Group Blog
 
All blogs
 

------ >^ - ^ < ------ ลุยเดี่ยวเที่ยวปักษ์ใต้ไปให้ถึงนราธิวาส

lozocatlozocat


ทริปนี้เริ่มจากที่วางแผนไว้นานแล้วว่าอยากจะนั่งรถไฟล่องใต้ไปเรื่อย ตั้งแต่หัวลำโพงถึงจังหวัดนราธิวาสกันเลย ซึ่งกะเวลาการเที่ยวครั้งนี้ไว้อย่างน้อย 10 วัน กะว่าจะแวะเที่ยวบ้านเพื่อนชุมพร สุราษฎร์ สงขลาไปด้วย แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะพึ่งเริ่มธุรกิจใหม่คือ ขายกาแฟสดได้ไม่นานกลัวลูกค้าจะหนีหายกันไปหมด เลยต้องย่นระยะเวลาเหลือแค่ 6 วัน ไปคนเดียวตามแผนเดิม

เริ่มกันจาก วันที่ 3 ก.ค. 55 ขายกาแฟครึ่งวันแล้วช่วงบ่ายก็ออกเดินทางเลย โดยนั่งรถตู้ระยอง - กท. แล้วนั่งรถเมล์ไปสายใต้ใหม่ เพื่อนั่งรถทัวร์สายกรุงเทพฯ - กระบี่ (เพราะเที่ยวนี้จะจอดส่งที่อ.นาสารด้วย) ที่พี่ทัวร์จองไว้ให้ ไปจ.สุราษฎร์บ้านพี่ทัวร์ เที่ยวสองทุ่ม ถึงอ.นาสาร จ.สุราษฎร์ประมาณ 7 โมงเช้า พี่ทัวร์ก็มารับไปที่บ้านเลย

วันแรกโปรแกรมคือไปเที่ยวน้ำตกกัน แต่ก่อนเข้าบ้านก็แวะตลาดหาซื้อทุเรียนบ้านที่เราตั้งแต่มากินให้ได้ กับหอยอะไรไม่รู้ลืมชื่อและไม่เคยกินด้วยไปลองให้พี่ทัวร์ผัดให้กิน กินอาหารเช้ากันเสร็จก็ไปเข้าสวนผลไม้ไปเก็บเงาะ มังคุดกินซะก่อนเลย ที่มาใต้ช่วงนี้ก็เพื่อการนี้แหละ พลาดได้ไง





ไม้เก็บมังคุด ภูมิปัญญาชาวสวน



ก่อนจะไปน้ำตกยังไม่เสร็จภารกิจ เราขับรถเข้าตัวเมืองไปหาของอร่อย ๆ ท้องถิ่นกินกันแล้วก็ไปเยี่ยมน้าเราด้วย



ผักบุ้งไต่ราวกับอะไรไม่รู้ลืมชื่ออีกแล้ว (ก็เวลาผ่านมาเนิ่นนาน กว่าจะได้อัพบล็อค)



ขนมหวานเป็นข้าวเหนียวทุเรียน กับกล้วยปิ้งราดน้ำจิ้มอร่อย ๆ แล้วก็น้ำระกำค่ะ อิ่มตื้อเลยมื้อนี้

คราวนี้เราก็ไปน้ำตกกันแล้ว



แถวบ้านเพื่อนมีน้ำตกกับถ้ำเยอะ วันนี้เราเลือกเที่ยวน้ำตกในอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น กะว่าจะเดินขึ้นไปให้ถึงชั้นบนสุด แต่ไม่สามารถค่ะ



ตอนถึงชั้น 1 ก็ยังสนุกสนานดี๊ด๊ากันอยู่



แต่พอถึงชั้น 2-3 ยิ่งชั้น 3 นะ ไม่ไหวแล้วเจอทากบุกค่ะ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอ เลยไม่ได้ทำใจและป้องกันไว้ก่อน เกิดมาก็พึ่งจะเคยโดนนี่แหละค่ะ เชอร์รี่รีบวิ่งหนีลงไม่เหลียวหลัง รอเพื่อนเลยค่ะ โดนดูดเท้าไป 1 ตัว ไม่กล้ามองเลยตอนรู้ว่าโดนเข้าแล้ว ตลกมากวันนั้น

เลยถึงได้แค่ชั้น 3 เอง



แล้วพี่ทัวร์ก็พาไปดูวิวสวย ๆ ที่สะพานตรงเขานี้



มื้อเย็นก็ยังพาไปกินข้าวที่ร้านบรรยากาศดี ๆ อีก ชื่อร้านลองกองค่ะ



บรรยากาศร่มรื่น ติดริมแม่น้ำ



วันที่ 4 ก.ค. 55

เราตื่นกันแต่เช้าร่ำลาเจ้าแซม



ป้าหวาน



ไปส่งกาก้าไปโรงเรียน



แล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อ วันนี้พี่ทัวร์จะพาไปเที่ยวถ้ำขมิ้นกันค่ะ



ตอนไปมีเราสองคนเอง นักท่องเที่ยวคนอื่นไม่มีเลย ต้องรอให้ถึงช่วงเวลาเข้าถ้ำได้ด้วย ต้องมีเจ้าหน้าที่นำเข้าเท่านั้น ตอนแรกเราก็คิดว่าทำไมจะต้องนำด้วย นึกว่าจะเหมือนถ้ำอื่น ๆ ที่ให้เดินตามทางที่กำหนด

ก่อนเข้าถ้ำก็เดินขึ้นพอเหนื่อย



พอมาถึงก็เข้าใจแล้ว เพราะมันมืดมากเลยง่ะ แอบกลัวอยู่



ถ้ำกว้างใหญ่มาก แถมยังมืด ไฟทางเดินก็ริบหรี่ แล้วเค้าก็ไม่ได้เปิดไว้ก่อนด้วย คือพอเราจะไปยังจุดที่มีไฟถึงเท่านี้จนท.ก็ต้องเดินไปเปิดไฟสำหรับจุดต่อไปที่จะเดิน เปิดกันไปเรื่อย ๆ ถ้ำกว้างๆ มีคนเดินอยู่ 3 คน วังเวงมาก แล้วทางเดินเค้าก็ต้องเป็นคนที่ชำนาญเท่านั้น ขืนเดินกันเองหลงแน่ๆ



แถมประวัติของถ้ำก็น่ากลัวด้วยค่ะ ก๊อปมาฝากกันค่ะ

ถ้ำขมิ้น เป็นถ้ำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนารายมหาราช มีพระราชดำริให้ท่านขุนวรรณวงศ์ษา เดินทางมาบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุนครศรีธรรมราช ขณะเดินทางมาถึงอำเภอบ้านนาสารเป็นฤดูน้ำหลาก จึงได้ต่อเรือข้ามคลองฉวาง แต่เนื่องจากน้ำไหลเชี่ยวกรากทำให้เรือชนกับตอไม้จนเรือแตก กระแสน้ำได้พัดพาคณะของท่านขุนวรรณวงศ์ษา มาขึ้นฝั่งได้ที่บริเวณถ้ำขมิ้น คณะของท่านจึงได้ออกสำรวจพื้นที่รอบ ๆ จนพบถ้ำขมิ้น และอาศัยอยู่ที่ถ้ำขมิ้นจนเสียชีวิต ต่อมาชาวบ้านที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงเชื่อกันว่า เมื่อมีผู้มีบุญเข้าไปในถ้ำขมิ้นจะได้พบกับไก่แก้ว ซึ่งจะนำทางไปพบกับขุมสมบัติ

