ล่องเรือที่ฮาลองเบย์ Halong Bay Cruise


เมืองฮาลอง เป้นเมืองชายทะเลที่อยู่ห่างจากฮานอยประมาณ สองร้อยถึงสามร้อยกิโลเมตรเห้นจะได้ แต่เท่าที่นึกออก เมื่อตอนที่เดินทางไปฮาลองเมื่อสี่ห้าเดือนที่แล้ว ออกเดินทางจากฮานอยประมาณเก้าโมง กว่าจะถึง ฮาลอง ก้ราวๆ บ่ายโมงเกือบบ่ายสอง



สาเหตุที่ทำให้การเดินทางกินระยะเวลานาน ก็คงจะเป็นเพราะว่า แม้ว่า ทางหลักตอนออกเดินทางจากฮานอยในช่วงสามสิบกิโลเมตรแรก จะเป็นถนนสี่เลน์ แต่หลังจากนั้นแล้วเส้นทางเป้นถนนสองเลน ให้รถสวนกันได้แบบหวาดเสียว

คนขับจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ




เท่าที่ผมฟังมาก
เมืองฮาลองได้รับการเสนอชื่อให้เป็น เมืองมรดกโลก เมื่อช่วงทศวรรษที่ 90 ที่ผ่านมา
ด้วยความที่เป็นเมืองชายทะเล
แม้หาดทรายจะไม่ขายใส ฟ้าสีครามเหมือนทะเลในมโนภาพที่ผมวาดไว้
แต่เกาะแก่ง และความคดเคี้ยวของอ่าว ก้มีความมหัศจรรย์งดงาม
ถ้าได้มมาเยี่ยมชมจะไม่ผิดหวังเลย



การจะชมความงามของทะเลอ่าวฮาลอง ต้องขึ้นเรือจากท่าเรือเมืองฮาลอง เพื่อชมเกาะแก่งต่าง ๆ
ที่ตลอดเส้นทางจะ มีความคดเคี้ยว เลาะเลี้ยว

พูด ๆ ไปแล้วหากจะลองหลับตาแล้วจินตนาการดู เส้นทางเดินเรือในอ่าวฮาลอง (โดยเฉพาะเวลาที่เรือแล่นหลบคุ้งโค้งต่าง ๆ) ก็คล้าย ๆกับ มังกรขดตัว หรือกำลังเลื้อยอย่างไรอย่างนั้น






เรือที่ใช้เดินทางก็มีลักษณะที่มีกลิ่นอายความน่าค้นหาอยู่ คือเป็นเหมือนเรือไม้ ถ้าคนที่ไม่มีความรู้เรื่องเรืออย่างผม มาเห็นเรือแบบนี้ ก็คงนึกไปถึงเรือในหนังจีน หรืออะไรไปอย่างนั้นโน่น





เท่าที่ฟัง ๆ มา เหมือน คลับคล้ายคลับคลาว่า คำว่า "ฮาลอง" ก้แปลได้ ว่า "มังกร" หรือเปล่า

ตรงนี้ ด้วยความที่เป็นคนนิสัยเสียเลยอดคิดไมได้ว่ามันเผอิญไปพ้องกับ คำว่า "หลง" ในภาษาจีนหรือไม่







หากจะนับเวลาตั้งแต่ตอนออกจากฝั่ง ไปกว่าจะเจอหุบเขาเกาะแก่งต่างๆ ก็ใช้เวลาราว ๆ สี่สิบนาที



เมื่อมาถึงเกาะแก่ง แล้วเรา ๆ ท่าน ๆ ก็จะพบกับความงามทางธรรมชาติ ที่คนที่ไม่ค่อยได้ไปทะเล อย่างผมเห้นแล้วต้อง ทึ่ง



//i579.photobucket.com/albums/ss239/kaweevitra/photo-15-4.jpg

มีเพื่อนร่วมทางบอกกับผมว่า ลักษณะเกาะแก่ง คุ้งโค้งแบบนี้ ที่พังงา หรือชายฝั่งทะเลอันดามัน ของไทย ก็มี



แต่บรรยากาศ เรือที่มีความเป็นจีนผสมเวียดนาม ที่แล่นระหว่างเกาะ แบบนี้ ก้ให้บรรยากาศแปลก ๆ ไปอีกแบบ



เกาะสองเกาะนี่เป็นไฮไลต์ที่มีฉายอยุตามพรีเซนเตชั่นโปรโมทให้คนมาเที่ยวฮาลองเบย์






ทะเลเขียวมรกตอมคราม



พอล่องเรือไปถึงเกาะที่เป็นไฮไลต์ แล้วเรือก็จะแล่นกลับเข้าฝั่งเมืองฮาลอง



ตะวันกำกลังจะลับขอบฟ้า



วันเวลาที่เมืองฮาลองก็หมดไปอีกหนึ่งวัน



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2553 12:25:41 น.
Counter : 530 Pageviews.

