Group Blog
 
All blogs
 

^ * ^..... ทริปส่งท้ายปี 53 แบ็คแพ็คไปลาวใต้ (จำปาสัก)...

lozocatlozocat


ไปเที่ยวมาตั้งแต่วันที่ 6-10 ธ.ค. 53 แล้ว แต่พึ่งจะได้ฤกษ์เอามาลงบล็อค แต่ก่อนหน้านี้ก็เอาลงกระทู้ไว้ตั้งแต่กลับมาใหม่ ๆ แล้วสนใจเข้าไปอ่านได้นะคะ

วันที่ 1 จำปาสัก

วันที่ 2 น้ำตกหลี่ผี

วันที่ 3 น้ำตกคอนปลาสร้อย ดอนคอน

วันที่ 4 น้ำตกคอนพะเพ็ง

วันที่ 5 ปากเซ

นี่ก็ก็อปข้อความจากกระทู้มาเหมือนกัน แต่ในบล็อคจะมีรูปมากกว่า นิดนึง การไปเที่ยวคนเดียวเป็นครั้งแรกนี้ ก็กลับมาพร้อมความประทับใจม๊ากมากกก ชอบค่ะ ติดใจกับการได้เที่ยวคนเดียวซะแล้ว เตรียมตัวเตรียมใจ คิดวางแผนมานาน ว่าจะไปนอนไหน เที่ยวไหน วางแผนซะบางที โอ๊ยอะไรมันจะมากมายขนาดนี้เนี๊ยะชั้น

สุดท้ายไม่ได้เป็นไปตามแผนที่อุตส่าห์วางไว้ซะสวยหรูเลย แต่ก็เนอะการได้วางแผนมันก็เป็นการรอคอยเวลาที่มีความสุขดีออก และการได้ทำอะไรนอกแผนก็ออกจะท้าทายดี สรุปว่าชอบง่ะกับทริปลาวใต้ครั้งนี้ เสียอย่างเดียว ไปเที่ยวได้ไม่ครบต้องไปอีกสักครั้งอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ด้วยแหละ กะแล้วว่าไปครั้งเดียวไม่พอจริงๆ



เริ่มจากออกเดินทางวันที่ 5 ธ.ค. 53 ด้วยรถระยอง-อุบล เที่ยว 19.15 น.



โดยมีคนขับรถไปส่งถึงที่โหลดกระเป๋า (ขึ้นรถทัวร์ค่ะ) คนขับรถแอบอิจฉาด้วยแหละ หรือแอบดีใจไม่แน่ใจเหมือนกัน



ไปถึงสถานีขนส่งอุบลตี 5 ครึ่ง รีบไปที่คิวรถตู้ เค้าบอกว่ากำลังจะออกอยู่พอดี แต่รอคนให้ครบ คือคิวรถตู้อุบล-ช่องเม็ก จะเอาเวลาแน่นอนไม่ได้ว่าซื้อตั๋วเที่ยวนี้จะได้ออกตามเวลา เพราะเค้าบอกว่าตั๋วเที่ยว ตี 5 ครึ่งออกไปเป็นชั่วโมงแล้ว ตั๋วที่เรากำลังจะซื้อเป็นเที่ยว 6 โมงกว่า ๆ นี่แหละ

สรุปคือคนเต็มก็ออกค่ะ เราก็นึกว่าคงมีเวลามาก กะว่าไปเข้าห้องน้ำเสร็จแล้วจะมานั่งกินข้าว แล้วจะได้ไปแปรงฟันอีกรอบ แต่พอออกจากห้องน้ำแวะตักบาตรด้วยข้าวกล่องที่คิดว่าจะกินนั่นแหละ เป็นพระอายุมาก ๆ ระหว่างรับศีลก็รู้สึกว่าพระเค้าล้วง ๆ จะเอาอะไร อ๋อพระเค้าหยิบขนมออกมาให้ค่ะ เป็นโดนัทอันเล็ก ๆ เค้าคงกลัวว่าเราจะหิวมั๊งค่ะ แล้วเค้าก็ถามว่าข้าวกล่องหรอ เราก็ค่ะ ๆ โชคดีตั้งแต่เริ่มไปเลยค่ะ แล้วเดินจะไปนั่งซะหน่อยคนขายตั๋วก็เดินมาตามแล้ว

นั่งรถประมาณ ชั่วโมงหน่อย ๆ คนข้าง ๆ เป็นผู้ชายเขมร ที่รู้เพราะได้ยินเค้าคุยกับผู้ชายข้าง ๆ เค้าตอนหลัง ๆ เค้ากล้าคุยกับเรา เค้ายังถามเลยว่ามาเที่ยวคนเดียวหรอ เลยบอกว่าใช่ เค้าก็ถามอีกว่าจะเที่ยวคนเดียวหรือมีเพื่อนรออยู่ที่ลาว เราก็เลยบอกว่ามีเพื่อนอยู่ที่ลาว เค้าบอกว่าเค้าทำบริษัททัวร์ สนใจไปเที่ยวติดต่อเค้าได้ แต่เราไม่สนใจหรอก บางทีเราก็ต้องโกหกเพื่อกันไว้ก่อนแหละเนอะ

แล้วรถตู้ก็พาไปส่งที่สถานีขนส่งด่านช่องเม็ก (ไม่แน่ใจว่าเค้าชื่ออะไร) ไอ้เราก็งง เพราะตามที่ทำการบ้านมาต้องไปส่งที่ด่านนี่หว่า ก็เลยถามพี่ผู้หญิงกลุ่มนึงว่าเค้าไปไหนกัน เค้าบอกว่าจะไปนั่งวิปัสสนา เราก็เลยเดินไปถามอีกกลุ่มนึง เป็นผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 2 คน ดูท่าทางจะไปเที่ยวลาวนั่นแหละ ตอนที่ถามเห็นกลุ่มนี้บอกว่าจะไปนอนจำปาสักก่อนแล้วค่อยไปนอนดอนเดด และกลับมานอนปากเซ แต่ตามแผนของเราไม่คิดว่าจะไปจำปาสักเลย เพราะเห็นว่ามีที่เที่ยวแค่ที่เดียวคือวัดพูและการไปคนเดียวมันยุ่งยากมาก ไหนจะเรื่องต้องเหมาค่ารถคนเดียวอีก เลยกะว่าจะไปนอนดอนเดดสัก 2 คืน แล้วนอนปากเซ 2 คืน แต่ใจจริงก็อยากจะไปอยู่เหมือนกันวัดพูแล้วมีเพื่อนช่วยหารแบบนี้ก็เลยเปลี่ยนแผนมันซะเลย และแล้วความซวยก็ตกที่คนกลุ่มนี้ เพราะต้องมียายผู้หญิงที่ไหนไม่รู้อีกคนติดสอยห้อยตามไปด้วย



คนนี้คือ ดอน ผู้นำกลุ่มของเรา
เราถามดอนว่าทำไมรถตู้เค้าไม่ได้ไปส่งที่ด่านหรอ โธ่คือยังไม่ถึงเวลาด่านเปิด เพราะเราไปถึงกันตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง แต่ด่านเปิด 8 โมงครึ่ง เค้าเลยมาส่งที่ท่ารถ แล้วเราต้องเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซด์ หรือเหมารถกันไป ซึ่งเสียงส่วนใหญ่บอกว่าเหมาดีกว่า คนละ 20 บาทเอง อืมเราเปลี่ยนแผนตอนนี้แหละว่าจะไม่ไปดอนเดดก่อนแล้ว จะไปตามแผนของกลุ่มดอน กว่าจะไปนอนจำปาสักเพื่อไปเที่ยววัดพู 1 คืน แล้วค่อยไปนอนดอนเดด 1 คน แล้วก็จะไปปากเซ เราก็ใจง่ายขอไปกับเค้าง่าย ๆ อย่างงั้นแหละ เพื่อนใหม่ผู้หญิงอีก 2 คนชื่อลูกตาล กับนิด เราอายุไล่ ๆ กัน เลยนับกันเป็นเพื่อนทั้งหมดเลย แต่พึ่งมารู้ตอนหลังว่าดอนอายุมากกว่า 2 ปี แต่เรียกดอนเฉย ๆ มาตั้งแต่แรกแล้วนี่ เลยเลยตามเลยซะเลย



ร้านฝั่งลาว มีรังผึ้งมีตัวอ่อนด้วย เจอแต่ตรงนี้ที่อื่นไม่เห็นมีใครอยากลองกินก็ซื้อที่นี่เลยนะคะ

ด้วยความที่ดอนเคยแบ็คแพ็คเที่ยวคนเดียวมา 7 ย่านน้ำ เลยมีบุคลิกน่าเลื่อมใสและติดตาม พวกเราเดินตามกันต้อย ๆ เพราะพึ่งเคยถือพาสปอตข้ามประเทศกันเป็นครั้งแรกด้วยกันทั้งหมด



ผ่านข้ามแดนเรียบร้อยก็นั่งรถตู้เข้าเมืองปากเซ เค้าก็ไปส่งที่หน้าตลาดดาวเฮือง เราอยากพกเงินเป็นแสน ๆ กับเค้าบ้างก็เลยขอข้ามถนนไปแลกเป็นเงินกีบก่อน ธนาคารหน้าตลาดนั่นแหละ ราคาแลกเปลี่ยนวันนั้น 6 ธ.ค. 53 ได้ 267 บาท ได้มา 500,000 กว่ากีบ (2,000 บาท) คิดว่าใช้ แค่ 2 วัน เดี๋ยววันที่ 3 มาปากเซค่อยแลกใหม่ และเค้าก็ให้เป็นแบงค์ใบใหญ่ ๆ มาทั้งนั้น ทีหลังจะลองบอกเค้าว่าขอเป็นแบงค์ย่อย ๆ ด้วย แบงค์ลาวมี ตั้งแต่ 500 1000 2000 10000 20000 50000