จนท.เองก็บิ้วด้วยการเล่าถึงสิ่งลี้ลับที่ใคร ๆ เคยเจอ ด้วยความที่มืดอยู่แล้วเดินไปได้ครึ่งทาง ครึ่งชม.ก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วค่ะ ไม่กล้าเพ่งมองตรงที่มืด ๆ เลยกลัวเจอของดีค่ะ



ใช้เวลาเดินประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ก็ออกมาได้ค่ะ ตอนออกมาแล้วถามจนท.ว่ากลัวบ้างไม๊เค้าก็บอกว่ากลัวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าทำตามกฎ คือไม่เดินในที่ที่ห้ามเดินก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่ก็ประทับใจในความสวยและธรรมชาติของถ้ำมากค่ะ จนท.บอกว่าถ้ามาหน้าฝนจะสวยกว่านี้อีก คือจะเห็นม่านน้ำตกในถ้ำสวยงามมากค่ะ และการที่ถ้ำนี้เคยเปิดให้สัมปทานขี้ค้างคาวแต่ตอนนี้ไม่เปิดให้ทำแล้วตอนนี้ก็ยังมีค้างคาวอยู่ค่ะ แล้วก็ได้รู้ว่าถ้ำที่มีค้างคาวตรงจุดที่เหม็น ๆ ไม่ใช่กลิ่นอึ๊มันหรอกค่ะ แต่เป็นกลิ่นฉี่ของเค้า และเค้าก็มีที่ฉี่เป็นจุด ๆ ไปไม่ฉี่ไปทั่ว ก็จริงค่ะ เพราะทางเดินช่วงแรกจะเจออึ๊เค้าตลอดทางเลยแต่ไม่เหม็นค่ะ แต่จะไปเหม็นช่วงที่เป็นที่ฉี่ของเค้านั่นแหละเหม็นมากกก

วันนี้เสร็จสิ้นการเที่ยวเยี่ยมเยียนพี่ทัวร์ที่สุราษฎร์เรียบร้อยแล้วเราก็เดินทางต่อไปยัง บ้านน้าเนาว์ ที่อ.ระโนด จ.สงขลากันเลยค่ะ พี่ทัวร์พาไปขึ้นรถบัสไปนครศรีธรรมราช เพื่อต่อรถตู้ไป อ.ระโนดอีกที

ถึงบ้านเนาว์ก็ช่วงเย็น ๆ แล้ว น้าเนาว์ก็เตรียมเมนูสารพัดกุ้งไว้ให้ค่ะ



เรานอนค้างบ้านน้าเนาว์ 1 คืน

วันที่ 5 ก.ค. 55 ตื่นมาก็เดินทางกันต่อค่ะ โดยการนั่งรถตู้ระโนด - หาดใหญ่ ไปเยี่ยมเยียนเพื่อน ๆ อีก 2 คน แล้วก็นอนที่ห้องน้องอีก 1 คืน



ระหว่างรอน้องเลิกงานก็ตระเวณนั่งรถไปหาเพื่อนได้ 2 คน ใช้เวลาได้คุ้มค่าจริง ๆ มาเที่ยวนี้

พอน้องกลับมาก็ให้น้องพาไปกินติ่มซำเจ้าอร่อยกันเลยค่ะ ระหว่างรอก็ออเดิร์ฟกันด้วยเชอร์รี่จากตลาดกิมหยงของโปรดค่ะ



กินทีไรก็อิ่มจนเอียนทุกที แต่มาหาดใหญ่ก็อยากกินอยู่นั่นแหละ



วันที่ 6 ก.ค. 55 ตื่นแต่เช้าให้น้องไปส่งขึ้นรถไฟไปนราธิวาสกันเลย



ตั๋วฟรียังมีอยู่ (แต่ไม่รู้ตอนนี้ยังมีอยู่ไม๊เนอะ)



คนเยอะมากกก จนเราได้แต่ยืนไปแทบตลอดทางเลย วิวระหว่างทาง



คนเยอะจนบางสถานีคนที่มารอขึ้นก็ไม่ได้ขึ้น



และแล้วก็มาถึงค่ะ สถานีตันหยงมัส จ.นราธิวาส



ออกจากสถานีก็เจอหอนาฬิกาเลย จะมีรถสองแถวเข้าตัวเมืองจอดอยู่ตรงนี้แหละค่ะ เที่ยวแรกคนเต็มถึงหลังคา เราก็เลยรอเที่ยวต่อไปอีกประมาณ 15 นาที ก็ได้ไปต่อค่ะ



ไปถึงก็ให้เค้าจอดแถว ๆ หอนาฬิกาในตัวเมืองแล้วเราก็เดินหาที่พัก แต่กว่าจะได้ราคาที่ถูกใจก็ต้องถามไปถามมาอยู่นานเหมือนกันค่ะ จนได้ที่นี่ค่ะถ้าจำไม่ผิดคืนละ 500 บาท ชื่อโรงแรมแปซิฟิครึไงนี่แหละ



โรงแรมนี่นราธิวาสต้องทำใจเลยว่าสร้างมานานแล้ว โรงแรมใหม่ ๆ แทบไม่เกิด อย่างที่รู้ ๆ ใครจะมากล้าลงทุน



นั่งพักเหนื่อยได้สักพักก็ออกมาเดินเล่นค่ะ ตามแยกไฟแดง เราก็จะเจอทหารมาตั้งด่านคุ้มครองจนชินตาค่ะ



ร้านของฝากของนราธิวาส กรือโป๊ะค่ะ



เป็นข้าวเกรียบปลาทอด อร่อยค่ะ มีให้เลือกหลายแบบเลย ชอบมาก



แบบสามรส แบบหนา แบบบาง อร่อยทุกแบบค่ะ



มาใต้จะชอบกินไก่ทอดเค้าค่ะ ของร้านนี้ก็อร่อย



ข้าวยำ



นี่คืออาหารมื้อเย็น ความจริงยังมีมะม่วงน้ำปลาหวาน กับกรือโป๊ะสดทอดอีก ก็กินไม่หมดหรอกค่ะ เหลือไว้กินมื้อเช้าต่อ

คราวนี้ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนพี่ทัวร์ที่มีพี่ชายอยู่ที่นี่ เลยส่งพี่สะใภ้มาเป็นไกด์จำเป็นพาขับรถมอเตอร์ไซด์เที่ยวชมในตัวเมืองกันค่ะ

พี่เค้าพาไปหาดนราทัศน์ ที่แทบจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในเมืองใกล้ ๆ ของคนที่นี่เลย