21 comment
สะพายกล้องท่องฮานอย: อาศรมอักษรศาสตร์ Temple of Literature, Hanoi


Temple of Literature กลางกรุงฮานอย ถ้าจะแปลแล้วได้อารมณ์ที่สุดในความเห้นของผม ก็คือ "อาศรมอักษรศาสตร์"

จะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่รู้
อาจจะเป้นเพราะว่า ถ้าแปล ว่า "วัดวรรณคดี" คือตรงตัว Temple --> วัด แล้ว literature --> วรรณคดี แบบนี้ มันออกจะฟังแล้วตลก ๆ อย่างไงพิกลอยู่



อาศรมอักษรศาสตร์ เป็นสถานที่ทองเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ใจกลางกรุงฮานอย ไม่ใกล้ไม่ไกล จาก Palais Presidential เท่าใดนัก

ถ้าสังเกตโดยรอบ เราจะเห็นถึงอิทธิพลของแนวคิดแบบ ขงจื๊อชัดเจนมาก

เท่าที่แอบฟังไกด์ชาวเวียดนาม บรรยาย ให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวฟัง คือ ผมไม่ได้จ่ายตังค์ แต่ไปยืนฟับเขาบรรยาย แบบได้ยินบ้าง ไม่ได้ยินบ้าง ก็พอจะจับใจความว่า

สมัยก่อน เวียดนาม มีการเรียนศิลปวิทยาคล้าย ๆแบบจีน มีการสอบ เป็นขุนนาง ถ้าจะให้จินตนาการไปเอง ก็คงเป็นการสอบจอหงวน

และมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็เหมือนเป้นที่รวบรวมวิทยาการต่างๆ ของเวียดนามสมัยโบราณ ที่ผุ้มีความรู้ในแถบน้ จะต้องมาศึกษาวิชาต่าง ๆ

เปรียบเทียกับไทย ก็คงจะอารมณ์วัดโพธิ์ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก ของไทยยุคก่อนการสถาปนาของรัฐชาติสมัยใหม่นั่นแหละ



จะว่าไปแล้วแม้ เวียดนามจะเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ที่รับแนวคิด มาร์กซ์ เลนิน มาเต็มๆ มีอนุสาวรีย์ เลนิน ให้คนเคารพ แล้ว แนวคิดแบบมาร์กซิสต์ เนี่ยเขา ไม่สนับสนุนให้คนมีศาสนา เพราะศาสนา ทำให้คนเชื่อ หรือว่า อีกนัยหนึ่งคือ เขามองว่า ศาสนามอมเมาประชาชน

แต่กระนั้น อิทธิพลของความเชื่อแบบขงจื๊อประเทศเวียดนามก็ยังฝังรากหยั่งลึกในหมู่คนเวียดนาม ดังจะเห็นได้จาก หลายๆ คน ก็มากราบไหว้ รูปปั้น ขงจื๊อ หรือผมฟังสำเนียงเวียดนามได้ว่า "ขงตื่อ" อาจจะออกเสียงผิดพลาดประการใด วานผู้รู้ช่วยแก้ให้ด้วย

คือเวลาจะต้องมีการสอบแข่งขันทางการศึกษา หลายครั้งหลายคราว เราก็จะพบว่า มีนิสิตนักศึกษาในฮานอย ก็จะมากราบไหว้ขอพรจากขงจื๊อ

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ หนึ่งในห้าประเทศสุดท้ายของโลก นอกเหนือไปจากจีน เกาหลีเหนือ คิวบา ลาว ก็มีเวียดนามประเทศนี้นี่แหละครับ




ถ้าพูดถึงแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ แล้วก็อดนึกถึงนวนิยายเรื่อง Animal Farm ของ George Orwell ที่เขียนขึ้นมาล้อเลียนการปกครองในอดีตสหภาพโซเวียตไม่ได้

คือ สัตว์เลี้ยงในฟาร์มพากันต่อต้าน Mr. Jones เพราะใช้อำนาจกดขี่สัตว์ต่างๆ
อยุ่มาวันหนึ่ง ก็มีหมูมาปลุกจิตสำนึกทางด้านสิทธิของสัตว์ต่าง ๆ ด้วข้ออ้างว่าด้วย "ความเทาเทียมกัน" ถ้าจำไม่ผิด นิยายใช้คำว่า All animals are equal รึเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แล้วก้ประโยคที่ว่า
Four legs good, two legs bad

จนสัตว์ต่าง ๆ ลุกฮือ ขึ้นมาขับไล่ Mr.Jones ไปสำเร็จ

พอไล่ไปได้แล้ว ทำไปทำมา หัวหน้าผู้ปลุกขบวนการ กับตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่เสียเองแทน Mr. Jones
คือไอ้เจ้าหมูนั่นแหละมันตั้งตนเป็นนายแล้วใช้งานสัตว์ต่าง ๆเสียเอง ในขณะที่ตัวเองก็เสพสุข และพร้อมจะฆ่าแกงสัตว์ตัวที่ไม่เห็นด้วยกับมัน
ส่วนสโลแกน ที่ว่า Four legs good, Two legs bad ก็ต้องเป็นหมัน เพราะ ไอ้เจ้าหมู นั่นมันดันลุกขึ้นยืนสองขาเสียเอง Four legs good Two legs ก็เลยกลาเยป็นคำว่า better เข้ามาแทนที่คำว่า bad

สรุปว่าที่เคยด่า เคยว่าเขาเนี่ย พอปฏิวัติเขาเสร็จ หมูทำเองหมดเลย จะกล่าวว่าเข้าข่าย "ว่าแต่อิเหนาเราเป็นเอง" ก็คงไม่ผิด