ขอบอกว่า สาวแบงค์คนกลางสวยมาก พยายามจะถ่ายให้ติดเค้านะน่ะ



แล้วจากการสอบถามพนักงานแบงค์ว่าจะนั่งรถอะไรยังไงไปวัดพูดี เลยสรุปกันว่าเหมารถกันไปดีกว่า ระยะทางประมาณ 40 กว่ากิโลรึไงนี่แหละ ต่อรองได้ที่ 500 บาท นี่ถ้าไปคนเดียวเราคงยอมนั่งรถประจำทางถึงจะต้องต่อรถแล้วรอนานก็เหอะ





เพื่อนร่วมทริปค่ะ

ความจริงระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ ถนนช่วงในเมืองปากเซไปจำปาสักก็ดี แต่เพราะรถเป็นรถเล็ก คล้าย ๆ กับสามล้อ แต่คันใหญ่กว่า ขับไม่เร็วเลยมีความรู้สึกว่านั่งนาน คุ้มกับเงินที่เสียไปมาก
ดูนู้นดูนี่ ไม่มีอะไรจะดูแล้วก็มานั่งอ่านโฆษณายาบนรถ

อ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง



และแล้วก็ถึงท่าเรือแล้วค่ะ ดีอย่างที่นั่งรถเหมามาคือเค้าจะส่งเราถึงที่เลย







ตอนนี้เริ่มใช้เงินกีบแล้ว ค่าเรือจ่ายเป็นเงินกีบ ความจริงแล้ววัดพูเราไม่ได้ทำการบ้านมาเลย เค้าว่ายังไงก็ว่าตามกัน ค่าเรือจำไม่ได้ว่ากี่กีบ 10000 หรือ 15000 กีบนี่แหละ ที่นี่แหละเราได้ซื้อหมวกพับเอาไว้ใส่กันร้อน เพราะไม่ได้เตรียมไปคิดว่าไม่ได้ไปวัดพูคงไม่ได้ไปลุยแดดที่ไหน ค่าหมวกจำได้เลย 10000 กีบค่ะ (40 บาท) เป็นหมวกที่ซื้อมาแล้วได้ใช้จนคุ้มจริง ๆพับเก็บก็ได้ เพราะตอนขี่จักรยานไปน้ำตกหลี่ผีก็ได้หมวกใบนี้แหละช่วยได้มากจริง ๆ เพราะแดดที่ลาวก็ร้อนเปรี้ยงจริง ๆ




แม่น้ำเค้าจะมีทรายแล้วก็อะไรไม่รู้ หรือจะเป็นแร่อะไรสักอย่าง ถามดูเค้าก็ไม่รู้ เค้าบอกแต่ว่าเป็นทรายมีมาตั้งนานแล้ว เห็นที่ดอนเดดก็เป็นแบบนี้ ลองหยิบดูจะเป็นแผ่นเล็ก ๆ สีเงิน ๆ สวยเชียวค่ะ

แล้วพวกเราก็ถามคนขับเรือว่าที่จำปาสักมีที่พักที่ไหนที่ดี ๆ ถูก ๆ ไม่เกิน 200 บ้าง คนขับเรือก็บอกมีเดี๋ยวจะพาไป แล้วเค้าก็พาไปจอดที่ท่าเดินขึ้นบันไดไปก็เป็นโรงแรมเลยค่ะ เค้าบอกโรงแรมนี้แหละ ความจริงแล้วดูน่าจะแพงนะเนี๊ยะ พอถามราคาพนักงานที่โรงแรมเค้าก็บอกว่า คืนละ 350-450 บาท อะไรนั่นแหละ ต่อรองกับเด็ก แล้วก็ได้ห้องพัดลม 300 อยู่ดี ก็เลยว่าไปเดินไปเอาข้างหน้าดีกว่า แต่เด็กเค้าก็วิ่งมาตามค่ะ ว่าห้องพัดลม ถ้าพัก 2 ห้อง เจ้าของบอกให้ 200 ก็ได้ เราก็โอเคซิค่ะ เพราะห้องเค้าก็ออกจะใหม่ สบาย มีห้องน้ำในตัวด้วย



เราก็บอกเค้าพวกดอน ตาล นิด ว่า ไม่ต้องซีเรียสเรื่องเรา คิดว่าจะนอนคนเดียวอยู่แล้ว พวกตัวเองก็นอนกันอย่างที่คิดไว้ตามสบาย

ก็เราอยากจะฝึกลองนอนคนเดียวด้วย
พวกนั้นนอนกัน 3 คน ห้องนึง เลยเปิดเป็นห้องแอร์เลย รู้สึกว่าจะ 350 บาท ส่วนเราแค่ 200 บาท ขอแค่ได้ห้องติดกันก็ไม่น่ากลัวอะไร







บริเวณโรงแรมค่ะ มีจักรยานเช่า แล้วก็เปลให้นอนด้วย ลูกค้าเป็นฝรั่งทั้งนั้นเลย มีพวกเราเป็นมันแกว หัวดำกันอยู่กลุ่มเดียวนั่นแหละ



พวกเรามาถึงนี่กันก็ประมาณเที่ยง ๆ เกือบบ่ายรึยังไงนี่แหละ ยังไม่ได้กินข้าวกันเลยตั้งแต่เช้า เลยสั่งอาหารกินกันที่พักนี่แหละ
อาหารตามที่พัก หรือสถานที่ท่องเที่ยวจะราคาประมาณนี้แหละค่ะ อย่างเราสั่งผัดซีอิ๊วไก่ ยังต้อง 20000 กีบ (ประมาณ 80 บาท) อืม วิธีแปลงเงินกีบเป็นเงินบาท เราก็ตัดศูนย์ออกไปเลยค่ะ 3 ตัว เช่น 20000 กีบเนี๊ยะก็เหลือ 20 เอา 4 คูณ ก็เท่ากับ 80 บาท (คิดเป็นเงินก็เหมือนกับเอา 250 บาทหาร) ของที่ลาวส่วนใหญ่จะหลักพันขึ้นทั้งนั้นแหละค่ะ อย่าง 20000 กีบ เค้าจะพูดว่า 20 พันกีบ เราก็ติดอย่างงั้นจะได้คิดง่ายดีค่ะ 5 พันกีบ ก็ 20 บาท



เมนูที่เชอร์รี่สั่งเค้าเขียนเป็นภาษาลาวค่ะ ผัดซีอิ๊วไก่
ออกมาหน้าตา และรสชาติอย่างกับผัดไทบ้านเราเลย อร่อยแบบอ่อน ๆ น้ำมันเยอะคือเชอร์รี่เองก็แทบไม่ปรุงอะไรใส่แค่พริกป่น กับพริกไทย อืมเวลาสั่งอาหารที่ลาวถ้าสั่งเมนูไก่ก็จะประมาณไก่บ้าน เค้าไม่ใช้ไก่อุตสาหกรรมใหญ่ (ซีพี)แบบบ้านเรา แต่ถ้าสั่งเมนูหมูนะเพื่อนๆ บอกว่าเหนียวมาก ดีนะที่เราสั่งไก่ หลังจากนั้นเลยสั่งไก่หรือไม่ก็ปลาตลอด



ผัดซีอิ๊วไก่จานใหญ่มาก ขอบอกว่าถ้าไปกัน 2 คนสั่งจานเดียวก็พอค่ะ เพราะเชอร์รี่เองกินไม่ไหวจริง ๆ ขอเค้าใส่กล่องกะว่าเวลาขึ้นวัดภูแล้วหิวจะไปควักออกมากิน แต่ก็ไม่ได้กิน ถือกลับมาจากวัดภูอีก มากินต่อที่ที่พักอีก แต่เห็นพวกเพื่อนบอกว่าเย็นนี้จะกินเมนูใหญ่ เลยไม่กล้ากินหมดให้เจ้าลัคกี้ช่วยกินต่อ



ส่วนดอนสั่งข้าวผัดหมู ใส่ไข่ ถ้าบอกว่าใส่ไข่ร้านนี้เค้าจะให้ 2 ฟองเลยค่ะ ตกลงพวกดอน ตาล นิด กินไข่มื้อนี้คนละ 2 ฟอง แล้วปริมาณก็เยอะมากอีกเหมือนกัน



หลังจากที่พวกเราอิ่มจัดกันขนาดนั้นแล้ว ก็หารถไปเที่ยววัดพูกันเลยค่ะ ไม่รอช้า เดี๋ยวหนังท้องตึงหนังตาจะหย่อนกันไปซะก่อน จากที่สอบถามสรุปว่าเราต้องเหมารถกันไปโดยใช้บริการรถที่โรงแรมนั่นแหละ คนละ 25 พันกีบ (100 บาท)



ลืมบอกไปที่พัก ชื่อ เฮือนพักอนุชา ค่ะ มีป้ายพร้อมเบอร์โทรมาฝากด้วยค่ะ ต่อรองให้ได้ 200 นะคะ (ห้องพัดลม) อากาศไม่ร้อนค่ะ ตอนกลางคืน เชอร์รี่นอนเปิดหน้าต่างด้วยมั๊ง