ปากน้ำ



หมู่บ้านชาวประมง



ที่จู๋จี๋ ยิ่งไม่ค่อยมีอยู่ ยังมาแอบถ่ายเค้าอีก



ตลาดสดตอนเย็นในตัวเมือง



โซนอาหารทะเล เสียดายไม่ได้เดินไปดู มัวแต่คิดว่าไม่ได้ซื้อ



ตึกแถวในตัวเมือง



ที่พักผ่อนอีกจุดนึง ส่วนมากคนจะนิยมมาเดิน วิ่งออกกำลังกายกันที่นี่ด้วย



ครึ่งวันในตัวเมืองนราธิวาสผ่านไปด้วยดี

วันที่ 7 ก.ค. 55

ตอนเช้าพอมีเวลาหลังจากจัดการไก่ทอดที่เหลือจากเมื่อวานแล้วก็ออกไปเดินเล่นค่ะ กับเวลา 1 ชม.ครึ่ง

เดินไปเส้นเมนเส้นเดิมก่อนแล้วก็เลี้ยวเข้าไปทางบ้านไม้สวยหลังนี้



ถนนเค้าเชื่อมถึงกันหมด อย่างที่คิดไว้ เดินผ่านวัดนี้ แต่ไม่ได้เข้าไปเพราะเค้าปิดประตู จากหน้าโรงแรมเราก็มองเห็นเจดีย์สีทองมาแต่ไกลเลย



เดินมายังไม่ถึงชั่วโมงก็เจอร้านขนมจีนน่ากินจนอดไม่ได้ เอาซะหน่อย



น้ำยากะทิผสมแกงไตปลาค่ะ ผักแนมเพียบเลย ชอบๆ



กินแบบเร่งรีบก็ต้องรีบกลับโรงแรม เพราะนัดรถตู้ให้มารับไปสนามบิน นราธิวาส-กรุงเทพฯ โดยสายการบินเพื่อนกันตลอดไปอย่างแอร์เอเซียของเรา ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการบินครั้งที่ถูกที่สุดของเรา ถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ฮือๆ เสียดายจัง ก็คราวนี้บินกลับแค่ 50 กว่าบาทเอง ตอนนี้ถูกที่สุดก็ 107 แล้ว

มาใต้ครั้งนี้ถือว่าใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุดแล้ว จากตอนแรกที่กะว่าจะนั่งรถมาเรื่อย ๆ แวะแต่ละที่นาน ๆ ไม่ต่ำกว่า 10 วัน เลยเหลือแค่ไม่กี่วันเอง เที่ยวแบบรีบ ๆ แต่ก็สนุกอีกตามเคย ได้กินทุกอย่างที่อยากกิน ไปเจอเพื่อนเจอญาติมากมาย

สุดท้ายลากันด้วยชาเย็นใต้ค่ะ มาคราวนี้เทสไปหลายแก้วแล้ว แถมยังได้ซื้อชาใต้กลับไปเป็นเมนูแนะนำใหม่อีก เหมือนมาดูงานอีกแล้ว



lozocatlozocat




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2556 15:05:41 น.
Counter : 994 Pageviews.  

------ >^ - ^ < ------ เมื่อจะขายกาแฟสด เลยหาเรื่องไปดูงานเรื่องกาแฟสดที่ดอยช้าง (ดอยช้างเชียงราย)

lozocatlozocat


ทริปนี้ดองเค็มอีกแล้ว ไปเที่ยวตั้งแต่ต้นปี 55 ช่วงต้นเดือนก.พ. วันที่ยังจำไม่ได้เลย จวนจะหมดปีแล้วยังดองไว้อีกหลายทริป

เริ่มจากที่พ่อโทรมาชวนไปเที่ยวแพเขื่อนภูมิพล เพราะพ่อเค้าหุ้นกับอาอีก 2 คนที่เกิดเดือนเดียวกัน เหมาแพเลี้ยงฉลองวันเกิด และรวมญาติไปด้วยในตัว เราเลยได้ที ไหน ๆ ก็ต้องขึ้นเหนือแล้วหาเรื่องไปเที่ยวด้วยซะเลย ก็เลยไปดอยช้าง อ้างกับพ่อแม่กับพี่หมีว่าไปดูเรื่องกาแฟ แต่ก็อยากจะไปทำความรู้จักกับต้นตำหรับดอยช้างด้วยแหละ เผื่อจะเกิดแรงบันดาลใจแล้วกินกาแฟสดเป็นกับเค้าบ้าง ช่วงนี้อยู่ในช่วงเตรียมข้อมูลสำหรับจะเปิดร้านไฟเลยแรงว่างั้น

หาเรื่องเที่ยวคนเดียว ตามแผนกะว่าจะไปค้างบนดอยช้างซะ 1-2 คืน แล้วแต่สถานการณ์ว่าตกลงจะได้นอนกี่คืน แล้วค่อยไปบ้านแม่ที่อุตรดิตถ์ อยู่กับแม่ซัก 2 คืน รอพี่หมีมาสมทบ แล้วเดินทางไปเที่ยวแพพร้อมพ่อ กลับจากแพนอนบ้านแม่อีกซะคืน แล้วเดินทางกลับพร้อมพี่หมี

ก็เลยจองตั๋วรถทัวร์ เท่าที่หาข้อมูลก็สรุปว่าจะใช้บริการของบ.สยามเฟิร์สทัวร์ กท.-เชียงราย แต่เราต้องลงที่แยกแม่สรวย ค่ารถ 600 กว่าบาท โทรจองและจ่ายเงินกับเซเว่นสะดวกดี เลือกไปเที่ยว 19.00 น. ตั้งแต่นั่งรถทัวร์มาชอบครั้งนี้ที่สุด ดูหนังไปซะ 2 เรื่อง เอาซะเกินคุ้ม ของว่างก็อร่อยใช้ได้เลย



มีข้าวต้มรอบดึกตามระเบียบ



ถึงแยกแม่สรวยประมาณตี 5 เงียบมาก และก็หนาวมากกกก แต่ก็เห็นมีรถสองแถวเที่ยวแรกจอดที่คิวตรงสี่แยก ถามคนขับรถแล้วเค้าบอกออกประมาณ 6 โมงกว่า ๆ รึไงนี่แหละ ก็เลยเดินไปรอหน้าเซเว่น เข้าเซเว่นบ้างไปแอบลมหนาว

รถสองแถวเข้าตัวอ.เมืองแม่สรวยใช้เวลาประมาณครึ่งชม. ก็ต้องไปรอรถขึ้นดอยช้างออกอีกเป็นชม. ๆ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะออกตอน 9 โมงกว่า ที่ว่าออกทุกชม. หรือครึ่งชม.น่ะ ไม่ใช่เลย ประมาณว่ารอคนเต็มรถมากกว่า ผู้โดยสารก็รอกันไป ใช้เวลาขับขึ้นดอยประมาณ 1 ชม. วิวระหว่างทางค่ะ เกือบจะเมารถอยู่แล้วโชคดีที่ถึงซะก่อน



ศูนย์วิจัยดอยช้างค่ะ







พอถึงศูนย์วิจัยก็เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่ว่ามาถึงแล้ว จะเข้าที่พักที่จองไว้ค่ะ (จองไว้ห้องรวมหัวละ 100 บาท) ซึ่งพอจนท.ก็บอกว่าไม่ทราบว่าเราจะพักคิดว่าโทรมาถามข้อมูลเฉยๆ อะไรประมาณนี้ ตอนนี้ที่พักเต็มหมดเลยค่ะ อ้าวแล้วชั้นจะทำไงเนี๊ยะ คนไทยพูดจาภาษาไทยกันไม่รู้เรื่องซะแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสมากค่ะ กะว่าถ้าเต็มจริง ๆ ก็จะขอพักกับจนท.นี่แหละ ถ้าไม่ให้ก็จะเดินลงไปหมู่บ้านถามหาที่พักกับชาวบ้านก็ได้

