปชมห้องติดชายหาดบ้าง



จาก Lobby เดินลงมาตามบันได จะเจอสนามหญ้าเขียวๆ สดชื่นมากครับ
(ด้านขวาจะเป็นห้อง Vanilla, Nutmeg, Cinnamon ที่กล่าวไป)

ส่วนห้อง Tropical Cottage Beach Front Villa ที่ครอบครัวของผมพัก (ใบมะกรูด, ตะไคร้, ต้นหอม) จะอยู่ด้านซ้าย ถ้าหันหน้าไปทางบันไดตามรูปนี้



ห้องต้นหอม (ห้องซ้ายสุด) จะเป็นห้องที่อยู่ติดกับทะเลมากที่สุดใน La a Natu
วิวจะดีมากๆครับ



จะสังเกตุได้ว่าห้องต้นหอมจะอยู่ยื่นมาด้านหน้าติดทะเลมากกว่าอีก 2ห้อง



บรรยากาศหน้าห้อง
ชอบที่มีสนามหญ้าเขียวๆ











หันหน้าออกไปทางทะเลบ้าง













เปิดเข้าไปดูภายในห้องกันครับ
ห้องนี้ จะแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ
1. ส่วนห้องนั่งเล่น (ตามที่เห็นในรูปครับ)
2. ห้องนอน (อยู่ด้านขวาของรูป)
3. ห้องน้ำ (อยู่ด้านซ้ายของรูป)
4. อ่างอาบน้ำ out door ท่ามกลางแสงจันทร์ (มองตรงไปในรูปเลยครับ ต้องเปิดประตูออกไปก่อน)



มองไปด้านขวา จะเห็นส่วนของห้องนอนครับ



ห้องนอนค่อนข้างเล็ก แต่ก็ลงตัวครับ
เตียงนอนสบายมาก



มองไปทางซ้ายจะเป็นส่วนของห้องน้ำบ้าง
(ชอบไฟด้านบนของห้องนั่งเล่น เค้านำที่ดักปลามาทำเป็น โคมไฟ)



ภายในห้องน้ำก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วนย่อยๆอีก
- ห้องน้ำหลัก (มีอ่างล้างหน้า แต่อ่างเดียวนะครับ) มีตู้เสื้อผ้า (แต่ไม่มี Safety box ให้)
- ห้องสุขาแบบมีสายชำระ
- ห้องอาบน้ำ (เป็นแบบ rain shower ที่อยู่ outdoor มองฟ้าได้)



ห้องสุขา



ประตูทุกบานจะมีการลงกรณ์แบบนี้
ดูไทยๆดีครับ



เปิดมายังห้อง อาบน้ำ rain shower บ้างครับ
ดูเหมือนกำลังอาบน้ำในอุโมงดี



มองเห็นท้องฟ้าเลยครับ



จะมี shower cream และ Shampoo กลิ่น ธรรมชาติ ซึ่งใส่อยู่ในโถที่ทำจากหินอ่อน
(ต้องระวังตกแตกด้วยนะครับ)





มองกลับเข้าไปในส่วนห้องน้ำ



ไฟในห้องน้ำ ทำเลียนแบบโคมไฟ
แต่ผมรู้สึกว่าไฟน้อยไปหน่อย กลางคืนจะดูสลัวๆ



กลับมาที่ห้องรับแขก
เปิดประตูด้านหลังออกไปดูอ่างแช่แบบ out door บ้างครับ



หน้าตาเป็นแบบนี้
(แต่ให้สังเกตุครับว่า รั้วรอบๆ ทำจากไม้ไผ่ซี่เล็ก ซึ่งคนมองลอดเข้ามาได้ครับ
ยิ่งตอนกลางคืนถ้าเปิดไฟละก็ จุ๊กกรูกันเรยทีเดียว)






ในห้องจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกคือ
- กระติกน้ำร้อน
- น้ำเปล่าให้ถึง 8 ขวดต่อวัน (มากที่สุดเท่าที่เคยไปเที่ยวมาเลยครับ)
- กาแฟ ชา แบบถุง
- ตู้เย็น



- LCD TV
- DVD Player



รองเท้าแตะของทาง La a Natu ครับ



ตอนหัวค่ำมา turn down ให้
และนำตุ๊กตาควายน้อยมาให้กอดตอนนอนด้วย
น่ารักมากๆ



ไปชมบรรยากาศตอนกลางคืนบ้างครับ









Lobby อลังการงานสร้างมาก



เราสามารถมองเห็นห้อง Type Tropical Village (ห้องกลางนา) ได้จากสะพานที่เชื่อมมาจาก Lobby



ชอบห้องน้ำที่ Lobby นี่มากๆ
สีสันสดใส :)



หน้าห้อง Tropical Cottage Beach front








ตื่นเช้ามา เห็นแสงแดดอ่อนๆ



วิวด้านนอกจะเป็นไงน้า ...



เปิดประตูไม้บานเลื่อนออก ก็จะเห็นวิวนี้ครับ :)



ชงกาแฟหอมกรุ่นยามเช้า
สุขกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ^_^

ปล. กาแฟที่ใช้เป็นกาแฟบดแบบถุงแช่ หอมมากๆครับ



อยากจะบอกว่า อาหารเช้าที่นี่ แม้ไม่ใช่แบบบุฟเฟ่ เพราะเค้าจะมี list ให้ติ๊กว่าต้องการอะไรบ้าง
แต่ว่าสามารถเลือกทั้งหมดก็ได้ (ถ้าคุณทานหมด) และที่สำคัญอร่อยทุกอย่างเลย

สิ่งที่มีให้เลือก (จริงๆก็เลือกทุกอย่างได้เลย) คือ
1. น้ำส้มคั้น นม ชา กาแฟ
2. สลัด ผลไม้ Cereal
3. เมนูไข่ต่างๆ
4. แฮม เบคอน ไส้กรอก (ขอบอกว่าใส้กรอกไก่ อร่อยสุดๆ)
5. เมนูข้าวต่างๆ (ข้าวต้มต่างๆ ข้าวหมู/ไก่กระเทียม และอื่นๆอีกมากมาย)
6. หลากหลายขนมปัง (สมกับเป็น Bed & Bakery)
ยังมีอื่นๆอีก แต่ผมจำได้ไม่หมดครับ



ข้าวหมูกระเทียมอร่อยมากมาย



แสงแดดยามเช้าช่างอบอุ่น :)





