Group Blog
 
All blogs
 

โรคปวดหลัง ภัยเงียบที่คุณไม่ควรมองข้าม

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งในออฟฟิศเป็นเวลานานๆ ระวังโรคปวดหลังถามหานะครับ จริงๆแล้ว โรคปวดหลังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม โดยเฉพาะ ผู้ที่นั่งนานๆ นั่งหลังโก่ง นั่งบิดๆ หรือ โค้งงอผิดท่า ที่กล่าวมาข้างต้นถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่คุณควรหลีกเลี่ยง

มาทำความรู้จัก ประเภทของอาการ "ปวดหลัง"
ปวดหลังแบบเฉียบพลัน อาการมักจะไม่เกิน 6 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการปวดมากกว่า 12 สัปดาห์ เรียกว่า "ปวดหลังเรื้อรัง" อาการส่วนใหญ่จะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลันหรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลาหรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวด มากขึ้น โดยทั่วไป ผู้ป่วยจะแข็งแรงดีและไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆร่วมด้วย การรักษาโรคปวดหลังจำเป็นต้องสังเกตว่ามีสาเหตุจากอะไร ถ้าหากเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราเองก็ควรแก้ไขเสีย หากมีอาการปวดมาก ให้นอนหงายบนพื้น แล้วใช้เท้าพาดบนเก้าอี้ให้เข่างอเป็นมุมฉาก สักครู่หนึ่งก็อาจทุเลาได้ หรือจะใช้ยาหม่อง หรือน้ำมันระกำ ทานวด หรือใช้น้ำอุ่นประคบก็ได้ อาจใช้ควบคู่กับการทานยาแก้ปวด ครั้งละ 1-2 เม็ด ถ้าปวดมากแล้วทานยาแก้ปวดก็ยังไม่หาย อาจใช้ยาคลายกล้ามเนื้อครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 -8 ชั่วโมง และหมั่นฝึกกายบริหารให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง ถ้าเป็นเรื้อรัง หรือมีอาการชาที่ขา หรือขาไม่มีแรง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ ซึ่งอาจต้องเอกซเรย์หลัง หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ การป้องกันทำได้โดยการออกกำลังกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง เพราะหากเราไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกาย จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง การออกกำลังจะต้องค่อยสร้างความแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลัง และจะต้องให้ข้อมีการเคลื่อนไหวได้ดี ไม่มีข้อติด

แล้วเราจะป้องกัน อาการ "ปวดหลัง" ได้อย่างไร
การออกกำลังอาจจะทำได้โดยการเดิน การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ จะทำให้หลังแข็งแรง ส่วนการนั่งทำคอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ดควรอยู่เหนือระดับเอวหรืออยู่เหนือตักเล็กน้อยจอคอมพิวเตอร์ควรตั้งอยู่ระดับหน้า เหมือนที่ตั้งโน้ตนักดนตรีและอยู่สูงพอดีระดับสายตา จะได้มองตรงๆ ได้ การนั่งทำงานทั่วๆ ไป เช่น การนั่งอ่านและเขียนหนังสือนั้น ควรนั่งตัวตรง หลังพิงแบบสนิท อย่านั่งก้มตัวมาก โต๊ะทำงานไม่อยู่ห่างมากเกินไป จะได้ไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหลัง นอกจากนี้ การเปลี่ยนอิริยาบทเมื่อรู้สึกเมื่อยขณะทำงาน จะช่วยคลายกล้ามเนื้อได้ พยายามเปลี่ยนท่านั่ง หรือลุกเดินเพื่อผ่อนคลายทุก 30 นาที ก็จะทำให้ผ่อนคลายการปวดหลังได้ อุปกรณ์การทำงานก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันโรคปวดหลังเช่นกัน โดยควรจะเลือกเก้าอี้ที่หมุนได้เพื่อป้องกันการบิดของเอว มีที่พักของแขนขณะที่นั่งพัก ควรจะมีหมอนเล็กๆ รองบริเวณเอว การนั่ง ที่ถูกต้อง ต้องนั่งให้หลังตรง หลังพิงพนักเก้าอี้ เก้าอี้ต้องไม่สูงเกินไป ระดับเข่าควรจะอยู่สูงกว่าระดับสะโพก อาจจะหาเก้าอี้เล็กรองเท้าเวลานั่ง สำหรับใครที่มีอาการปวดหลังอยู่บ่อยๆ ลองกายบริหารเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหลังด้วยการนั่งบนเตียง ขาข้างหนึ่งเหยียดตรง ขาอีกข้างวางบนที่พักขา เหยียดแขน 2 ข้างตรง วางบนขาข้างที่เหยียดตรง หายใจเข้าลึกๆ และค่อยๆ ก้มศีรษะ ลำตัว และหลัง เลื่อนแขนไปให้สุดเท่าที่จะทำได้ หายออกช้าๆ แล้วกลับไปอยู่ในท่าเดิม ทำซ้ำ 10 - 15 ครั้ง

