Group Blog
 
All blogs
 

>>>>>>> มาดู 9 สูตรสมุนไพร เพื่อผิวหน้าสวยกันว่ามีอะไรบ้าง <<<<<<

lozocatlozocat



อย่าปล่อยให้ผิวหม่นหมอง ไม่ผ่องใส เพราะขาดการใส่ใจดูแล แม้จะมีลูกด้วย ก็หาเวลาดูแลผิวหน้าให้สวยใสได้ ด้วยสูตรสมุนไพรธรรมชาติเหล่านี้ ขอกระซิบว่าปลอดภัยแท้ ๆ แม้เครื่องสำอางราคาแพงก็ยังสู้ไม่ได้ค่ะ อย่าปล่อยให้ผิวหม่นหมอง ไม่ผ่องใส เพราะขาดการใส่ใจดูแล แม้จะมีลูกด้วย ก็หาเวลาดูแลผิวหน้าให้สวยใสได้ ด้วยสูตรสมุนไพรธรรมชาติเหล่านี้ ขอกระซิบว่าปลอดภัยแท้ ๆ แม้เครื่องสำอางราคาแพงก็ยังสู้ไม่ได้ค่ะ

1. สูตรกระชับรูขุมขน ส่วนผสม น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากัน ทาทั่วหน้า เว้นรอบดวงตา นวดเบา ๆ 5 นาที แล้วทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

2. สูตร ผิวเนียนนุ่ม ส่วนผสม ฝักทอง ½ ถ้วย มะละกอ ½ ก้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง ผสมเข้ากัน ล้างหน้าให้สะอาด ชับพอหมาด นำส่วนผสมพอกให้ทั่วหน้า เว้นรอบดวงตา พอกทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วใช้สำลี ชุบน้ำอุ่นเช็ดออก ทำอาทิตย์ละครั้ง

3. สูตรขจัดสิวเสี้ยน ส่วนผสม มะเขือเทศ 1 ลูก สเตอเบอรี่ 5 ลูก น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากันทาหน้า เว้นรอบดวงตา นวดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน 10 – 15 นาที เช็ดออก ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

4. สูตรลดความหมองคล้ำ ส่วนผสม มะเขือเทศ 1 ลูก น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ นมสด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากันทาทั่วหน้า ขัดเบา ๆ 10-15 นาที เช็ดออก ล้างด้วยน้ำเย็น ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

5. สูตรขจัดเชลล์ผิวเก่า ส่วนผสม บร็อกโคลีหั่นละเอียด ½ ถ้วย นมสด ½ ถ้วย ผสมเข้ากันทาทั่วหน้า เว้นรอบดวงตา ขัดเบา ๆ พอกทิ้งไว้ 20-30 นาที เช็ดออก ล้างด้วยน้ำเย็น ซับหน้าให้แห้ง ทาครีมบำรุงทับอีกครั้ง ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

6. สูตรผิวขาว เรียบเนียน ส่วนผสม มะละกอสุกงอม 1 ถ้วย นมสด ½ ถ้วย น้ำส้มคั้น 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นเข้ากันทาทั่วหน้า เว้นรอบตา พอกทิ้งไว้ 40-50 นาที ล้างออก ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

7. สูตรผิวชุ่มชื้น ใสปิ๊ง ส่วนผสม วุ้นว่านหางจระเข้ 1 ถ้วย มะม่วงสุก ½ ถ้วย น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้ากันพอกหน้าบาง ๆ ก่อนเข้านอน ทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นตอนเช้า ทำ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

8. สูตรลดผิวแสบร้อน ส่วนผสม คั้นน้ำแตงโม ½ ถ้วย ผสมนมสด ½ ถ้วย คนเข้ากันทาทั่วผิวที่โดนแดดทิ้งไว้ 30 นาที ใช้สำลีชุบน้ำเย็นจัด เช็ดออก หรือใช้เนื้อแตงโมสดถูผิวที่โดนแดด ทิ้งไว้จนแห้งแล้วใช้น้ำเย็นล้างออกก็ได้เช่นกันค่ะ

9. สูตรผิวกระจ่างใส ส่วนผสม แอปเปิลหั่นชิ้น 1 ลูก น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ ปั่นเข้ากัน ทาทั่วหน้า เว้นรอบดวงตา พอกทิ้งไว้ 20-30 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำสัปดาห์ละครั้ง



เห็นว่าวัตถุดิบหาไม่ค่อยยากเลยเก็บมาฝากค่ะ จากเวปกระปุกดอทคอม

lozocatlozocat







 

Create Date : 29 เมษายน 2555    
Last Update : 29 เมษายน 2555 12:07:01 น.
Counter : 917 Pageviews.  

