Group Blog
 
All blogs
 

ชี้!โทรมือถือเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำลาย

สำนักข่าวบีบีซีออนไลน์รายงานผลการวิจัยอันใหม่ ซึ่งพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนักคือใช้เป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ในระหว่างวันมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่ต่อมน้ำลายที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้เป็นการวิจัยที่ศึกษาในประชากรตัวอย่างที่เป็นชาวอิสราเอลจำนวนทั้งสิ้น 500 คนซึ่งทั้งหมดพบว่ามีอาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำลายโดยทำการศึกษาเปรียบเทียบกับปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือของผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้เทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นคนที่มีสุขภาพปกติจำนวน 1,300 คน

ผลการวิจัยอันนี้พบว่าคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือในลักษณะของการเอาเครื่องโทรศัพท์นาบไว้กับหูข้างใดขางหนึ่งเป็นเวลารวมกันหลายชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำหลายสูงกว่าปกติถึง 50% ผลการวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารด้านระบาดวิทยาของอเมริกา The American Journal of Epidemiology

โดยก่อนหน้านี้ก็มีการวิจัยหลายอันที่พยายามศึกษาถึงความสัมพันธ์กันระหว่างความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งกับพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือและมีหลายการวิจัยที่เดียวที่สรุปออกมาว่าไม่พบว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่สัมพันธ์กับการใช้โทรศัพท์มือถือ

แต่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เทล อาวิบ ซึ่งทำการวิจัยล่าสุดนี้วิเคราะห์ว่าเหตุที่การวิจัยก่อนหน้านี้หลายอันไม่พบว่าการโทรศัพท์มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคมะเร็งนั้นก็เพราะว่าการวิจัยเหล่านั้นมักมุ่งศึกษาไปที่เนื้องอกหรือมะเร็งในสมองและมักจะไม่ได้ศึกษากันถึงผลในระยะเวลาที่ยาวพอ

สำหรับมะเร็งต่อมน้ำลายนั้นเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้ค่อนข้างน้อยมาก ยกตัวอย่างสถิติในประเทศอังกฤษพบว่าจากจำนวนคนที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งประมาณ 230,000 คนต่อปีมีเพียงจำนวน 550 คนเท่านั้นที่เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย

ดร.ซีกัล ซาเดทซกี ซึ่งเป็นหนัวหน้าทีมนักวิจัยจากประเทศอิสราเอลกล่าวว่าการใช้โทรศัพท์มือถือของคนในประเทศอิสราเอลนั้นถือว่าใช้กันในลักษณะที่หนักกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมากฉะนั้นผลการวิจัยนี้จึงน่าจะเป็นข้อมูลที่แสดงได้ให้เห็นถึงผลที่อาจจะเกิดจากการใช้โทรศัพท์มือถือในระยะยาวได้

เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาอื่นๆ แล้วพบว่าปริมาณการถูกสัมผัสกับคลื่นความถี่วิทยุของกลุ่มตัวอย่างที่เราศึกษานั้นมีปริมาณที่สูงกว่ามากทีเดียว จึงน่าจะกล่าวได้ว่านี่คือผลที่เกิดจากใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่เร่งเวลามาให้ดูกันในประอิสราเอล ดร.ซาเดทซกี กล่าว

และข้อสังเกตประการหนึ่งที่ทีมนักวิจัยจากประเทศอิสราเอลพบก็คือคนที่ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างหนักซึ่งเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทจะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำหลายที่สูงกว่าผู้ใช้ที่ใช้มือถือในปริมาณที่พอๆ กันแต่อาศัยอยู่ในเขตเมือง นั่นเป็นเพราะว่าในเขตชนบทนั้นเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดีเท่าในเมืองทำให้โทรศัพท์ที่ใช้ต้องปล่อยคลื่นความถี่ที่สูงกว่าที่ใช้กันในเมือง

อย่างไรก็ดีดร.ซาเดทซกี กล่าวว่า การศึกษาเพียงการศึกษาเดียวก็ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอที่จะฟันธงลงไปว่าการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำลายหรือเปล่าฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการทำการวิจัยเพิ่มอีกเพื่อพิสูจน์สิ่งที่การวิจัยนี้ได้ค้นพบ


ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2552    
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 14:04:39 น.
Counter : 274 Pageviews.  