ซึ่งตรงนี้ ผู้แต่งนิยาย ล้อเลียนนักปฏิวัติในโซเวียต ที่ขับไล่ราชวงศ์ออกไป โดยอ้างความเท่าเทียมกัน แต่พอตัวเองเป็นใหญ่ กับขูดรีดชาวบ้านไม่แตกต่างกันจากสมัยกษัตริย์ มีนักคิดบางคน บอกว่า ขูดรีดยิ่งกว่าเสียอีก



พูดถึงเรื่อง "ว่าแต่อิเหนาเราเป็นเอง" แล้ว อดจะนึกถึงเรื่องศาสนาไม่ได้
แนวคิดมาร์กซิสต์แนวฮาร์ดคอร์ ที่เห็นว่าไม่ควรมีศาสนาเพราะศาสนามอมเมาผู้คนนั้น

ทำไปทำมา มาร์กซิสต์ เหมือนจะกลายๆ เป้นศาสนาเอาเสียเองอย่างไรก็ไม่รู้

คือ คาร์ล มาร์กซ์ นี่คลับคล้ายคลับคลาจะเป้นศาสดาอยู่แล้ว

ส่วน คอมมิวนิสต์ มานิเฟสโต้ หรือ ดาส คาปิตาล (Das Kapital) เนี่ย ก็มีบทบาท คล้าย ๆ คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ว่าอะไรถูกเสมอ อย่างไรอย่างงั้น

แล้วก็ การถกเถียงทางการเมืองของเหล่าสหาย เนี่ย เป็นพิธิกรรม
ส่วนพวกสหายทั้งหลายก็ทำตัวไม่ต่างจากสาวก ของศาสนาหนึ่งๆ เลย




เห็นลวดลาย ศิลปะของสถาปัตยกรรมแบบนี้ อดคิดไม่ได้จริงๆ ว่า ช่างใกล้เคียงกับวัฒนธรรม หรือ สถาปัตยกรรมของจีน มาก

ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าถ้าฝรั่งเศสไม่เข้ามาในอินโดจีน
ตอนนี้ประเทศเวียดนามจะเป้นอย่างไร
อาจจะมีความใกล้เคียงกับจีนมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ก็ได้
อย่างน้อย

ภาษาเวียดนามก็อาจจะยังใช้ตัวอักษรจีนอยู่













ทุกวันนี้ ศิลปะเก่าๆ ยุคโบราณของเวียดนามไม่ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเพียงอย่างเดียว

แต่ถ้าเราสังเกตให้ดี บริเวณหน้าประตูทางเข้าของ อาศรมอักษรศาสตร์แห่งนี้ เราจะพบเห็นคู่บ่าวสาว มาถ่ายทำวีทีอาร์ ของธุรกิจเวดดิ้งสตูดิโอ มากมาย

นับว่าเป็นการแปลงทรัพย์สินของ คอมมูน (หรือของชาติ?) ให้งอกเงยเป็นมูลค่าทางทุนนิยมที่น่าสนใจ

ในประเทศที่ยังได้ชื่อว่า เป็นประเทศคอมมิวนิสต์แห่งนี้




Create Date : 11 มกราคม 2553
Last Update : 11 มกราคม 2553 12:42:10 น.
Counter : 497 Pageviews.

4 comment
ฮานอย...ฮาหน่อยนะ Let's Laugh with Hanoi, Vietnam


เพิ่งไปผจญภัยที่ฮานอย มาครับ

1. โกงนิดโกงหน่อย

การไปต่างประเทศเที่ยวนี้ เจออะไรเด็ด ๆ เยอะ
ถ้าจะพูดเรื่องการขับขี่รถที่ไม่มีใครสนใจ "เลนส์วิ่ง" ของตัวเอง และการแหกกฏจราจร แล้วที่เวียดนาม ยังไม่โหดเท่าอินเดีย หรือบังคลาเทศ

แต่เรื่องที่เด็ดที่สุดเลยก็คือ ความพยายามโกงมิเตอร์ หรือโกงเงินผู้โดยสารของแท๊กซี่ ที่ พร้อมจะหาหนทางทุกวิถีทาง เพื่อจะโกงคนต่างชาติให้ได้

ก่อนอื่นต้องบอกเสียก่อนว่า ค่าเงินเวียดนาม ราคาต่ำมาก ๆ ถ้าเทียบกับเงินไทย

คือ ประมาณว่า เงิน 100000 ด่อง จะเท่ากับ 200 บาทไทยอะไรประมาณนั้น

เพราะฉะนั้นเวลาจะจับจ่ายใช้สอยเป็นเงินด่อง จะต้องระมัดระวังให้ดี ว่าจ่ายผิดหลักข้ามจากหลักหมื่นไปหลักแสน หลักแสนไปหลักล้านหรือเปล่า

ส่วนมากมักจะเป็นแบบนี้

ตอนนั้นก็คิด ๆว่า ขนาด แค่กินก๋วยเตี๋ยว หรือกินกาแฟ ยังจ่ายไปเป็นแสนเป็นล้านเลย

แล้วพวกนักฟุตบอลดัง ๆที่มาเล่นในเวียดนาม ยังดัสกร ทองเหลา หรือ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ตอนฮ็อต ๆ เนี่ย เงินเดือนไม่ตกเดือนละร้อยล้านหรอ