( ToT)... เรื่องของการรักษาคลองรากฟัน ...

lozocatlozocat


เพราะที่ปวดฟันตั้งแต่หยุดปีใหม่ แล้วก็ปวด ๆ หาย ๆ เฉพาะตอนกลางคืน จนไม่ไหวแล้ว เมื่อวานเลยไปหาหมอมา

อยากจะบ้าตายชั้น สรุปว่ามันเกินเยียวยา ตอนแรกก็ทำใจไปแล้วว่าคงจะต้องถอน คิดว่าเป็นฟันกรามซี่สุดท้าย กะว่าจะยังไม่ใส่ฟันปลอมก็ได้ แต่ที่ไหนได้ ดันเป็นซี่ถัดมา

พอเอ็กซเรย์เสร็จ ก็ไปรอห้องอุด ก็ดีใจที่ไม่ต้องถอน แต่ก็ไม่ได้อุดฟันมาสิบกว่าปีแล้ว ปกติพ่อจะอุดให้ตลอด ทั้งอุดทั้งถอน แต่ตอนนี้ต้องโดนฝีมือหมอคนอื่นแล้ว แถมยังไปคนเดียวอีก กลัวมาก ใจเต้นตึ๊บ ๆเลย

ยิ่งร้ายไปกว่านั้นพอหมอเค้าดูฟิล์มอีกที เค้าประมาณว่าเกินเยียวยาแล้ว เค้าบอกว่าอาการหนักทั้ง 3 ซี่ที่อยู่ใกล้ ๆ กันเลย ตายแล้วชั้น แล้วหมอเค้าก็อุดเบื้องต้นให้ แต่ทำไมแค่ซี่เดียว ซี่ที่ปวด งง

แล้วเค้าก็บอกให้มารอพบหมอที่รักษารากฟันโดยตรง แต่ตอนนี้หมอเค้าลาถึงวันที่ 15 เลย เราก็เลยกลับบ้านด้วยความงง ว่าเอาไงดีเนี๊ยะ

เพราะรู้มาว่ารักษารากฟันต้องมาหลายครั้ง แล้วก็แพงอยู่ แล้วก็กลัวเจ็บด้วยโทรปรึกษาพ่อ ๆ ก็บอกว่าเดี๋ยวพ่อจะโทรไปคุยกับหมอที่ตรวจให้เพราะพ่อเค้าไม่เห็นฟิล์ม

ก็เลยมาค้น ๆ หา ๆ ข้อมูลเอาก่อน ได้ข้อมูลนี้มา เห็นว่าละเอียดแล้วอ่านเข้าใจง่ายดี เลยก๊อปมาเก็บไว้เพื่ออ่านให้คลายความกลัวลงบ้าง



"คุณแม่คะ หนูนาปวดฟันค่ะ"

หนูนาบอกคุณแม่พร้อมน้ำตาคลอเบ้าตา เมื่อสัปดาห์ก่อนหนูนาบ่นกับคุณแม่ว่ากินไอศครีมหรือน้ำส้มปั่นไม่ได้เพราะจะปวดฟันจี๊ดจนทนไม่ไหว คุณแม่ให้หนูนากินยาแก้ปวด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น จนคืนนี้เมื่อหนูนานอนหลับไปได้สักชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะอาการปวดฟันจนแทบจะร้องไห้ทีเดียว

วันรุ่งขึ้นคุณแม่พาหนูนาไปพบป้าหมอฟันใจดี ป้าหมอบอกว่าฟันกรามแท้ของหนูนาผุลึกมากจนทะลุถึงโพรงประสาทฟัน และจะต้องรักษาคลองรากฟันจึงจะทำให้หายปวดได้

"รักษาคลองรากฟัน คืออะไรคะป้าหมอ"

ป้าหมอจึงอธิบายให้หนูนาและคุณแม่ฟังเพื่อให้เข้าใจขั้นตอนการรักษาและหนูนาจะได้ไม่กลัวที่จะมารักษากับป้าหมออย่างต่อเนื่องต่อไป

" เริ่มจากเรื่องพื้น ๆ เกี่ยวกับโครงสร้างของฟันก่อน ฟันของคนเราประกอบด้วยส่วนตัวฟัน คือส่วนที่เราเห็นในช่องปาก และส่วนรากฟันซึ่งฝังอยู่ในกระดูกเบ้าฟันใต้เหงือกซึ่งเราจะมองไม่เห็น ชั้นนอกสุดของส่วนตัวฟัน เราเรียกว่าชั้นเคลือบฟันหรืออีนาเมล (Enamel) เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของฟัน ชั้นในถัดจากชั้นเคลือบฟัน คือ ชั้นเนื้อฟันหรือเด็นทิน (Dentin) และส่วนในสุดเป็นช่องว่างภายในฟันซึ่งเป็นที่อยู่ของเนื้อเยื่อ เส้นเลือด เส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงฟัน เราเรียกว่า โพรงเนื้อเยื่อในฟัน หรือภาษาทั่ว ๆ ไปมักเรียกว่า โพรงประสาทฟัน ซึ่งโพรงประสาทฟันที่อยู่ในส่วนรากฟัน เรียกว่า คลองรากฟัน (Root canal)"