พบอีก 22 ยี่ห้อ เครื่องสำอางอันตรายถึงขั้นหน้าพัง

ห้ามซื้อใช้เด็ดขาด อาจทำให้หน้าพัง ระบบทางเดินปัสสาวะ-ไตอักเสบ ขอความร่วมมืออย่านำมาขาย หากพบมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ . . .

วันนี้ (2 มิ.ย.) ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประกาศรายชื่อเครื่องสำอางมีสารอันตรายเพิ่มเติมอีก 22 รายชื่อ ได้แก่

1.โลชั่นกันแดด กันฝ้า เมลาแคร์

2. มิสเดย์ ครีมแก้ฝ้าใช้กลางคืน ทั้งสองผลิตภัณฑ์ตรวจพบสารไฮโดรควิโนน

3. ครีมฝ้าเมลาแคร์

4. SG เอสจี โลชั่นปรับสภาพผิวหน้า

5. พอลล่า ครีมทาฝ้า (ครีมทากลางคืน)

6. พอลล่า ครีมทาฝ้า (ครีมทากลางคืน) ลำดับที่ 3-6 ตรวจพบสารไฮโดรควิโนน และกรดเรทิโนอิก

7. POLLA MELASMA SUNSCREEN LOTION

8. โลชั่น PREAME

9. ครีม CHAIN (NIGHT CREAM)

10. WEiJiAO Whitening Night Cream ลำดับที่ 7-10 ตรวจพบกรดเรทิโนอิก

11. POLLA WHITENING CREAM

12. MUI LEE HIANG

13. ครีม PREAME

14. PUFA ภูฟ้า สูตรชาเขียว มะเฟือง

15. พอลล่า ครีมทาสิว (ครีมทากลางวัน)

16. พอลล่า ครีมทาสิว (ครีมทากลางวัน)

17. พอลล่า ครีมทาสิว (ครีมทากลางวัน)

18. WEiJiAO Fade-Out Day Cream

19. เพียว ไวท์ ครีมโสมไข่มุกผสมบัวหิมะ

20. Mind Skin Baby Face Cream

21. FAYLACIS Night Cream และ

22. D9L ไม่ระบุรายละเอียดที่ฉลาก ลำดับที่ 11-21 ตรวจพบสารประกอบของปรอท

ภญ.วีรวรรณ กล่าวต่อว่า อย่าซื้อผลิตภัณฑ์ทั้ง 22 รายการนี้มาใช้อย่างเด็ดขาด เพราะอาจได้รับอันตรายจากสารห้ามใช้ เช่น ไฮโดรควิโนน จะทำให้เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย กรดเรทิโนอิก ทำให้แสบร้อนรุนแรงผิวหน้าลอก และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ในขณะที่สารประกอบของปรอท มีอันตรายร้ายแรงมาก ทำให้ผิวหน้าดำ ผิวบางลง และเมื่อสารปรอทสะสมในร่างกาย จะทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และไตอักเสบได้อีกด้วย

ภญ.วีรวรรณ กล่าวเพิ่มว่า ขอให้ผู้ขายเครื่องสำอางให้ความร่วมมือ อย่านำเครื่องสำอางทั้งหมดนี้มาขายโดยเด็ดขาด หากตรวจพบ อย.จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดให้ถึงที่สุด โดยจะมีโทษเหมือนกับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะผู้ขายเป็นแหล่งสำคัญที่จะกระจายผลิตภัณฑ์สู่มือผู้บริโภค หากผู้ขายไม่มีความรับผิดชอบ นำผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพหรือมีอันตรายมาขาย ผู้บริโภคจะมีความเสี่ยงสูงในการได้รับอันตราย


ที่มา ไทยรัฐ




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2552    
Last Update : 8 มิถุนายน 2552 9:07:57 น.
Counter : 370 Pageviews.  

โรคร้ายที่มากับโลกร้อน

หลักฐานที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และองค์กรที่เฝ้าติดตามภูมิอากาศโลกได้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า อุณหภูมิของโลกกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ประมาณปี 1750) โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ถึง 14 องศาเซลเซียส แต่ในปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นมาใกล้ระดับ 15 องศาเซลเซียสแล้ว เฉพาะในช่วงเวลาประมาณ 150 ปีมานี้ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 0.7 องศาเซลเซียส

หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยสำหรับโลกใบนี้ เพราะภาวะโลกที่ร้อนขึ้นในทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และถ้ายังไม่ได้รับการเอาใจใส่และเยียวยาอย่างจริงจัง ภาวะโลกร้อนก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงเกินกว่าที่เราจะคาดเดาได้

โลกร้อนไม่ได้นำพามาแต่ความร้อนเท่านั้น แต่ยังนำภัยอันตรายมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งผลกระทบไปยังปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

นอกจากนั้น ภาวะโลกร้อนก็ยังนำมาซึ่งอันตรายจากโรคร้ายได้อีกด้วย!!!

นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ อายุรแพทย์ สาขาโรคติดเชื้อ บอกว่า ในภาวะโลกร้อน และอุณหภูมิที่เพิ่มมากขึ้นหลายองศาเซลเซียสนั้น จะทำให้ภูมิภาคที่มีอากาศเย็นเริ่มร้อนขึ้น และโรคภัยต่างๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเทศในแถบร้อนก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ส่วนประเทศในแถบร้อนที่ปกติอุณหภูมิก็สูงอยู่แล้วนั้น ก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ เพิ่มมากขึ้นไปอีก

นพ.วัชระ บอกด้วยว่า โรคที่จะมาในภาวะโลกร้อนนั้น แบ่งออกได้ 3 โรคใหญ่ๆ

1.ฮีตสโตรก (Heat Stroke)
ภาวะเป็นลมเนื่องจากความร้อนสูงเกินไป นับเป็นด่านแรกของภัยสุขภาพยุคโลกร้อน ซึ่งโรคนี้คนในประเทศร้อนมักจะไม่ค่อยเกิดอาการมากนัก เนื่องมาจากการชินกับความร้อน แต่ในอนาคตข้างหน้าเมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 7-10 องศาเซลเซียส คนในประเทศร้อนก็อาจจะเกิดอาการนี้ได้บ่อยๆ เช่นกัน

อาการที่ว่านี้ จะเกิดจากการที่ร่างกายนั้นได้รับความร้อนมากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นจากการออกกำลังกาย หรือการเล่นกีฬาในภาวะอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน จนอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินขีดที่จะทนทานได้

“ยิ่งโลกร้อนคนในประเทศหนาว อย่างในยุโรปก็จะมีภาวะฮีตสโตรกเกิดขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากภาวะที่อากาศร้อนเกินไปจนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เสียเกลือแร่ในร่างกายได้ ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ซึ่งเหล่านี้อาจจะทำให้คนตายได้ เช่น คนที่ติดอยู่ในลิฟต์ ถ้าเป็นคนที่ไม่แข็งแรง หรือมีอายุมากหน่อยติดลิฟต์สักครึ่งชั่วโมงแล้วร่างกายปรับตัวไม่ทันก็อาจจะเสียชีวิตได้เลย”

2.อาการภูมิแพ้
อาการเช่นนี้ นพ.วัชระ บอกว่า “เกิดมากจากภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงมาก จนทำให้เกิดกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ บรรยากาศร้อนขึ้น ซึ่งเมื่อคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นมากๆ ก็จะไปกระตุ้นให้สาหร่าย พืช หรือวัชพืชบางอย่าง ที่ปกติไม่ขึ้นอยู่ในที่สูง หรือในอากาศหนาวๆ ขยายตัวได้มากขึ้นในที่ที่อากาศหนาว ซึ่งเมื่อพวกวัชพืชพวกนี้เพิ่มมากขึ้น ก็อาจจะก่อสารให้เกิดภูมิแพ้ได้มากขึ้น เนื่องมาจากการสร้างละอองเกสรที่ลอยมาในอากาศก็ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้มากขึ้น รวมทั้งเรื่องของมลภาวะก็อาจจะช่วยกระตุ้นให้คนที่เป็นโรคหอบหืดเกิดอาการได้มากขึ้นและบ่อยขึ้น หรือคนที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบจากการสูบบุหรี่ก็จะมีปัญหามากขึ้นด้วย”

3.โรคที่มากับแมลง
เนื่องจากแมลง เช่น ยุง แมลงวันนั้นปกติจะชอบอากาศอบอุ่น ค่อนข้างร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค เช่น โรคไข้เลือดออก มาลาเรียได้มากในประเทศร้อน แต่ในภูมิภาคที่มีอากาศหนาวอย่างยุโรปนั้น มักจะไม่ค่อยต้องมากังวลเรื่องไข้เลือดออก หรือมาลาเรีย เนื่องจากแมลงมักจะอาศัยอยู่ในอากาศเย็นไม่ค่อยได้

