ตำนานเดชนางพญางูขาว
ดูเรื่องตำนานเดชนางพญางูขาวแล้วรู้สึกคุ้น ๆ กับชีวิตจริงในการเมืองของบางประเทศ ยังไงพิกล

ในเรื่อง หลวงจีนพร้อมทั้งสำนักพระสำนักหนึ่ง มีหน้าที่ปราบปรามปีศาจทุกสารทิศ โดยไม่สนใจว่า ในความเป็นปีศาจนั้น มีทั้งปีศาจดีและเลว ปีศาจบางกลุ่ม เป็นปีศาจดี ใช้พลังวัตรของตนช่วยเหลือผู้คน แต่สุดท้าย ก็ต้องโดน หลวงจีน ตามปราบปรามอยู่ดี

แม้กระทั้งมนุษย์เอง หากแม้มีความรักกับปีศาจงูขาว ก็ยังถูกหลวงจีน ทำร้ายไปด้วย

ตอนดูฉากที่พระทั้งวัด ลงทุน ขนพระนับร้อยรูป "สวดมนต์ข้้นสูงสุด" เพื่อทำร้ายโลงโทษล้างความจำความรักที่มีต่อปีศาจ ของคนเพียงคนเดียว แล้วก็เพื่อป้องกันไม่ให้นางพญางูขาวมาช่วยมนุษย์ที่เป็นคนรักของตน
เห็นแบบนี้แล้วอดมีข้อสงสัยดังต่อไปนี้มิได้

1. หลวงจีนเหล่านี้ช่างลงทุนจริง ๆ ปราบคน ๆเดียว ทั้งที่ตัวเองมีภาระ ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย ต่อสู้ปีศาจทั่วยุทธจักร แต่ปิดวัดแบบนี้ เสียเวลาทำมาหากินมาก ทั้งที่เขาคนนี้ก็เป็นคนไม่ใช่ปีศาจ ลงทุนขนาดนี้ อุปมา เหมือนเผาบ้านเพื่อไล่หนูตัวเดียว เหมือนบางประเทศไหมเล่า

2. ปีศาจมีทั้งดี และไม่ดี ทำไมเป็นพระเป็นเจ้าไม่รู้จักแยกแยะ แล้วให้โอกาสฟังเหตุฟังผล ถกเถียงด้วยปัญญา เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข นี่เห็นแค่เป็นปีศาจ ก็ไล่จับมาใส่หม้อใส่ไห สะกดวิญญาณท่าเดียว เป็นหลวงจีนยิ่งต้องมีคุณธรรม แต่เหมือนเอาป้ายความเป็นคุณธรรมมาเป็นตราสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองดูเป็นคนดี ไม่มีความผิด แต่คนอื่นผิด เลว ชั่ว

นี่ก็ยิ่งเหมือนการเมืองบางประเทศไปใหญ่



Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2555 9:36:45 น.
Counter : 835 Pageviews.

0 comment
The Partition: เส้นแบ่งเขตแดนที่ขีดแบ่งสองดวงใจ
สมัยเด็ก ๆ ตอนอยู่ชั้นอนุบาล หรือแม้กระทั่งเติบโตขึ้นชั้นประถม มัธยม ผมเคยเชื่อเสมอว่า การ "แบ่งเส้นเขตแดน" ของแต่ละประเทศตรงตามแผนที่โลกที่อ่านในหนังสือเรียนวิชาสปช. เป็นอย่างนั้นตรง ๆ เดะ ๆ มีความสัมบูรณ์ เป้นสากลและอกาลิโก

นอกจากผมจะเชื่อว่าการแบ่งเขตแดนจะตรงตามแผนที่ที่เรียนแล้ว ผมยังเคยเชื่อต่อไปอีกว่าการแบ่งขีดแผ่นที่เช่นนี้มันเกิดขึ้นมาของมันอย่างนี้ตามธรรมชาติมาตั้งแตได้มีการบันทึกประวัติศาสตร์ คือตั้งแต่มนุษย์คนแรกจะเริ่มเขียนหนังสือได้ และมีการบันทึก

ยกตัวอย่างเช่น สมัยสุโขทัย ก็มีการ แบ่ง ตามหนังสือวิชาประเทศของเรา คือทิศเหนือจรดล้านนา ทิศตะวันตกจรดพุกาม เด็กอย่างผมก็ได้แต่จินตนาการต่อไปอีกว่าคงจะมีการเขียนแผนที่ที่ขีดแบ่งกันเด็ดขาด ประชาชนจะข้ามพรมแดน ก็ต้องมีการตั้งด่าน ในแบบทุกวันนี้ ฯลฯ

แต่พอได้ศึกษามากขึ้นมากขึ้น สิ่งที่ค้นพบก็คือ ตรรกะ การขีดแบ่งดินแดนในแบบที่ผมเคยเข้าใจสมัยประถม มัธยม ไม่ได้มีมาตั้งแต่ครั้งแรกเริ่มประวัติศาสตร์