การเกิดฟันผุ เริ่มจากการรับประทานอาหารโดยเฉพาะอาหารหวาน เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน แล้วไม่แปรงฟันให้สะอาด ทำให้ฟันเริ่มผุที่ชั้นเคลือบฟันก่อน ตามด้วยการผุลึกเข้าสู่ชั้นเนื้อฟัน และลึกจนทะลุถึงโพรงประสาทฟัน เมื่อเชื้อโรคในรอยผุทะลุเข้าสู่โพรงประสาทฟันก็จะทำให้มีอาการเสียวฟันมากขึ้น มากขึ้น จนกระทั่งปวดฟันในที่สุด

ซึ่งหากหนูนายังไม่รีบมาหาป้าหมอเช่นวันนี้ ทนจนอาการปวดหายไปหรือทนกินยาแก้ปวดจนอาการหายไป สักวันหนึ่งข้างหน้าเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันก็จะตาย ทำให้มีหนองที่ปลายรากฟัน และจะกลับมีอาการปวดและอาจมีการบวมในปากหรืออาจบวมมาที่แก้มได้



การรักษาฟันที่มีการผุลึกจนมีการติดเชื้อเข้าสู่โพรงประสาทฟัน มีอยู่ 2 ทางเลือก คือ การรักษาคลองรากฟัน เพื่อเก็บรักษาฟันซี่นี้ไว้ใช้งานในปากต่อไป หรือทางเลือกที่สอง คือ การถอนฟัน

การรักษาคลองรากฟัน เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Root canal treatment ซึ่งทันตแพทย์มักเรียกย่อ ๆ กันว่า RCT หมายถึง การกำจัดเนื้อเยื่อประสาทฟันที่มีการติดเชื้อออกจากในโพรงประสาทฟัน แล้วทำความสะอาดภายในโพรงประสาทฟันทั้งส่วนตัวฟันและคลองรากฟัน โดยใช้เครื่องมือลักษณะคล้ายเข็มอันเล็ก ๆ ล้างและใส่ยาฆ่าเชื้อในคลองรากฟัน เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบออกให้หมด แล้วจึงอุดคลองรากฟันเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคย้อนกลับเข้ามาสะสมในโพรงของคลองรากฟันซึ่งจะทำให้กลับมามีอาการปวดฟันได้อีก หลังจากนั้นทำการบูรณะฟันโดยการอุดฟันหรือทำครอบฟันให้สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้ดีเหมือนเดิม"





" จะเห็นได้ว่าการรักษาคลองรากฟันมีหลายขั้นตอน ดังนั้นการรักษาจึงต้องใช้เวลามากพอสมควร ต้องมาพบทันตแพทย์หลายครั้งอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะรักษาเสร็จ โดยทั่ว ๆ ไปฟันกรามใหญ่มักจะใช้เวลารักษาประมาณ 2 - 4 ครั้ง เพราะฟันกรามใหญ่มีหลายคลองรากฟัน สำหรับการรักษาคลองรากฟันในฟันหน้าหรือฟันเขี้ยว มักมีคลองรากฟันเดี่ยว ผู้ป่วยจะมาน้อยครั้งกว่า"

หนูนาฟังป้าหมดอธิบายจนจบแล้วก็ยังกลัว ๆ อยู่บ้างและยังไม่อยากทำฟันทั้ง ๆ ที่ปวดจนนอนไม่หลับมาทั้งคืน ซักถามป้าหมอต่ออีกว่า

"แล้วถ้าหนูนาไม่อยากทำรักษาคลองรากฟัน ทำแค่อุดฟันไปเฉย ๆ ได้หรือไม่คะ ป้าหมอ"

ป้าหมอยิ้มอย่างใจดีด้วยความเข้าใจว่าหนูนายังกลัวการทำฟันอยู่

"ไม่ได้จ้ะ เพราะฟันของหนูนาผุลึกมากเกินกว่าจะอุดแบบธรรมดาได้ ถ้าหนูนามาพบป้าหมอก่อนหน้านี้ที่รูผุยังตื้นกว่านี้ ยังไม่มีการทะลุถึงโพรงประสาทฟัน อาจจะรักษาด้วยการอุดฟันธรรมดาได้ มาถึงวันนี้หนูนามีทางเลือกเพียงแค่ จะเก็บฟันไว้ด้วยการรักษาคลองรากฟัน หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องถอนฟัน ค่ะ"




"ถ้าอย่างนั้นหนูนาเลือกถอนฟันดีกว่าไหมคะเพราะทำเสร็จเลยในวันนี้ ไม่ต้องมาทำหลายหนและก็หายปวดได้เหมือนกัน" หนูนายังไม่หายสงสัย

