Play & Learn ที่วันวาน


เวลาที่เราคิดถึงอดีต โหยหาอดีตที่เป็นภาพความทรงจำสีจาง ๆ ซึ่งไม่มีทางหวนกลับมาได้อีกจัดได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ของใครหลาย ๆ



และวิธีการเล่าอดีตอย่างว่าเนี่ย
มันไม่ได้มีแค่การ "เอ่ยปากเล่าความหลัง" หรือ "เขียนเป็นนิยาย" แบบสี่แผ่นดินของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือ "เขียนเป็นกวีนิพนธ์" อย่าง เรวัตร พันธุ์พิพัฒน์ ใน แม่น้ำรำลึก เท่านั้น

ถ้าจะให้ถึงใจพระเดชพระคุณถูกใจวัยโจ๋ที่ ทุกวันนี้เน้นการเสพย์ศิลป์ ที่ "ง่าย" และ "รวดเร็ว" ถ้าให้ไป นั่งรออ่านนิยาย หรือกวีนิพนธ์แถมต้องมาเสียเวลา แกะกลอักษร อีก ก็คงจะไม่ทันใจ

มันก็ มีวิธีอื่นที่โดนใจ คือต้องมี "ภาพที่เห็นได้ด้วยตา" และ "เสียงที่ได้ยินได้ด้วยหู"
อย่างภาพยนตร์ เรื่อง "แฟนฉัน" ก็เป้นการรำลึกอดีตอย่างหนึ่ง

หรือแม้แต่ในกรณีนี้ พิพิธภัณฑ์ "เพลินวาน"
ที่มีเรื่องราวผ่านสิ่งของเมื่อวันวานของผู้คนสักห้าสิบหกสิบปีที่แล้ว ก็จัดว่าเป็นวิธีการเล่าความหลังด้วยเช่นกัน


ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพิพิธภัณฑืแบบ "เพลินวาน" ที่หัวหิน
ตอนแรกที่รู้จัก ก็จากเว็บมัลติพลายที่มีตากล้องไปถ่ายมา
ผมเห็นแล้ว สวยดี

เลยอยากไปเยี่ยมชมดูบ้าง



ไปมาแล้ว แม้ว่าไม่ได้กว้างอย่างที่จินตนาการเอาไว้
แต่ก็ประทับใจไม่น้อย

ทั้งที่เกิดไม่ทันยุคสมัย ที่พิพิธภัณฑ์จำลองมา



มอเตอร์ไซค์สมัยก่อน
คาดว่า ผมเกิดทันได้เห็น คนขับขี่ มอเตอร์ไซค์แบบนี้เป็นเรื่องเป็นราวนะ
คาดว่าไม่น่าจะถึงขนาด ห้าสิบปีล่วง
แต่ภาพในความทรงจำมันรางเลือนเหลือ






ร้านขนมแบบนี้เราก็เกิดทัน แล้วก็คิดว่าไม่น่าจะถึงขนาด ห้าสิบหกสิบปีก่อนเหมือน




แต่ "น้ำมะเน็ด" เนี่ยเกิดไม่ทันแฮะ
เข้าใจว่าคำว่า "มะเน็ด" น่าจะ มาจาก Limonade ในภาษาอังกฤษละมั้ง
เคยได้ยินยายเรียกน้ำเขียวอัดลมว่าน้ำมะเน็ด



Create Date : 08 สิงหาคม 2552
Last Update : 8 สิงหาคม 2552 20:28:12 น.
Counter : 833 Pageviews.

2 comment
ที่ราชดำเนิน Another Day on Raj Damnoen Road



ชื่อถนนเส้นนี้ ว่า "ราชดำเนิน" มันก็บ่งบอกในตัวอยู่แล้วว่า เป็น ถนนสายที่องค์พระมหากษัตริย์และ พระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินไปในที่ต่าง ๆ


คือคำว่า "ราช" มาจากคำว่า ราชาที่ยืมมาจากภาษาบาลีสังสกฤต
และคำว่า "ดำเนิน" ก้คือ การย่างก้าว ที่ยืมมาจากภาษาเขมร