-------------

วกกลับมาเรื่องทริกการโกงของแท๊กซี่ในกรุงฮานอย

ตอนแรก นั่งแท๊กซี่ จากสนามบิน นานาชาติ ซึ่งห่างจากตัวเมืองเข้าไปประมาณ 30 กิโลเมตร เข้าไปในเมือง

ราคาค่าแท๊กซี่ไกลขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้วิ่งไปตามมิเตอร์ มันก็จะราคาแพงมาก

เหมือนทางสนามบิน เลย เซ็ทราคาแบบเหมาจ่าย ไว้เลย ว่า ถ้าเป็นรถสี่ล้อ ก็ 250000 ด่อง

รถหกล้อ ก็เป็น 270000 ด่องอะไรประมาณนั้น

แล้ว พอขึ้นแท๊กซี่ มา ไอ้เรา ไม่เคยไป ก็ไม่แน่ใจ เห็นป้ายว่าคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเขาบอกว่ามีราคา "เหมาจ่าย" แต่เราดันอ่านไม่ออกเลยไม่แน่ใจว่าใช่ ราคาเหมาจ่ายไหม
แต่ก็เรียกแท๊กซี่ สนามบินอยู่ดี
ตอนแรก เห็นแท๊กซี่ กดมิเตอร์ให้เริ่มวิ่ง สตาร์ตจากราคา 9000 ด่อง แล้วก็ คิดว่า ไอ้ราคา เหมาจ่าย ตะกี้ มันคง เป็นของรถประเภทอื่น

แต่พอวิ่งไปเรื่อยๆ พอมิเตอร์ เริ่มไปแตะ 300000 ด่อง ก็เริ่ม ตะหงิด ตะหงิด แล้วว่าทำไมมันแพงจัง

เลยลองโทรไปถามคนรู้จัก คนไทยที่เรียนภาษาศาสตร์เปรียบเทียบ อยู่เวียดนาม เขาบอกว่า จริง ๆ ก็ราคาเหมาจ่าย อย่างที่เข้าใจนั่นแหละ คือ 250000 ด่อง

ผมก็จะลองเงียบ ๆ แล้วดูมิเตอร์วิ่งไปเรื่อย ๆ ว่าถึงโรงแรมจะราคาเท่าไหร่
ปรากฏว่า

มิเตอร์ ปา เข้าไป
500000 ด่อง เห็นแล้วปวดตับ

แล้วคนขับแท๊กซี่ก็ทำเนียน เงียบ
พอ เราจ่าย ไปตามราคาเหมาจ่าย 250000 นั่น เขาก็ไม่ว่าอะไรนะ
แต่ที่เงียบ เนี่ย คงกะ เนียเผื่อมีคนเผลอ จ่ายตามมิเตอร์

แล้วเราก็อดคิดไม่ได้ว่า มันต้องมีฝรั่ง หลงจ่ายตามมิเตอร์ หลาย คนแน่

จริง ๆ ถ้ารับราคาเหมามาแล้ว ตามมารยาท แท็กซ๊ ไม่ควร กดมิเตอร์
อย่างงี้แสดงว่า เจตนา อาจไม่บริสุทธิ์

----------------

นอกจากนี้ แล้วยังมีทริก เล็ก ๆน้อย ๆ หลายอย่าง เช่นนั่งแท๊กซี่ไปใกล้ ๆ จะมีการกดมิเตอร์ ยังไงก็ไม่รู้ให้ราคา สูงกว่าปกติ สามเท่า

คือ จากสถานฝั่งศพของโฮจิมินห์ กลับมาโรงแรมก็ไม่น่าจะเกินสามกิโล แต่ต้องจ่ายค่ามิเตอร์ไปร่วม 2 แสน

ไอ้เราเห็น 2 แสน ก็รู้อยู่ว่าโดนโกงแน่ ๆ แต่พยายามจะเถียง ซึ่งคนขับ ก็ทำเป็น "รถเสีย" ก่อนถึงโรงแรม สักสองแยก แล้วทำเป็นพูดภาษาอื่นๆ ไม่ได้นอกจากเวียดนาม

เหมือนคนขับจะรู้ เพราะอาจจะเคยทำมาเยอะว่า ถ้าจะโกงมิเตอร์แบบนี้แล้วเลยไปจอด ที่หน้าโรงแรม ผมต้องโวย โดยการไปเรียกฟร้อนท์ มา คุยแน่ ๆ ก็เลยทำเป็นรถเสีย ก่อนถึงโรงแรม เหมือนทำมาบ่อยจนเกิดทักษะ หาทางหนีทีไล่ไว้เป็นอย่างดีแล้ว


ที่มั่นใจว่าโดนโกง เพราะว่าวันถัดมา ไปกับคนที่พูดเวียดนามได้ พาขึ้นรถไปที่เดียวกันระยะทางเดียวกัน มันราคาประมาณ 9 หมื่น แล้วอัตราการวิ่งของมิเตอร์ช้ามาก

คุย ๆ ไป เขาบอกว่าวิธีเดียวที่จะไม่ให้โดนโกง ก็คือ ต้อง เถียงเป็นภาษาเวียดนามด้วย "หลักการและเหตุผล" และ "ประจักษ์พยานหลักฐาน" ที่ฟังขึ้นเท่านั้น ถึงจะเอาตัวรอด ได้