ไปวัดพูกันค่ะเสียค่าเข้าชมกันตามระเบียบคนละ 30 พันกีบ เค้าจะมีป้อมขายตั๋วตรงทางเข้า แต่ต้องเข้าไปในอาคารเพื่อไปจ่ายเงินหรือไปเอาตั๋วนี่แหละลืมแล้วค่ะ พอดีดอนเป็นตัวแทนไป พวกเราให้เงินแล้วก็รอกันอย่างเดียว

ลืมไปเลยว่าที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์ คุ้น ๆ ว่าเคยอ่านเจอ แต่ลืมเข้าไปดู อย่างที่บอกแหละค่ะ ไม่ค่อยได้ทำการบ้านวัดภูซะเท่าไหร่



ตั้งแต่ลงจากรถเราก็จะเจอแต่แดดกันแหละค่ะ ถ้ามีร่มจะดีมาก แต่อย่างน้อยมีหมวกก็ยังดี เพราะแดดแรงมาก ตอนกลับถึงที่พักตอนเย็นพวกเชอร์รี่ปวดหัวกันเกือบทุกคน เพราะแดดแรงจริง ๆ ระยะทางเดินฝ่าแดดนี่ก็ประมาณ 300-500 เมตร (กะไม่ถูก) ปกติเวลาทำงานอยู่กันแต่ห้องแอร์ ไปเจอแดดตอนเดินไปหาข้าวกินตอนพักกลางวันแป๊บเดียวเอง ไม่เจอแดดนาน ๆ แบบนี้มานานแล้วเลยมึนหัวตึ๊บไปตาม ๆ กัน





มาเดินต่อกันดีกว่าค่ะ ระหว่างทางเจอร้านขายกระทงดอกไม้ น่ารักดีค่ะ เลยอุดหนุนเค้าไป 5 พันกีบ (20 บาท) ถือโอกาสแตกแบงค์และแลกแบงค์ย่อยกับน้าเค้าด้วย ความจริงถ้าไม่อยากซื้อตั้งแต่ตรงนี้ข้างบนก็มีขายอีกนะคะ พวกเชอร์รี่ไม่รู้เลยซื้อกันก่อน



ข้างในกระทงจะกลวง ๆ นึกว่าจะทำแบบกระทงวันลอยกระทงเราซะอีก





ถ่ายกับนักศึกษาลาวค่ะ

หนทางยังอีกยาวไกลค่ะ





ความจริงทางเดินสามารถเดินได้ 2 ทาง แต่ก็มาบรรจบกันตรงทางขึ้นแหละค่ะ ขากลับพวกเชอร์รี่เดินกลับกันทางนี้ สมัยก่อนเค้าก็คงเดินทางนี้กันแหละ





แล้วก็มาถึงปราสาทด้านหน้าค่ะ เค้ากำลังบูรณะกัน จะมี 2 ข้างทางเดินขึ้น



ตรงนี้จะมีจุดพักหลบร้อนของนักท่องเที่ยวค่ะ มีบริการถ่ายรูปด่วนคู่กับปราสาทด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีคนใช้บริการ เท่าไหร่ ถ้าบูรณะเสร็จแล้วคงทำยอดขายดีกว่านี้



จะเห็นหินที่เค้าเรียงไว้เตรียมประกอบ เต็มไปหมด





ทั้ง 2 ด้านกันเลย เห็นคนฝรั่งเค้าเป็นคนควบคุมการก่อสร้างค่ะ
เดินกันต่อค่ะ แค่นี้ยังเด็ก ๆ



แล้วก็แอบถ่ายน้อง 2 คนนี้ค่ะ เค้าจะรู้ไม๊เนี๊ยะ คิดว่าน้องเค้าคงเป็นเพื่อนกันค่ะ (แล้วจะไปยุ่งคิดเรื่องเค้าทำไมกันล่ะเนี๊ยะ)



เจอจุดไหว้แล้วค่ะ แต่ไม่แน่ใจทำไมมีคนไหว้น้อยจัง เอหรือเค้าจะเป็นที่ไหว้เจ้าที่แบบบ้านเรา เลยคิดว่าไปหาที่ไหว้กันข้างหน้าดีกว่า



เจอร่มไม้แล้วล่ะคะ หยุดรอพวกนั้นก่อนดีกว่า ไอ้เรามันคนกลัวแดด รีบเดินจ้ำ ๆ พวกตาลกับนิดเห็นร้อนตับแทบแตกแต่ก็ยังมีแก่ใจหยุดถ่ายรูปกันบ่อยมากๆๆ หันกลับไปทีไรเจอภาพสวย ไอ้เราก็อดไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่เจอที่ร่มเชอร์รี่ก็ไม่หยุดหรอกค่ะ



และก็ถึงจุดไหว้พระตรงก่อนทางขึ้นบันไดแล้วค่ะ





น่าจะเป็นพระพุทธรูปที่เก่าอยู่เหมือนกันค่ะ (ที่มาเนี๊ยะไม่ได้จดจำประวัติ ความสำคัญอะไรกับเค้าเล้ยเรา)

แล้วก็ถึงบันไดกันแล้วค่ะ ตรงนี้ยังเดินสบาย ๆ






หาที่ร่ม ๆ รอ 3 คนนั้นอีกแล้วค่ะ





ต้นลีลาวดี ดอกไม้ประจำเมืองจำปาสักค่ะ น่าจะอายุมากอยู่เหมือนกัน



ถึงแล้วค่ะ ด้านบน จะมีปราสาทที่มีพระพุทธรูปอยู่ข้างใน ข้างบนนี้ก็มีจุดไหว้พระและมีกระทงขายเหมือนกันค่ะ



มีร้านขายน้ำ ขายขนมครกด้วยค่ะ ถ้าไม่ได้เตรียมน้ำมาก็จะได้ซื้อน้ำเย็น ๆ บนนี้แหละค่ะ อย่างเชอร์รี่เองก็อุดหนุนเค้า 1 ขวด ราคา 5000 กีบ (20 บาท)



ข้างในปราสาทที่เป็นเหมือนโบสถ์มีพระพุทธรูปที่คิด (เอง) ว่าเก่าแก่มาก ๆ อยู่ค่ะ







มีเสี่ยงเซียมซีด้วย ถ้าพี่หมีมาคงไม่พลาด ถ้าเสี่ยงที่นี่อาจจะโชคดี ครั้งหลัง ๆ เสี่ยงกับเสด็จเตี่ยทีไรได้ใบไม่ดีทุกที



ด้านหลังโบสถ์ค่ะ หลังคาที่เห็นเค้าคงจะช่วยกันแดดกันฝนให้พระพุทธรูปข้างใน

จากจุดนี้เชอร์รี่เห็นมีไกด์นำคนไทยเดินชมจุดสำคัญต่าง ๆ เชอร์รี่เลยรีบเดินตามไปฟังค่ะ



หินนี้เค้าบอกว่าที่เห็นเป็นรูเพราะเตรียมไว้สำหรับขนย้ายไปสร้างปราสาทแต่หินแถวนี้ยังไม่ทันได้ย้ายค่ะ คือไกด์เค้าอธิบายแบบย่อ ๆ ประมาณว่ากลัวลูกทัวร์ขี้เกียจฟังมั๊ง



และหินแกะสลักรูปช้าง แต่ยังแกะไม่เสร็จสมบูรณ์



ต้นขนุนค่ะ เชอร์รี่นำเสนอเองค่ะ ไม่ได้มีความสำคัญอะไร เห็นว่าสูงมากเป็นขนุนป่าอายุน่าจะมากอยู่ แต่ก็ยังอุตส่าห์ออกลูกให้อยู่อีก



นี่ค่ะ ที่ที่ไกด์ออกจะพูดยาวกว่าที่อื่น คือไกด์ (เสื้อม่วง) บอกว่านี่เป็นแท่นบูชายัณห์ คือทุกปีจะมีพิธีบูชายัณห์ โดยจะนำผู้หญิงพรหมจรรย์มานอนที่แท่นหินนี้ แล้วผู้ประกอบพิธีคือหมอผีจะเป็นคนฟันหรือกรีดอะไรนี่แหละ (ไกด์พูดอย่างงี้ค่ะ) เพื่อให้ผู้หญิงตาย แล้วเลือดก็จะไหลตามราง แต่ที่เห็นคือจะไม่ได้ตั้งกันแบบนี้นะคะ จะมีหินเป็นรางอีกอันอยู่อีกด้านค่ะ รองเลือด
ส่วนที่เป็นขั้น ๆ เหมือนบันได จะเปรียบเสมือนบันไดสู่สรวงสวรรค์ค่ะ
(โอ๊ยจะฮู้เฮื่องกันไม๊เนี๊ยะ) ไว้เดี๋ยวต้องเสิร์ชหาใน google ซะแล้ว

ประวัติวัดพู (ก๊อปมาจาก//www.southlaostour.com ค่ะ ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ)