"การถอนฟันหายปวดทันทีและเสร็จเร็วในวันนี้ก็จริง แต่จะสูญเสียฟันแท้ซี่นี้ไปเลย ไม่มีฟันขึ้นมาทดแทนเหมือนฟันน้ำนมที่ถูกถอนไปแล้ว หลังจากนั้นในตำแหน่งที่ฟันถูกถอนไป ก็จะเป็นช่องว่างทำให้เคี้ยวอาหารไม่สะดวก เพราะเป็นฟันกราม หรือถ้าเป็นฟันหน้า การถอนฟันก็จะทำให้ฟันหลอ ไม่สวยงาม หากต้องการมีฟันมาปิดช่องว่างก็ต้องมาทำฟันปลอม ซึ่งการทำฟันปลอมบางประเภทมีค่าใช้จ่ายในการทำแพงกว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาคลองรากฟันมาก หรือฟันปลอมบางประเภทที่เป็นฟันปลอมแบบถอดได้ ก็มีโอกาสที่จะหลวมหรือใช้งานในการเคี้ยวได้ไม่ถนัดเท่ากับฟันจริง ๆ ของเรา ไม่มีของปลอมอะไรจะดีได้เท่ากับของแท้ธรรมชาติ นอกจากนี้ ในอนาคตหากมีสาเหตุใดๆ ก็ตามที่จะต้องสูญเสียฟันซี่อื่นๆ โดยไม่สามารถเลือกที่จะเก็บไว้ได้ ฟันซี่นี้ก็จะเป็นประโยชน์ในการให้การยึดเกาะกับฟันปลอมซี่อื่น ๆ ได้อีก วันนี้ฟันซี่นี้ยังมีทางเลือกที่จะเก็บไว้ได้ ป้าหมอแนะนำให้หนูนาเก็บไว้โดยการรักษาคลองรากฟัน จะเป็นประโยชน์กว่าค่ะ"




คุณแม่ของหนูนาเดินตามเข้ามาในห้องทำฟันภายหลัง จึงขอให้คุณป้าหมอสรุปถึงวิธีรักษาฟันของหนูนาที่กำลังปวดอยู่ในขณะนี้ให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ป้าหมอจึงสรุปให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า

" ฟันของหนูนามีการผุลึกจนทำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่โพรงประสาทฟัน ทำให้เนื้อเยื่อประสาทฟันอักเสบและมีอาการปวดมากขนาดนี้ วิธีการรักษา คือ การรักษาคลองรากฟัน ซึ่งเป็นการกำจัดเอาเนื้อเยื่อประสาทฟันออกจากโพรงด้านในของรากฟัน ซึ่งเราเรียกว่าคลองรากฟัน ทำความสะอาดแล้วอุดคลองรากฟัน ซึ่งแม้จะมีข้อด้อยกว่าการรักษาโดยการถอนฟัน ในแง่ที่จะต้องมารับการรักษาคลองรากฟันมากกว่าหนึ่งครั้ง และมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าค่าถอนฟัน แต่มีข้อดีเหนือกว่าการถอนฟันมากมายนัก ได้แก่ สามารถเก็บรักษาฟันธรรมชาติไว้ใช้งานในปากได้อย่างปกติต่อไป แม้ว่าดูเหมือนจะจ่ายแพงกว่าในตอนแรกเมื่อเทียบกับการถอนฟัน แต่เมื่อเก็บไว้แล้วจะไม่ต้องไปทำฟันปลอมซึ่งกลับจะมีค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการทำมากกว่าการรักษาคลองรากฟันเสียอีก "

คุณแม่เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย จึงถามว่า "ป้าหมอคะ ค่าใช้จ่ายในการรักษาคลองรากฟันแพงมากไหมคะ กลัวจะมีเงินมาไม่พอค่ะ "

" ค่าใช้จ่ายในการรักษาคลองรากฟันแตกต่างกันไปขึ้นกับสถานที่ค่ะ โดยทั่ว ๆ ไป โรงพยาบาลของทางราชการ หรือคณะทันตแพทยศาสตร์ อยู่ประมาณ 300 ถึง 1,500 บาท ในฟันหน้า และ 1,000 ถึง 3,500 บาท ในฟันกรามใหญ่ แต่ถ้าไปรักษาที่คลินิก เอกชนหรือโรงพยาบาลเอกชน จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่านี้ค่ะ ถ้าเทียบเรื่องค่าใช้จ่ายกับการถอนฟันจะเสียค่าถอนฟันประมาณ 50 - 300 บาท หลังจากนั้นใส่ฟันปลอมติดแน่น ประมาณ 4,500 ถึง 15,000 บาท เห็นไหมคะรวมกันแล้วแพงกว่ารักษาคลองรากฟันอีก ส่วนใหญ่ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย สามารถปรึกษากับคุณหมอเพื่อขอแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ ได้นะคะ เพราะต้องมามากกว่าหนึ่งครั้ง โดยทั่วไปจะนัดมารักษาสัปดาห์ละ 1 ครั้งค่ะ"

"หนูนาเข้าใจแล้วค่ะ หนูนาจะมาหาป้าหมอเพื่อรักษาคลองรากฟันดีกว่าค่ะ ป้าหมอคะ ตอนทำรักษาคลองรากฟันหนูนาจะเจ็บไหมคะ"