แล้วเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นตลอด คือ คนเวียดนาม โดยเฉพาะในฮานอย จะมีความรู้สึกภูมิใจ เสียด้วยซ้ำ ว่า ถ้าได้โกงค่าแท๊กซี่ชาวต่างชาติ เนี่ยเป็นเรื่องดี มีความสามารถ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผ่านสงครามมานาน เลยขอ ทำอะไรแบบนี้บ้าง

ซึ่งตรงนี้ ฮานอย ในอดีตเวียดนามเหนือ จะต่างจาก คนในโฮจิมินห์ หรือ ไซง่อนในเวียดนามใต้ ที่เป็นเมือง ที่กองทัพอเมริกาเคย ตั้งฐานทัพ
เพราะฉะนั้น แนวคิดของคนก็จะต่างกัน และ สิ่งอำนวยความสะดวกในไซง่อนจะดูดีกว่า ฮานอย แม้ว่า สภาพตึก จะไม่โรแมนติก ไม่มีกลิ่นอาย อาณานิคมฝรั่งเศส เหลืออยู่เท่าไหร่ก็ตาม




2. อาหารกลางวันมื้อแรก

ตอนแรกเดินๆ ผ่านร้านแล้วงง ๆ ว่าเป็นอะไร
แต่กลิ่นหอมชะมัด ทำให้อดที่จะเดินเข้าไปกินไม่ได้

ที่เห็นอยู่ในรูป อาหารสุกแล้วทั้งนั้น

หน้าตาอาจดูแปลก แต่พอลองกินแล้วเป็นรสชาติที่คุ้นเคยเลย
คือ มี ขนมจีน (ข้าวปุ้น) ซึ่งภาษาเวียดนามเรียกว่า "บุ๋น" แล้วก็ แกงจืดหน่อไม้ กิน กับ เป็ดย่างใสเครื่องเทศ บางคน ล่อ "ว็อดก้า" หรือ "เหล้าข้าวเวียดนาม" กันกลางวันแสก ๆ เล่นกันแบบนี้ถึงใจมาก

ถ้ามี "ตำบักหุ่ง" แจมด้วย เนี่ย มันรสชาติไม่ต่างจาก "กินข้าวปุ้นกับแกงหน่อไม้" แบบฉบับอีสานบ้านเฮาเลย

อาหารแบบนี้ สาว ๆ ออฟฟิศ แต่งตัวแนวสาวสีลมบ้านเรา ใส่ถุงน่องดำ ชุดทำงาน มานั่งกินกันเต็มร้านไปหมด

สงสัยจะเป็นร้านยอดนิยม ของคนที่นี่



3. ว่าด้วยโฮจิมินห์
โฮจิมินห์ หรือ "ลุงโฮ" เป็นผู้นำทางด้านการปฏิวัติประเทศแล้วก็แนวคิดทางการเมืองที่สำคัญมากของเวียดนาม อารมณ์ เหมา เจ๋อ ตุง ของจีน

จากที่อ่านๆ และฟัง ๆ มา แม้ผมไม่ค่อยสนใจ แต่ ก็พอจับใจความได้ว่า ผู้นำไทยในอดีต อย่าง ปรีดี พนมยงค์ ก็มีแนวคิด ใกล้เคียงกับโฮ จิมินห์ ในบางแง่มุม

ถึงขนาดว่า ในช่วง พ.ศ. 2490 มีคนเสนอความคิดว่า ถ้านายกรัฐมนตรีไทยในช่วงนั้น เป็น อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และไม่ใช่ จอม พล ป, พิบูลสงคราม โฉมหน้านโยบายต่างประเทศ ของไทย อาจเปลี่ยนทิศทางไป

ที่แน่ ๆ เราคงไม่เลีย อเมริกา เหมือนกับที่เป็น ๆ อยู่

ภาพที่เห็นด้านบนเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมความเป็นโฮ จิ มินห์ไว้ทั้งหมด



4. อธิษฐานขอลูก
จากคำบอกเล่าของคนรู้จักที่มาอยู่เวียดนาม ศึกษาความคิด ลักษณะทางภาษาศาสตร์และประวัติศาสตร์ของเวียดนามที่ฮานอย
เขาเล่าให้ผมฟังว่า ที่ตรงนี้ ในบ่อน้ำที่เห็นนี่ เมื่อนานมาแล้ว (นานเท่าไหร่ผมจำไม่ได้) เคยมีกษัตริย์เวียดนามที่ไม่มีลูก แล้วอยากมีลูกมาก มาอธิษฐานขอพรให้มีลูกในบ่อน้ำตรงนี้

แล้วพอคำอธิษฐานเป็นจริง ก็เลยสร้างเจดีย์ตรงนี้ขึ้นมา เรียกว่า "เจดีย์เสาเดียว"



บริเวณก่อนจะถึงเจดีย์เสาเดียว



5. หน้าหลุมศพลุงโฮ

บริเวณลานกว้างๆ โล่งๆ แบบนี้ พิศอย่างไรก็ อดที่จะเปรียบเทียบกับ "ลานพระบรมรูปทรงม้า" ในไทย หรือ "จัตุรัสเทียนอันเหมิน" ในจีน ผสมกับชองเซลิเซ่ ในปารีสไม่ได้

คือมันเป็นลานกว้างๆ ที่สถานที่เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมทางกองทัพ อย่างเช่นการสวนสนาม แล้วก็จะมีสถานที่สำคัญ รายล้อมไปหมด