คือสมัยก่อน แต่ละอาณาจักรไม่ได้มีการ "ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมือง"เพื่อถามหาพาสปอร์ต อีกทั้งคนไม่ได้มีการขอวีซ่า หากจะไปค้าขายต่างแดนน

และการรบพุ่งเพื่อแย่งชิงดินแดน ก็อาจไม่ได้มีความสำคัญ เท่ากับการรบเพื่อแย่งชิงกำลังคน เพื่อเทครัวไปใช้งานโยธา หรือนำไปเป็นกำลังทหาร

ฉะนั้น การเขียนแผนที่ในแบบที่นักเรียนมัธยมแบบผมสมัยก่อนเคยเชื่อมั่น ว่ามีความเป้นสากล และอกาลิโก นั้นอันที่จริงแล้วเพิ่งมามี ในยุโรป หลังปี ค.ศ. 1648 คือหลังสงครามสามสิบปี ซึ่งเป็นสงครามศาสนา

หลังจากการรบพุ่งกันระหว่างโรมันคาธอลิก กับโปรเตสแตนต์อยู่นาน จึงมีสนธิสัญญาสงบศึกที่ชือว่าเวสต์ฟาเลีย ซึ่งได้ระบุถึงเนื้อหาสาระ ในการจัดการดินแดน และชีวิตผู้คนขององค์อธิปัตย์แต่ละองค์ โดยให้ผุ้คนที่ขึ้นตรงต่อแต่ละองค์อธิปัตย์มีสิทธิเลือกนับถือศาสนาตามศรัทธา และก็ห้ามมิให้องค์อธิปัตย์ใด ถือวิสาสะ เข้าไปแทรกแซง ชีวิตผู้คนนอกเหนือดินแดนของตนที่มีอำนาจครอบครองอยู่

จากนั้นชาวตะวันตกก็ได้นำแนวคิดนี้มาใช้กับดินแดนอาณานิคมเพื่อจัดระเบียบหน่วยการปกครอง โดยมีการอิงตามหลักดินแดน แบบเวสต์ฟาเลีย ทั้งในเอเชียใต้ หรือแม้แต่อุษาคเนย์เองก็ตาม พงศาวดารเล่ากันว่า เมื่อครั้งที่อังกฤษกำลังจะได้ดินแดนพม่าในปัจจุบัน อังกฤษได้ถามหา "แผนที่" หรือ "เส้นแบ่งเขตแดน" ระหว่างสยาม กับพม่า

คนสยามในขณะนั้น ก็งง ว่าเส้นแบ่งเขตแดนคืออะไร ก็ตอบได้ไม่เต็มปาก หากแต่โบ้ยบ้ายให้ไปตั้งต้นที่ ด่านเจดีย์สามองค์แทนโน่น

เมื่อสยามต้องปรับตัวให้มีความเป็น "สมัยใหม่" มากขึ้น เพื่อรับมือกับการก้าวรุกเข้ามาอย่างรวดเร็วของทั้งอังกฤษในพม่า และฝรั่งเศสในอินโดจีน ตรรกะการเขียนแผนที่และแบ่งดินแดนแบบตะวันตก ก้ได้เริ่มถูกนำมาเผยแพร่ในการปกครองของสยาม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัญหาการขีดแบ่งพื้นที่ที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาไทย-กัมพุชา ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เป็นมรดกตกทอด ที่เจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส ทิ้งเอาไว้ให้คนที่ต้องอาศัยอยู่ตรงนี้ต้องแก้ปัญหากันเอาเอง

--------
ในทำนองเดียวกันกับดินแดนอาณานิคมของอังกฤษในภูมิภาคเอเชียใต้ ที่ผู้คนในยุคนั้นไม่ได้มีความเข้าใจตรรกะ การจัดการพื้นที่ แบบเวสต์ฟาเลียในแบบที่ยุโรปเข้าใจ

หลังจากที่ประเทศอังกฤษได้ละทิ้งดินแดนอาณานิคม อินเดียก็ประกาศเอกราช ไม่นาน ปากีสถานก็ขอแยกตัวออกไป เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา

การแยกตัวออกของปากีสถาน หรือที่ในภาพยนตร์เรืยกว่า Partition ตามชื่อเรื่องนำมาซึ่งปัญหามากมาย

ทั้งการฆ่าฟันผุ้คนต่างศาสนา ในอินเดียนับถือฮินดู ส่วนปากีสถานนับถืออิสลาม แต่ในเรื่อง Partition เป็นปัญหาระหว่าง ชาวซิกข์ กับ ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่ต้องพลัดถิ่น และต้องโยกย้ายจากดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน กับ ปากีสถาน