“แต่เมื่อโลกร้อนขึ้นบริเวณที่แมลงเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ไปได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น มีการเจอโรคแบบนี้ในที่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน คือ ในที่ที่มีอากาศหนาวๆ อย่างเช่น ที่เคยเจอกันก็คือในประเทศโคลัมเบีย ที่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 7,000 กว่าฟุตก็เจอได้ ซึ่งแต่เดิมไม่เคยเจอ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ของโลก หรืออินโดนีเซียในบริเวณที่อยู่บนภูเขาสูง อากาศเย็น แต่เดิมไม่เคยเจอโรคมาลาเรีย แต่ตอนนี้ก็เริ่มเจอได้มากขึ้นแล้ว ซึ่งก็จะยิ่งทำให้บ้านเรามีโอกาสเกิดขึ้นมากได้เช่นกัน เพราะเป็นโซนที่อากาศร้อนอยู่แล้ว”

มีการยอมรับจากเวทีการประเมินสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อในภาวะโลกร้อนระดับนานาชาติว่า หนึ่งในโรคที่มีแนวโน้มเพิ่งสูงขึ้นในยุคโลกร้อนที่ต้องจับตามอง คือ ไข้เลือดออก เพราะนอกจากจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยแล้ว ในขณะนี้ยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรค ได้ขยายเวลาออกหากินจากช่วงกลางวันเป็นเลย 5 ทุ่มด้วย ซึ่งทำให้ยากต่อการป้องกัน หรือวินิจฉัยโรค เนื่องจากแยกแยะได้ลำบากว่ายุงนั้นเป็นยุงลาย หรือยุงรำคาญที่หากินช่วงค่ำไปถึงดึก

ยิ่งไปกว่านั้นยุงลายตัวผู้ในยุคโลกร้อนยังถูกตรวจพบว่ามีเชื้อไวรัสที่ก่อโรคไข้เลือดออก ทั้งที่ไม่ได้ดูดเลือดเป็นอาหารแบบตัวเมีย ซ้ำบางตัวยังมีเชื้อไวรัสนี้ถึง 2 สายพันธุ์ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง เพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่มาในภาวะโรคร้อนนั้น นพ.วัชระ บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้ดูแลสุขภาพไปตามปกติ นั่นก็คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเท่านั้นเอง ส่วนใครที่มีโรคประจำตัว เช่น ภูมิแพ้ก็พยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีมลภาวะสูง แต่นั่นก็เป็นไปได้ยาก เพราะการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่นั้นหลีกเลี่ยงจากมลภาวะค่อนข้างลำบาก

“อันตรายจากภาวะโลกร้อนบางครั้งก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำได้ก็คือการดูแลตัวเองให้แข็งแรงเท่านั้นเอง อีกด้านหนึ่งที่เราทำได้ก็คือการช่วยกันลดภาวะโลกร้อน สุขนิสัยส่วนตัวที่ทำให้ปัญหามากขึ้นก็ต้องช่วยกันลดลง ช่น ลดการใช้พลังงานลง ลดการใช้กระดาษลง คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าโลกใบนี้มันใหญ่ใช้กระดาษน้อยลงแผ่นเดียวจะช่วยอะไรได้ไหม แต่จริงๆ แล้วภาวะโลกร้อนแบบนี้มันเกิดขึ้น ก็เพราะแต่ละคนทำลายโลกอย่างละนิดอย่างละหน่อยทั้งนั้นเลย ในที่สุดมันก็รวมกันเป็นพลังทำให้เกิดการทำลายโลกได้มากขนาดนี้ แต่ถ้าเราช่วยกันคนละนิดคนละหน่อยก็ช่วยโลกนี้ให้ดีขึ้นได้” นพ. วัชระ ทิ้งท้าย


ขอบคุณเนื้อหาโดย สุรีย์รัตน์ พิทักษ์




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 15:59:06 น.
Counter : 253 Pageviews.  

วิธีลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง

มะเร็งรังไข่
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 25% หากไม่ใช้แป้งมี่มีผสมของ TALC หรือ TALCUM มาทาบริเวณจุดซ่อนเร้น เพราะ TALC นี้ อาจจะไปสะสม จนทำให้เกิดเป็นมะเร็งรังไข่ได้

มะเร็งเต้านม
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 20% เมื่อออกกำลังกายวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เกินวันละ 2 แก้ว และการมีลูกก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้อีก 7%