"ป้าหมอจะฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อให้หนูนาไม่เจ็บเวลาทำการรักษาคลองรากฟันค่ะ อดทนทำใจแข็งขณะฉีดยาชาแค่แป๊บเดียว แล้วตอนทำฟันจะนอนสบายไม่เจ็บอีกเลยค่ะ ขณะทำการรักษาคลองรากฟัน ทันตแพทย์จะทำการใส่เครื่องมือที่เรียกว่า แผ่นยางกันน้ำ (Rubber dam) เพื่อป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วยจากอุบัติเหตุ เช่น การสำลัก ทำให้กลืนเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่อาจหลุดลงในลำคอ และป้องกันการระคายเคืองจากการรั่วของน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ล้างคลองรากฟัน "



" ผู้ป่วยที่ไม่คุ้นเคยกับการทำฟัน อาจรู้สึกอึดอัดบ้างในช่วงแรก ๆ ของการใส่แผ่นยางกันน้ำ แต่จะรู้สึกสบายเมื่อคุณหมอลงมือทำการรักษา และมีความปลอดภัยกว่าค่ะ เด็ก ๆ บางคน รู้สึกสบาย ถึงกับนอนหลับขณะทำก็มีค่ะ"



หลังจากนั้นหนูนาก็ลงนอนบนเก้าอี้ทำฟันสีม่วงสดใสของป้าหมอ ให้ป้าหมอช่วยทำฟันให้แต่โดยดี หนูนาเผลอหลับไปประมาณครึ่ง ชั่วโมง ตื่นมาป้าหมอทำเสร็จพอดี

"เสร็จแล้วจ้ะหนูนา ตื่นแล้วกลับบ้านได้แล้วค่ะ"

"ป้าหมอคะ หนูนาชักจะหิวแล้ว ออกไปนี่หนูนากินข้าวได้เลยหรือไม่คะ"

"ได้ค่ะ แต่หนูนาต้องระมัดระวังเรื่องการเคี้ยวสักเล็กน้อย อย่าเคี้ยวของแข็งมากหรืออาหารเหนียวมาก ๆ เช่น น้ำแข็ง ถั่วคั่วแข็ง ๆ หรือ พวกเนื้อเค็ม หมูแดดเดียว อาจทำให้วัสดุอุดชั่วคราวที่ป้าหมออุดปิดโพรงฟันไว้หลุดออกไปได้ค่ะ"

"อะไร คือ วัสดุอุดชั่วคราวคะ ป้าหมอ"หนูนาเริ่มสงสัยอีกแล้ว

" ในการรักษาคลองรากฟัน หมอจะทำการกรอฟันเพื่อให้สามารถใส่เครื่องมือไปทำความสะอาดในคลองรากฟันได้ ทำให้มีโพรงฟันซึ่งจะใส่ยาไว้ภายในและอุดปิดด้านบนด้วยวัสดุอุดฟันแบบชั่วคราว ซึ่งปิดช่องว่างได้เต็มซี่ฟัน สามารถกินข้าวได้ แต่วัสดุจะไม่แข็งแรงมากพอที่จะเคี้ยวได้อย่างเต็มที่ ครั้งหน้าที่กลับมารับการรักษาต่อ วัสดุชั่วคราวนี้จะถูกรื้อออกเพื่อทำความสะอาดคลองรากฟันซ้ำหรืออุดคลองรากฟันค่ะ"

"แล้วเมื่อไรจะอุดแบบถาวรได้คะ"

"เมื่อรักษาคลองรากฟันเสร็จแล้วค่ะ ฟันที่ทำการรักษาคลองรากฟัน จำเป็นต้องมีการบูรณะฟันให้กลับมามีรูปร่างสมบูรณ์ดังเดิมเหมือนก่อนที่จะมีรอยผุ ด้วยการอุดฟันแบบถาวรหรือ ด้วยการครอบฟันขึ้นอยู่กับว่า ฟันผุมาเป็นรูขนาดใหญ่มากน้อยแค่ไหนค่ะ"

หนูนาทำท่าจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำฟัน แล้วก็กลับนั่งลงอีก เพราะเกิดมีคำถามสงสัยขึ้นมาอีก "ป้าหมอคะ ถ้าหนูนาแปรงฟันให้สะอาด และไม่กินขนมหวาน ๆ หนูนาจะไม่ต้องรักษาคลองรากฟันเช่นนี้ใช่หรือไม่คะ"

ป้าหมอหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วตอบพลางยิ้มพลางว่า "โดยทั่วไปแล้วก็ใช่ค่ะ เพราะส่วนใหญ่ฟันที่มารับการรักษาคลองรากฟัน มักมีสาเหตุจากการมีฟันผุทะลุถึงโพรงประสาทฟัน แต่มีบางรายเหมือนกันที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น นักกีฬาบางคนโดนลูกบอลกระแทกหน้า หรือบางคนได้รับอุบัติเหตุ หน้ากระแทกกับของแข็งทำให้ฟันหักจนทะลุถึงโพรงประสาทฟัน ก็ทำให้มีการติดเชื้อเข้าสู่เนื้อเยื่อประสาทฟัน และต้องมารักษาคลองรากฟันเช่นเดียวกัน "