อิ่มแล้วก็ไปเดินเล่นกันครับ
พนังงานใจดีพาไปชมห้อง Cinnamon (Beach Front Villa) - ห้องตรงกลาง
Vanilla (Beach Front Pool Villa) - ห้องขวาสุด



ห้องนี้ห้อง Cinnamon ครับ



ห้องนี้จะมีชุดเครื่องเสียงด้วย
(ห้องที่ผมพักไม่มีอะ)



ห้องนี้จะมีอ่าง Jacuzziด้วย



และพนักงานยังใจดีต่อไป พาไปชมห้อง Vanilla (Beach Front Pool Villa) ซึ่งเป็นห้องที่แพงที่สุดของ La a Natu ครับ



มีสระว่ายนำส่วนตัวดูวิวทะเลได้
ตอนแรกนึกว่าสระเล็กๆ แต่ที่ไหนได้ ใหญ่ใช้ได้ครับ



ด้านข้างๆยังมีอ่าง Jacuzzi ใหญ่มากๆอีกด้วย






ลงบันไดจาก Lobby ไปดูที่ชั้นล่างบ้างครับ
ชั้นล่างนี้ ถ้ามีแขกมาพักมากๆ ก็จะจัดอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ที่นี่



มีโต๊ะที่ทำจากไม้แผ่นเดียวอีก1ตัว
ชอบเพดานที่นำไม้ไผ่มาสาน ทำเป็นฝ้าเพดาน เก๋ดี



มีจักรยานโบราณกะสุ่มไก่ด้วย



จากชั้นล่างนี้ จะมีทางเดินไปยังตัวบ้าน Tropical Village Garden villa ทั้ง 4 หลังได้ (ชื่อบ้านคือ ข้าวเหนียว ข้าวฟ่าง ข้าวตอก และข้าวเม่า)



บรรยากาศรอบๆ
ที่เห็นนี่ไม่ใช่ต้นข้าวนะครับ
เค้านำต้นชนิดนึงมาปลูกแทน (คล้ายๆหญ้าคา)

เข้าใจว่า ปลูกข้าวยาก ไม่ค่อยทน















มุมสูงกันบ้าง



กลับมาเดินเล่นที่สนามหน้าห้อง
เห็นวิวเขาสามร้อยยอดอยู่ไม่ไกล



มีหาดทรายกว้างมากๆ น้ำทะเลก็ค่อยๆลาดลงไป เล่นน้ำสนุก
หาดนี้ยาวประมาณกิโลกว่าๆ และมี La a Natu ตั้งอยู่แห่งเดียว
จึงมีความเป็นส่วนตัวมากๆ

(ไม่ต้องหวงเรื่อง security นะครับ พนักงานบอกว่าที่นี่มีกล้องวงจรปิดกว่า 30ตัวดูแลทั้งรอบๆที่พักและที่ชายหาด)







รู้สึกสงบมากๆเมื่ออยู่ที่นี่



^_^

ชอบม้านั่งตัวนี้





สรุปข้อดีข้อด้อยนะครับ (ความคิดเห้นส่วนตัวนะครับ)

ข้อดี
- ห้องพักแบ่ง function การใช้งานได้ดี ห้องนั่งเล่นสามารถมองวิวเห็นทะเลได้เต็มๆ
- บ้าน Tropical Cottage จะมีสนามหน้าบ้าน ที่กว้างกว่าห้องแบบ Beach front villa (ที่เป็นตัวตึก) ห้องต้นหอมจะอยู่ใกล้ชิดทะเลและมีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด
- วิวคือจุดเด่นของที่นี่เลย แถมมีหาดทรายที่กว้าง และเงียบสงบกว่าหาดตรง Villa Maroc
- พนักงานเอาใจใส่ น่ารักมาก (ขอชมเชยพนักงานชื่อพี่เอ๋เป็นการส่วนตัว มีใจบริการเป็นเลิศมากครับ)
- อาหารอร่อยสุดๆทุกมื้อ อาหารเช้ามีให้เลือกหลากหลาย และเลือกทานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีกั๊ก
- Afternoon Tea set คืออะไรที่ต้องลองครับ อร่อยและจำนวนที่ให้ก็กำลังดี
- ราคา สำหรับผมที่ได้มาจากงานไทยเที่ยวไทยถือว่าคุ้มมากๆ (ตกแล้วห้องละ 4,387 บาทต่อคืน แถม afternoon tea set ให้อีก 4วัน และแถมdinnerสำหรับทุกคนอีก 2วัน) คุ้มสุดๆครับ
(อาจเป็นเพราะว่าจอง3ห้อง สำหรับ 4คืน เลยได้ deal ที่ดี)

ข้อด้อย
- หลักๆมีเรื่องเดียวคือมีแมลงเยอะมากๆครับ แมลงจะมาตอนค่ำเวลาเราเปิดไฟ จะสามารถลอดเข้ามาในห้องรับแขกได้ กวาดกันจนเมื่อยเลย
- ในห้องน้ำก็จะมีกิ้งกือเยอะหน่อย บางที่ก็มีกบเขียด (แต่ผมก็มองว่าที่นี่มีความเป็นธรรมชาติมากๆ เพราะพื้นข้างใต้เป็นดิน แถมมีสนามหญ้าและต้นไม้เยอะด้วย)
- ไปในห้อง Tropical cottage ดูจะสลัวไปหน่อย ถ้าจะอ่านหนังสือตอนกลางคืนก็ต้องเพ่งกันเลยที่เดียว
- น่าจะสามารถรับสัญญาน wifi ในห้องพักได้ (ผมต้องนำ notebook ไปใช้ที่ Lobby แทน)

หมดแล้วครับสำหรับรีวิว La a Natu ที่ซึ่งเคยถ่ายทำละครเรื่องใจร้าวเมื่อปีกว่าๆที่ผ่านมา (เคน ธีรเดช เล่นกับ แอ๊ฟ ทักษอร)

คิวว่าคงมีประโยชน์สำหรับผู้ทีมองหาที่พักที่ปราณนะครับ
เป็นอีกตัวเลือกนึงที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่อยากไปพักผ่อนเงียบๆ charge battery จริงๆ

^_^




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2553 20:39:57 น.
Counter : 8350 Pageviews.  