ข้อคิดดีๆ สำหรับ มนุษย์เงินเดือน ทั้งหลายที่อยากจะห่างไกลจากอาการ "ปวดหลัง"
สำหรับมนุษย์เงินเดือน อย่าง เราๆ ท่านๆ หากอยากทำงานให้มีประสิทธิภาพ นอกจากตั้งใจทำงานแล้ว ยังจำเป็นต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง โดยเฉพาะโรคปวดหลังที่ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงอะไร เมื่อเปรียบเทียบกับโรคอื่นๆ แต่ก็สร้างความทรมาน ความรำคาญ และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเช่นกัน และเมื่อจำเป็นต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนั่งทำงานเสียใหม่ ลองทำท่ากายบริหาร หรือ เดินยืดเส้นยืดสายเมื่อรู้สึกตึงที่บริเวณหลัง ใครที่ทานข้าวเที่ยงบนออฟฟิศเป็นประจำ ก็ลองเปลี่ยนบรรยากาศลงไปทานข้างล่างบ้างก็ดี ถ้าหากว่าเรายังต้องใช้ร่างกายในการทำงานแล้วล่ะก็...อย่าลืมรักษาร่างกายนี้ไว้ให้ทำงานได้นานๆ จะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสุขกับการทำงานอีกด้วย

รู้แบบนี้แล้ว ถึงเวลาที่เราควรจะป้องกัน อาการปวดหลัง อย่างจริงๆ จัง กันได้แล้วล่ะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกๆท่านครับ

ข้อมูลจาก Men.Mthai





 

Create Date : 04 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2552 13:19:10 น.
Counter : 260 Pageviews.  

โทษของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

ใครที่ชอบทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ ทราบหรือไม่ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีโทษต่อร่างกายอย่างไรบ้าง วันนี้เกร็ดความรู้มีโทษของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาบอกกัน...

ส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่เป็นแป้งสาลีถึง 60-70% ส่วน 15-20% เป็นไขมัน (อยู่ในเครื่องปรุง) ที่เหลืออีก 5-6% เป็นเกลือและผงชูรสล้วน ๆ เพราะฉะนั้นถ้าทานบะหมี่สำเร็จรูปมากกว่า 1 ซองต่อวัน ร่างกายก็จะได้รับปริมาณโซเดียมเกินความต้องการถึง 50-100% ซึ่งเป็นอันตรายต่อไต และยังจะทำให้ความดันโลหิตสูงอีกด้วย

ต่อไปนี้ถ้าอยากจะทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ควรจะทำตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณะสุข

- ใส่ไข่ ผัก หรือเนื้อสัตว์ลงไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารและป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป

- ควรเลือกซื้อบะหมี่สำเร็จรูปที่เขียนว่า เพิ่มสารไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ไว้หน้าซอง

- ไม่ควรทานบะหมี่สำเร็จรูปดิบ ๆ เพราะเส้นบะหมี่จะไปพองตัวในกระเพาะ อาจทำให้ท้องอืดได้

- ที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่าวันละ 1 ซอง เพื่อป้องกันโรคที่เกิดกับไต และโรคความดันโลหิต


รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกินวันละ 1 ซอง เพื่อสุขภาพที่ดี.