รวมกันได้ว่า "ราชดำเนิน" นั่นเอง

แม้ว่าชื่อจะบ่งนัยยะ ของพระราชอำนาจ ในระบอบการปกครองแบบสมบูรณายาสิทธิราช

แต่ เหตุการณืทางการเมืองที่มีการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญ ก้มักจะเกิดเหตุ ณ ถนนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ สิบสี่ตุลา พฤษภาทมิฬ หรือการประท้วงครั้งสำคัญหลาย ๆครั้ง ในช่วงสองสามปีหลัง ที่ประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญ 2540 อันจัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง



ลักษณะพิเศษในสังคมไทย อันเป็นสังคมที่ปกครองด้วย "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"

คือ ธรรมราชาของพระมหากษัตริย์ กับความเป็นประชาธิปไตย ก็ประกอบสร้างซึ่งกันและกัน อันจะเห็นได้จากวิกฤติการณ์หลายครั้ง ที่สถาบันกษัตริย์เข้ามาแก้ไข บรรเทาทุกข์ให้กับปวงชนชาวไทย

หากจะยอมรับกันจริง ๆกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในประวัติศาสตร์การเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือน political tutelage หากจะอ้างตามคำพูดของ อาจารย์ เกษียร เดชะพีระ ที่ตีพิมพ์ในหนังสือมติชน ช่วงก่อนหรือหลังปฏิวัติผมก็จำไม่ค่อยได้ แต่คงราว ๆ นั้น

คือ คนไทยส่วนมากยังเชื่อว่า พระราชบารมีจะช่วยชี้ทางออกจากวิกฤตทางการเมืองได้ทุกเมื่อ



ประชาธิปไตยไทย จึงยังต้องพึ่งพระบารมีในหลาย ๆ ครั้ง ตัดขาออกจากกันไม่ได้

ความเชื่อเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจน หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นช่วง ที่มีการเรียกร้องมาตราเจ้ด

หรือแม้กระทั่งในกวีนิพนธ์ ของ กวีรัตนโกสินทร์ อย่าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ก็ยังมีวลีว่า "ราษฏร์เดินนำราชดำเนิน" อันสื่อให้เห็นถึงสัมพันธ์ และวงจรแห่งอำนาจ และจักรวาลวิทยา ในสังคมแบบไทย ๆ ที่แม้ว่าจะ นำการปกครองแบบตะวันตก มาประยุกต์ใช้ แต่ก็ยังตัดไม่ขาดกับการอ่านโลกตามแนวคิดธรรมราชา ผสมผสานกัน






ผันพักตร์ฟากด้าวอัสดง
อัสดรดำรง
ดำเลิงรณชัยในที

ผ่าเผยแผ่นพระธรณี
สู่อารยศรี
สากลประกาศโลกา

จัดวังจังหวัดวัดวา
วังขอบมรรคา
คือราชดำเนินนอกใน

ถนนแห่งประชาธิปไตย
ประชาชุมชัย
ประเชิญประชันผันผาย

ผ่านพิภพลีลาเรียงราย
ผ่านฟ้าคล่ำคลาย
มาข้ามมัฆวานรังสรรค์

สามช่วงสามชนยลยรร
ยงอยู่กับกัลป์
ก่อแก้วกลางใจกลางเมือง

จงเจตน์จำนงจงเนือง
จงจารึกเรือง
ราษฏร์เดินนำราชดำเนิน

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

จากกวีนิพนธ์ชุด เขียนแผ่นดิน







Create Date : 16 กรกฎาคม 2552
Last Update : 16 กรกฎาคม 2552 19:27:38 น.
Counter : 531 Pageviews.

5 comment
ท่องเยาวราช The China Town of Bangkok, Yaowaraj



วันก่อนมีโอกาสได้ไปเดินเล่นหัวลำโพงช่วงเย็นก่อนหัวค่ำ

เลยได้ถ่ายรุปนี้ออกมา



อาคารหัวลำโพงดูสวยดี
ผมเดินเล่นหามุมอยุ่ครู่หนึ่งด้วยความที่ตอนสี่ห้าโมงเย็นเป็นเวลาเร่งด่วนของคนกรุงเทพพอดี
ผมกลัวโดนรถจะเหยียบ เลย ต้องรีบกดรีบหนี