อย่างในฮานอยตรงหน้า ก็มี หลุมฝั่งศพลุงโฮ มี Palais Presidential (แปลเป็นไทยว่า ทำเนียบประธานาธิบ่ดี?) มีเจดีย์เสาเดียว แล้วก็อาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ที่น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอาณานิคมตามใจเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสหมด



ดูกันอีกมุม




ถนนและการสัญจรโดยรอบ



หน้าบ้านใครก็ไม่รู้ คาดว่าจะเป็น ประธานาธิบดีนะ



6. ย่านการค้า
สินค้า จำพวก แฟชั่นที่นี่ ที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ช่วงลมหนาวมาเยือน
การแต่งกาย ของสาว ๆ ก็ หนีแฟชั่นแบบสาวจีนไปไม่พ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งๆ สาว ๆทีนี่ ชอบแต่งตัวใส่รองเท้าบูธ แล้วก็ถุงน่องดำเป็นพิเศษ
เห็นแต่งตัวแนวนี้กันเยอะมาก
คาดว่าเสื้อผ้าหลายประเภท ก็นำเข้าจากจีนนี่แหละ

จริง ๆ บรรยากาศ ช่วงปลาย พฤศจิกายน ในฮานอย ปีนี้ ก็ไม่หนาวเท่าไหร่ อย่างดีก็เย็นกว่ากทม. ไม่มาก

แต่คนในฮานอย ก็แต่งตัวเตรียมหนาวกันเต็มที่เสียแล้ว




ภาพเหวอ ๆ เป็นธรรมชาติ บนถนนการค้าสายหลักของฮานอย



ภาพนี้ถ่ายจากร้านอาหารออสเตรเลีย ชื่อ Papa Joe's Restaurant ถ่ายภาพจราจรตอนวุ่นวายในกรุงฮานอย

ตึกตรงข้ามที่เห็น คาดว่าเป็นภัตตาคารอาหารไทย ชื่อ Thai Village หรือเปล่าไมแน่ใจ

เห็นไฟแดงๆ รถวุ่น ๆ แบบนี้แล้วให้บรรยากาศของฮานอย ที่ไม่ค่อยจะฮาแม้สักน้อยได้เป็นอย่างดี





Create Date : 01 ธันวาคม 2552
Last Update : 1 ธันวาคม 2552 20:15:47 น.
Counter : 386 Pageviews.

6 comment
ล่องเรือเยือนหมู่บ้านเซนต์โวล์ฟกัง ออสเตรีย


หากนักท่องเที่ยวคนใดต้องการเดินทางไปเยี่ยมชม หมู่บ้าน Saint Wolfgang (สะกดว่า Sankt Wolfgang ในภาษาเยอรมัน) ก็จะต้องเดินทางออกนอกเมือง Salzburg ไปสักประมาณ 30 กิโลเมตรกว่า ๆ
อ้อมหรือข้ามภูเขาไปถึงริมทะเลสาบที่หมู่บ้าน Saint Gilgen (Sankt Gilgen)
แล้วจึงขึ้นเรือข้ามไปยังหมู่บ้าน Saint Wolfgang

จะว่าไปแล้ว แม้ว่าหมู่บ้าน Saint Gilgen จะเป็นแค่ทางผ่าน แต่มันก็มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในตัวของมันอยู่

คือ Ana Maria มารดาของ W.A. Mozart เกิดในที่แห่งนี้ก่อนจะย้ายไป Salzburg และถ้าผมจำไม่ผิด พี่สาวของ Mozart เองก็เคยได้ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วยเช่นกัน




บรรยากาศการนั่งเรือก็สวยงาม แดดส่องตลอด อากาศไม่หนาวไม่ร้อนจนเกินไป
ฟ้าสีคราม เมฆสีขาว ท้องน้ำเป็นสีแปลก ๆ เขียว ๆ คล้าย ๆ กับแม่น้ำ Salzach ในเมือง Salzburg แต่ความเขียวน่าจะจางกว่า



เพือนร่วมการเดินทางมาจากหลายที่หลายทาง ทั้งจากออสเตรเลีย เยอรมนี แม้แต่ประเทศอาหรับอย่างซาอุดิอารเบีย หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ทุกคนต่างทึ่งในความงามของธรรมชาติ และเห็นพ้องต้องกันว่า Lake แห่งนี้ เป็นสวรรค์บนดินแท้ ๆ นี่เอง



เห็นภาพตัดกันเป็นชั้น ๆ แบบนี้ ทั้งสีครามของฟ้า สีเขียวของทุ่งหญ้า สีมรกตของท้องน้ำ ซึ่งตอนนี้ พอโดนแสงตะวันก็เริ่มจะเปลี่ยนสี อีกทั้งกลิ่นอายแห่งฤดูร้อน ความสมบูรณ์ของธรรมชาติ บ่งบอกว่า สมบัติของสวรรค์นี้แปดเปือนความเป็นเมืองอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์น้อยมาก

ทุกสิ่งทุกอย่างสอดประสานเป็นความงามแห่งธรรมชาติอย่างลงตัวในดินแดนที่เขาว่ากันว่า แม้เป็นอิสระไม่เคยตกอยู่ใต้อาณัติของอาณาจักรใด ๆ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ว่าจะอยู่ใกล้ จักรวรรดิ์ออสโตรฮังการีก็ตาม จนกระทั่งการมีขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ ที่มีการขับเคี่ยวเชิงอำนาจของความเป็นรัฐ และต้องผ่านสงครามโลกถึงสองครั้ง
จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นดินแดนของออสเตรียอย่างที่ทราบกัน