 

Create Date : 30 เมษายน 2552    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2552 12:18:37 น.
Counter : 694 Pageviews.  

ภัยเงียบ อัลไซเมอร์! ป้องกันก่อนสู่ขั้นสมองเสื่อม

เราเคยสำรวจตัวเองหรือคนใกล้ชิดบ้างหรือเปล่าว่ามีอาการขี้หลงขี้ลืมกันบ้างไหม เช่น ลืมปิดประตูบ้าน จำไม่ได้ว่าวางสิ่งของสำคัญไว้ที่ไหนหรือจำชื่อบุคคลที่รู้จักไม่ได้ หากต่อมาสามารถระลึกได้ในภายหลังถือว่าเป็นอาการหลงลืมไม่รุนแรง แต่อาการเช่นนี้ถ้าปล่อยไว้อยู่เรื่อยๆ พบว่าร้อยละ 30 ของกลุ่มคนเหล่านี้อาจจะกลายเป็นภาวะสมองเสื่อมได้…

พ.อ.นพ.สามารถ นิธินันทน์ หัวหน้ากองจิตเวชและประสาทวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าให้ความรู้ว่า โรคสมองเสื่อม คือการที่สูญเสียความจำระยะสั้น ร่วมกับมีความผิดปกติทางวุฒิปัญญา สูญเสียทักษะ โดยที่มีผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของตัวเอง ต่อครอบครัว ต่อสังคม และอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุของโรคสมองเสื่อมที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ “โรคอัลไซเมอร์” พบได้ร้อยละ 50-60 รองลงมาได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองพบได้ร้อยละ 15-20 สำหรับในประเทศไทยเริ่มพบว่ามีจำนวนมากขึ้น

โรคอัลไซเมอร์ คือ โรค ที่เกิดจากการตายของเซลล์สมองโดยไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้น ทดแทน ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่จากการตรวจพบทางพยาธิวิทยาพบว่ามีสมองฝ่อและตรวจ พบนิวโรฟิบริวลารี่ แทงเกิลส์ (neurofibrillary tangles) เป็นโครงสร้างที่พันกันยุ่งเหยิง ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของเส้นประสาท มีการสะสมโปรตีนอมัยลอยด์ (amyloid) ในสมองซึ่งเป็นสารเหนียวๆ จับกันเป็นก้อนที่เรียกว่า พลัค (plaque) ซึ่งทั้ง 2 ตัวต่างทำลายเซลล์สมองที่ดีที่อยู่รอบๆ ให้เสียหาย และลักษณะอีกอย่างหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์คือ เซลล์สมองสร้างสารส่งผ่านประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำลดลง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์มีความ ผิดปกติทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นด้วย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ที่สำคัญได้แก่

1. อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าใด ก็มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากเท่านั้น พบว่าร้อยละ 10 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ และร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 85 เป็นโรคนี้
2. เพศ พบว่าโรคอัลไซเมอร์พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
3. ประวัติครอบครัว พบว่ามีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรค อัลไซเมอร์
4. กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome) ผู้ป่วยโรคนี้จะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่ออายุ 30-40 ปี และสัมพันธ์ กับอุบัติเหตุทางสมอง
5. สารพิษจากสิ่งแวดล้อม มีนักวิจัยบางคนสรุปว่าการได้รับสารอะลูมิเนียมมากเกินไปจะทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
6. ผู้มีระดับการศึกษาต่ำ แม้ว่าจะยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดนัก แต่จากการสังเกตพบว่าผู้ป่วย โรคอัลไซเมอร์มักจะมีระดับการศึกษาต่ำ