ภาพออกมาเลยได้ประมาณนี้





รูปเอียง อีกแล้ว



ถ่ายเสร็จก็ออกมาเดินเล่นแถวเยาวราชซึ่งอยู่ห่างจากหัวลำโพงไปสองสามบล๊อก




ป้ายหน้าวัดไตรมิตรที่เพิ่งเห็นบรรยากาศหน้าวัดจริง ๆ ก็ครั้งนี้
ปกติเคยอ่านเจอแต่ในหนังสือเรียน ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร

จริง ๆ ผมไม่รู้จัก เยาวราชเท่าไหร่
เคยไปกินอาหารจีนตอนค่ำคืนครั้งแรก ก็ประมาณเจ็ดแปดปีที่แล้ว ไปทีไร ก็บอกแท๊กซี่ไปส่ง แล้วจำทางไม่เคยได้เสียที

ครั้งนี้พอได้เดินสำรวจเส้นทางเอง ก็เลยเริ่มจำทางและปะติดปท่อถนนที่เชื่อมออกไปทางอื่นได้แล้ว





เด็กเลิกเรียนกำลังทำการบ้านอยู่บริเวณวงเวียน




ศาลเทียนฟ้ารึเปล่า?





เดินตรงไปหน่อยเป็นถนนขายของชำหน้าเยาวราช






บรรยากาศร้านรวงดู แล้วยังไง ก็นึกถึงภาพในฉากหนัง ยุคคนจีนรุ่นบุกเบิกต้นตระกูลที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจในทุกวันนี้

ที่เริ่มต้นจาก ไม่มีอะไรเลย นอกจากสมองและสองมือ
ทำมาค้าขายจนร่ำรวย
ภาพของเยาวราชชวนให้ผมคิดถึงนวนิยาย ที่ท้องเรื่องเป้นชีวิตของคนจีนยุคดิ้นรนต่อสู้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องจนประสบความสำเร็จ

ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงคิดอย่างงั้น





พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว

ท้องก็เริ่มหิว

วันนั้นผมเดินตะลุยกินอาหารหลายร้าน
ตั้งแต่แกงกะหรี่นายโย่ง ใส่ไข่ต้มมะตูมและกุนเชียง
ร้านนี้ มีอยู่สองฝั่งถนน

ฝั่งหนึ่งไข่ไม่เป็นมะตูม
แต่อีกฝั่งหนึ่งเป็น
ก็เลือกร้านเอาตามความชอบและอัธยาศัยนะครับ

ร้านที่สองที่ไปกิน ก็คือคั่วไก่ อยู่ตรงข้ามกับแกงกะหรี่นายโย่งที่ขายไข่ต้มเป็นยางมะตูม

ร้านนี้ อยู่ติดกับร้านขายผลไม้ครับ

ร้านที่สามที่ไปกิน ก็คือ ร้านขาย ก๋วยจั๊บ
ผมสั่ง ก๋วยจั๊บเซ่งจี้
อร่อยมาก พูดแล้วยังน้ำลายไหล
วันหลังจะลองหัดถ่ายภาพอาหารดูบ้าง

ร้านที่สี่ตบด้วยของหวาน ก็คือ แปะก๊วยนมสด
ตอนนี้ท้องเริ่มจะตึง ๆ รับอะไรไม่ค่อยได้ แล้ว

สรุปว่ากินไปสี่อย่าง อิ่มมาก



พออิ่มแล้วก้เดินเล่นเยาวราชอีกเพื่อเป็นการย่อยอาหาร

ภาพเยาวราชยามค่ำคืน ยังเป็นภาพที่งดงามเสมอ



Create Date : 11 กรกฎาคม 2552
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 19:13:49 น.
Counter : 811 Pageviews.

1 comment
เสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์ ทุ่งดอกหญ้า Sao Chaliang and Soi Sawan Waterfall


จริง ๆ ภาพเซ็ทนี้ถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนที่ไปปีนผาแต้มเมื่อช่วงฤดูหนาวที่ อำเภอโขงเจียม อุบลราชธานีเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แต่ด้วยเพราะงานเข้า มันเลยลืมไปสนิทเลยว่า เราก้ไปเที่ยว สถานที่พวกนี้มาด้วย



เสาเฉลียงทีว่า นี่มันก็เป็นหินรูปทรงต่างๆ ใหญ่กว่าตัวคน อยู่นะครับ

อารมณ์คล้ายๆ กับอุทยานป่าหินเมืองคุนหมิง มณฑล ยูนนานประเทศจีนนั่นแหละ

แต่หิน เหมือนคนละสี คาดว่าจะเป็นคนละชนิด




เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นผาหินสียเป็นส่วนมาก
เลยได้อารมณ์ยุคดึกดำบรรพ์ยังไงไม่รู้