ปราสาท วัดพู ( มรดกโลก ของ ลาวตอนใต้ ) เป็นพิพิธภัณทสถานที่ ซึ่งถือว่า สำคัญสำคัญที่สุดใน ลาวตอนใต้ ซึ่งได้รับการรับรองและ ขึ้นทะเบียนจาก องค์การ UNESCO เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ว่าเป็น สถานที่ เมืองมรดกโลก แห่งที่สอง ของ ลาว นับจาก หลวงพระบาง ตั้งอยู่บนเนิน เขาภู หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภูควาย หรือ ภูเขาควาย ห่างจากตัวเมือง ห่างจากตัวเมืองไป 9 กิโลเมตร เชื่อกันว่า ปราสาทวัดพู แห่งนี้ เป็น เทวสถานขอม คล้ายกับ เขาพระวิหาร ณ ปราสาทวัดภู แห่งนี้ ได้สร้างก่อน อังกอร์วัด ประเทศเขมร ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ในสมัยของพระเจ้ามเหนทรวรมัน โดยใช้สถานที่แห่งนี้เป็น ที่ บูชาเทพเจ้า ตาม ความเชื่อ ของ ศาสนาฮินดู เป็นเป็นเวลานานหลายปี ศิลปะ ต่าง ๆ เหมือนกัน กับ ศิลปะที่ อังกอร์วัด โดยแบ่งเป็นชั้นบันได ตามภูเขา จนถึงปราสาท ข้างบน สถานที่ ต่าง ๆเช่น ที่ทำพิธีกรรม เซ่นไหว้ ต่อ เทพเจ้าฮินดู โดยใช้ ชีวิต มนุษย์ผู้มีพรหมจรรย์ ชาย หญิง เป็นเครื่องเซ่น ตามความเชื่อของลัทธิ ของฮินดู ก็ยังมีให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมาประเทศ ลาวได้รับ พุทธศาสนา เข้ามาในประเทศ เทวสถาน แห่งนี้ได้เป็น วัดของพุทธศาสนา นิกายเถรวาท มาจนถึง วันนี้ วัดภู จะมีงานประเพณีประจำปี ที่ชื่อเสียง ซึ่งจะจัดเป็น งานประจำปีวัดภู จัดเป็นประจำทุกปี ในช่วง เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในวันดังกล่าวต้อง เป็น วันเพ็ญ เดือนสาม ประมาณ 3 วัน เป็นสถานที่มี นักท่องเที่ยว มาเที่ยวกัน มิได้ขาดสายถ้ามาเยี่ยมเยียน ลาวตอนใต้ ไม่ได้มาวัดภู ก็ต้องถือว่า มาไม่ถึง ลาวตอนใต้ ก็ถือว่าไม่ผิด.



มาเดินต่อกันเลยค่ะ ภาพนี้ที่เห็นตอนพวกกลุ่มไกด์ไปกันแล้วเลยได้แต่เก็บความสงสัยว่าคืออะไร มีไหอยู่ข้างในด้วยค่ะ คิดว่าจะต้องเป็นอะไรที่สำคัญซะอย่าง

จนเดินรอบที่สอง ตอนพาพวกเพื่อน ๆ เดินตามรอยไกด์ โดยถือซะว่าตัวเองเป็นไกด์ซะเอง แล้วเจอกลุ่มผู้หญิงชาวลาว ที่ขายของอยู่ที่วัดพู เค้าบอกว่าเป็นที่เก็บกระดูกค่ะ แหมคิดว่าเป็นอะไรซะอีก



แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่อไปที่พลาดไม่ได้เลยค่ะ คือน้ำศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง ส่วนมากคนจะรองใส่ขวดไปดื่มกัน หรือเอาไปรดหัวอาบน้ำกันประมาณนั้น เหมือนน้ำมนต์บ้านเรา แต่เชอร์รี่ขอเอาลูบแขนลูบมือกันตรงนั้นเลย เย็นดีค่ะ คลายร้อนไปได้เยอะ ศักดิ์สิทธิ์ทันใจจริง ๆ (ไม่ได้คิดลบหลู่นะคะ พูดตามความรู้สึกค่ะ)



เค้าจะทำเป็นรางรองน้ำ



มีพระตรีมูรตีด้วย มีข้อมูลมาฝากค่ะเผื่อบางคนจะไม่รู้จัก อย่างเชอร์รี่เองก็รู้เพียงแต่ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก ขอคัดลอกข้อมูลมาจากเวป sanook ค่ะ

เทพเจ้าแห่งความรัก ......ตรีมูรติ

ตรีมูรติ แปลว่า รูปสาม ความหมายคือ รูป 3 องค์ของเทวะหรือธรรมชาติที่ทรงอำนาจ คือ อัคนี (ไฟ) วายุ (ลม) และสุริยะ (ดวงอาทิตย์) เรียกอีกอย่าง เทพทัตตาเตรยะ ซึ่งเป็น การรวมพลังของเทพเจ้าทั้งสามได้แก่ 'พระพรหม พระอิศวร (ศิวะ) และพระวิษณุ (นารายณ์)' เป็นหนึ่งเดียว

อาจเปรียบได้ว่า พระตรีมูรติ มีพลังของเทพเจ้าทั้งสามในรูปเดียวคือ
การสร้างโลก (สฤษฏิ) เป็นพลังของพระพรหม
รักษาโลก (สถิติ) เป็นพลังของพระวิษณุ (นารายณ์)
และทำลายโลก (ประลัย) เป็นพลังของพระอิศวร (ศิวะ)

เมื่อพลังทั้ง 3 มารวมกัน จึงเท่ากับการแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้าในสรรพสิ่ง

ส่วนความเชื่อที่ว่า พระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก สามารถดลบันดาลให้คู่รักชาย-หญิง สมหวังในรักนั้น ไม่ปรากฏแน่ชัด เป็นเพราะสาเหตุใด แต่คล้ายกับเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า ทุกคืนของวันพฤหัสบดี เวลา 21.30น. มนุษย์ผู้ยังมิอาจละกิเลสจากราคีรัก ทุกเพศวัย ตั้งแต่รุ่นกระเตาะ กระทั่งอาวุโส ที่อยากสมหวังในรักทั้งหลาย จะดาหน้ามาอ้อนวอนอธิษฐานขอให้ตนประสพกับสิ่งปรารถนา ด้วยเชื่อว่า เพลานั้น เป็นเวลาที่เทพจะลงจากสรวงสวรรค์เพื่อรับคำและประทานพรสมประสงค์ให้จงได้

การบูชา พระตรีมูรติ เพื่อขอพรความรักนั้น ตามจริงแล้ว เครื่องบูชาควรจะเป็นดอกกุหลาบสีแดง 9 ดอก เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นสัญลักษณ์ของโลกียะ ความเป็นมงคลและพลังชีวิต หรือจะเป็นพวงมาลัยดอกกุหลาบ 1 พวง ก็ได้ พร้อมกันนี้ต้องมีธูปสีแดงอีกจำนวน 9 ดอก และเทียนสีแดง 1 เล่ม หรือ1 คู่ก็ได้ ซึ่งหากเป็นเทียน 1 คู่นั้น กรณีสำหรับผู้ที่มีคู่อยู่แล้ว จะถือเคล็ดด้วยการต้องประกบให้เทียนทั้ง 2 เล่ม แนบชิดกัน เพื่อความแนบแน่นในชีวิตรัก แต่หากใครยังไม่มีคู่ อาจสื่อความหมายไปที่ว่า เพื่อไม้ให้ชีวิตรักโดดเดี่ยว มีคู่โดยเร็วไว

และหากคำอธิษฐานที่ขอไปนั้น สัมฤทธิ์ผล ก็จะต้องมีการถวายเเครื่องบรรณาการ เปรียบเสมือนเป็นการขอบคุณ โดยสิ่งที่นิยมนำมาเป็นของถวาย ได้แก่ มะพร้าว น้ำอ้อย นมสด หรือของหวานชนิดใดก็ได้ แต่สิ่งต้องห้ามเด็ดขาด คือ อาหารคาวทั้งหลาย

บทสวดขอพรพระตรีมูรติ

สาธุ สาธุ สาธุ อุกาสะ ข้าแต่องค์พระตรีมูรติที่ยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า
นาย,นาง............ (บอกชื่อ นามสกุลและที่อยู่)

กราบเบื้องบาทแด่องค์ท่านแล้ว พระองค์เคยประทานพรแด่ทวยเทพทั้งหลาย
ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติชอบทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ามากราบเบื้องบาทแด่พระองค์ท่านแล้ว จึงขอพรจากพระองค์ซึ่งประทานไว้ ณ บัดนี้ (.....ขอพร....)