อาการต่างๆ ที่อาจจะพบ พ.อ.นพ.สามารถ อธิบายว่า ได้แก่ อาการหลงลืมซึ่งเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ ชอบถามคำถามซ้ำ ๆ นึกคำหรือประโยคที่จะพูดไม่ออก หลงลืมสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ สับสนเรื่องเวลา สถานที่ จำบุคคลที่เคยรู้จักไม่ได้ มีอารมณ์หงุดหงิด หวาดระแวง ซึมเศร้า อาการเหล่านี้เป็นมากขึ้นจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ โดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในระยะแรกใช้เวลาประมาณ 1-3 ปี ญาติมักจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติมากนัก อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นตามลำดับ

ในผู้ป่วยระยะกลางใช้เวลา ประมาณ 2-10 ปี ผู้ป่วยบาง รายยังพอรู้ตัวว่าหลงลืมง่าย โดยเฉพาะเรื่องวัน เวลา สถานที่ ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการด้านอารมณ์ เช่น ก้าวร้าว หวาด ระแวง ซึมเศร้า ทำให้ความสน ใจต่อตนเองลดลง ญาติมัก จะสังเกตเห็น ความผิดปกติ จึงควรรีบนำ ผู้ป่วยมาพบแพทย์ หากปล่อยไว้จนผู้ป่วยเข้าสู่ระยะที่ 3 ความจำจะเลวลงมาก พูดน้อยลง ปัสสาวะหรืออุจจาระโดยไม่บอก มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ สับสน เอะอะอาละวาด หรือ มีอาการทางจิตประสาท เช่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว หวาดระแวงกลัวคนมาทำร้าย

ในปัจจุบันแม้จะยังไม่มียารักษาโรคนี้ให้หายได้ แต่จากการศึกษาทั้งในและต่างประเทศพบ ว่ามีตัวยาที่สามารถช่วยให้ความ จำ พฤติกรรมและการทำกิจวัตรประจำวันดีขึ้น ทั้งในโรคอัลไซ เมอร์ตั้งแต่ระยะปานกลาง จนถึงรุนแรงได้ และความจำเสื่อมที่เกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง มีผลข้างเคียงที่พบ ได้แก่ คลื่นไส้ ปวดท้อง นอนไม่หลับ วิงเวียน ปวดศีรษะ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มรับประทานยาครั้งแรก ดังนั้นหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และทำการรักษาอาการจะทุเลาลง

วิธีการป้องกันแนะนำให้รับประทานอาหาร ประเภท ผัก ผลไม้ และเนื้อปลาให้มาก ๆ เพราะจากการศึกษาของศูนย์ การแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่รับประทาน อาหารเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคอัลไซเมอร์ลดลงร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และลดไขมันได้อีกด้วย หากใครสงสัยว่าตัวเองหรือพ่อแม่ญาติพี่น้อง ผู้สูงอายุ จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ สามารถปรึกษาแพทย์ตามสถาบันที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องความจำ อาทิ โรงพยาบาลพระมงกุฎ ศิริราช พยาบาล หรือโรงพยาบาลจุฬา ลงกรณ์ โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วย ทำแบบสอบถามทดสอบความ จำเพื่อเปรียบเทียบคะแนน หรือทดสอบความจำกับเครื่อง อัตโนมัติ เพราะปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัยไว้ทดสอบแล้วจะได้ ผลคัดกรองคร่าว ๆ ก่อนทำการรักษา

ถึงแม้ว่าโรคอัลไซเมอร์มีอาการไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต และใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานแต่กว่าจะทราบก็สายไปแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้ว ดังนั้นเราควรหันมาดูแลเอาใจใส่พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติหรือผู้สูงอายุรวมทั้งหมั่นสังเกตอาการเพื่อพามารักษาความทรงจำให้ดีขึ้น อย่าให้ท่านจาก เราไปโดยที่จดจำเราไม่ได้เลย

ที่มา : เดลินิวส์




 

Create Date : 27 เมษายน 2552    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2552 12:50:08 น.
Counter : 260 Pageviews.  