ชื่อหมู่บ้าน คือ Saint Wolfgang นี้ตั้งตามนักบุญคนๆ หนึ่ง ชื่อ Wolfgang ซึ่งไม่เกี่ยวอะไร กับนักดนตรี Wolfgang Amadeus Mozart นั่น

หมู่บ้านนี้มีตำนาน ผมก็จำได้ไม่ละเอียด แต่ประมาณว่า ยุคหนึ่งมีปีศาจอยู่ในหุบเขา แล้วก็มีชายคนหนึ่งอาสาไปปราบปีศาจตนนั้น
พอปราบได้ เขาก็เลยสร้างโบสถ์และขนานนามให้เป็นเกียรติ
พอดีชาย คนนั้นชื่อว่า Wolfgang โบสถ์ก้เลยตั้งตามเขาอะไรทำนองนี้



หมู่บ้านแห่งนี้ตรอกซอกซอยเล็ก และแคบมาก อารมณ์ประมาณ ตรอกนคร แถว ๆ ท่าพระจันทร์ แต่ว่า ตึกเป็นทรงยุโรป แล้วก็อากาศเย็นสบายกว่า ไม่ร้อนอบอ้าว



สีสันบ้านเรือน โรงแรม หอพัก หรือ อพาร์ทเม้นก็สดใสดี ตลอดทั่วพื้นที่หมู่บ้าน ซึ่งดูไม่น่าจะกว้างเกินเกาะรัตนโกสินทร์



เวลาเดินตามตรอกซอกซอย เราจะได้กลิ่นคนขายไส้กรอกเยอรมัน ทอดหอมฉุย ลอยมา ชนิดถ้าได้กลิ่นแล้วกระเพาะ ต้องร้องโครกคราก เหลียวซ้ายแลขวา หาต้นทางของกลิ่นหอมนั้นกันให้วุ่น

คิดแล้วอยากกินไส้กรอกทอด + เฟรนช์ฟราย กับเบียร์เย็น ๆ



ว่าแล้วผมก็ลองเดินหาร้านต้นกลิ่นดู
พอไปเจอปุ๊บ ก็จัดการสั่ง "Currywurst mit Pomme" มากินแทน
Wurst แปลว่า ไส้กรอก
Curry ก็ กระหรี่ (ที่เป็นของกิน)
mit แปลว่า "กับ" ที่เป็นบุพบท
ส่วน Pomme เนี่ย แปลว่า "มันฝรั่ง"

จากความรู้ภาษาเยอรมันงู ๆ ปลา ๆ
ผมก็งงอยู่ว่าทำไม เขาไม่ใช้ kartoffel
แต่ไปใช้คำยืมคือคำว่า Pomme ในภาษาฝรั่งเศสแทน

ถามไปถามมา เขาว่ากันว่า คนเยอรมันเรียก มันฝรั่งทอดว่า Pomme frites อยู่แล้วคือมันเป็นคำยืมจากฝรั่งเศส

ปกติคำว่า pomme ในภาษาฝรั่งเศส มันแปลว่า แอ้ปเปิ้ล
แต่ pomme de terre จะแปลว่า "มันฝรั่ง" เพราะ คนฝรั่งเศส มีภาพเป็นกรอบความคิดว่า มันฝรั่ง มันคือ "แอ้ปเปิ้ลที่อยู่ในดิน"

pomme แปลว่า แอ้ปเปิ้ล
terre ก็แปลว่า ดิน

แล้วพอคนพูดเยอรมันเอามาใช้ ก็เอามาแค่คำว่า pomme กับ frite คือทอด มาใช้เลย

เขาก้เลยใช้กันให้ทั่วอย่างที่เห็นในเมนูว่า Currywurst mit Pomme



ดูโบสถ์ Sankt Wolfgang กันชัด ๆ อีกครั้ง










Create Date : 18 ตุลาคม 2552
Last Update : 18 ตุลาคม 2552 15:51:15 น.
Counter : 463 Pageviews.

8 comment
ซัลส์บวร์กไม่หนาว A Warm and Sunny Salzburg


แม้ว่าจะปาเข้าไปสัปดาห์ที่ 3 ที่ 4 ของฤดูใบไม้ร่วง (ภาษาเยอรมันคือ Herbst?) แล้วก็ตาม แต่อากาศในเมือง "ภูเขาเกลือ" หรือ Salzburg ก็ยังจัดได้ว่าสดใส หรือออกจะร้อนสำหรับคนท้องถิ่น

คือ ถ้าจะให้คนไทยจินตนาการ มันก็น่าจะประมาณ เชียงใหม่ ช่วงปลายปี ถึงต้นปี ที่ตอนกลางวันแดดจะออก ชนิดว่าใส่เสื้อเชิตตัวเดียว เดินเลาะไปเลาะมาได้ แต่พอตอนกลางคืน อากาศก็จะเย็นลงหน่อย ถึงขนาดที่ต้องหาเสื้อแจ็กเก็ตตัวเล็ก ๆ สักตัวมาใส่กันหนาว