" ผู้ป่วยบางคนมีฟันที่มีการติดเชื้อของเนื้อเยื่อประสาทฟัน มาเป็นเวลานาน แต่มีอาการปวดไม่เด่นชัดหรือ ปวด ๆ หาย ๆ เป็นพัก ๆ ทำให้ไม่ได้มาพบทันตแพทย์ จะทำให้เนื้อเยื่อประสาทฟันตาย ซึ่งอาจไม่มีอาการปวด แต่มีลักษณะของฟันตายที่สามารถสังเกตได้ คือ มีการเปลี่ยนสีของฟันเฉพาะซี่ สีฟันเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลอมเทาหรือสีเทาดำ หรืออาจมีตุ่มหนองบริเวณเหงือกเหนือรากฟัน ลักษณะเป็นจุดสีเหลืองที่บนเหงือก หรืออาจมีการบวมของเหงือกร่วมกับมีหนองออกมาด้วย ถ้าใครมีลักษณะดังกล่าวนี้ ควรมาพบทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจ และรักษา ก่อนที่จะเป็นมากจนอาจต้องถอนฟันไปโดยไม่มีทางเลือกค่ะ"



"ถ้าอย่างนั้น ก็มีคนมารักษาคลองรากฟันกับป้าหมอวันละหลาย ๆ คนซิคะ หนูนาไม่ใช่คนที่ผิดปกติมากใช่ไหมคะ"

ป้าหมอหัวเราะกับความคิดเด็ก ๆ ของหนูนา " ค่ะ "

" คุณแม่คะ หนูนาว่าโตขึ้นหนูนาจะมาเป็นคุณหมอฟัน จะได้ทำรักษาคลองรากฟันให้คนไข้ที่กำลังปวดฟันได้หายปวดฟันและมีฟันใช้เคี้ยวต่อไปได้ตลอดชีวิตเลย ดีไหมคะแม่ "

" คุณหมอทุกคนทำการรักษาคลองรากฟันได้ใช่ไหมคะป้าหมอ "

ป้าหมอ " ใช่ค่ะ การเรียนเพื่อเป็นหมอฟันหรือได้ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ใช้เวลา 6 ปี จบแล้วก็สามารถให้การรักษาคลองรากฟันได้เช่นเดียวกับการทำอุดฟัน ถอนฟัน ใส่ฟันปลอม ขูดหินน้ำลาย และอื่น ๆ อีกหลายอย่างค่ะ แต่หากคุณหมอฟันต้องการให้มีความชำนาญด้านการรักษาคลองรากฟันเป็นพิเศษ สามารถศึกษาต่อเฉพาะทางเพิ่มเติมเป็นเวลา 1 ปี , หรือ 2 ปี ก็จะสามารถทำการรักษาคลองรากฟันในรายที่ยาก ๆ ได้ดีค่ะ เอาไว้หนูนาจะสอบเอ็นทรานซ์แล้วมาปรึกษาป้าหมออีกทีนะคะ เพราะกว่าจะถึงเวลานั้นไม่ทราบว่าวงการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดแล้วค่ะ"

หนูนายิ้มหวานเพราะตอนนี้เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับการรักษาคลองรากฟันจากป้าหมอมากมาย และก็หายจากการปวดฟันที่แสนจะทรมานแล้วด้วย

"หนูนากับคุณแม่ลาป้าหมอไปก่อนนะคะ สัปดาห์หน้าหนูนาจะกลับมาพบป้าหมอตามที่ป้าหมอนัดไว้ ขอบพระคุณป้าหมอมาก ๆ ค่ะ"



คัดลอกบทความมาจาก
ทพญ.ชินาลัย ปิยะชน
ภาควิชาทันตกรรมอนุรักษ์และทันตกรรมประดิษฐ์
คณะทันตแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

* * * แต่ข้อมูลนี้นานมากแล้วตั้งแต่ปี 47 นู้นแน่ะ ตอนนี้ราคาที่คุยกับร.พ.สิริกิติ์ไว้ประมาณรากฟันละ 2,500 บาท * * *

แต่ยัง ๆ ไม่จบแค่นี้ มันยังมีเรื่องครอบฟันตามมาอีก สรุปคือต้องรอหมอรักษารากฟันตรวจก่อนแล้วมาคิดกันใหม่ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นอีก


lozocatlozocat




 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 29 เมษายน 2555 12:00:33 น.
Counter : 3822 Pageviews.  