อันตรายจากชายทะเล

เมื่อหาดทรายสีขาวน้ำทะเลสีคราม ไม่ได้มีแต่ความสนุกสดชื่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังแฝงภัยนานับประการที่คุณต้องระวังตัวไว้ด้วย โดยเฉพาะเมืองไทยที่เป็นเมืองแห่งปาร์ตี้ สามารถสนุกสุดๆ ได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ชายหาดไหนก็ตาม แต่ว่าก็มักจะมีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เนื่องจากชายหาดมีซอกหลืบธรรมชาติมากมาย ที่แฝงให้คนร้ายเฝ้ามองคุณอยู่โดยไม่รู้ตัว

คนร้ายตามชายหาด ไม่ว่าคุณอยู่ในอารมณ์ไหนหรือเวลาอะไร ก็ไม่ควรเดินชายหาดเปลี่ยวๆ คนเดียว เพราะคนใจร้ายในคราบของคนท้องถิ่นอาจจะซุ่มสะกดรอยคุณอยู่ ซึ่งถ้าเขาเข้ามาประชิดตัวทำร้าย คุณอาจจะไม่สามารถวิ่งหนี หรือตะโกนให้ใครช่วยเหลือได้ทัน เนื่องจากการต่อสู้บนหาดทรายจะทำให้คุณเหนื่อยมากและอาจหมดแรงเสียก่อน และร่องรอยการต่อสู้ก็หายไปได้ง่ายอีกด้วย

ดังนั้น แม้คุณอยากอวดหุ่นสวยเพียงใด เมื่อเล่นน้ำทะเลเสร็จให้หาเสื้อคลุมบังทรง ไม่ใส่เครื่องประดับล่อตาโจรนัก เล่นน้ำในบริเวณที่มีคนพลุกพล่าน หรือชวนเพื่อนไปเป็นกลุ่มเสมอ

แดดเผา ขาดน้ำอันตราย เนื่องจากบางทีความสวยงามของทะเลทำให้คุณดำน้ำ หรือนอนอาบแดดเพลิน ไม่ได้จิบน้ำหรือสวมเสื้อผ้าป้องกันแดดใดๆ เลย ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตยิ่งนัก คุณควรมีขวดน้ำเปล่าพกติดตัวและจิบบ่อยๆ ยามไปเที่ยวทะเล เพราะด้วยอากาศร้อนจากดวงอาทิตย์ บวกกับแสงสะท้อนจากหาดทราย ทำให้คุณโดนแดดมากตามร่างกาย และมีอุณหภูมิร้อนระอุอยู่ภายใน อาจกลายเป็น Heatstroke หรือลมแดดได้

สัตว์ร้ายและแมลง ตามชายหาดมักจะมีแมลงอย่างตัวริ้น ยุง ที่จะแฝงอยู่ตามเบาะและตามชายหาด มักกัดคุณให้เป็นตุ่มคันแดง ให้ทายากันแมลงอยู่เสมอ รวมทั้งระวังสัตว์มีพิษอย่างตะขาบ งู ที่ชอบซ่อนอยู่ตามเสื้อผ้าและรองเท้า ให้สะบัดก่อนใส่เสมอ

ถ้าคุณอยู่ในทะเลอย่าไปจับปะการังเพราะมันอาจจะมีพิษ หรือบังเอิญเหยียบปลาให้ดึงเงี่ยงปลาออก แล้วประคบร้อน ส่วนแมงกะพรุนให้คุณว่ายหลบทางหัว ถ้าถูกพิษให้ใช้น้ำส้มสายชูราดแผล และถ้าเจองูทะเลให้อยู่นิ่งๆ และว่ายออกมาช้าๆ แล้วมันจะหลบไปเอง