แม้เวลาเดินเที่ยวอยู่จะเห็นบริเวณที่ "ผาแยก" แบบนี้ แต่ก็เดินชมอุทยานเสาเฉลียงง่ายกว่าผาแต้มเยอะ
เพราะผาแต้มมันต้องปีน

เหนื่อยังกะเล่น cardio ใน fitness





นั่งรถถัดออกไปไม่น่าจะถึงสิบกิโล หรือถึงก็คงราว ๆ นั้น
ก็มีน้ำตกสร้อยสวรรค์

คือช่วงที่ไปเที่ยวนี้เป็นหน้าหนาว (หน้าแล้ง) ในเดือนมกราคม
เพราะเลือกแล้วว่า มาปีนผาแต้ม แล้วจะทำให้เหนื่อย และร้อนน้อยที่สุด
แต่มันกลับกลายเป็นว่า ทำให้น้ำในน้ำตกมีน้อย

สร้อยสายน้ำ จากน้ำตกสร้อยสวรรค์ เลยอาจจะไม่ใช่สร้อยเส้นใหญ่ เท่าไหร่ ถ้าเทียบกับหน้าน้ำ

จากสร้อยคอทองคำหนักห้าบาทอาจเหลือแค่บาทสองบาทไรงี้



ผมเดาๆ ว่าที่เขาตั้งชื่อน้ำตก แห่งนี้ว่าน้ำตกสร้อยสวรรค์ เพราะความที่สายน้ำ มันไหลลงมาจากหน้าผาสูง สู่ผืน มัน ดู เป็นเส้นเหมือนสายสร้อย มั้ง

แต่นี่ไม่ค่อยเป็นสร้อยเท่าไหร่

ส่วนหนึ่งเพราะฝีมือคนถ่ายรปไม่เป็นและ ไม่ใส่ใจการปรับความเร็วชัตเตอร์เท่าไหร่ (อย่างผม)

ผมเคยไปดู สารคดี ท่องเที่ยวนะ
มันยาวเป็นเส้น ๆ เลย




เริ่มจะเห็นเป็นสร้อย ๆ แล้ว

เพิ่มจินตนาการอีกนิดหนึ่งนะครับ




ถัดจากน้ำตกสร้อยสวรรค์

อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ ก็มี คอมโบของมันอีกชุด คือ
อุทยานดอกหญ้า



ผมเดาเอาเองว่า อุทยานทุ่งดอกหญ้าแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามวาทกรรมของสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของรัฐไทย

เมื่อครั้งเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2541

หวังว่าหลายท่าน คงจะจำคำขวัญ "เที่ยวเมืองไทย กินของไทย ใช้ของไทยร่วมใจประหยัด" อะไรทำนองนี้ได้



จริงๆ แล้วถ้านักท่องเที่ยวมาในเวลาที่เหมาะ เราจะเห็นทุ่งดอกหญ้าสีสันสวยงามอยู่สี่ซ้าห้าสีครับ

แต่เผอิญช่วงเวลาที่ผมไป จากการบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ ตรงนั้น เขาบอกว่า มันเป็นเวลาที่ดอกสีต่าง ๆ วายไปหมดแล้ว(ข้อมูลนี้ถามจากเจ้าหน้าที่ตรงนั้น ยังไม่ได้ตรวจสอบ)



พอจะมีให้เห็นสี่ม่วงบ้างประปรายนิดหน่อยนี่แหละ



เอาไว้งวดหน้าฟ้าใหม่ ผมจะกลับมาเยือน ชุดคอมโบเซ้ท เห็นตะวันแรกแห่งสยาม เที่ยวผาแต้ม เสาเฉลียง น้ำตกสร้อยสวรรค์ ทุ่งดอกหญ้า อีกครั้ง ในฤดูกาลที่มีน้ำ มีนวล

และยิ่งถ้าได้พาตากล้องฝีมือดีไปด้วยกัน

คาดว่าเราคงจะได้ชมภาพ สวย ๆ งาม ๆ ยิ่งกว่านี้








Create Date : 11 กรกฎาคม 2552
Last Update : 11 กรกฎาคม 2552 18:59:19 น.
Counter : 797 Pageviews.