ระหว่างนั้น เกิดการฆ่า ข่มขืน ปล้นชิงวิ่งราวกันมากมาย

ในท้องเรื่อง ตัวละคร ต่างศาสนา คือชาวซิกข์ และชาวมุสลิมได้มีสัมพันธ์รักลึกซึ้งระหว่างกันในระหว่างที่ เริ่มมีการ "ขีดแบ่ง" ประเทศเป็นครั้งแรก หลังจากมีการปลดปล่อยอาณานิคม แม้ว่าจะมีความเกลียดชัง ระหว่างศาสนาก็ตามที



ประเด็นที่น่าสะเทือนใจก็คือว่าการขีดแบ่งพื้นที่พรมแดนสองประเทศด้วยตรรกะ แบบตะวันตกที่นำมาใช้กับชาวตะวันออก เช่นนี้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไร จากการ "ขีดพื้นที่" แบ่งบนร่างกาย และจิตใจ ของคนรักกันสองคน

โศกนาฎกรรมที่พบเห็นในเรือง Partition ชวนให้ผมนึกถึงคำพูดของชาวเม็กซิโกที่อยู่ชายแดนสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก ระหว่างที่ข้ามพรมแดนจากเม็กซิโก เข้ามาสหรัฐอเมริกาที่ว่า

"We didn't cross the boundary, but the boundary did cross us."
พวกเราไม่ได้เดินข้ามเส้นแบ่งเขตแดน แต่เส้นแบ่งเขตแดนขีดข้ามตัวพวกเรา

คำพูดเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมความรู้ใหม่ที่ผมเพิ่งจะค้นพบว่า การแบ่งพรมแดนแบบนี้ไมได้มีมาพร้อมกับการถือกำเนิดของมนุษยชาติ

หากแต่เพิ่งมามีไม่กี่ร้อยปีมานี้ โดยจุดเริ่มต้นอยู่ทีเวสต์ฟาเลีย และก็แผร่ขยายแนวคิดแบบนี้ไปทั่วโลก

การแบ่งพื้นที่เช่นนี้ ก็ได้กลายมาเป็นเหตุอ้างให้ผู้คนมากมาย ต้องสังเวย น้ำตา หยดเลือด และชีวิต แม้กระทั่ง ณ เวลานี้



Create Date : 28 เมษายน 2554
Last Update : 28 เมษายน 2554 13:11:29 น.
Counter : 465 Pageviews.

2 comment
วัดเส้าหลินในฐานะสถาบัน
บ่อยครั้ง หลายคนมักอ้างคำว่า "สถาบัน" โดยที่ไม่ได้รู้ความหมาย หรือทึกทักเอาเองว่า รู้ (และทุกคนต้องรู้เหมือนกัน?) แต่พอไล่ถามเอาจริง ๆ ก็ตอบไม่ได้ พอตอบไม่ได้บางที จะมาพาล โกรธ คนถามเข้าให้อีก

คำว่าสถาบัน ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล ไม่ได้หมายถึงตัวตึก วัด เสา หรือโบสถ์ แต่ความหมายอาจกินความเลยไปไกลมากกว่านั้น

เช่น สถาบันความเป้นวัดเส้าหลิน ย...่อมไม่ได้หมายความถึงเจ้าอาวาส องค์ใดองค์หนึ่ง ไม่ได้หมายถึงตั๊กม้อ หรือใคร เพียงแค่นั้น

หาก แต่น่าจะหมายถึง "ความสัมพันธ์" และ การปฏิสัมพันธ์ กับสมาชิกภายในสถาบันนั้น ตัวอย่างในที่นี้คือ สถาบันเส้าหลิน โดยอิงกับชุดความรู้ เช่น วรยุทธ หลักธรรมมะ ทั้งภายในเอง และ การปฏิสัมพันธ์กับความเป็นอื่น คือคนนอกเส้าหลิน

ดังนั้นถ้าใครอ้าง ว่า เชื่อมันในสถาบัน "เส้าหลิน" แล้ว เราย่อมตีความต่อไปได้อีกว่า ถ้าเขา ผู้นั้นตระหนักรู้ความหมายในสิ่งที่เขาพูด มันก็แปลว่า ไม่ว่า ใครก็ตามที่เป็นเจ้าอาวาส เขาก้จะยังจะภักดีต่อ ความเป็นเส้าหลินต่อไป

-----------
ผม เคยสงสัยว่า ถ้าวรยุทธเส้าหลินยิ่งใหญ่จริง เหตุใดในยุคที่ชาติตะวันตกกับลัทธิจักรวรรดินิยมเรืองอำนาจ จึงสามารถรังแก ต่อรองอะไรจากจีนก็ได้ไปหมด