"รักเธอทุกวัน" ที่ เศรษฐปุระ โขงเจียม

เนื่องจากต้องไปทำงานที่อุบล 2 วัน เลยถือโอกาสอยู่ต่อและขับรถไปเที่ยวโขงเจียมครับ

สำหรับที่พักที่ได้มีโอกาสไปพักคือที่ เศรษฐปุระ บาย ทอแสง ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอโขงเจียม มองเห็นแม่น้ำโขง ซึ่งกั้นระหว่างบ้านพี่บ้านน้อง ไทย-ลาว

ได้เห็นรีวิวของคุณ ชานไม้ คุณไกด์อุบล และคุณCheesier ทำให้อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองมากๆครับ

รูปอาจไม่สวยนะครับ เพราะช่วงที่ไปเป็นช่วงกลางเดือนตุลา ฝนตกตลอดเลย (จริงๆแล้วฝีมือไม่ถึงก็อ้างไปเรื่อย อิอิ)

ลองไปชมกันครับ



โขงเจียมเป็นอำเภอ อยู่สุดฝั่งตะวันออกของไทย ซึ่งห่างจากตัวอำเภอเมืองอุบลประมาณ 85กม. ใช้เวลาขับรถประมาณ หนึ่งชั่วโมง 15 นาที มีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนกั้นระหว่าง ไทย-ลาว

เราสามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่โขงเจียมเป็นที่แรกในประเทศไทย (ถ้าเราตื่นเช้ามาเห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ แปลว่าอีก 20 นาที คนกรุงเทพถึงจะเห็นแสงแรกยามเช้า)

ผมเช่ารถ ขับออกจากตัวเมืองอุบลประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง เพราะต้องรอ flight ของคุณแฟนบินมาจากกรุงเทพ (ซึ่ง flight ของ นกแอร์ และ แอร์เอเชีย มาอุบล จะมีแค่ต้อนเข้าตรู่ กับ ช่วงค่ำ)

ก่อนออกจากตัวเมืองอุบล เราก็แวะทานราดหน้าหมูนุ่ม ระหว่างทาง
ผมก็สอบถามเข้าของร้านเรื่องเส้นทางไปอำเภอโขงเจียม

เจ้าของร้านก็เอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
"จะขับไปดึกๆนี่เลยเหรอ ถ้าเห็นอะไร ก็ชนไปเลยนะ ไม่ต้องจอดดู" !!!
ผมก็รู้สึกหวั่นๆขึ้นมาทันที แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่า ถ้าเจอหมาแมว ตัดหน้า ก็อย่าหักหลบ ...พยายามไม่คิดถึง 'สุกี้น้ำ' (ใครเป็นคนคิดคำนี้น้า -_-')

... แต่ตอนกลับมา ผมก็เล่าในน้องที่ office ฟัง ยังเล่าไม่จบเลย น้องผมก็พูดแทรกขึ้นมาว่า "เจอปี๋ ใช่ไม๊พี่" !!!
ผมก็ถามกลับไปว่า เอ็งรู้ได้ไง
มันก็เล่าให้ฟังว่า มันกับเพื่อนรวม8คนเคยขับรถไปโขงเจียมตอนกลางคืน ซึ่งเส้นจากอำเภอเมืองไปโจงเจียม ในเวลากลางคืนจะเปลี่ยว และมืดมาก (ตอนผมขับไปตลอด 85 กม เจอรถที่ขับไปทางเดียวกันแค่ 4คัน เจอที่สวนมาแค่ คันเดียว!!!) มันบอกว่าผ่านโค้งเล็กๆอันนึงไป ตาก็มองเห็นเหมือนผู้หญิง นั่งพับเพียบอยู่ที่มุมถนน นั่งก้มหน้าอยู่ เสื้อผ้าที่ใส่ เหมือนคล้ายๆชุดคลุมหลังอาบน้ำ (ชุดกิโมโน) เสื้อสีหมองๆเหมือนผ้าดิบ แต่ที่สำคัญ ชายผ้ายาวจากมุมถนนฝั่งตรงข้าม ข้ามมาที่ถนนฝั่งที่เราวิ่ง!! และรถรุ่นน้องผมก็ได้ขับทับชายผ้านั้นไป!!!! ทั้ง8คนในรถเห็นเหมือนกันหมด ทุกคนในรถเงียบกริบไม่พูดอะไรกัน

พอไปถึงที่โขงเจียม ซึ่งเริ่มมีชุมชน โรงพัก ก็ไปบอกตำรวจที่ป้อมยาม ซึ่งพวกรุ่นน้องผมก็พยายามคิดในแง่ดีว่า มีใครเป็นอะไรหรือเกิดอุบัติเหตุตรงนั้นรึเปล่า แต่ตำรวจตอบกลับมาว่า "เอาอีกแล้วเหรอ เห็นกันอีกแล้ว" !!! จบข่าววว!!!

โชคดีที่ผมไม่พบอะไร แต่ตอนเล่าเรื่องนี้ให้แฟนฟัง แฟนผมรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก ตอนที่นั่งรถที่ผมขับไปตลอดทางถึงโขงเจียม

เฮ้ยย.. พิมพ์ไปพิมพ์มากลายเป็นเรื่องสุกี้น้ำไปได้!!!

หลังจากขัยรถมาชม กว่าๆ เราก็มาถึงที่ เศรษฐปุระเวลา 4ทุ่มตรง
ก็มีน้องๆรอ ต้อนรับเป็นอย่างดี มีการนำมะพร้าวทั้งลูกมาเป้น welcome drink
ไปชมบรรยากาศ lobby ยามค่ำกันครับ





เศรษฐปุระ เป็นโรงแรมน้องใหม่ในเครือ ทอแสง ซึ่งเปิดมาได้ซัก2-3 ปี
ในขณะที่พี่ใหญ่ "ทอแสง โขงเจียม" อันโด่งดัง และอยู่ติดกันกับ เศรษฐปุระ เปิดทำการมาได้16ปีแล้ว!

เศรษฐปุระ จะมีห้องพักแค่ 4หลัง ซึ่งทุกหลังจะเป็นสไตล์ pool villa (ไม่ถึงกับเป็นสระว่ายน้ำจ้วงได้ แต่เป็นอ่าง Jacuzzi ขนาดใหญ่ไว้แช่น้ำผ่อนคลายดีวิวแม่น้ำโขง)



การตกแต่ง เป็นแบบไทยสมัยใหม่ผสมกับแบบขอม

บ้านพักทั้ง4หลัง จะมีอยู่หนึ่งหลังเป็นแบบ Duplex Pool villa (มี2ชั้น พื้นที่ใช้สอย140 ตรม.)
ที่เหลืออีก3หลังเป็นแบบ Pool Villa ชั้นเดียว แต่ก็มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 90 ตรม.