เตสัง อัมหากัง พรใดอันประเสริฐจงมาบังเกิดแด่ข้าพเจ้า ทีฆายุกา มหาเดชา มหาปัญญา มหาโภคา มหายะสา มหาลาภา ปัญจวีสติ ภยันตะ ทวัตติงสะ ฉันนะวุฒิโรคัญจะ โสระสะ อุบัติอันตรายยัญจะ อัยยัญติกะ อันตรายยัญจะ พาหิระ อันตรายยัญจะ วิระหิตะวา โหตุ ยาวะชีวัง พระวิสตีติ (พระตรีมูรติ)

ขอ....ให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นอยู่ตลอดกาล... ขอ...ให้ความรักที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นรักนิรันดร์

เคล็ดลับ! การขอพรจากพระตรีมูรติให้ได้ผลมากที่สุด ตามคำบอกกล่าวของผู้มีประสบการณ์และเคยสมหวังกับการตั้งจิตอธิษฐานนั้น อย่างที่ทราบแล้ว คือ ต้องเป็นวันพฤหัสบดี เวลา 21.30 น. แต่หากใครไม่สะดวก จะมาไหว้กันวันอื่นก็ย่อมได้ เมื่อจุดธูป และเทียนเสร็จแล้ว ก่อนอื่นให้นำเทียนไปปักไว้ตรงที่ๆ เขาจัดไว้ให้ จากนั้น ก็มานั่งบริเวณด้านหน้าเทวารูป พนมมือพร้อมธูปและดอกกุหลาบ หรือพวงมาลัย จากนั้นก็ท่องตามบทสวด และอธิษฐานถึงความรัก หรือเรื่องอื่นใดที่ตนปรารถนา ซึ่งต้องตั้งคำอธิษฐานให้ชัดเจนในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น ถึงจะได้ผล เมื่ออธิษฐานขอพระเสร็จ ให้เดินไปปักธูป ตรงกระถางด้านหน้า และค่อยนำดอกไม้ หรือพวงมาลัยไปวาง

การขอพรจากพระตรีมูรตินั้น ไม่จำเป็นต้องขอเรื่องความรักอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน ครอบครัว เงินทอง หรือแม้กระทั่งสุขภาพร่างกาย องค์ท่าน ก็สามารถบันดาลให้ได้ แต่คงจะต้องสงวนไว้ให้แก่ผู้ที่ตั้งใจจจริง ไม่โลเลล่อกแล่กเท่านั้นนะ จะขอกิ๊ก กั๊ก ขอให้ร่ำรวยด้วยการไปคดโกงคนอื่นเขามา หรือสิ่งใดที่เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ท่านคงจะไม่พิสมัยเท่าใดนัก และบางทีสิ่งชั่วร่ายที่แอบแฝงอยู่ในจิดใจอาจกลับมาสนองคืนตัวให้ต้องร้อนลุ่มก็เป็นได้

นำมาฝากกันครบถ้วนเลยค่ะ




ความจริงเคยอ่านเจอคร่าว ๆ ว่าข้างบนวัดพูมีรูศักดิ์สิทธิ์ด้วยแต่เพราะไม่ได้เตรียมการบ้านมาอย่างที่ว่าเลยลืมไปหาดูเลยค่ะ อยู่กันได้สักพักก็เดินทางกลับค่ะ ทางขึ้น-ลง ช่วงบนๆ ชันมาก ๆ ค่ะ เวลาลงเชอร์รี่ต้องเดินริม ๆ เพื่อหาที่เกาะค่ะ ยิ่งซุ่มซ่ามอยู่ ถ้ากลิ้งลงไปไม่อยากจะคิดเลยค่ะ



ส่วนนี่เห็นเป็นขั้น ๆ สวยดีค่ะ ไม่ทราบที่มาที่ไป อยู่ด้านข้างบันได



ส่งลาภาพสวย ๆ ของวัดพูด้วยฝีมือของตาลค่ะ



ตอนกลับเด็กนักเรียนเลิกเรียนกันพอดีเลยค่ะ

ส่วนมากเค้าจะใช้จักรยาน เดิน นาน ๆ ทีจะมีเด็กขับรถจักร (มอเตอร์ไซด์ค่ะ ได้ศัพท์มากับเค้าด้วยนะ)



กลับถึงที่พัก มานั่งนับเงินค่ะ ต้องนับกันบ่อย ๆ ไม่งั้นเดี๋ยวใช้เงินมือเติบ ความรู้สึกมันเหมือนกับว่าเรามีเงินเยอะเหลือเกิน แต่ลืมไปว่าของที่จ่ายไปก็มูลค่าสูงตามเงินเหมือนกัน เดี๋ยวจะลืมตัว
ถึงที่พักได้สักพักดอนก็ชวนไปเดินเล่นค่ะ ส่วนลูกตาลกับนิดน็อคกันไปแล้ว



เชอร์รี่เองก็มึน ๆ หัว เพราะแดด แต่ก็ไม่ได้กินยาอะไร สรุปว่าเป็นอยู่ 2 วันค่ะ เพราะวันที่ 2 ก็ต้องถีบจักรยานฝ่าแดดอีก ส่วน 2 คนนั้นกินยาแล้วนอน เช้ามาก็ดีขึ้นค่ะ เชอร์รี่ก็เที่ยวมันทั้งยัง ปวดตึ๊บ ๆ อย่างงั้นแหละ





ข้าง ๆ ที่พักเค้ามีร้านสปาด้วย แต่เท่าที่เปิดดูราคาแล้วก็แพงพอ ๆกับ ที่ท่องเที่ยวของบ้านเรา เลยไม่ได้ใช้บริการเลย



บ้านนี้แสดงถึงความรักชาติกันเห็น ๆ ด้วยค่ะ ก็ติดธงชาติลาว ไงคะ



ป้ายใหญ่ของที่พักมองจากด้านหน้าค่ะ เท่าที่เดินดูโรงแรมนี้น่าจะใหญ่ แล้วก็มีห้องเยอะ ใหม่ แล้วก็สะดวกสบายที่นึงในจำปาสักค่ะ

แต่ถ้าอยากได้อารมณ์บ้าน ๆ ต้องเดินดูอีกทีค่ะ



ส่วนมาก เกือบจะทุก ๆ บ้านเค้าจะปลูกต้นหอมกันไว้กินเอง ผักที่เค้าปลูกก็งามน่ากินมาก ๆ เลยค่ะ



เลยค่ะ การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ธรรมชาติมาก ๆ ค่ะ



แต่ก็มีร้านขายผักนะคะ แบบเดลิเวอรี่ด้วย เท่าที่ดูผักที่เค้าขาย หรือนำมาทำอาหารเค้าจะมีอยู่ไม่กี่ชนิด เหมือน ๆ กัน ไม่มีเยอะแยะมากมายหลากหลายเหมือนบ้านเรา แต่เรื่องความสดกรอบนี่ต้องยกให้เค้าเลยค่ะ และผักที่ขายตามชนบทบ้านเค้าก็น่าจะปลอดภัยเรื่องปุ๋ยเคมี เพราะเค้าคงจะไม่ใส่ให้เปลืองเงินเค้าหรอก การกินอะไรที่นี่มีความรู้สึกว่าได้สารอาหารที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ รู้สึกดีจริง ๆ



วัดเล็ก ๆ แถวที่พัก เสียดายไม่ได้เข้าไปค่ะ ลืม คิดแต่ว่าเดินไปข้างหน้าก่อน ขากลับเดินอีกฟากเลยลืมซะงั้น



วันนี้เชอร์รี่ก็ได้กระติ๊บกลับบ้านสมใจค่ะ ซื้อที่ร้านขายของชำข้างทางระหว่างทางเดินเล่นตอนเย็น ราคา 5 พันกีบ (20 บาท) ที่บ้านไม่มีกระติ๊บใบเล็กพอดี ไม่รู้บ้านเราขายเท่าไหร่ แต่เชอร์รี่ว่า 20 บาทนี่ก็ถูกจังแล้ว



เดินกลับก็ถึงเวลาอาหารเย็นค่ะ ก่อนจะไปได้สั่งให้เค้าเตรียมเอาไว้แล้ว ชอบอุปกรณ์เค้าจังเลยน่ารักดี ดูผ้าเช็ดปาก กับช้อนส้อมซิคะ แต่ด้ามไม่ได้เป็นไม้ไผ่หรอกค่ะ เป็นพลาสติก









เมนูมื้อนี้มีต้มยำปลาเนื้ออ่อน ผัดผักรวม ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ทุก ๆ อย่างสดอร่อยมาก ปลาไม่คาวเลย รสชาติต้มยำก็จัดจ้านดี มีมะนาวให้บีบเพิ่มด้วย ซึ่งเราก็บีบอีกนั่นแหละ ปลาเนื้ออ่อนก็ตัวใหญ่มาก ผักก็สดกรอบรสชาติกลาง ๆ พอดี ๆ กินกัน 4 คน 3 อย่าง ปริมาณพอดี ๆ สรุปว่าอร่อยมากค่ะมื้อนี้



ของหวานเป็นแตงโมที่ซื้อเมื่อตอนบ่าย กินกันแทบไม่ไหว แตงโมเค้าก็ธรรมชาติอีกนั่นแหละ ไม่หวานจัด ไม่แดงมาก เหมือนบ้านเรา บ้านเราหวานแดงอร่อย แต่ก็นั่นแหละ เพราะสารเคมีเกือบทั้งนั้น



คืนนี้นอนกันประมาณ 3 ทุ่มค่ะ ดีนะที่เที่ยวกันจนเพลีย เชอร์รี่เองก็นอนหลับสบายจนลืมกลัวเลย เปิดหน้าต่างนอนด้วย เค้ามีหน้าต่างมุ้งลวดค่ะ แล้วก็ผ้าม่านขอแค่ได้ปิดผ้าม่าน (ไม่รู้เป็นโรคอะไรจะรู้สึกปลอดภัย กลัวมีผีมาแอบดูค่ะ) ที่สำคัญพาหลวงปู่ทวด มาไว้ข้าง ๆ หมอนก็หลับสบายเลยค่ะ

lozocatlozocat















 

Create Date : 31 มกราคม 2554    
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2554 18:15:22 น.
Counter : 2535 Pageviews.  