จนบัดนี้แม้ว่าจะยังไม่เคยศึกษาอย่าง จริงจัง แต่ก็พอเดา ได้ว่าเหตุผลประการหนึ่งน่าจะเป็นเพราะว่า อย่างไรเสีย "ปืน" ในฐานะเทคโนโลยีการใช้อาวุธ ก็มีพลานุภาพ เหนือกว่าวรยุทธ ไม่ใช่แต่เฉพาะเส้าหลิน หากแต่ยังหมายรวมถึงสำนักอื่น ๆ อีก

นอกจาก เหตุผลด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ว่า แล้ว ข้อสันนิษฐานอีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง Shaolin ก็คือ ขุนศึกศักดินาจีนหลายคนหลายกลุ่มได้เข้าประหัตประหารกันเอง โดยการยั่วยุ ของนายทุนชาวตะวันตก ผู้ถือครอง means of production ในการผลิตอาวุธ โดยนายทุนเหล่านี้จะคอยยืนดู "อยู่บนภู" ห่าง ๆ คือให้คนจีนจัดการกันเองจนสะบักสะบอม เสียก่อนแล้วตนจะค่อยลงมาเก้บกวาด ผลประโยชน์ หลังจากที่คนจีนที่โดนยุ ส้กันจนบาดเจ็บล้มตายเหนื่อยอ่อนแล้ว


นั่น อาจเป็นคำตอบที่ว่า แม้ว่าวรยุทธเส้าหลินจะยิ่งใหญ่ แต่จีนก็ยังหนีไม่พ้นจากสถานะเบี้ยล่าง ให้นายทุนตะวันตก รีดไถ อยู่นานไม่น้อย

แต่กระนั้นก็ดี นั่นเป้นเรื่องในอดีตที่แม้จะผ่านมานานร้อยกว่าปี แต่สถาบันความเป็นเส้าหลิน ก็ยังคงมี "เรื่องเล่า" (narrative) ให้เราได้ฟัง มาจนถึงทุกวันนี้ การที่เรื่องเล่า แบบเส้าหลินยังคงถูก "ผลิตซ้ำ" อยู่เนือง ๆ ย่อมหมายความว่า ความเป็นสถาบันของเส้าหลิน มีความแข็งแกร่งอย่างนี้

ไม่ว่าตึก วัด โบสถ์ พระพุทธรูป จะถูกทำลาย หรือเจ้าอาวาสจะมรณภาพไปกี่รูปแล้วก้ตาม แต่เรื่องเล่า การปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภาพที่มีความเชื่อในอัตลักษณ์ของเส้าหลิน กับบุคคลภายในและภายนอก จะยังมีอยู่อย่างที่เราเห็น



Create Date : 23 เมษายน 2554
Last Update : 23 เมษายน 2554 19:39:56 น.
Counter : 456 Pageviews.

1 comment
ฮักนะ(เด้อ) สารคาม: เทรนด์ภาษาอีสานกำลังแฮง
ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า ที่หลังจากดาราเชื้อสายอีสาน พากันโด่งดังเป็นผลุแตกทางโทรทัศน์และภาพยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ณเดช เวียร์ หรือมิน ภาพยนตร์ อีสาน ก็หลั่งไหลออกมาให้คนเสพย์ภาพยนตร์ได้บริโภคกันอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับคนที่ไม่ได้พูด/ไม่ได้ฟัง/ไม่คุ้นกับภาษาอีสาน หรือภาษาลาว ผมไม่แน่ใจว่า เขามองคนที่พูดภาษาอีสานอย่างไร และก็คงไม่กล้าจะคาดเดา พื้นฐานทางความคิดดั้งเดิม ที่เขาตั้งไว้ ว่าคนที่ "พูดอีสาน" ต้องมีลักษณะ อย่างที่พบเห็นดาราตามทีวีในอดีตเป็น หรือไม่

แต่ที่แน่ ๆ ที่มั่นใจ คือ เวลา ณเดช พูดลาว หลายคนฟังแล้ว "หัวเราะ" อย่างมีความสุข แต่ถ้าจะถามว่า "สุข" เพราะอะไร สุข เพราะ "ไม่เคยได้ยิน" หรือ "ผิดคาด ที่คนพูดอีสานต้องไม่ใช่หน้าตาอย่างนี้" หรือไม่นี่ก็คงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ลึกเกินกว่าวิสัยที่จะไปตามถาม เพื่อเอาคำตอบ แต่เอาเป็นว่า ได้ฟังแล้วคงรุ้สึกดี บ้างไม่มากก็น้อย

-----------

การได้ดูหนังเรื่อง "ฮักนะ สารคาม" ต่อจาก "ปัญญา กับเรณู" ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมสมมติฐานที่ตั้งธงไว้ในใจว่า ภาษาที่ยังมีคนพูดคนใช้ นั้นเปลี่ยนแปลงตลอด ไม่ต้องไปพูดถึงภาษาไทย ที่วัยรุ่นไทย พูดจนเปลี่ยนเปี้ยน ทั้งการใช้คำ หรืออักขรวิธี จนร้อนถึงครูภาษาไทย ต้องพยายามดุด่าว่า กล่าวเพื่อ มา "ควบคุม" และ "ชลอ" การเปลี่ยนแปลงนั้น