แล้วก็พอดีมีพี่ผู้หญิงที่เค้ามาเที่ยวกับแฟน เค้าก็มาถามหาที่พักเหมือนกัน พอไม่มีเค้าก็กะว่าไม่เป็นไรงั้นก็จะเที่ยวตามจุดต่าง ๆ บนดอยแล้วก็จะลงไปหาที่พักที่ตัวเมืองเชียงราย เพราะเค้าเช่ารถยนต์มาสบายไป

แต่การเที่ยวบนดอยช้างเราจะต้องติดต่อให้จนท. ติดต่อไกด์ท้องถิ่นที่มีรถโฟร์วิลนำเราเที่ยวอีกที เพราะแต่ละจุดจะเดินทางลำบาก ถ้าไปเองคงไปกันไม่ได้ทุกจุดค่าบริการรู้สึกจะเหมาคัน คันละ 400 บาทรึไงนี่แหละถ้าจำไม่ผิดใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม. เราก็เลยขอแจมกับพี่เค้า พี่เค้าก็ใจดีโอเคเลยค่ะ

วิวระหว่างที่ไกด์ขับรถพาเที่ยวค่ะ



จุดแรกเค้าพาไปจุดชมวิวพระธาตุ



เจอชาวเขากำลังทำพิธีอะไรสักอย่างแต่ทำเสร็จแล้วกำลังตั้งวงกินกันเลย เค้าชวนพวกเราด้วยค่ะ แล้วก็ตามระเบียบไม่ขัดศรัทธา เป็นไก่ย่าง กับลาบหมู แล้วก็น้ำจิ้มไก่แบบน้ำจิ้มซีฟู้ดไม่ใส่มะนาว มีผักสดแกล้ม เป็นผักที่เค้าปลูกเอง กินกับข้าวกันกลางแดดเลย อุ่นดี เปิดกันด้วยมือ แต่เค้าก็แจกช้อนให้เรานะคะ อร่อยดีกำลังหิวข้าวกลางวันพอดี



เด็ก ๆ ชาวเขา



ชาวเขาที่ชวนเราร่วมวงค่ะ แต่ความจริงมีเยอะกว่านี้ ได้ชิมเหล้าที่เค้าต้มเองด้วยแรงมากกก

พิธีที่เค้าทำกันจำไม่ได้แล้วว่าพิธีอะไร แต่เค้าจะขึ้นมาทำปีละครั้ง โชคดีเลยเรา



อิ่มแล้วก็เดินขึ้นเนินพอได้หอบไปไหว้พระค่ะ



แล้วไกด์ก็พาเราไปยังจุดอื่นค่ะ

ระหว่างทาง



จุดกางเต็นท์ มีที่ชมพระอาทิตย์ด้วยจำไม่ได้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก



ถ่ายกับต้นดอกท้อค่ะ กำลังออกดอกสวยเลย









แล้วก็พาไปบ่อน้ำทิพย์





ทางเดินโรยด้วยดอกไม้สวยซะ



ลูกอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้แล้ว ฝาด ๆ เปรี้ยว ๆ ดี



เจอผลกาแฟสุกที่เรียกกันว่าผลเชอร์รี่ด้วย ลองชิมดูหวาน ๆ ค่ะ ทำเป็นชะมดไปได้



เราทำการบ้านมาเห็นว่าบนศูนย์วิจัยมีการปลูกต้นแมคคาดิเมียด้วย เลยให้ไกด์พาไป สำคัญเลยนะเนี๊ยะ

ต้นเค้าค่ะ



เค้าทุบให้กินกันสด ๆ เลย เปลือกแข็งมาก ปกติเราไม่ค่อยชอบเพราะมันกินแล้วมันๆ ๆ แปลก ๆ แต่พอได้มากินแบบสด ๆ ไม่ได้คั่วชอบจังเลย มันหวาน ๆ ด้วย เลยเดินเก็บเองซะเลยเอาไปฝากพ่อแม่ได้มา 1 กำมือ



บริเวณนั้นมีต้นดอกกระดาษด้วย



มุมสวยๆ



อีกวิว



ข้างล่างเป็นหมู่บ้านอยู่กันเยอะเหมือนกัน



ความจริงไกด์เค้าพาไปประมาณ 4 -5 ที่รึไงนี่แหละค่ะ จำไม่ได้แล้ว แล้วพาลงมาถึงศูนย์วิจัย ก็ไปติดต่อจนท.อีกทีว่าตกลงที่จะเช็คที่พักให้เราน่ะมีไม๊ จนท.เค้าก็บอกว่ามีแต่ว่าต้องไปนอนที่บ้านหลังรวมกับกลุ่มผู้ชายแต่มีห้องแยกให้เรา อ้าวแล้วเราจะนอนยังไง แล้วพอดีพี่ที่เค้าไปด้วยเค้าก็ชวนเราลงดอยไปหาที่พักในเมืองหรือจะยังไงก็แล้วแต่เรา เราเลยโทรไปเช็คน้องที่เชียงใหม่ว่าจะไปขอนอนด้วย เพราะเชียงรายพึ่งไปเที่ยวมาเอง ก็เลยให้เค้าไปส่งขึ้นรถ ก่อนลงดอยพี่เค้ายังใจดีพาเราแวะโรงคั่วกาแฟดอยช้างเพื่อให้เราได้ชิมกาแฟขี้ชะมดตามที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อกี๊เราพึ่งลองกินกาแฟสดฟรีที่ศูนย์วิจัย เป็นกาแฟร้อนค่ะ ก็ยังกินไม่เป็นง่ะ ขมจัง

ลานตากเมล็ดกาแฟค่ะ



ร้านกาแฟดอยช้าง ดูราคาเมนูอื่น ๆ แอบแพงค่ะ



กาแฟดอยช้างของเราแก้วนี้ 300 บาทค่ะ อันนี้ยังพอรับได้เพราะหากินไม่ได้ง่าย ๆ ที่อยากชิมเพราะอยากรู้ว่ารสชาติที่ว่าอร่อยน่ะเป็นยังไง พอได้กินแล้วก็ยังขมสำหรับเราค่ะ แต่ก็ยังขมน้อยกว่าปกติ จิบแรกลองแบบไม่ใส่น้ำตาล ได้แค่จิบเดียวค่ะ ไม่ไหวขอใส่น้ำตาลหน่อยแล้วกัน ไม่งั้นไม่หมดแก้วเสียดายตังค์ง่ะ แต่กลิ่นเค้าเป็นเอกลักษณ์จริง ๆ ค่ะ หอม ไม่เหมือนกาแฟสดที่เราดื่มปกติ



มุมของฝาก เราซื้อกลับบ้านมาแพ็คนึง ที่บ้านไม่มีเครื่องบด เลยให้เค้าบดให้เลย ซึ่งคิดผิดค่ะ กลิ่นตลบอบอวลระหว่างนั่งรถมามึนกลิ่นกาแฟไปเลย แถมมาศึกษาทีหลังความจริงไม่ใช่วิธีที่ถูกเลยที่ให้เค้าบดมาเลย



นี่เป็นเมล็ดกาแฟกะลา หรือเป็นมูลที่ออกมาจากชะมดแล้วก็จำไม่ได้แล้ว



ถึงตัวเมืองเชียงใหม่เกือบสามทุ่ม น้องมารับสบายไป

...........................