ว่ายน้ำอย่างระวัง ด้วยทะเลไม่ใช่สระว่ายน้ำที่มีความปลอดภัย คุณจะต้องว่ายน้ำในเขตที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และระวังเส้นทางเรือเร็วหรือเจ็ทสกีที่อาจพุ่งเข้าชน เพราะมองไม่เห็นคุณได้ อย่าจับเชือกสมอเรือเล่น และไม่ดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดยามเล่นน้ำ

ที่มา :Lisa




 

Create Date : 22 เมษายน 2552    
Last Update : 22 เมษายน 2552 14:56:45 น.
Counter : 211 Pageviews.  

ภัยมืดที่สาว ๆ ต้องระวัง

ไม่อยากเสี่ยงควรเลี่ยง 10 ซอยอันตราย

1.ซอยลาดพร้าว 21 เขตจตุจักร

2.ซอยวิภาวดี 64 เขตหลักสี่

3.ซอยจรัลสนิทวงศ์ 37

4.ซอยจรัลสนิทวงศ์ 89

5.ซอยสวนผัก 11 เขตตลิ่งชัน

6.ซอยภิรมย์ เขตสัมพันธวงศ์

7.ซอยเจริญนคร 23 หรือ ซอยอู่ใหม่ เขตคลองสาน

8.ซอยวิมุตยาราม

9.ซอยร่วมรักษา เขตห้วยขวาง

10.ซอยวัดมะกอก ถนนราชวิถี ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


วิธีปฏิบัติตัวเมื่อต้องนั่งแท็กซี่คนเดียว

สาวๆ จ๋า เมื่อหน้าฝนมาเยือนการเดินทางย่อมไม่สะดวกสบายเหมือนฤดูอื่นๆ แต่เรียกแท็กซี่ได้แล้วก็อย่างเพิ่งดีใจ อย่าเผอเรอนั่งสบายๆ ในแอร์ชุ่มช่ำจนลืมนึกถึงความปลอดภัยละ

1. เริ่มตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ เวลาเปิดประตูบอกที่หมายให้สังเกตว่าในรถมีทะเบียนรถที่เป็นแผ่นเหล็กติดอยู่ที่บริเวณประตูหรือไม่ และสังเกตว่าคนขับหน้าตา ท่าทาง ดูน่าไว้วางใจหรือไม่ มีอาการมึนเมารึเปล่า

2. เมื่อขึ้นไปนั่ง ควรจำทะเบียนรถทันที หรือจดใส่กระดาษไว้ ดูชื่อคนขับ และดูรูปบัตรที่ติดในรถกับคนที่ขับว่าตรงกันหรือไม่ แต่จะให้ดีที่สุดควรโทรศัพท์หาคนที่กำลังจะไปหา แล้วบอกไปเลยดังๆ ให้คนขับได้ยินว่า " ฉันขึ้นรถ TAXI เขียว-เหลือง ป้ายทะเบียน กทม. มจ.xxxx กำลังจะไปแล้วนะ เดี๋ยวเจอกัน” ไม่ต้องอายเพราะความปลอดภัยของเราใครจะรับผิดชอบ จริงไหม

3. ถ้าโดยสารคนเดียวควรเลือกนั่งเบาะหลังที่นั่งคนขับ โดยนั่งให้ชิดประตูเพราะจะทำให้การพยายามทำอันตราย ต่อผู้โดยสารโดยตรงเป็นไปได้ยากขึ้น แต่เวลาจะลงรถควรลงทางประตูด้านซ้ายเพราะจะได้เป็นการกันไม่ให้คนขับลงจากรถแล้วมาทำอันตรายในระยะประชิดได้