เดินเข้าบ้านพักกันก่อนครับ

มาเหนื่อยๆ อยากนอนพักมากๆ
(รูปนี้ไม่ได้ถ่ายตอนไปถึงนะครับ ถ่ายอีกวันนึง เลยมีโต๊ะสำหรับทาน dinner ที่ผมขอให้พนักงานจัดเตรียมไว้ให้)

ลืมบอกไปว่าที่นี่จะมี Butler (พนักงานดูแลส่วนตัว) คอยบริการด้วย ปกติจะมี Butler คนต่อห้อง Pool Villa 2 ห้อง

แต่วันนี้ เราเป็นแขกห้องเดียว Butler เลยเหมือนดูเลห้องเราห้องเดียวเลย

Butler เราชื่อ คุณช้าง แม้ว่าเรามาถึง 4 ทุ่ม
คุณช้างยังจะจัดให้ทาน dinner อีก (เพราะ package ที่ซื้อมาจะรวมอาหารทั้ง 3มื้อต่อวันด้วย) แต่เนื่องจากดึกมากแล้ว และเราก็ทานมาแล้ว ก็เลยขอไม่รับครับ



เนื่องจากผมกะคุณแฟนก็ได้คบหาดูใจมา2ปีกว่าละ
ผมก็คิดว่าคงถึงเวลาที่เราจะใช้ชีวิตร่วมกัน ก็เลยอยากทำ surprise เล็กๆ โดยการบอกให้ทางโรงแรม ช่วยเตรียมดอกไม้ วางที่ห้องเพื่อทำ surprise คุณแฟน ทางโรงแรมถามว่าอยากได้ดอกไร ผมก็บอกไปว่าดอกกุหลายก็ได้ โทนสี เอาสีแดง หรือสีขาวก็ได้ ทางโรงแรมก็น่ารักมาก น้ำเสียงของพนักงานดูตื่นเต้นและเต็มใจที่จะทำให้อย่างมาก

ทางโรงแรมคงเลือกไม่ถูกว่าจะเอาโทนสีแดงหรือขาว
เลยจัดให้มาทั้งคู่!!!

ดูๆไปก็ดูน่ารักดี ดอกกุหลายแดงขาว
กุหลาบขาว = ความรักอันบริสุทธิ์
กุหลาบแดง = ความรักอันมั่งคง
ขาว+แดง = รักเธออย่างสุดใจและมั่นคง ฮิ้วววววววว ^_^



แฟนเข้ามาเห็นดอกไม้ก็ยังงงๆ
และพูดว่า โหห โรงแรมมีดอกไม้ให้ด้วยเหรอ
-_-'





คุณแฟนเริ่มเก็ต เมื่อเห็นคำๆนี้

ปล. รูปเปิดตัวคุณแฟนครั้งแรก อิอิ

ขอขอบคุณทางเศรษฐปุระที่ เตรียมช่อดอกไม้ และตัวอักษรคำสำคัญให้ผมด้วยนะครับ ^^



แต่งงานกันนะที่รัก ^_^

- เรามันก็ไม่ค่อยเป็นคนโรแมนติก ทำอะไร surprise ก็ไม่ค่อยเป็น
จะเราจะรักและดูเธอตลอดไป ... ฮิ้ววววว ^_^

-------------------------------------------------------------

ปล. รูปเปิดตัวเจ้าของกระทู้ครับ
จะเจอคนรู้จักไม๊น้อ อิอิ



เลี่ยนกำลังดี
กลับมาดูภายในห้องกันบ้างครับ
^^



ภายในห้องพัก กว้างขวางมากๆ
มองจากประตูทางเข้า
ด้านซ้ายมือ จะมีโซฟานั่งเล่น ไปจนถึงเตียงนอนอันนุ่มสบาย
ด้านขวาจะเป็นโต๊ะทำงาน และมีโซฟานั่งเล่นด้านหลัง เลยไปก็เป็นชุดทีวี และโต๊ะเครื่องแป้ง
จากรูปมองตรงไปจะเห็นประตูทางเข้าห้องน้ำ



จากมุมห้องฝั่งขวา มองไปทางซ้ายบ้าง



มุมด้านซ้ายจะเป็นโซฟานั่งเล่น
มีฟูกนอนอ่านหนังสือสบายๆ



มองกลับหลังไป
จากด้านซ้ายมือ จะเห็นโต๊ะเครื่องแป้ง ชุดทีวี (ตู้เย็นซ่อนอยู่ด้านล่าง) และขวาสุดจะเป็นโต๊ะทำงานและมีโซฟานั่งเล่นอยู่ด้านหลัง



ชุดทีวีจะเป็น LCD TV 32นิ้ว
DVD Player
WIFI
ของในตู้เย็นก็จะมี
น้ำอัดลม 6 กระป๋อง
น้ำส้ม 2 ชขวด
Beer สิงห์ 2 กระป๋อง
น้ำเปล่าทั้งในตู้เย็นและด้านนอก ให้วันละ 6 ขวด
ทุกอย่างที่กล่าวมา ฟรีหมดครับ



มีชุดชา กาแฟ
มีที่เป่าผม
มีอะไรอีกเยอะแยะมากมาย
เอาเป็นว่า มาที่นี่ ไม่ต้องเตรียมอะไร ไม่ต้องออกไปซื้ออะไรมาเพิ่ม
ก็อยู่ได้อย่างมีความสุขแล้วครับ





มองย้อนออกไปที่ ประตูทางเข้า



เดี๋ยวเราตรงเข้าไปดูส่วนของห้องอาบน้ำกันครับ



เปิดประตูห้องน้ำ พบกับส่วนของตู้เสื้อผ้าก่อน
มีไม้แขวนเตรียมมาให้มากมาย
มี safety box มีรองเท้าแตะ ร่ม อื่นๆ



เลยจากตู้เสื้อผ้าก็จะเป็น ส่วนโถ ซึงมีสายชำระ
ห้องน้ำที่นี่จะมีกระจกบานใหญ่มากมองออกไปด้านนอกได้

แต่ไม่ต้องกลัวมีใครเห็นครับ (มีรั้วด้านนอกซึ่งสูงมากๆ)