มะเร็งผิวหนัง
สามารถลดความเสี่ยงลงได้เกือบเต็ม 100% หากใช้ครีมกันแดดทาผิวเพื่อป้องกันทุกวัน ปกติแล้วครีมกันแดดที่มีอัตราป้องกัน SPF 15 ก็เพียงพอ แต่ในยามหน้าร้อน แดดจ้าควรเพิ่มเป็น SPF 30 แล้วอย่าลืมทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง เพื่อการปกป้องอย่างต่อเนื่อง

มะเร็งศีรษะ, ลำคอ และระบบย่อยส่วนบน
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 50% หากกินส้มเป็นประจำทุกวัน วันละหนึ่งหรือสองผล เพราะส้มมีวิตามินซี และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

มะเร็งปากมดลูก
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 90% หากมีการตรวจภายใน ด้วยวิธีการ PAP SMEAR ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี ควรจะตรวจภายใน โดยสูตินรีแพทย์เป็นประจำ ปีละหนึ่งครั้ง

มะเร็งลำไส้
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 50% หากรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำและไม่เป็นโรคอ้วน รวมถึงไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาด้วย และยังสามารถลดความเสี่ยงลงได้อีก 30% หากรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงและผักใบเขียวทุกวัน

มะเร็งปอด
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 90% หากไม่สูบบุหรี่ และไม่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่สูบบุหรี่

มะเร็งต่อมลูกหมาก
สามารถลดความเสี่ยงลงได้ 70% หากดื่มชาวันละ 3 แก้วขึ้นไป เพราะการศึกษาในประเทศจีนพบว่า ผู้ชายที่ดื่มชาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี จะลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ถึง 85%

สารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากผลการศึกษาในงานวิจัยขนาดใหญ่อันหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the National Cancer Institute พบว่าการรับประทานสารอาหารที่มีผลช่วยต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง เช่น วิตามินอี เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี ซึ่งในคนที่สูบบุหรี่หากรับประทานวิตามินอีในปริมาณสูง จะสามารถช่วยให้ความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามให้ลดน้อยลงได้ ทั้งนี้หากเหล่าคุณผู้ชายมีโอกาสน้อยที่จะได้รับเบต้าแคโรทีนจากอาหาร ผลการศึกษายังแนะนำให้รับประทานจากอาหารเสริมซึ่งก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก เกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระกับการช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงเป็นที่มาของการศึกษาขนาดใหญ่ในครั้งนี้ที่ศึกษาโดยคุณหมอ Richard B. Hayes และทีมจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติในเมือง Bethesda มลรัฐแมรี่แลนด์ได้ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเกือบ 30,000 คนที่ผ่านการตรวจหาโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการเฝ้าติดตามผลอาสาสมัครแต่ละคนเฉลี่ยนาน 4.2 ปีอาสาสมัครจำนวนนี้เกิดโรคมะเร็งขึ้นในระหว่างที่ศึกษาวิจัยจำนวน 1,338 คน ซึ่ง 520 คนอยู่ในขั้นลุกลาม

จากการวิเคราะห์ทั้งหมดพบว่า ไม่พบความสัมพันธ์ของการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระทั้ง วิตามินอี วิตามินซี และ เบต้าแคโรทีนกับอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงไม่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

อย่างไรก็ตามก็ยังพบว่าในรายที่รับประทานเบต้าแคโรทีนอย่างน้อย 2000 ไมโครกรัมน่าจะมีส่วนในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้

ในคนที่เคยสูบบุหรี่และเลิกสูบบุหรี่ในช่วง 10 ปีนี้พบว่าการรับประทานวิตามินอีนั้นมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแบบลุกลามได้ แต่มันก็ไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ

โดยสรุปการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระทั้ง วิตามินอี วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน ไม่พบว่ามีส่วนช่วยลดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่หากรับประทานเบต้าแคโรทีนอย่างน้อย 2000 ไมโครกรัม จะพบว่ามีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลงได้ ส่วนในคนที่สูบบุหรี่ที่รับประทานวิตามินอี จะทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแบบลุกลามได้ แต่มันก็ไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ดังนั้นการที่จะช่วยคนสูบบุหรี่ที่ดีที่สุดคือการพยายามให้คนเราเริ่มสูบให้ช้าที่สุดและเลิกให้เร็วที่สุดนั่นเอง


ที่มาของข่าว //www.healthdd.com




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 23 มิถุนายน 2552 23:18:12 น.
Counter : 226 Pageviews.  