เวลาผ่านมาเป็นปีถึงได้รู้ว่าตัวเองยังเขียนเรื่องราวไม่จบ ถ้าอยากอ่านจริง ๆ ตามไปอ่านในเฟซได้นะคะ

คลิกที่นี่เลยค่ะ


lozocatlozocat
















 

Create Date : 31 ตุลาคม 2555    
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 17:02:02 น.
Counter : 4481 Pageviews.  

------ >^ - ^ < ------ ทริปปิดท้ายปี 54 ไปแอ่วเชียงรายกับเพื่อนสาวเจ้า/เมืองเชียงราย

lozocatlozocat


คราวที่แล้วมาถึงเชียงรายก็นั่งรถต่อไปเที่ยวแม่สายกับเชียงแสนก่อน คราวนี้จะมาเก็บที่เที่ยวในตัวเมืองเชียงรายกันบ้างค่ะ

ความเดิมตอนที่แล้วค่ะ

เราออกจากที่พักก่อนเที่ยงแล้วก็เดินไปขึ้นรถประจำทางแถวหน้าตลาดเพื่อเข้าตัวเมืองเชียงราย เข้าเมืองลงสุดสายที่บขส. แล้วก็เดินหาที่พัก ตามที่ตั้งใจว่าจะไปพักแถว ๆ วัดเจ็ดยอด ถนนเจ็ดยอด ส่วนไปทางไหนนั้นก็ถามคนไปเรื่อย ๆ แถวนั้นฝรั่งแบ็คแพ็คจะไปพักกันเยอะที่พักก็จะถูกๆเยอะ



ตอนแรกก็กะว่าจะไปดูที่บ้านบัวก่อน แต่ปรากฎว่าที่พักเต็มและราคาก็แพงกว่าโรงแรมที่ผ่านมาเมื่อกี๊



เลยเดินย้อนกลับไปที่จันทร์สมเฮ้าส์ ราคาช่วงโลว์ 350 บาทเอง พักที่นี่ 2 คืนเลยค่ะ มีอาหารเช้าให้ได้นะคะราคานี้



เก็บข้าวของแล้วก็ออกเดินเที่ยวกันเลยค่ะ ก่อนอื่นก็เดินไปหาข้าวซอยร้านดังแถว ๆ ที่พัก แล้วก็ไปทัวร์วัดก่อน เดินไปค่ะ วัดพระแก้ว



จะมีพิพิธภัณฑ์ด้วย



แล้วก็เดินไปหามื้อเย็นกินที่ถนนคนเดิน รู้สึกวันนี้จะเป็นคืนวันเสาร์



หอนาฬิกาใหม่ตอนกลางคืนค่ะ สวยอลังการมาก



ตื่นเช้าเราก็เช่ามอไซด์แถวๆ ที่พักขับรถตะลอนแดดกัน ที่แรกแวะวัดก่อนเลยเอาฤกษ์เอาชัย



แล้วก็น้ำพุร้อน แต่ไม่ประทับใจน้ำพุร้อนเท่าไหร่ เค้ากำลังปรับปรุงด้วย

แล้วก็ไปสวนสมเด็จย่า จะอยู่ในราชภัฎ ชอบราชภัฎเค้ามากร่มรื่นกว้างเชียว แต่กว่าจะหาเจอถามคนเป็นสิบ



แดดก็ร้อนจัง





แล้วก็ออกเดินทางต่อคราวนี้ไปน้ำตก



น้ำตกโป่งพระบาท



เดินขึ้นไปถึงชั้นบนสุด พอได้เหงื่อเลย

แล้วก็ไปบ้านอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรือบ้านดำ



ได้จับงูที่อาจารย์เลี้ยงไว้ด้วย เค้าปล่อยออกจากกรงให้ดู



ตอนกลางคืนก็ไปเดินถนนคนม่วนอีก ไปเจอร้านนึงเค้าจัดร้านได้น่ารักมาก แล้วข้างในก็เป็นโฮมสเตย์ แต่ราคาแอบแพงอยู่เหมือนกัน แต่สวยค่ะ สไตล์ชาวเหนือเลย



วันรุ่งขึ้นก่อนจะหมดเวลาเช่ามอเตอร์ไซด์ก็ขับไปวัดของอาจารย์เฉลิมชัยมาค่ะ ไกลอยู่เหมือนกัน




วัดร่องขุ่น



สวยอลังการอีกแล้ว



ที่จุดขายของฝากวัดร่องขุ่นจะมีหมูยอขายเยอะมาก ซื้อแถวนี้แหละถูกกว่าซื้อร้านชื่อดังในเมืองอีก เสียดายที่ซื้อมาแค่กิน พอซื้อในเมืองกลับแพงกว่า

พอเอามอไซด์ไปคืนแล้วก็เดินเท้ากันต่อค่ะ ก็เข้าไปดูวัด ในเมืองก็เยอะค่ะ



เดินไปถึงอุนสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายกันเลย



แล้วก็เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ชาวเขา ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจหาค่ะ แต่ก็มีในข้อมูลที่อยากไปพอดี ค่าเข้าชมคนละ 50 บาทค่ะ เป็นของเอกชนเลยแพงอยู่เหมือนกัน

เข้าไปก็ขอเค้าใส่หมวกถ่ายรูปเล่น เป็นหมวกจริง ๆ ที่ชาวเขาเค้าใส่กันเลยค่ะ ทุกใบมีอายุนานมาก ไม่ได้ทำขึ้นมาใหม่



เดินผ่านวัด สวนสาธารณะ



มื้อเย็นนี้เราไปตลาดตอนเย็นไปหาซื้อพวกข้าวเหนียวส้มตำ น้ำพริกกินค่ะ กินกันหน้าห้องพักเลย



อิ่มแล้วตอนหัวค่ำเราก็ไปเดินย่อยกันที่ไนท์บาร์ซ่ากันต่อค่ะ เจอร้านชาวเขาก็เลยยืมหมวกเค้าใส่ถ่ายรูปเล่น แต่ก็ช่วยซื้อกระเป๋าชาวเขาเค้าค่ะ



วันรุ่งขึ้นไปเวลากลับบ้านกันแล้วค่ะ คราวนี้กลับด้วยกัน ก็นั่งรถประจำทางกันให้เค้าจอดหน้าทางเข้าสนามบิน แต่ดันเข้าใจผิดกดรถลงกันก่อนที่จะถึงเพราะคิดว่าเลยแล้ว แล้วก็เดินย้อนกันไกลเกือบ 300 เมตร แต่พอหันหลังกลับดูอีกทีอ้าวมันยังไม่ถึงนี่หว่า ต้องเดินย้อนกลับไปอีก บ้าไปแล้ว ถึงปากทางก็โบกรถคนใจดีเข้าสนามบินค่ะ เค้าก็ใจดีเข้าไปส่งถึงที่เลย มีเวลาถ่ายรูปเล่นในสนามบินอีกหน่อย



ทั้งเหนื่อยทั้งสนุกค่ะกับทริปนี้ 5 คืน 6 วัน หมดเงินกันไปคนละประมาณ 5000 กว่าบาทค่ะ เก็บที่เที่ยวได้คุ้มมาก ตอนแรกว่าจะไปเที่ยวแบบสบาย ๆ นะเนี๊ยะ แต่ด้วยความงก ไม่รู้ว่าจะได้มาอีกเมื่อไหร่ เลยเก็บกันซะคุ้มเลย

lozocatlozocat




 

Create Date : 09 กันยายน 2555    
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 17:00:43 น.
Counter : 1110 Pageviews.  