+ + + ตอนนี้เป็นหวัดค่ะ หาข้อมูลไว้ก่อนดีกว่า กับไข้หวัดใหญ่ 2009 + + +

lozocatlozocat


ป่านี้แล้วพึ่งจะเอามาลง ก็ไม่ใช่อะไรหรอก วันนี้เป็นหวัดค่ะ ไม่แน่ใจว่าเป็นไข้หวัดเลยรึเปล่า เลยต้องหาข้อมูลเตรียมตัวไว้

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อคืนตอนเดินไปทิ้งขยะแล้วตากฝนรึเปล่า (หน่อยเดียวเอง) แล้วก็ไม่ได้สระผมด้วย ชะล่าใจรึเปล่าไม่รู้ เพราะปกติ จะไม่ใช่คนขี้โรคซะด้วย แต่เช้ามาก็มีอาการปวดหัวนิดหน่อย วันนี้ตั้งแต่ทำงานก็จามบ้าง ตอนนี้เริ่มมีน้ำมูกแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้จะกลับไปกินยาดูก่อน ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ค่อยยังชั่ว คงจะต้องไปหาหมอแล้ว พี่หมีไม่อยู่ด้วยถ้าป่วยจริง ๆ ไม่มีคนดูแลเซ็งตายเลย



สัญญานและอาการของคนที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ใหม่ ชนิด A 2009 H1N1 ที่ระบาดในประเทศเม็กซิโก


อาการของไข้หวัดหมูในคนนั้นมีอาการคล้ายกันกับอาการของคนที่เป็นหวัดปกติ และมีอาการต่อไปนี้คือ มีไข้ ท้องเสีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศรีษะ หนาว และ ไม่มีเรี่ยวแรง อ่อนล้า ร่วมด้วย ในบางคนมีอาการท้องเสียร่วมกับอาเจียน และในอดีตมีรายงานว่าผู้ป่วยหลายคนมีอาการรุนแรงถึงขั้นเป็นปอดบวม และ ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด เช่นเดียวกันกับหวัด ที่ไข้หวัดหมูอาจจะแย่ลงจนต้องมีสภาพการเรื้อรัง
ผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดหมูควรได้รับการพิจารณาถึงศักยภาพในการติดเชื้อ ระยะเวลาความยาวนานของการฟักเชื้อจนมีอาการ และความเป็นไปได้ของอาการป่วยที่ยาวนานถึง 7 วัน เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจได้รับเชื้อเป็นเวลานาน

สัญญานเติอนภัยที่จะบ่งบอกถึงการต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่ต้องสังเกตมีดังนี้ ในเด็ก หากเด็กมีอาการหายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก ผิวหนังเป็นจ้ำสีน้ำเงิน ดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอ ปลุกไม่ตื่น หรือไม่มีอาการตอบสนอง มีอาการงอแงไม่ยอมให้อุ้ม มีไข้เฉียบพลัน หรือมีอาหารหวัด ไออย่างรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบเข้ารับการรักษาทันที ในผู้ใหญ่ สัญญานเตือนภัยที่จะต้องรีบรักษาเช่นกันคือ อาการหายใจลำบาก หรือหายใจถี่ เจ็บ แน่นหน้าอกหรือช่องท้อง วิงเวียน หน้ามืด และอาเจียนอย่างรุนแรง หรืออาเจียนเป็นเลือด หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบรักษาอย่างเร่งด่วน

โอกาสในการรับเชื้อ

การกระจายและการติดเชื้อของเชื้อไข้หวัดหมูมี 2 ทาง คือ ทางแรก เกิดจาการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ หรือการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อไวรัสไข้หวัดหมู ทางที่สอง การเกิดจากสัมผัสระหว่างคนกับคนที่ติดเชื้อ การกระจายและติดเชื้อระหว่างคนสู่คนนั้นได้มีการมีบันทึกไว้ และ ถูกคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูที่มีไข้หวัดระบาด (Seasonal flu) สาเหตุให้ที่จะทำให้เชื้อแพร่กระจายจากคนสู่คนถือการไอ หรือจาม ของผู้ติดเชื้อ

จะรักษาอย่างไร?

ยาที่จะใช้รักษาอาการไข้หวัดหมูนั้น CDC แนะนำให้ใช้ตัวยา oseltamivir หรือ zanamivir (ทางที่ดีอย่าซื้อกินเอง ควรไปพบแพทย์ค่ะ...ผู้เขียน) สำหรับการบำบัดรักษา การป้องกันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสนี้ ยาต้านไวรัส (Antivirus drug) ตามคำสั่งยาของแพทย์ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาน้ำ หรือ ยาชนิดสูดดม ที่มีฤทธิ์ต้านหวัดช่วยได้โดยการป้องกันการเจริญและพิ่มจำนวนในร่างกาย (ยังคงมีไวสหลงเหลือในร่างกาย) ถ้าหากมีอาการป่วย ยาต้านไวรัสเหล่านี้สามารถทำให้อาการป่วยลดลงและสามารถทำให้รู้สึกดีขึ้นเร็วขึ้น และอาจใช้ป้องกันอาการหวัดที่รุนแรงได้ สำหรับการรักษานั้นยาต้านไวรัสทำงานได้ดีที่สุดถ้าใช้ตั้งแต่เริ่มมีอาการป่วย โดยเฉพาะในช่วงประมาณ 2 วันแรกที่มีอาการเหมือนเชื้อหวัด..ไม่มีวัคซีนในการรักษา อย่างไรก็ตามหากการกระทำใดๆในชีวิตประจำวันที่ผู้คนสามารถใช้ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจได้ก็สามารถนำมาใช้ป้องกันเชื้อไขหวัดหมูนี้ได้