ด้านซ้ายของโถ ด้านนอกจะเห็นมุมน้ำตก ซึ่งเค้าจะเปิดน้ำตกตลอดเวลา ปิดแค่ตอนเช้าๆ เราจะได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลา ซึ่งเป็นการผ่อนคลายมากๆครับ



มองไปอีกด้านจะมีอ่างอาบน้ำให้ครับ ดูหรูหรามาก และยังมองวิวออกไปด้านนอกได้ด้วย

ซึ่งด้านนอกจะมีที่อาบน้ำแบบ Rain Shower ด้วย
อาบไปได้อารมณ์อาบน้ำอยู่กลางป่ามากๆ



รูปนี้จะเห็นประตูและทางเดินส่วนที่อาบน้ำด้านนอก



มองย้อนเข้ามาจะเห็นหน้าต่างที่ติดกับห้องนอน



มี shower cream, shampoo, conditioner พร้อม



มี Lotion และ amenity ต่างๆให้ตามปกติ



ส่วนของ rain shower ด้านนอก
ไม่มีหลังคา กลางคืนอาบน้ำกลางแสงจันทร์



มองเข้ามาด้านใน



และแล้วก็ถึงเวลาอาหารเช้า
เราเดินมาทางที่ฝั่ง ทอแสงโขงเจียม ตามคำแนะนำของคุณชานไม้
เพราะที่นี่ จะเป็นอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ มีให้เลือกหลากหลายมากๆ

จริงๆเราสามารถเลือกอาหารที่จะทาน ให้พนักงานมาจัดที่หน้าบ้าน หรือในบ้านให้ได้ แต่อยากออกไปดูความหลากหลายด้วยตาตัวเอง

เช้านี้ ฝนตกๆหยุดๆครับ
บรรยากาศเลยอึมครึมอย่างที่เห็น



ไม่รู้จะเริ่มจากจานไหน
ดูกันไปเรื่อยๆนะครับ



ไข่กระทะ
อร่อยเหาะ





จานนี้เด็ดสุด เฝอ
อร่อยมากๆ



ทานอาหารเช้าไป มองวิวแม่น้ำโขงไป
อากาศเย็นสบาย มีความสุขมากๆ :)



ฝั่งตรงข้ามจะเป็นประเทศลาวแล้วครับ





อิ่มแล้วก็ไปเดินย่อยที่ร้านขายของที่ระลึก



ของที่นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ชาวบ้านละแวกนี้ทำมาขาย





ถ้าฝนตก ทางทอแสงก็จะส่งรถตู้ขับมาส่ง (ระยะทางจากทอแสงมาเศรษฐปุระ ก็ 100กว่าเมตรเอง บริการสุดยอดจริงๆ)

เก็บรูปป้ายด้านหน้าบ้าง



บริเวณ lobby











กลัยมาเดินเล่นหน้าบ้านพักกันบ้าง
ผมอยู่ห้อง ที่2จาก Lobby (ไม่แน่ใจว่าห้อง 510 รึเปล่า) ซึ่งทางโรงแรมบอกว่าห้องนี้ มองวิวแม่น้ำโขงได้ชัดที่สุดแล้ว

ถ้าเป็นห้องแรกถัดจาก lobby คนที่ยืนบน lobby สามารถมองมาที่สระน้ำเราได้





สระว่ายน้ำน้อยๆด้านหน้าบ้าน



มองออกไปเห็นวิวแบบนี้



ชอบโซฟาเบตแบบนี้จัง
นอนอ่านหนังสือได้ทั้งวัน





เดินไปเดินมาก็ถึงเวลาทานอาหารกลางวันอีกละ
ผมขอให้ทางคุณช้าง (Butler) มาตั้งโต๊ะให้ที่หน้าห้อง
และบอกว่าขอให้เสริฟตอนบ่าย2 เพราะแค่อาหารเช้าก็อิ่มไปทั้งวันละ

มาที่นี่เหมือนมาพักผ่อนเต็มๆครับ
กินกะนอน
อยู่3วัน2คืน ไม่เคยหิวเลยแม้แต่วินาทีเดียว แป๊ปๆ ถึงเวลากินอีกแล้ว
^_^



ซึ่ง Package ที่ผมซื้อไป (ไม่ได้ซื้อจากงานไทยเที่ยวไทยนะครับ ผมโทรตรงไปที่โรงแรมเลย ราคาก็ตามเวปเลยครับ) จะรวมอาหารให้ด้วย 6 มื้อ

1. มื้อเย็นวันแรกที่มาถึง (ซึ่งผมมาถึงดึก เลยขอไม่ทาน)
2. มื้อเช้าวันที่2
3. มื้อกลางวัน วันที่2
4. มื้อเย็น วันที่2
5. มื้อเช้าวันที่3
6. มื้อกลางวัน วันที่3



อาหารให้มากมาย ผมกับคุณแฟน ไม่เคยทานหมดเลยครับ

ขอ confirm ว่า อร่อยทุกจานจริงๆ





สำหรับอาหาร กลางวัน
จะมีเป็นเซ็ทให้เลือกครับ มีให้เลือกประมาณ 4-5 เซ็ท
จะมีข้าวให้1โถ กับข้าวอีก 4-5 อย่าง
น้ำแกงแล้วอต่เลือกอีก1หม้อใหญ่
ของหวานแล้วแต่เลือก
ชาหรือกาแฟ
ผลไม่อีก1จานใหญ่



นอกจานผลไม้ที่ปอก และจัดมาอย่างสวยงามในจานแล้วภานใมนห้องยังมีตระกร้าผลไม้ให้อีก 1ชุดใหญ่

นี่คือเหตุผลที่ทำไม ผมและคุณแฟนไม่เคยหิวเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่อยู่ที่นี่
^^



อิ่มแล้วก็ไปเดินเล่นหน้าห้องกันบ้างครับ

จะมีเหมือนที่นั่งเล่น นอนเล่น หน้าบ้าน
ความรู้สึกเหมือนได้นอนที่เตียงกลางน้ำ มองดูวิวแม่น้ำโขงและประเทศลาว



นอนดูวิวแม่น้ำโขง สงบ เงียบ มีความสุขมากๆ







มองย้อนไปดูบ้านพักบ้างครับ



มองไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ลาวด้วย





มาดูบรรยากาศยามเย็นกันบ้าง

เสียดายที่ไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกเลย เมฆเยอะมากๆ ฝนตกๆหยุดๆตลอด