เมือง Salzburg มีชาวเติร์กอาศัยอยู่มากมาย จากสายตาคนต่างถิ่นอย่างผม เมื่อได้ลองเดินไปตามถนนสายต่าง ๆ ในเมือง ก็จะพบร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ที่เจ้าของเป็นตุรกี ค่าใช้ก็ ครึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งยูโร หรืออาหารขายเกบับ กับดูรุม สูตรตุรกีอยู่มากมาย

หากคิดหน้าตาของ เกบับ หรือดุรุม ไม่ออก ก็ลองนึกถึงโรตีห่อเนื้อผัด หรือถ้าไม่งั้นก็นึกถึง Burrito ก็ได้
อาหารเทือก ๆ นี้มันอร่อยด้วยเนื้อผัดกับเครื่องเทศ แล้วโรตี ร้อน ๆ ห่อ
กินแล้วอยู่ท้องไปตลอดทั้งวัน



บริเวณสถานีรถไฟกลางของเมือง Salzburg มีโรงแรม สี่และห้าดาว ตั้งอยู่หลายโรง และก็เป็นที่รวมรถมากมาย ถ้าจำไม่ผิด น่าจะอยู่ถนน Rainerstrasse สามารถขึ้นรถเมล์จากที่นี่ไปส่วนไหนของเมืองก็ได้



โรงแรมยูโรปา (อ่านว่า ออยโฆป้า?) อยู่ใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟกลาง (Der Bahnhof)

ผมเคยสงสัยว่าทำไมคนที่พูดภาษาเยอรมันไม่เรียกสถานีว่า Station แล้วออกเสียงแบบเยอรมัน เป็น "สตาโซน"

แต่คำว่า Bahnhof มันก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง คือสื่อความหมายได้ตรงมาก แล้วก็ไม่ต้องไปยืมคำมาจากภาษานอกตระกูลเจอร์มานิกด้วย
Bahn แปลว่า "เส้นทาง"
ส่วน Hof ถ้าแปลตรงตัวหน่อย เป็นภาษาอังกฤษ พจนานุกรมมันบอกว่า แปลว่า "Courtyard" คือ "สนาม" หรือ "ลาน" อะไรซะอย่าง

รวมความ Bahnhof น่าจะแปลว่า "สนามรวมเส้นทาง" ละมั้ง อันนี้ไม่ชัวร์ คงต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาเยอรมันมาอธิบาย เผื่อจะได้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น



บริเวณย่านพระราชวัง Mirabell จะเห็นตึกสวย ๆ หลายแห่ง ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพ Austria Bank เข้าใจว่าน่าจะเป็นธาคารแห่งชาติ



แม่น้ำ Salzach (จะแปลว่า "คลองเกลือ" แบบตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรีได้ไหม?) อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก อุทยานดอกไม้ Mirabell Palace เท่าไหร่นัก และสองข้างทางจะเป็นเมืองเก่าของ Salzburg






นอกจากชาวตุรกีจะอยู่กันเยอะ (สังเกตได้จากร้านเกบับ) แล้ว ชาวอิตาเลียนก็มาเปิดร้านพิซเซอเรียเยอะด้วย



แม่น้ำ Salzach ที่เห็นเขียวปี๋แบบนี้ ยิ่งสะท้อนกับแสงตะวัน ความเขียวยิ่งเข้มข้น เห็นอย่างนี้แล้วอดจิตนาการตอนฤดูหนาวไมได้ว่า ในขณะที่ริมฝั่งน้ำขาวโพลนเพราะเต็มไปด้วยหิมะ และเมื่อแม่น้ำ Salzach เป็นน้ำแข็ง มันจะยังเขียวแบบนี้ไหม




จักรยานเป็นพาหนะหลักของชาวเมือง Salzburg ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่แปลกเท่าไหร่กับหลาย ๆ เมืองในทวีปยุโรป



เป็นเพราะ Salzburg เป็นเมืองเก่า ถนนหนทางก็เล็ก เป็นตรอกซอกซอย ฉะนั้น ในช่วงเวลาเร่งด่วน รถจะติดมาก
ยานพาหนะส่วนตัวที่คล่องตัวที่สุด ก็คือจักรยานนั่นเอง







บริเวณรอบ ๆ มหาวิทยาลัยโมสาร์ทเตี้ยม ก็ติด ๆ กับอุทยาน Mirabell มีทั้งร้านรวงมากมาย โรงละคร แล้วก็โรงจัดแสดงดนตรี
ถ้าจำไม่ผิด ผมว่าผมเห็นฉากเหล่านี้ในภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music ตอน Maria พาเด็ก ๆ มาปั่นจักรยานเล่นด้วย








เดินวนกลับมาที่ธนาคารติดกับโบสถ์อีกครั้ง



โรงแรมเชอราตันไม่ใกล้ไม่ไกลจาก Mirabell อีกแล้ว





ภาพของอุทยาน Mirabell
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Mira แปลว่า การมอง
ส่วน Bell น่าจะเป็นคำเดียวกับ Bel แปลว่า สวย

Mirabell ก็คือ มองแล้วสวย
ตอนนี้ ต่อให้ไม่มอง แต่แค่หลับตา แล้วนึกถึง ก็ยังสวย





Create Date : 07 ตุลาคม 2552
Last Update : 7 ตุลาคม 2552 19:17:15 น.
Counter : 339 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  

เชษฐภัทร
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments
All Blog
MY VIP Friend