5 comment
สู่ใจกลางเมืองอุบลราชธานี Downtown of Ubon Ratchathani



ลักษณะทีแปลกอย่างหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานีก็คือ สถานีรถไฟประจำจังหวัด ไม่ได้ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง แต่ไปตั้งอยู่ที่อำเภอวารินชำราบ แทนซึ่งตัวอำเภอวารินที่ว่านี้ก้ไม่ไกลจาก
อำเภอเมืองสักเท่าไหร่ แค่ข้ามแม่น้ำมูล ไปก็ข้ามอำเภอต่ออำเภอได้แล้ว อารมณ์ กรุงเทพฝั่งธน แค่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จัดได้ว่าเป็นคนละเขตกันแล้ว



จริง ๆ แล้วสถานที่ราชการ ประจำจังหวัด สำคัญ ๆ หลายแห่งก็ตั้งอยู่ในอำเภอวาริน

ไม่ว่าจะเป็น ค่ายสรรพสิทธิประสงค์
หรือมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี





นั่งรถสองแถวข้ามสะพานไปฝั่งอำเภอเมือง



ตอนนี้อยู่บริเวณรอบ ๆใจกลางเมืองอุบชราชธานีแล้ว
รหัสไปรษณีย์ต้อง 34000 ของแท้และแน่นอน



ศาลากลางจังหวัดเก่า
ซึ่งตอนนี้กลาเยป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัด




อยู่ในย่านเดียวกันที่มีทั้งทุ่งศรีเมือง ศาลหลักเมือง พิพิธภัณฑ์ วัดประจำเมืองอุบลราชธานี
ไม่ใกล้ไม่ไกล
ก็จะมีวัดศรีอุบลรัตนารามอีกแห่งหนึ่ง



บริเวณนี้เป็นศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
เคยมีทนายความคนอุบลคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ถ้าคนต่างถิ่นมาไหว้ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง แล้วมักจะมีลางว่าจะต้องอยุ่ในเมืองอุบลราชธานีตลอดไป

ไม่อารมณ์แต่งงานกับคนอุบล ก็คงประมาณว่า ต้องทำงานรับใช้เมืองอุบลอย่างไรก็อย่างงั้น




อีกมุมหนึ่งของศาลหลักเมือง ซึ่งติดกับทุ่งศรีเมือง
ส่วนสาธารณะประจำจังหวัด ซึ่งเปรียบเสมือน ปอดของชาวอำเภอเมือง





เทียนพรรษา (ปลอม) ซึ่งไม่ได้ทำจากเทียน แต่ทำจากปูน
สรุปคือ เป็นปูนรูปทรงเทียนขนาดใหญ่ ตั้งไว้ กลางทุ่งศรีเมือง

ด้วยอุบลราชธานี มักจะขึ้นชื่อลือชาเรื่องการแกะสลักเทียนจริง ๆ ขนาดยักษ์

เทศกาลแห่เทียนวันเข้าพรรษาก็เป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศ

เทียนพรรษาก็จึงเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดโดยดุษฏี



อนุสาวรีย์ท้าวคำผง
ผู้ก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี

ถ้าจำไม่ผิด
จากตำนานเล่าว่าเทือกเถาเหล่ากอ ของคนอุบล ลี้ภัยการเมืองมาจากเวียงจันทน์

ท้าวคำผง เป็นเจ้าเมืองคนแรก

และเป้นต้นตระกูลของ นามสกุล สุวรรณกูฏ

คำ แปลว่า ทอง ก็คือ "สุวรรณ"
ส่วน กูฏ น่าจะแปลว่า "ผง"

คำผง ก็คือ "สุวรรณกูฏ"



หอไตรกลางน้ำ ในวัดทุ่งศรีเมือง
อายุอานาม น่าจะน้อยกว่าอายุเมืองอุบลที่ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2335 ไม่มากเท่าไหร่ ถ้าจะให้เดา

เขาว่ากันว่า กลัวปลวกมากินใบลานหมด เลยต้องไปเก็บไว้กลางน้ำ








Create Date : 15 มิถุนายน 2552
Last Update : 15 มิถุนายน 2552 12:30:27 น.
Counter : 1188 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  

เชษฐภัทร
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments
All Blog
MY VIP Friend