ที่สระน้ำหน้าบ้านจะมีปุ่มให้กด เป็น Jacuzzi ได้ด้วย (มีน้ำพุ่งออกมา ไว้นอนนวด)







เดินมาเก็บรูปยามเย็นบ้าง



ทางเดินไป Lobby เริ่มมีการจุดตะเกียงตามทางเดิน



โรแมนติกมากๆ



มองจาก lobby ลงมา



ชอบบรรยากาศยามเย็นมากๆ
ชิวๆ เงียบๆ โรแมนติก





เดินเล่นที่ lobby



ได้เวลาอาหารเย็นอีกละ :p



เซ็ทอาหารเย็นวันนี้ขอเลือกเป็นอาหารฝรั่งบ้าง
ในเซ็ทจะประกอบไปด้วย
ซุป
สลัดผัก
เมนคอส (เสต็ก ปลา ไก่ หมู เนื้อ แล้วแต่เลือก)
ของหวาน (ไอติม)
ชา กาแฟ
ผลไม้ 1 จานใหญ่อีกเช่นเคย










สรุปข้อดีข้อด้อยครับ (ความเห็นส่วนตัวนะครับ)

ข้อดี
- วิวสุดยอดมากๆ มองจากหน้าห้องเห็นวิวแม่น้ำโขงและประเทศลาว
- พื้นที่ใช้สอยมากมาย ห้องนอน ห้องน้ำ กว้างมากๆ ไม่รู้สึกอึดอัดเมื่ออยู่ที่นี่เลย
- พื่นที่หน้าห้องก็กว้างมากเช่นกัน มีโซฟาเบทนอนเล่น มีสระว่ายน้ำเล้กๆมองวิวแม่น้ำโขง มีพื้นที่จัดโต๊ะอาหารได้อีก
- อาหารอร่อยมาก และมีให้เลือกหลายหลายไม่ซ้ำกัน (ทั้งอาหารเช้า ชุดอาหารกลางวัน/เย็น)
- เงียบ สงบ เป็นส่วนตัว มากๆ
- พนักงานน่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส เอาใจใส่ทุกคน คุณช้าง (Butler) ก็ใจดีมากๆ อยากได้อะไร ขอให้คุณช้างจัดการได้หมด
- มีที่จอดรถในร่มอย่างพอเพียง (เพราะมีห้องพักแค่ 4 ห้อง ที่จอดรถก็อยู่แยกต่างหากจาก ทอแสง)

ข้อด้อย
- ราคาดูสูงไปนิด (15,000 บาท net) ราคานี้เป็น package สำหรับ 2 คืน และอาหาร 6 มื้อตลอดทริป แต่ไม่รวมค่ารถจากสนามบิน ซึ่งอยู่อำเภอเมือง (ห่างออกไป 85กม)

แต่ถึงอย่างไร ผมก็ถือว่าคุ้มค่า กับการหาสถานที่ๆ โรแมนติกแบบนี้ เพื่อคนที่คุณรัก ^_^

-------------------------------------------------------------------

ถ้าจะไปโจงเจียม ควรไปช่วงหน้าร้อนนะครับ
เพราะช่วงที่ผมไป (ตุลา) น้ำเยอะ ทำให้ไม่สามารถไปดูสถานที่เที่ยวสำคัญคือ 3พันโบกได้ เพราะมองไม่เห็นโบกหรือแก่งแล้ว (คุณช้างบอกว่า กว่าจะไปถึง3พันโบกได้ ต้องผ่าน 2พันหลุมก่อน คือทางหน้าฝนจะเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ดีมากๆ

พบกันรีวิวหน้าครับ




 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2553 18:13:52 น.
Counter : 1846 Pageviews.  

Let's Sea again and again

ได้มีโอกาสกลับไปพักที่ Let's sea อีกครั้ง หลังจากตรากตำทำงานมาอย่างหนักหน่วง เลยขอแวปไปนอนพักกายพักใจซะหน่อย ^^

คราวนี้ได้ห้อง Studio Pier หมายเลข 29 ซึ่งเป็นห้องที่ติดอยู่กับ Sand Bar มากที่สุด (ติดฝั่งชายหาดมากที่สุด)

ทริปนี้ เหมือนเคย เป็นทริปกินกะนอน อิอิ :)
ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวไหน วันๆขออยู่ในห้อง นอนเล่นนั่งเล่น แช่น้ำเล่น
แป๊ปปปเดียว ผ่านไป 3วัน เฮ้อออ..... อยากกลับไปอีกจัง!!

^^



เป็นธรรมเนียมสำหรับผมและคุณแฟนซะแล้ว

ไปหัวหินที่ไร ต้องแวะทานอาหารกลางวันที่ ร้าน Lucky Seafood 2 (สุดหาดชะอำ) ทุกครั้ง ^^

เมนูเด็ดที่ต้องสั่งคือ ...
แอ่น แอน แอ๊น.... กั้งกระเทียมมมมม :)



ตามด้วย หอยหวานเผาเนื้อแน่นเปรี๊ยะ และปูม้านึ่ง เนื้อว๊านหวาน
^^



ตบท้ายด้วยข้าวผัดปูกะน้ำปลาพริก
ซี๊ดดดด อาหย่อยยยย



ยัง ยังไม่หมดครับ

ก่อนเข้า check in ที่ Let's Sea
คุณแฟนต้องขอให้แวะ SP Bakery เจ้าประจำเพื่อซื้อ choc ball และเอแคร์ครับ

ร้านนี้ ของเค้าดีจริงๆ
choc ball นุ่มลิ้น อร่อยมากๆ



สำหรับท่านที่เคยมาที่นี่ จะทราบว่าที่จอดรถ แคบได้ใจมากๆ
ดึกๆเมากลับมา มีเฉี่ยวเสาแน่ๆ

แต่ดีที่มีคุณพี่รปภ คอยโบกให้อย่างดี แถมตอนเปิดประตูก็เอามือรองประตูไม่ให้ชนเสา (เพราะแม้ว่าจะจอดชิดฝั่งซ้ายมากๆ ก็ยังเปิดประตูคนขับได้ไม่ถึงครึ่ง)

check in เสร็จเรียบร้อย พร้อมทั้งดื่ม welcome drink เป็นน้ำเย็นผสม อุทัยทิพย์ และผ้าเย็นอันสดชื่น

เราก็เข้าไปดูในห้องกันครับ
:)