4. พยายามอย่าบอกว่าไม่รู้หรือไม่ชินกับเส้นทาง ถึงแม้จะมาจากต่างจังหวัด ถ้าคนขับถามว่าไปทางไหนดี ควรบอกไปว่า “ไปทางไหนก็ได้......แต่ให้ดีเลือกทางที่รถไม่ค่อยติด และไม่เข้าซอยเปลี่ยว ” ถ้าไม่รู้ทางทั้งคนนั่งและคนขับ อาจเปลี่ยนรถคันใหม่ หรือถามทางกับคนแถวนั้น แต่ที่ที่จอดถามต้องปลอดภัย คนพลุกพล่าน

5. หากคนขับแท็กซี่ชวนคุย ควรคุยเฉพาะเรื่องเส้นทางเท่านั้น ไม่ควรคุยเรื่องส่วนตัว เพราะจะเป็นการนำไปสู่การคุยเรื่องทะลึ่งลามกได้

6. ขณะนั่งบนรถควรสังเกตอะไรบ้าง
* เส้นทางตลอดเวลาที่ผ่าน อาทิ เช่น ป้ายบอกชื่อถนน ชื่อซอย ถ้ารู้สึกผิดปกติให้โทรหาญาติหรือเพื่อนโดยบอกเส้นทางที่ผ่านมาทุกระยะ
* หากคนขับ ปรับกระจกมองข้างหลัง มาดูระดับขา หรือ ระดับหน้าอกของเรา ควรลงจากรถเพราะอาการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนขับไม่ให้เกียรติต่อผู้โดยสารผู้หญิง และบ่งบอกว่าเขาอาจกำลังคิดอะไรที่ไม่ดีอยู่ แต่หากจำเป็นต้องนั่งต่อควรเอากระเป๋ามาปิดขาหรือเอามากอดอกไว้ ทำท่าทางให้ดูน่าเกรงใจ ที่สำคัญก่อนออกจากบ้านก็ควรจะดูแลตัวเองเบื้องต้นไว้บ้าง เช่น ไม่แต่งตัวโป๊เกินไป หรือมีเสื้อคลุมที่มิดชิดติดตัว
* ควรสังเกตว่าคนขับขยับมือมาที่ช่องแอร์หรือฉีดสเปรย์ที่ช่องแอร์หรือไม่ ถ้าผิดสังเกต เริ่มรู้สึกมีอาการแปลกๆ เช่น รู้สึกปวดหัว คลื่นไส้จะอาเจียน รู้สึกเหมือนจะเป็นลม ไม่มีเรี่ยวแรง แสดงว่าคุณอาจโดนมอมยา ควรหาที่ปลอดภัยคนเยอะๆ สว่างๆ แล้วลงจากรถ รีบโทรหาญาติหรือเพื่อนทันที หากโชคดีควรหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เยอะๆ หาที่พิงแล้วจะค่อยๆ ดีขึ้น
* ควรระวังคนขับบางรายที่ใช้วิธีช่วยขนสัมภาระ แล้วพยายามจะแตะเนื้อต้องตัวแบบไม่ตั้งใจ บางคนฉวยโอกาสนี้ป้ายยาสลบใส่โดยที่ผู้โดยสารไม่รู้ตัว

7. สิ่งที่สำคัญที่สุดเวลานั่งแท็กซี่ คือ
* อย่าคิดว่า “ คงไม่มีอะไร นั่งหลายครั้งแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย” เพราะจะทำให้คุณปิดโอกาสในการระมัดระวังภัยของตัวเอง
* อย่าเผลอหลับบนรถแท็กซี่เด็ดขาด ไม่ว่าจะเหนื่อย ไม่สบาย หรือเมาแค่ไหนก็ตาม

8. ถ้าถูกพาไปที่เปลี่ยว อย่าเปิดโอกาสให้คนขับประชิดตัว ควรพยายามชิงหนีออกมาก่อน ถ้าไม่มีอาวุธป้องกันตัวให้เอารถเป็นที่กำบัง หรือ วิ่งรอบรถพร้อมกับ ร้องตะโกนให้คนช่วยเพื่อถ่วงเวลา ถ้านานแล้วยังไม่มีใครมาช่วย ให้ตะโกนดังๆ ว่า " ตำรวจมาแล้ว ตำรวจช่วยด้วย " ให้คนร้ายหันไปมอง แล้ววิ่งสุดชีวิต ถ้าฉวยจังหวะนั้นได้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะวิ่งห่างจากคนร้ายได้ประมาณ 100 เมตร