^ . ^ ทริปที่ 3 ของปี แวะหัวหินกันอีกนิดกับอีก 2 ที่ที่ยอดฮิต....

lozocatlozocat


วันสุดท้ายของทริปแล้วค่ะ

วันแรกที่ เขาวัง คลิกเลยค่ะ
วันที่สอง ถ้ำพระยานคร คลิกเลยค่ะ
ทัวร์กลางคืน เพลินวาน ซิคาด้า คลิกเลยค่ะ

30 มิ.ย. 53

แวะไปบ้านพี่วิว เจ้าภาพพาทัวร์ครั้งนี้

เจอน้องหมามาต้อนรับ 2 ตัว





อย่าเข้าใจผิดนะคะ น้องหมาจริงๆ



ก่อนจะกลับรุ่งไม่ลืมที่จะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยที่คุยไว้อีกเจ้านึง ไม่มีชื่อร้าน แต่ขายมาหลายสิบปีแล้ว เอกลักษณ์ของก๋วยเตี๋ยวเค้าจะไม่ใส่ถั่วงอกหรือผักบุ้ง คนที่ไม่ชอบกินผักคงถูกใจ



รสชาติเค้าอร่อยแบบอ่อน ๆ ดั้งเดิม คิดว่าคงจะรสชาติแบบนี้มานานแล้ว ออกแนวกลาง ๆ กลมกล่อม

แบบแห้ง



ถ้าเป็นเตี๋ยวเป็ดต้องกินแต่บะหมี่ สั่งทีไรบะหมี่ทุกที ส่วนพี่หมีบะหมี่พิเศษ 1 ข้าวมันไก่อีก 1



ตุ๋นเป็ดเป็นกะละมัง



หน้าร้าน



ร้านนี้จะอยู่ตรงข้ามกับโลตัสเอ็กเพรสในตลาดเมืองปราณฯ ติกกับเซเว่น

ออกจากปราณ สาย ๆ เกือบจะเที่ยงแล้ว แวะถ่ายรูปที่ภัทราวดีเธียเตอร์หัวหินกันซะหน่อย



เป็นโรงเรียนสอนศิลปะ ตอนกลางวันคงไม่มีอะไร ลองขับเข้าไปวน ๆ ดู เห็นสถานที่เค้าเก๋ดี แต่ไม่มีคนเลย จะมีก็อยู่กันในห้องมั๊ง





เข้าไปในเมืองถ่ายกับสถานีรถไฟหัวหินกันอีกหน่อย ต่อไปนี้ภายจะหน่อยจริง ๆ แล้ว เพราะพี่หมีเริ่มจะขี้เกียจแล้ว







ขากลับออกจากเมืองหัวหินมุ่งหน้าไปจ.เพชรบุรี ก็ต้องผ่านเพลินวานกันอีกค่ะ แต่ไม่ได้แวะ เลยถ่ายแต่ทางเข้ามา เพราะเมื่อวานลืมถ่าย คราวหน้ามาค่อยมาเก็บบรรยากาศตอนกลางวันกันใหม่



แล้วก็แวะวังมฤคทยาวันกันอีก ตามที่ตั้งใจไว้



ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่คนละ 30 บาท

ตอนไปนี่ถ้าให้ดี ต้องรีบเดินไปจองคิวขึ้นชมบนบ้านก่อน เพราะเค้าจะจำกัดจำนวนขึ้นบ้าน บางทีต้องไปรอคิวนาน



และแล้วก็โชคดีที่จะได้มาอีกครั้ง เพราะแบตหมดค่ะ อะไรกันนี่ชั้น ยังถ่ายรูปไม่สะใจเลย ทั้ง ๆ พี่หมีบอกว่าจะถ่ายให้ 10 รูป ด้วยความขี้เกียจ เหมือนโชคเข้าข้างพี่หมี แบตหมดซะก่อน

ไม่เป็นไรไว้คราวหน้าค่อยมาซ่อมกันใหม่



บ๊ายบายค่ะ

ขากลับนี้แวะซื้อของฝาก กับกับข้าวอร่อย ๆ ที่ตลาดแม่กลองค่ะ

ค่าใช้จ่ายในทริปนี้ 3 วัน 2 คืน

กะจะเที่ยวแบบประหยัดสุด ๆ แบบลุง 500 กะว่า 2 คน จะใช้วันละ 1000 บาท ค่าแก๊ส 1000 บาท ก็เกือบค่ะ เกือบสำเร็จ เกินงบไปอีก 2000 บาท ก็ยังดี ค่ะ เกินแบบพองาม ไม่ถึง 50%

lozocatlozocat




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 31 มกราคม 2554 17:47:27 น.
Counter : 847 Pageviews.  

^ * ^ .....พาทัวร์หัวหินตอนกลางคืนค่ะ......


lozocatlozocat


จากที่เที่ยว เขาวัง

ถ้ำพระยานคร เหนื่อยล้ามาทั้งสองวันแล้ว ยังไม่พอคะ เพราะว่ายังไม่ได้ไปถ่ายรูปที่เพลินวานกันเลย แต่กว่าจะออกไปถึงก็มืดแล้ว เลยได้อารมณ์กลางคืนกัน ไว้ไปคราวหน้าค่อยไปถ่ายตอนกลางวันก็ได้เนอะ



คนเยอะมาก





มีมุมให้ถ่ายเพียบไปหมด





ทำอย่างกับโรงรับจำนำ



แต่รู้สึกจะเป็นที่แลกอะไรเอาไว้เล่นเกมส์ประมาณนั้นไม่ได้ดูค่ะ เพราะแถวบ้านก็จัดงานบ่อย ๆ มีเครื่องเล่นเยอะแยะไปหมด





เดี๋ยวนี้ขนมถังแตกเค้าประยุกต์แล้วนะคะ











ไปต่อกันที่โต้รุ่งเลยค่ะ ตอนที่เดินนี่ต่างคนต่างแยกย้ายกันเดิน เพราะพี่หมีกำลังหงุดหงิด ที่ต้องมาตามถ่ายรูปให้ ก็เลยได้แต่รูปของกินกลับมา







ยังไม่หิวนะเนี๊ยะ ขนาดไปโต้รุ่งของกินเยอะแยะนะเนี๊ยะ กินแค่ไอติมถ้วยเดียวเอง โชคดีเจอเจ้าอร่อยที่เพื่อนบอกไว้ เพราะเห็นว่าเจ้านี้มีคนต่อแถวเยอะดี

เดินคนเดียวเกือบชั่วโมง พอมาถึงที่รถ ทั้งพี่หมี รุ่ง พี่วิว ก็มารอกันแล้ว พี่หมีงี้ทำหน้ายักษ์เลย

แล้วที่รุ่งพูดถึงก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำแดงไว้ เลยพาไปกินซะคืนนี้เลย



เป็นก๋วยเตี๋ยวหมู เวลากินเค้าจะมีซอสพริกให้ใส่ ใส่แล้วก็แปลก ๆ ดี ซอสจะรสหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ

แล้วก็พาไปต่อซิคาด้าค่ะ



เป็นเหมือนสวนสาธารณะ ที่มีตอนกลางคืนวันศุกร์ - อาทิตย์ จะเป็นศูนย์รวมของพวกวัยรุ่น ที่ชอบไปซ้อมเต้นบ้าง โชว์อะไรเล่นอะไรแปลก ๆ วาดภาพ มีการนำของแฮนด์เมทเก๋ ๆ มาขาย



พี่หมีอ้อล้อมาก ขอเม้าท์ ทำเป็นเบื่อไม่อยากเดิน หงุดหงิดจากที่ต้องเป็นคนถ่ายรูปน่ะซิ เลยหาข้ออ้างมาทำเป็นนั่งกินเหล้าอยู่ที่บาร์








ลากันด้วยภาพสุดท้ายและนะค่ะสำหรับคืนนี้



lozocatlozocat




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2553 13:55:44 น.
Counter : 6919 Pageviews.  

^ * ^ ทริปที่ 3 ของปี เมื่อ 2 หมูพา 2 หมูไปเที่ยวถ้ำพระยานคร



lozocatlozocat


วันที่ 29-5-53

นัดกับยายรุ่งแต่เช้า แปดโมง (เช้าหรือนี่) วันนี้เพื่อนบอกจะพาไปเที่ยวถ้ำพระยานคร ที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด โปรแกรมนี้ศึกษามาคร่าว ๆ ตั้งแต่ก่อนจะมาแล้วรู้แต่ว่า

“ถ้ำนี้มีพลับพลาที่ประทับสวยเมื่อต้องแสงตะวัน ประวัติแต่โบราณได้ชื่อนี้เพราะเจ้าพระยานครเป็นผู้ค้นพบ คราร่วมเสด็จประพาสในรัชกาลที่ 5สมัยต่อมาพระมหากษัตริย์หลายพระองค์ก็เคยทรงเสด็จพระราชดำเนิน ใครจะเชื่อว่า ยามพระอาทิตย์ส่องแสงผ่านปล่องเขาในวันและเวลาพลับพลาที่ประทับก็เรืองรองงดงามยิ่งกว่าใช้ไฟดวงใด” (ได้มาจากหนังสือ unseen)

แต่ด้วยช่วงนี้งานยุ่งเลยไม่ได้ หาข้อมูลการเดินทางการเตรียมตัวเลยว่าจะต้องเตรียมตัวไปยังไงบ้าง เพื่อนบอกแต่ว่าใส่กางเกงขาสั้นไปนะ เพราะต้องลงไปเรือ ไอ้เราก็นึกไม่ถึงว่ามันจะลุยจะโหด มันส์ ฮา อย่างนี้ เอาเป็นว่ายายรุ่งบอกว่าต่อไปใครชวนจะไม่ไปอีกแล้ว โหดมาก เอาไว้ค่อยพูดถึงอีกที เอาเป็นว่าตื่นเช้าแล้วก็หิวอีกตามเคยเลยแวะซื้อเสบียงกินกันบนรถ