------ >^ - ^ < ------ ทริปปิดท้ายปี 54 ไปแอ่วเชียงรายกับเพื่อนสาวเจ้า (แม่สาย-เชียงแสน)

lozocat lozocat


ทริปนี้ทริปส่งท้ายของปี 54 สำหรับการหนีเที่ยวโดยไม่มีพี่หมี คราวนี้ไปจ.เชียงราย กับเพื่อนขาเที่ยว (พี่ทัวร์)กัน 2 คน

ก่อนจะไปก็ลำบากลำบนกันพอสมควร เพราะเราจองตั๋วโปรไว้ได้ กท.-เชียงราย แต่พี่ทัวร์จอง ภูเก็ต-เชียงใหม่ กว่าจะสรุปกันได้ว่าใครจะนั่งรถไปหาใครก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่จนนาทีสุดท้าย สรุปได้ว่าทริปนี้ไม่ต้องเที่ยวเชียงใหม่หรอก ไปเชียงรายอย่างเดียวเลยดีกว่า เชียงใหม่ไว้ค่อยไปกันอีกทีก็ได้ เพราะขากลับเราจะต้องบินกลับด้วยกัน จากเชียงราย

วันแรกเดินทางถึงเชียงรายวันที่ 5 ต.ค. 54 สาย ๆ ถึงสนามบินเราก็ตั้งใจไว้ว่าจะหาคนใจดีติดรถเข้าไปในเมือง ก็เจอผู้หญิงคนนึงมาคนเดียวเราเลยถามเค้าว่าจะไปไหนเข้าเมืองรึเปล่า เค้าก็บอกว่าใช่กำลังรอพี่ชายเพื่อนมารับ ตกลงพี่ชายเค้าก็อนุญาตให้เราติดรถเข้าเมืองด้วย แถมยังส่งถึงที่เลย ขนส่งภายในจังหวัดค่ะ เป็นขนส่งเก่า เราก็ล่วงหน้าต่อรถไปแม่สายเลย เพราะบอกให้พี่ทัวร์ต่อรถเชียงใหม่แม่สายเจอกันที่แม่สายเลยเดี๋ยวเราจะหาที่พักไว้พลาง ไปถึงกว่าจะหาโรงแรมได้ก็เที่ยงกว่าเข้าไปแล้ว เป็นโรงแรมที่อยู่ถนนด้านใน เพราะจะถูกหน่อย ต่อรองราคาได้จำชื่อไม่ได้ซะแล้ว อยู่ด้านตรงข้ามกับวัดน่ะค่ะ คืนละ 500

กว่าพี่ทัวร์จะมาถึงก็เกือบสองทุ่ม เราออกมาเดินเล่นกับหาของกิน 2 รอบเลยกว่าพี่ทัวร์จะถึง

พอเช้าเราก็ทำเรื่องผ่านแดนข้ามไปพม่ากันเลยค่ะ โดยเราให้พี่ทัวร์รออยู่แถวตลาด แล้วเราก็นั่งรถสองแถวไปที่ว่าการอำเภอเค้าจะมีส่วนทำเรื่องผ่านแดนโดยเฉพาะ คนละเท่าไหร่จำไม่ได้ 40-50 นี่แหละ

เดินข้ามด่านแม่สายค่ะ



ตั้งใจไว้ว่าจะไปเจดีย์ชเวดากองจำลอง กับช็อปตลาดท่าขี้เหล็กเท่านั้น กะว่าจะเดินไปด้วยซ้ำ แต่พอมีมอไซด์มาถามว่าจะเหมาเค้าไปไม๊เค้าจะพาไปวัด เจดีย์ ชาวเขา ตลาดพลอย 200 บาท เพราะแต่ละที่ไกลกัน เราก็เลยงั้นก็ต้องเหมาแหละ

ที่แรกวัดพม่าค่ะ





ดอกไม้ที่ใช้ไหว้พระ



จะมีผู้หญิงมาประกบ พาเราไปไหว้พระประจำวันเกิด เค้าพูดภาษาไทยได้ค่ะ พาไปไหว้พระนู้นนี่ เป็นไกด์ในตัวน่ะค่ะ



ดีเลยมีคนถ่ายรูปคู่ให้



ตอนแรกกะว่าจะให้ทิป แต่ไม่ต้องแล้วตกลงเค้าอยากขายของน่ะค่ะ

เลยอุดหนุนแป้งทานาคาเค้าแล้วให้เค้าทาให้ด้วย



กลายเป็นสาวพม่ากันไปเลย เราทากันจนเข้าด่านแม่สายเลย





แล้วมอไซด์ก็พาเราไปดูชาวเขา แต่ต้องเสียค่าเข้าอีกเราเลยไม่ดู แหมบ้านเราก็มีไม่เสียตังค์ด้วย ตลาดพลอยก็ไม่ไปเพราะถึงไปก็ไม่ซื้อเลยไม่รู้จะไปทำไม ก็เลยให้เค้าไปปล่อยที่ตลาดท่าขี้เหล็ก เดินชอปกระเป๋ากันพอหอมปากหอมคอ เที่ยวแบบแบ็คแพ็คนี่จะซื้อของต้องคิดหนักกันหน่อย เพราะจะต้องหอบหิ้วกันไปอีกนาน แต่เราก็ซื้อของฝากส่งกลับบ้านกันเยอะเหมือนกัน เราส่งของกินไปให้พ่อแม่ที่อุตรดิตถ์ด้วย ส่งแบบธรรมดาวันรุ่งขึ้นก็ถึงแล้ว ที่ไปรษณีย์ด่านแม่สาย คนใช้บริการกันเยอะเหมือนกัน



เรากลับไปที่พักเช็คเอาท์แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ สรุปกันได้ว่าจะไปสวนแม่ฟ้าหลวงดอยตุงกันก่อน เพราะเป็นทางผ่าน ความจริงเราไม่อยากไปเท่าไหร่ เพราะดูแล้วไปลำบาก จากแม่สายต่อรถประจำทางบอกเค้าว่าจะไปดอยตุง เค้าจะส่งที่ท่ารถตรงศูนย์อะไรนี่แหละ แล้วเราต้องเหมารถขึ้นอีกทีแต่พี่ทัวร์บอกว่าไม่ไปไม่ได้เพราะเดี๋ยวคนถามมาเชียงรายขึ้นดอยตุงรึยัง ก็เท่ากับว่ายังมาไม่ถึง คราวหลังต้องมาอีก ก็เลยเออจริงด้วยงั้นก็ต้องขึ้นแหละ ไปถึงไม่มีนักท่องเที่ยวมาช่วยหารเลย เลยต่อรองเค้าให้ลดลงหน่อยจากราคาปกติจำไม่ได้อีกแล้วว่าเท่าไหร่ 500 เหลือ 400 รึไงนี่แหละ