ตรงประตูห้องจะมีที่ให้เสียบเพื่อบอกว่า Do not Disturb หรือ ไม่ก็ให้ทำความสะอาดห้อง

ถ้าอยากทานอาหารเช้าที่ห้อง ก็สามารถเลือกเมนูแล้วเสียบไว้ที่ถุงสีชมพูได้ครับ (แต่มีcharge เพิ่ม 200++ บาท ต่อหัว)



เข้าไปชมภายในห้อง Studio pier กันครับ



เปิดประตูห้อง 29 จะเจอภาพนี้ครับ
ตรงไปจะเป็นส่วนห้องน้ำ
ด้านขวา จะเป็นระเบียง และทางลงไปยังสระว่ายน้ำ
ด้านซ้าย จะเป็นที่เก็บสำภาระครับ



หันหน้าไปทางประตูทางเข้าบ้าง
เตียงนอนอันนุ่มสบาย (แต่คุณแฟนบอกว่านุ่มไปหน่อย นอนแล้วตื่นมาปวดหลัง!!)

ด้านขวาจะเป็นที่เก็บสำภาระ



ที่เก็บของต่างๆ



มีการเป๋าลายสานไว้ให้ใช้ด้วย



มีฟูกนั่งเล่นที่ปลายเตียงไว้นั่งๆนอนๆดูทีวีได้





มุมโต๊ะทำงานเล็กๆ







ชะแว๊ปเข้าไปดูห้องน้ำกันครับ



อ่างล้างหน้ามี2อ่าง ไม่ต้องแย่งกันครับ



ที่นี่มีอ่างน้ำไว้นอนแช่ด้วยครับ
ที่ห้อง Studio pier อ่างแช่จะฝังอยู่ที่พื้น
ส่วนห้อง Moon deck อ่างแช่จะอยู่ระดับเดียวกับห้อง (ไม่ได้อยู่ที่ระดับพื้นห้องแบบนี้)

ด้านขวาจะมีหน้าต่างเปิดไปดูวิวที่สระว่ายน้ำได้
(ระวังโป๊น้า อิอิ)





ของใช้ต่างๆก็มีให้ไม่มาก
จะมีก็พวก basic amenities อย่างเช่น Shower gel, shampoo, Hand Bar soap

ส่วนในกล่องกลมๆด้านหน้า ด้านในจะมี cotton pad, cotton bud

ที่นี่จะไม่มี แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เครื่องโกนหนวด sewing kits เหมือนหลายๆที่



ด้านข้างจะมีปลูกต้นไม้อยู่ด้วย เป็นที่รับแสงแดดเข้ามาได้



ตรงกลางระหว่างอ่างล้างหน้าทั้ง 2 จะเป็นส่วนของ rain shower





ออกไปดูตรงระเบียงบ้างครับ
มองตรงเป็นจะเป็นส่วนของ Sand Bar (ซึ่งเป็น bar เล็กๆที่เททรายที่พื้น)
ถ้ามองจากสระว่ายน้ำ ผมจะเรียกว่า Pool bar เพราะมองจากห้องจะไม่เป็นพื้นทราย (จริงๆก็คือbar เดียวกันแหละ)

ห้องด้านซ้าย (หันหน้าไปทาง Pool Bar)
ห้อง Studio pier จะเป็นห้องหมายเลข 29
ห้อง Moon deck ด้านบน จะเป็นห้องหมายเลข 30
ผมว่าห้อง 29 มี location ที่ดีที่สุด เพราะลงน้ำว่ายไปยัง Pool Bar ใกล้นิดเดียว

และที่สำคัญคือ คนที่มาทานเครื่องดื่มที่ Pool Bar จะไม่สามารถมองเข้ามาให้ห้อง หมายเลข29 ได้ (เพราะจะมีส่วนทึบของห้องน้ำบัง)

ไม่เหมือนกับห้องฝั่งด้านขวา ที่ระเบียง หันเข้าไปหา Pool Bar ถ้าไม่ปิดม่าน คนที่ทานเครื่องดื่มที่ Pool Bar มองเข้าไปเห็นเต็มๆเลยครับ

ฉะนั้น ขอแนะนำ ถ้าเลือกได้ ให้ขอห้อง 29ไว้นะคร้าบบบ
อิอิ



มองไปห้องฝั่งตรงข้าม
ระเบียงและหน้าต่างห้องหันไปทาง Pool Bar เต็มๆ

แถมที่นั่งหน้าห้องยังติดกับชิงช้า ตรงทางเดินอีก
ผมว่าห้องตรงข้ามไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่อะ






ชอบสระว่ายน้ำที่นี่มากๆ ยาวได้ใจ
สะลึก 1.20 เมตรนะครับ
ที่นี่ไม่รับเด็กต่ำกว่า12ปี มาพักครับ

สระว่ายน้ำเปิด 6.00-20.00 ครับ



หันเข้าไปหาห้องนอน
หน้าต่างนี้ เปิดได้2บาน (บานกลางและบานขวามือครับ)

รับลมได้สบายๆ



โดดน้ำไปหาเครื่องดื่มเย็นๆดีกว่าครับ ^^



cocktail ที่นี่อร่อยหลายตัวเลยครับ



ผมชอบอันนี้ที่สุด
Lychee Martini (ลิ้นจี่มาตินี่)

หอมหวาน หย่อยยยย

ลืมบอกไปว่า มี Happy hour ตอน 17.00-19.00
เป็น promotion ซื้อ1แถม1ครับ



สำหรับแก้วต่างๆที่ใช้ที่ Pool Bar นี้ จะเป็นแก้วพลาสติดทั้งหมด
กันไว้สำหรับ แขกทำแก้วตกไปในสระ ถ้ามันแตกจะยุ่งเลย หากันไม่เจอ



ดื่มไปแป๊ปเดียว
ฝนตกหนักมาก

แต่ว่า เราก็เปียกอยู่ในสระอยู่แล้ว จะกลัวไปใย อิอิ



ฝนหยุดแล้ว









เหนื่อยแล้วก็ขึ้นมาพักผ่อนในห้อง

กุญแจห้องเป็น ลูกกุญแจต้องใช้ไขเข้าประตู
เข้ามาก็เสียบการ์ดอีกทีเพื่อ เปิดระบบไฟต่างๆ



ถ้าวางตระกร้อนี้ไว้ที่เตียง
แปลว่าให้แม่บ้านมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนครับ
เก๋มากๆ