ก็ขนาดภาษาไทยกลางยังมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุม มันก็ยังเปลี่ยนอย่างที่เราเห็น

ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาษาถิ่นอื่นๆ ที่ปราศจากหน่วยงานอย่างว่า จะ "ปนเปื้อน" อิทธิพลภาษาอื่นแค่ไหน

ดังที่ได้ยกตัวอย่างจากเรื่องปัญญากับเรณู ในคำว่า "กลับบ้าน" แทนที่จะเป็น "เมือบ้าน" ไปแล้ว

ยิ่งในหนังเรื่อง "ฮักนะ สารคาม" เป้นเรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น ภาษาอีสานหรือภาษาลาวที่ใช้จึงเป็นภาษาที่วัยรุ่นอีสานใช้พูดกันจริง ๆ ก็ยิ่งได้รับอิทธิพลภาษาไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ใช้จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็แล้วแต่

อย่างเช่นคำสร้อย ภาษาอีสาน เช่นคำว่า "เด้อ" หรือคำว่า "ตี้ล่ะ"

คำว่า "ตี้ละ" แปลว่า "สิ" ใช้ในการเชิญชวน เช่น

"ไปตี้ล่ะ" (Let's go) จะแปลว่า "ไปสิ"
"กินตี้ล่ะ" (Let's eat) จะแปลว่า "กินสิ"

หรือ

"เด้อ" จะ แปลว่า "นะ" ในภาษาไทยกลาง หรือ "เน้อ" ในภาษาเหนือ
เช่น ถ้าจะพูดว่า "รักนะ" ก็จะต้องบอกว่า "ฮักเด้อ"

ถ้าพูดว่า "ฮักนะ" นั่นน่าจะเป็นภาษาที่ขาโจ๋เขาใช้กันอยู่ในวัยรุ่นเสียแล้ว

ซึ่งถ้า concept และเนื้อหาสาระ ต้องการสื่อถึงชีวิตคนรุ่นใหม่ในอีสาน (ไม่ใช่เรื่องราวของคนรุ่นก่อน หรือของเด็ก อย่างปัญญากับเรณู) การตั้งชื่อหนังว่า "ฮักนะ" ก็น่าจะตรงตามเจตนาการใช้งานและกลุ่มเป้าหมายอยู่ และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่ใช้ เพลงของบอดี้สแลม ที่ร้องกับศิริพร มาเป็นหนึ่งใน soundtrack ด้วย

โดยรวมแล้วประเด็นทางด้านภาษาทีมงานทำหนังเรื่องนี้ทำได้ดีมาก ยิ่ง sub-title ยิ่งแปลได้ถึงใจได้อารมณ์มาก คือไม่ได้แปลโดยยึดติดกับคำในความหมายแรก (first meaning) อย่างเดียว แต่ลงลึกไปถึงคำในความหมายในระดับวาทกรรม (discursive) และมั่นใจว่า ทำได้ดีกว่าหนังอีสานหลายๆ เรื่อง หลังๆ เสียอีก อันนี้ต้องขอชมเชย

--------------------------

"ฮักนะ สารคาม" เป็นเนื้อเรื่อง คล้าย ๆ กับหนังฝรั่งอย่าง Love Actually หรือแม้กระทั่ง "ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น" ที่เป็นการผสมผสานเรื่องราวหลากหลายระหว่างผู้คนที่มีบทบาทหน้าที่ในชีวิตแตกต่างกันไป แต่ในการใช้ชีวิตนั้นของคนหลายคนกลุ่มนั้น ต้องมาเกี่ยวข้องกันโดยไม่รู้ตัว เพียงแต่ต่างจาก Love Actually ตรงที่บริบทของเรื่องนั้นเกิดในตัวเมืองมหาสารคาม

ไม่ว่าจะเป็นคนในรุ่นเก่าที่พยายามรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของความเป็นอีสาน และคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตขึ้นมาในยุคที่ความเป็นอีสานกำลังถูกปนเปื้อนโดยความเป็นอื่น อันนี้ไม่ได้หมายรวมถึงภาคกลาง กรุงเทพ เพียงอย่างเดียว อย่างเช่นลูกชายของหมอลำฝีมือเยี่ยมที่เขินอายทุกครั้งที่ต้องเปิดเผยว่าตัวเอง "เว้าลาวได้" แต่ยังมีความเป็นตะวันตก และความเป็นตะวันออก ต่างประเทศรวมด้วย เพียงแต่เราไม่ได้ใส่ใจกับมันมาก เช่น การเล่นกีฬาเทควันโด