ไปถึงก็บนดอยตุงเค้าก็ขายบัตรเข้าชมแยกอีก พระตำหนักใบนึง สวนแม่ฟ้าหลวงใบนึง เราเลยเข้าแค่สวน เพราะพระตำหนักปิดปรับปรุง ซื้อบัตรมาก็เข้าข้างในไม่ได้ถ่ายรูปได้แต่ด้านนอก



เห็นภาพแล้วก็ขำตัวเอง ถือถุงเสบียงตลอด หิ้วเกาลัดมาด้วยกะว่าเดี๋ยวนั่งเล่นสบาย ๆ ไม่มีอะไรกินจะเหงาปาก พี่ทัวร์ยังว่าเลยมาถ่ายรูปยังจะห่วงกินอีก





เดินสวนจนเมื่อยทั่วแล้วก็ออกมากินน้ำสตอเบอรี่ปั่นกับเค้ก แล้วก็ไอติมแมคคาดิเมีย สั่งมาอย่างละหนึ่งพอหายร้อน เช็คบิลมาร้อยกว่าบาท แพงง่ะ ผิดคอนเซ็ปแบ็คแพ็คไปหน่อย

แล้วก็นั่งรถกลับลงดอย ให้รถเค้ามาส่งที่ปากทางถนนใหญ่ด้วย เพราะกะว่าจะหารถประจำทางไปแม่จัน เพื่อต่อรถที่แม่จันไปเชียงแสน ตอนออกมาก็เย็นจัดแล้วรอไปรอมารถประจำทางไม่เห็นมาซะที ตกลงชั้นจะตกรถไม๊เนี๊ยะ หกโมงกว่าไปแล้ว ก็เลยตัดสินใจโบกรถไปพลาง

รอรถแม่จันไปพลาง โบกอยู่นานมาก หลายต่อหลายคันไม่มีใครจอดเลย เอ๊ะทำไมง่ะ จนมีคันนึงเค้ามาจากไหนเราไม่เห็นเป็นผู้ชาย (ตอนหลังพี่ทัวร์บอกว่าพี่ทัวร์เห็นแล้วว่าเค้าขับรถเลยไป แล้วจอด) เดินมาถามเราว่าจะไปไหน เราเลยบอกว่าจะโบกรถไปแม่จันเพื่อต่อรถไปเชียงแสนค่ะ เค้าก็บอกว่าน้องโบกอย่างงี้ไม่มีใครกล้าจอดหรอกเพราะเค้ากลัวเป็นชาวต่างด้าว หรือไม่ก็พกยก ที่ด่านชายแดนก็แบบนี้แหละ เราก็เอ๋อหรอเลย แต่พี่เค้าใจดีเค้าเป็นตม. เค้าคงไม่กลัวเพราะเค้าคงเชื่อใจเราว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว ดูจากเป้ก็น่าเก็ทกันเนอะ แต่จะว่าเค้าก็ไม่ได้หรอกนี่มันเขตด่านชายแดน ตกลงเค้าเลยขับไปส่งพวกเราที่ตลาดแม่จัน

ถามแม่ค้าแถวที่คล้ายตลาดโต้รุ่งแล้วได้ความว่ารถไปเชียงแสนยังไม่หมดยังมีอีก 2 เที่ยว เราก็เลยหาอะไรกินที่ตลาดรองท้องแล้วก็ไปรอรถไม่นานรถก็มา

ถึงเชียงแสนมืดเลย โทรถามที่พักจากที่ดูมา ว่าเค้าอยู่ตรงไหนของริมโขง ก็เดิน ๆ ไปเกือบกิโล ก็ถึงที่พักแรกที่โทรถามนั่นแหละ มีห้องว่างก็ตกลงเลยขี้เกียจหาแล้ว ห้องก็สภาพแบบสมราคาจริง ๆ 200 รึไงนี่แหละ แต่เก่าแล้วก็สกปรกอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรกะว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปหาที่อื่นพัก

พรุ่งนี้เราตื่นแต่เช้าเดินหาที่พักใหม่ก็ได้ที่ใหม่ แต่อยู่ในซอยหน่อยนึง ชื่อเสน่ห์จันทร์รึไงนี่แหละ เจ้าของเป็นอาแปะแก่มาก แต่ยังขยันทำงานอยู่เลย ที่พักสะอาดกว้างเลยแหละ เป็นกันเองด้วยเรายังขอใช้ไม้แขวนเสื้อ กะละมัง กับราวตากผ้าตากเสื้อผ้าที่ซักแล้วของพวกเราข้างล่างเลย คืนละ 350 รึไงนี่แหละ

เช้าวันแรกที่เชียงแสนเราก็ทัวร์วัดกันเลยโดยการเช่ามอเตอร์ไซด์ วันละ 200 หรือ 250 นี่แหละ



เส้นเรียบริมโขงค่ะ ตอนเย็น - กลางคืนจะมีของอร่อย ๆ มาขายค่ะ



เดินเที่ยวตลาดเช้าหาของกินเสร็จก็ออกเดินกันเลยค่ะ ซื้อปูอะไรมาก็ไม่รู้กระดองแข็งซะ กินไม่หรอยเลย



วัดในเมืองเชียงแสนจะเป็นวัดเก่าเยอะแยะไปหมด เก่าแบบสมัยก่อน ที่มีแต่รากฐานให้เห็นแบบโบราณสถานก็เยอะ เราขับตระเวณกันหลายวัดมาก ตามแผนที่ลายแทงที่หาข้อมูลไป ไปกันคุ้มว่างั้น



วัดที่อยู่บนเขาไกล ๆ ก็ไปด้วย สามารถกันจริง ๆ



วันที่ 2 ในเชียงแสน เราตื่นกันแต่เช้ามืดเลย ชนิดว่าออกมาฟ้ายังมืดอยู่เลย เพื่อที่จะขับรถไปสามเหลี่ยมทองคำ ห่างจากในเมืองเยอะเหมือนกัน อากาศก็หนาวมาก ไปถึงเค้ายังไม่เปิดกันเลย ขอให้ได้มาถึงว่างั้น ขนาดกลับแล้วพวกร้านค้าก็ยังไม่เปิดเลย





ตั้งใจไว้ว่าจะไปพิพิธภัณฑ์กันด้วย แต่ว่าเสียดายมากเพราะเค้าปิดปรับปรุงนานหลายเดือนเลยแหละ เลยได้ดูกันอยู่ข้างนอก



นอนเชียงแสนได้ 2 คืนกำลังเหมาะ เราก็เช็คเอาท์แล้วออกเดินทางกันต่อ คือการนั่งรถประจำทางเข้าเมืองเชียงราย คราวนี้จะเก็บที่ท่องเที่ยวในเมืองกันค่ะ แต่คงต้องยกไว้อีกวันแล้วกัน เดี๋ยวจะโหลดนานไปใหญ่

lozocat lozocat




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2555    
Last Update : 31 สิงหาคม 2555 20:05:46 น.
Counter : 1943 Pageviews.  