ภัยผิวที่แฝงมากับฤดูฝน

ด้วยสภาพอากาศที่ฝนตกชุกในช่วงนี้ ภาวะหนึ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อฝนตกคือมักเจอกับอากาศที่อับชื้น ทำให้บางครั้งอาจเกิดผื่นแปลกๆ ขึ้นบนผิวหนังได้ ปัญหาที่พบได้เสมอในช่วงหน้าฝนมักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เนื่องจากลักษณะเฉพาะของเชื้อโรคกลุ่มนี้ที่เจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่ชื้นแฉะ ผื่นจากเชื้อรามีได้หลากหลายรูปแบบ เรามาดูผื่นที่พบได้บ่อยๆ กันดีกว่า

วงด่างๆ สีขาวหรือสีเนื้อ ในบางคนอาจขึ้นเป็นวงสีน้ำตาล ร่วมกับมีขุยสีขาวเล็กๆ มักเกิดขึ้นบนผิวหนังบริเวณหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ นอกจากดูไม่สวยงามแล้วยังทำให้เสียบุคลิก ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่นที่สุขอนามัยไม่ค่อยดี ไม่ชอบอาบน้ำ เชื้อเกลื้อนเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Malassezia furfur สามารถพบได้บนผิวหนังของคนทั่วไป แต่ปกติแล้วไม่ก่อโรค ยกเว้นในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น คนที่ออกกำลังกาย เหงื่อออก หรือตากฝน แล้วไม่ยอมอาบน้ำ ร่างกายชื้นแฉะอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เชื้อเพิ่มจำนวน จนทำให้เกิดผื่นลักษณะดังกล่าวขึ้น

ในคนที่น้ำหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เช่น ผู้ที่เป็นเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม ร่วมกับมีอาการคันมาก สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา (Candida) สามารถรักษาให้หายได้โดยการทายาฆ่าเชื้อราทั่วไป แต่มักเป็นซ้ำได้บ่อย เพราะยีสต์ชนิดนี้พบได้ในร่างกายของคนเรา เช่น บริเวณช่องปาก ระบบทางเดินอาหาร และช่องคลอด

ช่วงที่ฝนตกมากๆ บางพื้นที่อาจมีน้ำท่วมขัง หรือเวลาฝนตกนานเป็นชั่วโมงๆ ทำให้ต้องเดินย่ำน้ำชื้นแฉะเป็นเวลานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากยังไม่รีบทำความสะอาดเท้า ผ่านไปสักระยะหนึ่งอาจพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาวๆ หรือเปียกยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีน้ำเหลืองแฉะที่ผิว เรียกว่าโรคน้ำกัดเท้า หรือเชื้อราที่เท้า เกิดจากเชื้อกลาก ซึ่งอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว ผื่นที่เท้าอาจจะลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ ที่พบบ่อยคือทำให้เกิดผื่นบริเวณขาหนีบ เรียกว่า สังคัง

เวลาถอดรองเท้า บางคนอาจมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา เมื่อก้มดูที่ฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็กๆ หรือเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ เรียกว่า โรคเท้าเหม็น สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนาๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

นอกจากนี้ ในน้ำที่ขังตามพื้นถนนอาจมีพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ ซึ่งสามารถชอนไชเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรง ทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ หรือ ถ้าโชคไม่ดี ได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็กๆ ที่เท้า อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยสรุปแล้ว ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสาเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจากการย่ำน้ำสกปรก หรือปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นอยู่เป็นระยะเวลานาน ทำให้เชื้อซึ่งพบได้ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไปเพิ่มจำนวนขึ้นจนก่อให้เกิดโรค ดังนั้นการป้องกันอันดับแรกคือ หลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำน้ำ หรือตากฝน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงที่พัก ควรรีบถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย โดยใช้สบู่ หรือสารทำความสะอาดทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชนิดพิเศษแต่อย่างใดเพราะอาจแรงเกินไป เสร็จแล้วใช้ผ้าซับ หรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ เสื้อผ้าและถุงเท้าที่ใช้ ควรทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ไม่หนาจนเกินไป เพื่อให้ระบายอากาศได้ดี หน้าฝนผ้ายีนส์จะแห้งยากทำให้เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงควรระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้แล้วการใส่รองเท้าแตะบ้างก็ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อราที่เท้าได้เช่นกัน


ที่มา ไทยรัฐ




 

Create Date : 29 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 1:51:05 น.
Counter : 204 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

Valentine's Month


 
icy_cute
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







CO.CC:Free Domain
Friends' blogs
[Add icy_cute's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.