ซาลาเปาทับหลีอีกแล้วกินกันเอียนไปเลย ไข่ปิ้ง ลูกชิ้นปิ้ง พี่วิวกับรุ่งบอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรมาก เพราะเดี๋ยวจะต้องไปกินกุ้งกับหอยทอดที่อุทยานอีก พลาดไม่ได้ (โปรแกรมกินยาวเหยียดอีกแล้ว) แต่ที่ซื้อมานี่ก็กินกันไม่หมดนะคะ เหลือซาลาเปา กับไข่ปิ้ง เราเลยเอาไข่ปิ้งใส่กระเป๋าไปกินในถ้ำด้วย ต้องอร่อยแน่ ๆ







ระหว่างทางไปอุทยานค่ะ พี่วิวพาขับผ่านเส้นชายทะเล ปากน้ำปราณ ทะเลเค้าเรียบน่าเล่นมาก ชายหาดก็ยาว แต่ทรายเค้าจะเป็นสีออกน้ำตาลไม่ขาว แต่ก็เงียบสงบคนไม่พลุกพล่านดีค่ะ คราวหน้าจะต้องมาที่นอนที่ทะเลปราณนี่แหละ (พี่ทัวร์เตรียมตัว)





ใกล้ถึงอุทยาน ช่วงนี้จะเห็นเรือประมงจอดกันตลกดี น้ำ มันลงน่ะค่ะ



ถึงอุทยานกันเกือบสิบโมงพอมาถึงยายรุ่งก็พาตรงปรี่ไปที่นี่เลยค่ะ ร้านกุ้งทอด ต้องเจ้าเดิมของเค้าด้วยนะคะ แต่เสียดายมากวันนี้ป้าเค้าไม่มีหอยมาทอด มีแต่กุ้ง น่ากินมาก กุ้งเค้าทอดเป็นตัว ๆ แต่กรอบนานมาก อร่อยกว่าที่เราไปสั่งกินตามร้านอาหารที่จิ้มน้ำจิ้มบ๊วยอีก ที่สำคัญปริมาณเท่านี้ กล่องละ 30 บาทเองค่ะ ขาไปกินกัน สองกล่อง แล้วขากลับยังสั่งป้าเค้าไว้อีกนะคะเห็นว่ามีปูจุ๊บจิ๊บด้วยชื่อแปลกๆ (ไม่แน่ใจว่าจำผิดรึเปล่า ผ่านไปแค่เดือนเดียวลืมแล้ว) เลยสั่งปูกับปลาทอดไว้อีก แล้วก็จองเรือไปถ้ำพระยา เพราะรุ่งบอกว่ายังไงก็ต้องลงเรือ เดินคงไม่ไหวแน่ ๆ เพราะจะต้องขึ้นเขาอย่างที่เห็นในรูปแหละค่ะ



ค่าเรือเค้าคิดเหมาลำ ลำละสามร้อยบาท นั่งกันได้ประมาณสิบคน ความจริงเรารอรวมกลุ่มกันไปก็ได้ จะได้หารกันถูกหน่อย เพราะตอนที่ไปจ่ายกันสี่คน แต่ยังต้องไปรวมกลุ่มกับคนอื่นอยู่ดี เพราะฉะนั้นรวมกลุ่มกันไปทีเดียวให้คุ้มดีกว่า ช่วยโลกร้อนแล้วยังประหยัดเงินอีกด้วย

วันนั้นน้ำลดเลยต้องเดินลุยโคลนกันไปรอเรือ นี่ก็เป็นบทเรียนว่าเวลาไปใส่กางเกงขาสั้นไปน่ะดีแล้ว เพราะต้องลุยน้ำลุยโคลนใครกลัวดำก็เตรียมร่มเตรียมเสื้อ ครีมกันแดดไปให้พร้อม รองเท้าก็ใส่ที่ถอดง่าย ใส่ปีนเขาลงเขาได้





ระหว่างรอเรือก็ดูเค้าแกะปลาออกจากอวนไปพลางๆ





และแล้วก็ได้ไปซะทีรอนานกว่าครึ่งชั่วโมงเลยนะเนี๊ยะ



นั่งเรืออ้อมเขา





สมอเรือเล็ก ๆค่ะ



ขาไปนี่พี่หมีค่ะรองเท้าขาดเพราะใส่รองเท้าลุยน้ำ แล้วก็ลุยโคลนด้วย ดีนะที่บนหาดเค้ามีรองเท้าแตะขาย

และแล้วก็ถึงซะทีต้องถ่ายรูปกับป้ายด้วยนะ ไม่งั้นจะลืม





อ่านป้ายนี้แล้วตัดสินใจให้ดีก่อนที่จะขึ้นนะคะ แล้วจะหาว่าป้ายไม่เตือน



ขาขึ้นเขาค่ะระยะทางลืมแล้ว ประมาณ สี่ร้อยกว่าเมตรมั๊ง เป็นทางขึ้น พอใกล้จะถึงถ้ำก็เป็นทางลง ไม่ได้เดินขึ้นเขามานานแล้วเหนื่อยสะใจมาก มีเด็กผู้ชายคนนึงอายุประมาณ เจ็ดขวดเค้าเหนื่อยจนต้องถามพ่อว่าพ่อจะพาเดินไปถึงไหนเนี๊ยะ ดีนะที่เมื่อวานวอร์มมาจากเขาวังแล้ว เลยเตรียมผ้าขนหนูไว้เลยไว้ซับเหงื่อ เพราะแค่กระดาษทิชชูคงไม่พอ ร้อนมาก





เจอน้องหมา สองตัวค่ะ ที่เจ้าของเค้าพาไปเที่ยว พุดเดิ้ลนี่เค้าให้เดินเองเลย หนุกหนานเค้าล่ะ ถ่ายรูปเกือบไม่ทัน แล้วก็เจอน้องปอม ลืมชื่ออีกแล้ว สบายเลยอยู่ในเป้เจ้าของ ก็ตัวเค้าเล็กนี่เนอะ ถ้าให้เดินเดี๋ยวเหนื่อยเกินไป





ที่ไหนมีก้อนหินเอียง ๆ มักจะเจอคนเอาไม้เอาไปช่วยค้ำไว้ สงสัยเค้าจำมาจากเขาคิชกูฎ



แล้วที่ไหนมีหินมักจะเจอเค้าทำหินเรียงค่ะ ความจริงที่นี่เค้าห้ามทำนะเนี๊ยะ







และแล้วก็ถึงแล้ว ถ้ำพระยานคร ตอนแรกนึกว่าจะเป็นพลับพลาใหญ่ ๆ แต่ความจริงแล้วเล็ก ๆ ค่ะแบบจำลอง แต่ถ่ายรูปออกมาแล้วก็สวยจริง ๆ แหละ













ที่นี่มีไฮไลท์หลายอย่างค่ะ แต่ลืมเดินไปดูต้นไม้มีพิษ ไม่เป็นไรไว้คราวหน้าค่อยไปดู แต่ถ้าใครไปเป็นคู่ต้องไปนี่ค่ะ ซุ้มรอดคู่ เรารอดกันมาแล้ว





ที่นี้ก็ถึงคิวไข่ปิ้งค่ะ อุตส่าห์หอบหิ้วขึ้นมา ก็ได้กินกันในถ้ำจริง ๆ อร่อยกว่ากินที่บ้านอีกนา



ถ่ายรูปหมู



อ้ำ หรอยจัง



และแล้วก็ต้องลาซะที



ขากลับค่อยสบายกว่าขาขึ้นเพราะเป็นทางลงซะส่วนใหญ่ เราโชคดีได้เจอค่างแว่นกันด้วย มาโชว์ตัวกันเพียบเลย



ถึงแล้วเก่งจังเรา



ลงจากเขาแล้วก็แวะถ่ายรูปกับบ่อน้ำโบราณกันอีกหน่อย แล้วก็ไปหาน้ำเย็น ๆ หวาน ๆ กิน ต่อด้วยไอติมถึงจะครบเซ็ท



แล้วเราก็ทำรองเท้าขาดอีกคน เพราะขี้เกียจถอดถือ เดินลุยโคลนลุยน้ำเอาซะ พอกันกับพี่หมี ดีนะพี่วิวมีรองเท้าในรถให้ยืม




ถึงฝั่งประมาณ เกือบบ่ายสอง หิวน้ำกันมาก เลยไปกินน้ำมะพร้าวกับน้ำอัดลมบนฝั่งอีก แล้วก็ไม่ลืมปูกับปลาทอดที่สั่งกันไว้ค่ะ ปูทอด 50 บาท ปลาทอด 30 บาท



ด้วยความที่ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยเลยอยากกินส้มตำกัน พี่วิวเลยพาไปกินส้มตำเจ้าอร่อยค่ะ โปรแกรมกินคราวนี้รุ่งเค้านำเสนอต้มยำขี้เมาปลาช่อนทอดค่ะ เอ๊ะแปลก ชอบ ๆ เมนูแปลก ๆ อย่างงีต้องไม่พลาดค่ะ ไปถึงร้านแอบแซ่บ ก็สั่งนี่เลยต้มยำขี้เมา ลาบหมูใส่ตับ ตำหอยดอง ตำไทยปู ตำไทยมะม่วง ต้มขี้เมาเค้าแปลกจริง ๆ ต้มยำของเค้านอกจากจะใส่เครื่องต้มยำแล้วเค้ายังใส่ขิงซอย เต้าเจี้ยวอีก ปลาช่อนเค้าก็หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วก็ทอดแบบกรอบ ๆ น้ำต้มยำใส่นมด้วยแบบน้ำข้น เวลาซดงี้ได้ทั้งรสเผ็ดร้อน แซ่บสะใจจริง ๆ กินกันแบบอิ่มมากขนาดอิ่มตั้งแต่บ่ายสาม ยันสองทุ่มไปโต้รุ่งแล้วยังไม่อยากกินอะไรกันเลยค่ะ



ถึงโรงแรมประมาณสี่โมงเย็นมีเวลาอาบน้ำพักผ่อนสองชั่วโมง หกโมงเย็นยายรุ่งจะมารับไปทัวร์รอบดึกกันอีกวันนี้ยังไม่จบกันง่าย ๆ เท่านี้หรอก ไว้เจอกันอีกเร็ว ๆ นี้ค่ะ

lozocatlozocat




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 16:40:16 น.
Counter : 1403 Pageviews.  