คลังแสงของผม อิอิ :)



มี LCD TV 32 นิ้วมาให้



ตู้ด้านล่างจะมี DVD Player มียากันยุง
แก้วไวน์ แก้แก้วน้ำ แก้วกาแฟ
หมดต้มน้ำร้อน

ตอนค่ำๆมา turn down ก็จะเติมน้ำแข็งในกระติกเล็กๆให้

Snack เครื่องดืมต่างๆเสียตังครับ

จะมีน้ำเปล่าให้ 2ขวด
ซึ่งที่นี่จะใช้น้ำเป็นขวดแก้ว เพราะนำไป recycle ได้



ตอนบ่ายๆ จะมี complimentary fruits ให้
วันแรกเป็นแอ๊ปเปิ้ล2ลูก
วันที่2เป็นกล้วยยยย เสร็จผม อิอิ



ยังไม่หมดครับ
ยังน้ำแร่จากอิตาลี ขวด 1 ลิตร เป็น complimentary ให้อีกวันละขวด





ออกไปเดินเล่นกันครับ



Sand Bar
พื้นเป้นทรายล้วนๆครับ

ทางโรงแรมอยากให้ แขกที่มาพักรู้สึกผ่านคลาย แบบว่าไม่ต้องใส่รองเท้ามาทานอาหารหรือเครื่องดื่ม











Gift Shop ภายใน Let's Sea





เดินถ่ายรูปที่ Beach restaurant



ฝนตกปรอยๆ
ได้อารมณ์เหงาๆ



อากาศเย็นสบาย





ภายในร้านอาหาร Beach restaurant
แต่ผมไม่ได้ทานที่นี่นะครับ
เคยมาทานแล้วไม่ค่อยชอบ อาหารไม่ค่อยอร่อย (ยกเว้น ของหวานและ cocktail อร่อย)

แต่ไม่แน่ ตอนนี้อาจจะอร่อยก็ได้ครับ ไม่ได้ลองนานละ









ไปดูบรรยากาศยามคำกันบ้างครับ



เปิดไฟแล้วสวยมากๆ





ด้านบนคือส่วนของ Spa



Lobby ครับ







ทางเข้าด้านหน้าสู่ตัว Lobby





บริเวณสระว่ายน้ำ







ไปขับรถเล่นกันไม๊ครับ
รถครายก็ม่ายรู้ รู้แต่สวยและแพงงงง



ตื่นมาทานอาหารเช้าครับ

มี5คอส
แต่ละคอสก็ให้เลือกได้1อย่าง

เริ่มจาก
1) Fresh drink of the day (น้ำส้ม หรือน้ำสัปปะรถ แล้วแต่วันนี้นจะมีอะไร)
2) ผลไม้รวม หรือ โยเกิร์ต หรือ คอนเฟลก
3) ขนมปัง หรือ มัฟฟิ่น หรือ ปาท่องโก๋
4) โจ๊ก หรือ ข้าวต้มกับ หรือ Omlette หรือ Egg Benedict
5) ชา หรือ กาแฟ หรือ ชอคโกแลต (ร้อน/เย็น)



คอนเฟลกกับนมสด



มัฟฟินกล้วย



โจ๊กหมูจานใหญ่มาก



ถ้าจานเมน แนะนำอันนี้ครับ
Egg Benedict with Salmon (ราคาแพงสุดในเมนคอส 390 บาท แต่อยู่ในเซตอาหารเช้าให้เลือกได้)



ตบท้ายด้วน Latte ร้อน
อิ่มสบายท้อง



บรรยากาศยามเช้า
(ลืมบอกไปว่า เวลาอาหารเช้า 7.00-11.00 ครับ)



เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย





บ่ายๆ ก็หย่อนตัวลงน้ำ



ชิวๆยามบ่ายครับ ^^

ไปซื้อหนังสือ Voyage มาอ่าน
ทริปต่อไป จะไปเชียงคานช่วงมกราครับ





ตกค่ำ มื้อเย็นขี้เกียจออกไปทานข้างนอก
วันนี้สั่งอาหารมาทานที่ Pier เลยครับ
จุดเทียนด้วย ^^

โรแมนติกดี :)









สรุปข้อดีข้อด้อยครับ (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆครับ)

ข้อดี
- ห้องกว้างขวาง เตียงกว้าง ห้องน้ำกว้างดี
- ห้อง Studio pier มีระเบียงริมน้ำ ลงสระว่ายน้ำสะดวกสบายมาก ถ้าเป็นห้อง Moon deck จะมีพื้นที่ใหญ่ขึ้นอีก 10 ตรม โดยจะมีชั้นดาดฟ้าเพิ่มขึ้นมา)
- การบริการ จัดว่าดีครับ ขออะไร สั่งอะไรไป มาไวมากๆ
- cocktail อร่อยหลายอย่างเลย อยากแนะน้ำ Lychee Martini และ Contreau Caipirinha
- ชอบที่มีน้ำแร่เป็น complimentary ให้ วันละ1ขวดใหญ่ และตอนขับรถกลับ ก็มีให้อีก คนละขวด (แช่เย็นๆมาเลย)

ข้อด้อย
- ผมว่าราคาห้อง 3,999 ++ สำหรับวันศุกร์ หรือ 4,499 ++ สำหรับคืนวันเสาร์ (มี+17% Service charge and VAT) ออกจะแพงไปซักหน่อย เพราะไม่มี wifi ให้ใช้ (เสียเพิ่ม ชมละ 150 บาท หรือแบบเหมาวันละ 500บาท) ชุด menities ต่างๆ ก็มีให้น้อย (ไม่มีชุดโกนหนวด แปรงสีฟัน ยาสีฟันให้) รองเท้ามีรองเท้าแตะแบบฟองน้ำอย่างเดียว ไม่มีรองเท้าใส่ในห้องให้
- อาหาร ผมว่าราคาและความอร่อย ยังสวนทางกันอยู่

รูปสุดท้ายนี้เป็นรูปน้ำแร่จ่าก ฝรั่งเศส ที่ทาง Let's Sea ให้มาเป็น Complimentary ตอนขากลับครับ แช่มาแบบเย็นเจี๊ยบ ชื่นใจมากๆ ^^




 

Create Date : 23 กันยายน 2553    
Last Update : 23 กันยายน 2553 12:45:13 น.
Counter : 3604 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

Chill up
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]




Friends' blogs
[Add Chill up's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.