นักศึกษามหาวิทยาลัยในใจกลางสะดืออีสาน หรือนักเรียนม.ปลายที่ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่กำลังเลือกว่าจะเข้ากรุงเทพดี หรือว่าจะอยู่บ้านดี หรือแม้กระทั่งตัวละครที่เป็นเพศทางเลือกก็ตามที

มุขตลกของเรื่องก็มีมาเรื่อย ๆ ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ไม่เข้าใจภาษาอีสานถ้ามาดูเรื่องนี้จะขำหรือเปล่า เท่าที่ฟังจากเพื่อนภาคกลางที่ไปดูแหยม ยโสธรภาคหนึ่ง บอกว่า ดูแล้วขำบางมุขไม่ทัน เพราะมัวแต่อ่าน subtitle อยู่ แต่อย่างที่บอก เรื่องฮักนะสารคาม คนแปล subtitle ทำการบ้านมาดีมาก


------------
นอกจากความคล้ายหนังเรื่องก่อน ๆที่ต้องการขยายลักษณะตัวละครเพื่อให้เขาถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด แล้วบางครั้งก็ยังมีการอ้างถึง (allusion) ภาพยนตร์เรื่องก่อน เช่น "รักแห่งสยาม" หรือ "เพื่อนสนิท" อีกด้วย ซึ่งถ้าจะให้ชมให้ได้อรรถรสเพื่อจะ "get มุก" ยิ่งขึ้น ผู้ชมจะต้องดูหนังพวกนี้มาบ้างแล้ว



สไตล์การทำหนังยังมีเจตนารมณ์คล้ายกับหนังเรื่อง Season Change ที่ต้องการโปรโมตสถานศึกษาในตอนนั้นคือดุริยางคศาสตร์ มหิดล

แต่ "ฮักนะ สารคาม" อาจจะโปรโมท มหาวิทยาลัยสารคาม และมนต์เสน่ห์ของเมืองสารคาม รวมถึงภาษาอีสาน และแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีงานอดิเรกในการร้องหมอลำเองด้วย

โดยส่วนตัวแล้ว อาจจะเป็นเพราะความสนใจในการสังเกตปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภาษาอยู่เป็นทุนเดิม ผมชอบหนังเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวัยรุ่น ที่ไม่ใช่วัยรุ่นชนชั้นกระแสหลักของสังคมไทย แต่เป็นวัยรุ่นในภาคอีสาน

ภาษาที่ใช้จึงเป็นภาษาอีสานของคนในวัยนี้ ที่มีพลวัตร ด้วยเพราะไม่เคยมีใครทำหนังอีสานที่มีเรื่องราวของคนในวัยนี้และก็ไม่ค่อยใครสนใจจะศึกษา



Create Date : 20 มีนาคม 2554
Last Update : 20 มีนาคม 2554 8:04:46 น.
Counter : 592 Pageviews.

1 comment
The Reader: มนุษย์ไม่ได้อ่านได้แค่หนังสือ
หากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งผมใกล้ ๆ จะเรียนจบปริญญาตรี ขณะที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพนับถือหลายท่าน ผมโดนตำหนิอยู่เสมอว่า "ถ้าอยากจะเป็นนักเขียน ทำไมไม่รู้จักอ่านหนังสือให้เยอะ ๆ"

ปกติผมเป็นคนขี้เกียจอยู่เป็นทุนเดิมอยุ่แล้ว แต่ว่า ด้วยความที่ตอนนั้นจิตใจใฝ่อยากจะเป็นนักเขียน/นักแปลและนักคิด มาก ๆ ใครแนะนำอะไรก็เชื่อฟังไปหมด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากกล้ำกลืนฝืนตัวเองอยู่สักพัก ผมก็กลายเป็นคนที่พยายามหาอะไรที่เป็นหนังสือมาอ่านอยู่เสมอ ชนิดที่ว่าไปงานหนังสือ และไปร้านหนังสือ พอซื้อหนังสือมามากมายแล้วได้แต่เก็บดอง ถึงขนาดว่าอ่านไม่เคยทัน ทั้งที่อ่านหนังสืออยู่ตลอด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หนังสือที่ซื้อมาตั้งแต่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเมื่อปี 2548 ยังไม่ได้อ่านอีกหลายเล่ม แม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายปีแล้วก้ตาม

---------------

หลังจากที่ผมปรับทัศนคติจนกลายเป็น "ลูกอีกช่าง(หาหนังสือ)อ่าน" ได้ไม่นาน เมื่อผมเผอิญได้มีเพื่อนเป็นคนอีกกลุ่ม คือคนที่ไม่ใช่กลุ่มนักอ่านนักเขียน แต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ การเงินและลงทุน ผมกลับโดนตำหนิกึ่งเหยียด ๆ ว่า

"จะอ่านหนังสืออะไรนักหนา หนังสือนั่นมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก"