^ * ^.....ทริปที่ 3 ของปี 53 ถึงคิวหัวหินซะที....


lozocatlozocat


28 พ.ค. 53

วันหยุดยาว 3 วันแบบนี้ ต้องหาเรื่องเที่ยวซะหน่อย จากที่รู้สึกว่าไม่ได้ไปเที่ยวมาซะนาน ตอนแรกตั้งใจจะไปเกาะสีชัง ใกล้ ๆ บ้านนี่แหละ แต่มาติดที่ช่วงนี้ฝนตก ก็เลยไม่กล้าไป สุดท้ายมาสรุปที่หัวหิน เพราะวันนึงออนคุยกับเพื่อนรุ่ง ยายรุ่งก็ชวนให้ไปเที่ยวหัวหิน เลยสรุปว่าอื้มไปหัวหินดีกว่า แต่พอถึงวันที่จะไปจริง ๆ เพื่อนกลับไม่เชื่อซะงั้น นึกว่าเราพูดเล่น แต่ก็รีบออกไปหาที่พักให้ เพราะกลัวที่พักจะเต็มหมดซะก่อน

ออกจากบ้านสายหน่อย แล้วก็เอารถแก๊สรุ่นคุณปู่ไป กว่าจะต้วมเตี้ยมไปถึงเพชรบุรีก็ช่วงบ่ายเข้าไปแล้ว กะว่าจะแวะเขาวัง กับพระราชวังปืน แต่ก็แวะได้ที่เดียวคือเขาวัง เพราะฝนทำท่าจะตกซะงั้น



เคยมาที่นี่ครั้งนึง นานมากแล้ว แต่ก็จำได้ว่าลิงที่นี่ดุ เลยไม่กล้าถือของกินอะไรขึ้นไป มีพี่หมีที่ถือร่มไป กะว่าจะไปกางกันแดดร้อน แต่ก็ช่วยทำให้ลิงกลัวได้เหมือนกัน



ลิงที่นี่เยอะมาก ตอนกลางวันแดดร้อน ๆ ลิงก็ร้อนเป็น บางตัวก็ไปเล่นน้ำ ไปหาที่เย็น ๆ นอน บางตัวเห็นนอนแผ่กับพื้นกระเบื้องเย็น ๆ

ลิงที่นี่ถ้าเราไม่ได้ถือของกิน หรือน้ำไป เค้าก็ไม่ได้เข้ามาทำอะไรหรอกค่ะ ส่วนมากที่เห็นคนร้อง ๆ กลัวลิงกันเพราะโดนแย่งของนี่แหละ เพราะงั้นเวลาจะซื้อน้ำดื่มก็ดื่มซะให้หมด ๆ ตรงที่ซื้อจะดีกว่า หรือไม่ก็แอบ ๆ หน่อย เพราะมีผู้หญิงคนนึงถือแฟนต้าน้ำแดง เลยเจอลิงเจ้าถิ่นขาด้วนด้วยมาแย่งเอาไปเฉยเลยค่ะ แต่ก่อนจะเข้ามาแย่งก็ทำหน้าตาดุแยกเขี้ยวซะอีก เพราะงั้นถ้าเห็นเค้ามาก็รีบโยนให้เค้าไปเลยดีกว่า



แต่เท่าที่เห็นลิงที่นี่ก็ดูสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่เป็นโรคผิวหนังเหมือนลิงบางที่ มีลูกกันเยอะด้วย เห็นกระเตงลูกกันเยอะมาก

เดินไปที่ไหนก็จะเห็นลิงอยู่แทบจะทุกที่ แต่ตามพิพิธภัณฑ์ หรืออาคารสำคัญ ๆ แปลกแฮะไม่เห็นลิงจะเข้าไปซน คงจะรู้จักกาละเทศะมั๊งเนอะ






แดดร้อนมาก แล้วอากาศก็อบอ้าว แต่พอเดินไปที่พิพิธภัณฑ์ตรงทางเข้าจะเจอช่วงที่ลมผ่าน เย็นสบายมาก

มาเที่ยวคราวนี้ไม่รู้เป็นไงไม่แบตหมด ก็ลืมใส่ SD CARD บ้าง ถ่ายรูปมาได้น้อยมากไม่สะใจเลย



ตรงป้อมปืนนี้แดดแรงมาก



ข้างในนี้ทั้งสองด้าน จะมีน้องลิงนอนกันเพียบเลย มันคงเย็น



ทางเดินจะเป็นเนิน ๆ แบบนี้ เมื่อยขาดีนักแหละ







เดินกันไปเกือบครบทุกจุดของเขาเลย กำลังเมื่อยพอทน คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกัน เหมือนกับจะซ้อม ๆ ไว้ก่อน โดยที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องไปลุยโหดกว่านี้อีก

กว่าจะถึงหัวหินก็เกือบเย็นแล้วสภาพก็แย่มาก ก็เหงื่อออกเป็นปี๊บอย่างงั้น ตอนแรกกะว่าจะแวะเพลินวานวันนี้เลยแต่ไม่ไหว โทรมซะ เลยให้รุ่งพาไปที่พักเลย ที่ปราณบุรีค่ะ

โรงแรมชินมินิเทลค่ะ





อยู่ใจกลางเมืองปราณค่ะ เค้าว่างั้น เดินออกไปนิดเดียวก็จะมีของขายแบบโต้รุ่ง ที่สำคัญราคาห้องก็ถูกมาก 490 บาท อาหารเช้าเป็นกาแฟ โอวัลติน กับปาท่องโก๋ เก๋ซะ

อาหารมื้อเย็นที่ปราณบุรี มื้อแรกเป็นหมูย่างเกาหลีค่ะ เพราะย้ำนักย้ำหนากับเพื่อนรุ่ง ว่ามาเที่ยวครั้งนี้จะเที่ยวแบบประหยัดที่สุด จะใช้เงินไม่เกินวันละ 1000 บาท 3 วัน 3000 บาท กับค่าเติมแก๊ส + ทางด่วนตั้งไว้ 1000 บาท

จะไหวไม๊เนี๊ยะ



หมูกะทะเป็นแบบชุด พออาหารมาก็หนุบหนับกันจนหมดแบบอิ่มแปร้กันไปเลย มื้อนี้หารกันคนละ 100 บาท

เพื่อนรุ่ง หัวหน้าทัวร์ทริปนี้ค่ะ



สรุปค่าใช้จ่ายวันที่ 1

ค่าขนมกินเล่นระหว่างทาง 160 บาท , ค่าอาหารมื้อกลางวัน 60 บาท, ค่าบัตรขึ้นเขาวัง 40 บาท, ค่าห้องพัก 1 คืน 490 บาท, ค่าอาหารเย็น 200 บาท

รวมเป็น 950 บาท เกือบเกินงบแล้วไม๊เรา

lozocatlozocat





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2553    
Last Update : 12 มิถุนายน 2553 16:00:55 น.
Counter : 1115 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ลูกสมอเรือ
Location :
ระยอง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ชื่อเชอร์รี่ค่ะ เกิดที่สัตหีบ แต่เคยย้ายไปอยู่สงขลาเป็นระยะ ๆ เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทั้งคนสงขลาและสัตหีบ ตอนนี้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่จ.ระยองค่ะ



ลูกสมอเรือ ค่ะ

Create Your Badge




เพื่อนชอบทำกับข้าว
แม่สลิ่ม
wee_nong
ปูขาเก เซมารู
jjbd
กระเพราไก่ไข่ดาว
ผ้าไหมไทย
popang
narellan
Il Maze
ดวงใจพ่อแม่
ลักกี้


เพื่อนชอบทำขนม

Ab Psy ReinDEAR
กิน ๆ เที่ยว ๆ
Tiny Bakery



เพื่อนแจกของแต่งบล็อก
เนยสีฟ้า
kung
oranung_sri
lozocat
แพรวขวัญ
PS_PRINCESS
thattron

เพื่อนพาเที่ยว
chalawanman
แมวจอมกวน
thattron
baby bonus
ชานไม้ ชายเขา
ann
อยากเป็นไกด์
NuAeaw
คุยกันได้นะคะ



: Users Online

CursorsFree Cursors
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกสมอเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.