9. ถ้าบอกให้จอดแล้วไม่ยอมจอดแต่ยิ่งขับเร็วขึ้น ก่อนอื่นต้องตั้งสติดีๆแล้วเปิดประตูด้านหนึ่ง (ควรเป็นประตูด้านซ้ายของเบาะผู้โดยสาร จำไว้ว่าเราต้องนั่งเบาะข้างหลังคนขับ) ให้สะบัดค้างไว้นอกรถเพื่อสร้างจุดสังเกต มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมีคนสังเกตเห็นและช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้สกัด 7 จุดสำคัญ

1. บริเวณศีรษะ
จุดอ่อนสำคัญที่จะหยุดคนร้าย ได้แก่ ดวงตา หู จมูก ขมับ ท้ายทอย ปลายคาง โดยเลือกใช้สิ่งของที่มีลักษณะแหลมๆ แทงไปตรงจุดดังกล่าว หรือฉีดน้ำหอม/น้ำยาดับกลิ่นปากไปที่ตา รับรองคนร้ายไม่รอดแน่

2. ลูกกระเดือก
ควานหาของแหลมๆ เช่น กุญแจ แปรงสีฟัน หรือ มาสคาราก็ได้ แทงเข้าไปบริเวณนี้จะมีผลทำให้กระดูกอ่อนของกล่องเสียงโจรแตกจนถึงขั้นพูดไม่ได้ก็มี

3. ลิ้นปี่
ตรงกลางบริเวณท้องส่วนบน อาจจะใช้สมุดเล่มหนา แปรงสีฟัน หรือโทรศัพท์มือถือ กระทุ้งไปตรงจุดนี้ให้เต็มแรง คนร้ายจะเกิดอาการจุก ตัวงอและล้มลงได้

4. เป้ากางเกง
ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ และง่ายต่อการจู่โจม หากผู้ชายถูกกระแทกบริเวณนี้จะอ่อนแรงลง ยิ่งถ้าแรงมากจะส่งผลให้ลูกอัณฑะแตกถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

5. หน้าแข้ง
วินาทีนี้แล้วคงไม่ต้องนึกเสียดายของกันแล้วละ หยิบของที่แข็งแรงพอจะเหวี่ยงได้เช่น กล้องดิจิตอล ฟาดสุดแรงเข้าที่หน้าแข้งไปเลยเพื่อสร้างความเจ็บปวดและทำให้เสียการทรงตัว เป็นโอกาสให้รีบวิ่งเอาตัวรอด

6. หลังเท้า
ถึงตอนนี้รองเท้าส้นสูงที่สาวๆ มักบ่นว่าปวดเมื่อยยามสวมใส่จะกลายเป็นประโยชน์ยามคับขัน เหยียบไปอย่างแรง ย้ำๆๆๆ จะยิ่งดีและถ้ายังมีโอกาสให้ตามด้วยยุทธศาสตร์ข้ออื่นอีกก่อนผละหนี

7. นิ้วมือ
อาจจะใช้ที่ดัดขนตาหนีบไปที่นิ้วมืออย่างแรงหรือหักนิ้วไหนก็ได้กลับอีกด้าน วิธีนี้ต่อให้คนร้ายตัวใหญ่แค่ไหน ก็ต้องสยบ




 

Create Date : 21 เมษายน 2552    
Last Update : 23 เมษายน 2552 19:38:49 น.
Counter : 255 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

Valentine's Month


 
icy_cute
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]







CO.CC:Free Domain
Friends' blogs
[Add icy_cute's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.