ผมฟังแค่นั้นก็ได้แต่ตกใจแล้วแอบคิดว่า

"อ้าว ที่ครูบาอาจารย์กูสอนมา นี่มันผิดหมดรึไง จะว่าพวกนั้นโง่ก็ไม่ได้ เพราะเขาก็ประสบความสำเร็จในชีวิตในแบบของเขา คือเรื่องการเงิน การเทรด ไม่ได้น้อยหน้าตกต่ำอะไรเลยแม้แต่น้อย"

ผมคิดซ้ำไปซ้ำมาทบทวนถึงปัญหาข้อนี้อยู่หลายปี จนในที่สุด ก็เหมือนว่าจะพอได้คำตอบอยู่เลา ๆ

คือ คนกลุ่มหลังที่ตำหนิกึ่งเหยียดพฤติกรรมการอ่านหนังสือ หรือเชื่อแต่หนังสือ นี่ เขาก็ไม่ได้ไม่ "อ่าน" อะไรเลย เพียงแต่ "รหัส" ที่เขาเข้าไปอ่านและ "เรียนรู้" นั่น คือการลงมือปฏิบัติจริง คือเขา "อ่าน"สถานการณ์ และชีวิตจริง เขาไม่ได้อ่าน "ตัวหนังสือ" ที่คนอื่นเขียนและถ่ายทอดมาในรูปแบบหนังสือ

ทั้งนี้ทั้งนั้น วิธีอ่าน แบบแรก คืออ่านหนังสือ กับ อ่านแบบที่สอง คือ อ่านชีวิตจริง ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ไม่มีอะไรผิดไปเสียหมด เพียงแต่ผู้อ่านต้องเลือก แยกแยะ และดึงจุดดี ของยุทธวิธีการอ่านแต่ละอย่างมาผสมผสานในชีวิตให้เหมาะ

การอ่านหนังสือ ยิ่งอ่านหลายภาษาได้ยิ่งดี เพราะเป็นการอ่าน "ชีวิต" ที่ผู้อื่นนำมาถ่ายทอดประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ความคิดที่กลั่นกรองแล้วให้เราได้รับรู้ ข้อดีที่สำคัญก็คือ เราไม่ต้องไปเสียเวลาทั้งชีวิตเก็บข้อมูลเอง หรือต้องเผชิญความเจ็บปวดกับชีวิตเอง แต่สามารถเก็บข้อมุลที่มีการกลั่นกรองมาแล้วได้โดยเวลาไม่นานนัก

แต่ข้อเสียก็มีของมันอยู่เหมือนกันคือ บางครั้ง ถ้าอ่านแต่ตัวหนังสือ อาจจะทำให้เราไม่ได้ทดลองลงมือ เผชิญกับสถานการณ์ และแก้ไขปัญหาจริง

ซึ่งตรงนี้ กลุ่มที่สองที่เขาอ่านชีวิต เขาจะได้รับประสบการณ์ตรงที่ไม่ต้องฟังใคร แต่ได้ฝึกคิด ได้เจ็บปวดเอง และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเองมาแล้ว เพียงแต่ข้อเสียก็มีอีกเช่นกัน คือ ชีวิตหนึ่งของคนมันก็มีข้อจำกัดว่า "ตายได้หนเดียว" และถ้าจะตอ้งให้ "เจ็บปวด" เพือ่ "เรียนรู้" อะไรบางอย่างบางที มันก็ไม่คุ้ม นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้การอ่านหนังสือดูดีขึ้นมาบ้าง ด้วยเพราะเราสามารถสังเกตความผิดพลาดของผู้อื่น จากการเล่าเรื่องเป็นตัวหนังสือ โดยที่ไม่ต้องลงทุนไปเจ็บปวดเอง

ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้ข้อสรุปที่ยังอาจจะต้องหาคำตอบต่อไปอีกเรื่อย ๆ จนกว่าจะตายกับตัวเอง ว่า การอ่านหนังสือที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์คนอื่นอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่ต้องหัดอ่านชีวิต คือประสบพบเจอกับตัวเองด้วย และเมื่อนำความคิดที่ได้กลั่นกรองจากทั้งการอ่านหนังสือและอ่านชีวิตตัวเองมาเขียน กระบวนการเขียนนั้นนั่นแหละ ที่ผู้เขียนเองจะได้หวนย้อนอ่านความคิดของตัวเองอีกครั้ง

ณ เวลานี้ การอ่านจึงไม่ใช่ "สักแต่อ่านผ่าน" แต่ต้องอ่านอย่างมีความระวังไหว คือใส่ใจรายละเอียด เก็บอารมณ์ความรู้สึกให้ได้มาก ยิ่งมากแค่ไหน มันก็จะยิ่งช่วยลับคมความคิดให้กับผุ้อ่าน เพื่อที่จะใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จอยู่รอดปลอดภัยได้มากขึ้นเท่านั้น