--- * + * --- หนีความจำเจ ไปสูดอากาศดี ดี ที่หมู่บ้านเกริงกระเวีย

lozocatlozocat


ทริปนี้ไปมาตั้งแต่วันที่ 9-11 กันยายน 2554 ดองไว้ซะเค็มปี๋เลยกว่าจะได้ฤกษ์มาลง เพราะเห็นว่ายิ่งสะสมไว้ก็ยิ่งเยอะขึ้น นี่ก็จะไปเที่ยวอีกแล้วเลยรีบอัพของเก่า ๆ ซะให้เสร็จ

คราวนี้เริ่มมาจากพี่ทัวร์จะไปดูที่ที่ซื้อไว้ที่หมู่บ้านเกริงกระเวีย จ.กาญจนบุรี เราพอจะคุ้น ๆ ชื่ออยู่เหมือนกัน พี่ทัวร์ฟรีเซ็นต์ไว้ว่าที่นี่อากาศดีม๊ากกกก อยู่กันแบบธรรมชาติสุด ๆ ด้วยความใจง่ายเราก็เลยขอติดสอยห้อยตามไปกับครอบครัวเค้าด้วย



การเดินทางครั้งนี้ได้ราชรถเป็นรถโฟร์วิล ของพี่ชายพี่ทัวร์ ส่วนเราก็ดั้นด้นนั่งรถตู้จากระยองไปบ้านพีชายพี่ทัวร์ที่กท. แล้วก็ขับรถกันมาทั้งหมด 6 ชีวิต ออกจากกท.แวะตลาดใหม่มหาชัยซื้ออาหารทะเลเป็นเสบียงกัน เห็นพี่ชายที่ทัวร์บอกว่าที่นั่นไม่มีตลาดสด ร้านค้าให้หาซื้อได้ง่าย ๆ เราเลยซื้อกันกะว่าสามารถอยู่ได้สัก 4-5 วัน ทั้ง ๆ ที่ไปนอนแค่ 2 คืน

ขับรถขึ้นเขาลงเขากว่าจะถึงหมู่บ้านก็บ่ายมากแล้ว บ้านที่เราไปนอนก็คือบ้านน้าพี่ทัวร์ค่ะ เค้ามาปลูกทิ้งเอาไว้



ไปถึงก็รีบทำอาหารเย็นกันเลยก่อนที่จะมืดซะก่อน

อาหารอลังการมากแค่มื้อเดียวนะเนี๊ยะ



กินกันไม่หมด มื้อเช้าก็เลยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม แต่เด็ก ๆ ร้องกินแต่ข้าวไข่ดาวราดซอสมะเขือเทศกันทุกมื้อ

เช้าตื่นมาออกมาเดินเล่นแถวบ้านที่ห้อมล้อมด้วยไร่ข้าวโพด



แล้วก็ไปตระเวณดูที่ของพี่ชายพี่ทัวร์ ที่พี่ทัวร์







ได้ต้นไม้ใหญ่แถมมาในที่ด้วย



ต้นฝรั่งข้างทางแบบนี้มีเพียบเลย กับต้นเฟชชั่นฟรุ๊ตเหมือนกันเค้าปลูกเป็นต้นไม้ริมทางธรรมดาเลย



บวบยักษ์



แวะที่ของพี่ชายพี่ทัวร์อีกคนที่เค้ามาปลูกบ้านไว้ มีผักรอบบ้านเต็มเลย พวกเราเลยเก็บมาทำมื้อเย็นกินกันค่ะ สด ๆ เลย



และก็ได้ผักยอดฟักแม้ว กับฟักแม้วที่น้าข้างบ้านเก็บมาให้



หมู่บ้านนี้อยู่กันแบบพอเพียงมาก ปลูกข้าว ปลูกผักไว้กินเอง ร้านขายของชำก็มีแต่น้อยมาก จะหาซื้อน้ำแข็งงี้กว่าจะหาได้ แต่ก็จะมีรถมอเตอร์ไซด์ที่เอาลังน้ำแข็งใส่ปลาสด ๆ มาขายเหมือนกัน เป็นปลาน้ำจืดค่ะ มื้อนี้เราซื้อปลายี่สกจากเค้ามา 1 ตัว แฟนที่ทัวร์เอามาทำปลาห่อใบตองเผาให้กิน อร่อยมากไม่คาวเลย



แต่กว่าจะสุกนานค่ะ อันนี้เป็นเมนูปิดท้าย มื้อนี้กินน้ำพริกกับผักสด ๆ ที่เราเก็บมาค่ะ



ชีวิตของคนที่นี่ไม่มีร้านอาหาร ไม่มีคาราโอเกะ บาร์อะไรไม่ต้องพูดถึง ความสุขของผู้ชายคือสิ่งนี้ค่ะ



ส่วนของเด็ก ๆ ก็คือเจ้านี่



ของน้องหมาก็แบบนี้



เช้าวันกลับบ้านเราทำกับข้าวง่าย ๆ เป็นข้าวต้มกุ๊ยค่ะ



รู้สึกไปเที่ยวนี้มีแต่เรื่องกินแฮะ (แต่ก็กินทุกเที่ยวนั่นแหละ เรื่องกินเรื่องเที่ยวเรื่องเดียวกัน)

ขากลับพี่ชายพี่ทัวร์พาแวะเที่ยวน้ำตกไทรโยคน้อยด้วยค่ะ



บริเวณร่มรื่น เสียดายแวะแป๊บเดียวพอได้ซื้อของฝาก กับให้เด็ก ๆ เล่นน้ำครึ่งชม. เพราะเดี๋ยวถึงกท.ช้า เราต้องกลับระยองเลยด้วย



lozocatlozocat





 

Create Date : 30 สิงหาคม 2555    
Last Update : 30 สิงหาคม 2555 20:09:09 น.
Counter : 1441 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ลูกสมอเรือ
Location :
ระยอง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ชื่อเชอร์รี่ค่ะ เกิดที่สัตหีบ แต่เคยย้ายไปอยู่สงขลาเป็นระยะ ๆ เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทั้งคนสงขลาและสัตหีบ ตอนนี้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่จ.ระยองค่ะ



ลูกสมอเรือ ค่ะ

Create Your Badge




เพื่อนชอบทำกับข้าว
แม่สลิ่ม
wee_nong
ปูขาเก เซมารู
jjbd
กระเพราไก่ไข่ดาว
ผ้าไหมไทย
popang
narellan
Il Maze
ดวงใจพ่อแม่
ลักกี้


เพื่อนชอบทำขนม

Ab Psy ReinDEAR
กิน ๆ เที่ยว ๆ
Tiny Bakery



เพื่อนแจกของแต่งบล็อก
เนยสีฟ้า
kung
oranung_sri
lozocat
แพรวขวัญ
PS_PRINCESS
thattron

เพื่อนพาเที่ยว
chalawanman
แมวจอมกวน
thattron
baby bonus
ชานไม้ ชายเขา
ann
อยากเป็นไกด์
NuAeaw
คุยกันได้นะคะ



: Users Online

CursorsFree Cursors
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกสมอเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.