-----------

ภาพยนตร์เรื่อง The Reader เป็นเรื่องราวของอดีตผู้คุมคุกชาวเยอรมันที่เคยรับใช้กองทัพนาซี เธอมีชื่อว่า Hannah หญิงสาววัยกลางคนที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ชอบฟังผู้อ่านอื่นนิยายงานเขียนคลาสสิกยิ่งนัก

หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง Hannah แอบมีสัมพันธ์เชิงชู้สาว กับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีคนหนึ่ง ด้วยความที่เด็กหนุ่มคนนั้นจัดได้ว่าเป็นเด็กเรียนและก็รักการอ่านอยู่ไม่น้อย ทุกครั้งที่ทั้งคุ่เจอกัน Hannah จะต้องได้ฟังนวนิยายงานเขียนคลาสสิกของยุโรปทั้งในยุคนั้น และยุคก่อนหน้า จนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่า สาวใหญ่ผู้อ่านหนังสือไม่ออกผู้นี้ รู้เรื่องราวจากงานเขียนดังๆ อย่างขึ้นใจ มากกว่าคน(ไทย) ที่อ่านหนังสือออก แต่ไม่อ่านหนังสือหลายคนเสียอีก

แต่เหตุการณ์ในอดีตก็เหมือนจะหวนย้อนมาทำให้ชีวิตของ Hannah ในปัจจุบันต้องเจอวิกฤต เมื่อมีการลงโทษย้อนหลัง ผู้เกี่ยวข้องกับกองทัพนาซีในอดีต Hannah ผู้ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าไร้ญาติขาดมิตร ต้องอยู่ในคุก เกือบจะตลอดชีวิต

แม้กระนั้นก็ดีเหมือนกับว่าในวิกฤตมักจะมีโอกาส ซ่อนซ้อนมาเสม เมื่อเด็กหนุ่มที่เคยมีความสัมพันธ์กับเธอ รู้สึกสงสารเธอ จึงได้จัดการอ่านงานเขียนหลายหลาก แล้วอัดเทป ส่งไปให้เธอฟังในคุก

เธอฟังอยู่หลายปีจนกระทั่งเกิดความรู้สึก "อยากหัดเขียนหนังสือ" ให้เป้น จนได้เรียนรู้ด้วยตนเองด้วยความอุตสาหะ และก็สามารถเขียนจดหมายมาขอบคุณผู้ที่ส่งหนังสือไปให้เธอได้

นั่นหมายความว่าหลังจากฟังการอ่านให้ฟังอยู่หลายปี จากคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ตอนนี้เธอกลายเป็นคนที่สามารเขียนหนังสือได้แล้ว

แต่อนิจจา เมื่อเธอพ้นโทษ ออกจากคุก เธอกลับรู้สึกหวาดกลัว เพราะเธอ ได้ห่างหาย "การอ่านชีวิต" จากโลกภายนอกเรือนจำ ไปเป็นเวลายี่สิบกว่าปี

บางทีโลกนี้มันก็ตลก ที่คน ๆ หนึ่งจากอ่านหนังสือไม่ออก แล้วต้องเข้าไปหัดเขียนอ่านเองอยู่ในคุก จนอ่านออกเขียนได้ พอมาวันหนึ่ง หลังจากที่ ละทิ้ง "ทักษะการอ่านชีวิต" ไปนาน จนขาดทักษะนั้นแล้ว กลับจะต้องออกมาเผชิญโลกใหม่ และ "หัดอ่านชีวิต" ใหม่อีกรอบ ถ้าคนที่มีกำลังใจไม่ดี มันก็ท้อแท้กับชีวิตได้เหมือนกัน

---------

พอดูหนังเรื่องนี้แล้วยิ่งทำให้รู้สึกว่า แม้ชีวิตนี้จะคาดเดาได้ยาก อันเนื่องมาจากความไม่แนอนนอันเป็นธรรมดาของโลก แต่ทักษะสำคัญที่มนุษย์สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนอันนี้ได้ ก็คือการอ่าน ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ออ่านหนังสือ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการอ่าน "ผู้อื่น" คือมนุษย์ด้วยกัน การอ่านสถานการณ์ การอ่านภาพยนตร์ และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การอ่านตัวเอง ที่จะช่วยทำให้เรามีสติ

พอเรามีสติ แล้วเราก็จะสามารถควบคุม "การเขียนชีวิต" ของเราได้ แม้ว่าจะสุขจะทุกข์อย่างไร แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราระลึกตัวอยู่ และพยุงตัวไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ประคับประคองให้ชีวิตของเราสร้างประโยชน์กับตัวเองและผู้อื่นได้บ้างไม่มากก็น้อย



Create Date : 10 มีนาคม 2554
Last Update : 13 มีนาคม 2554 9:43:55 น.
Counter : 344 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

เชษฐภัทร
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



New Comments
All Blog
MY VIP Friend