ข้อแนะนำตามขั้นตอนพึงปฏิบัติเป็นประจำทุกวันเพื่อปกป้องสุขภาพของตัวคุณเอง ดังต่อไปนี้

1. ใช้กระดาษทิชชูปิดจมูกและปากของคุณเมื่อไอ หรือจาม และทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิดหลังการใช้ทันที

2. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือล้างด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ (เช่นเจลล้างมือ) บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังการไอ หรือ จาม

3. พยายามหลีกเลี่ยงการพบปะ และสัมผัสกับผู้ป่วย ถ้าหากป่วยเป็นหวัดควรหยุดพักอยู่บ้าน เพื่อจำกัดการพบปะผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก หรือ ปาก เพราะเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายทางอวัยวะเหล่านี้ได้

ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลกับการจัดเตรียมและรับประทานเนื้อหมู เช้อไวรัสไข้หวัดหมูนี้ไม่สามารถแพร่กระจายได้ทางอาหาร อนึ่งการรับประทานเนื้อหมูที่ผ่านการเตรียมที่ดีและผ่านการปรุงสุกจะช่วยให้มีความปลอดภัยจากเชื้อโรคนี้

lozocatlozocat





 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2552 15:20:33 น.
Counter : 249 Pageviews.  

( * o * ) .....กิน ถนอมลำไส้ใหญ่.....




lozocatlozocat






สุขภาพคนเราจะดีจะแย่ ลำไส้ใหญ่อวัยวะหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร มีส่วนสำคัญไม่น้อย

ในคอลัมน์ "Woman Feature" นิตยสาร "Woman Plus" ฉบับ ม.ค.โดย LuckyAries ให้ข้อมูลว่า จากการศึกษาของ เอลลี่ เมชนิคอฟฟ์ นักชีววิทยารางวัลโนเบล ชาวรัสเซีย ที่สถาบันพลาสเตอร์ปารีส พบว่า ความแก่และความตายของมนุษย์เกิดจากการสะสมสารพิษในลำไส้ใหญ่เป็นสำคัญ

ปกติแล้ว ร่างกายคนเราจะมีจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียชนิดดีและร้ายในปริมาณสมดุลกัน แต่ผู้ที่มีปัญหาระบบขับถ่ายจะทำให้กากอาหารที่สะสมอยู่ในร่างกายนานส่งเสริมให้แบคทีเรียร้ายเพิ่มขึ้น มันจะสร้างสารพิษแก่ร่างกายและก่อโรคมาก มาย

วิธีดูแลลำไส้ใหญ่ ไม่เพียงแค่การเลือกรับประทานอาหารครบห้าหมู่เท่านั้น หากยังต้องให้ผลในการสร้างความสมดุลระหว่างจุลินทรีย์ ชนิดดีและร้ายในลำไส้ใหญ่อีกด้วย

จากการศึกษาประชาชนในเมืองฟรามิงแฮม สหรัฐ พบว่าการกินธัญพืช (ตระกูลข้าว) ไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวกล้อง ฯลฯ แทนแฮมเบอร์ เกอร์และพาสต้า มีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล) ความดันเลือด น้ำหนัก และระดับอินซูลิน เพราะการกินแป้งหรือน้ำตาลมีส่วนทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็ว ตามด้วยระดับอินซูลินในเลือดสูง เพื่อนำน้ำตาลเข้าเซลล์

ระดับอินซูลินที่สูง มีผลให้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ตับ สังเคราะห์ไขมันเก็บไว้ ทำให้ไขมันตามอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้น เราจึงอ้วนขึ้น และยังทำให้เส้นเลือดหดตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน และกระตุ้น ส่วนไฮโปธาลามัสของสมอง ทำให้หิวง่าย

เพราะฉะนั้นจึงควรลดการบริโภคแป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะแป้งและน้ำตาล ตลอดจนธัญพืชขัดสีควรเลิกกิน

หันมากินธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ซึ่งมีลักษณะคล้ายแคปซูลที่ปล่อยน้ำตาลช้าๆ ทำให้การย่อยช้าลง ผลคือ น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มช้าลง ระดับอินซูลินจะต่ำลง

ไม่กินผลไม้หรือผักใต้ดิน เช่น มันฝรั่ง แครอต หัวบีต เปล่าๆ พืชชนิดนี้มีแป้งและน้ำตาลสูง ควรกินร่วมกับอาหารอย่างอื่น โดยเฉพาะธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อให้เส้นใย (ไฟเบอร์) ช่วยชะลอการย่อย และดูดซึมให้ช้าลง

หรือในบางมื้อควรกินผัก (ที่ไม่ใช่ผักใต้ดิน) ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ฯลฯ ถั่ว เมล็ดพืช ถั่วเปลือกแข็ง ผสมผสานกันหลายๆ อย่างเป็นหลักแทนข้าว หรืออาหารจำพวกแป้ง


นอกจากจะช่วยถนอมลำไส้ใหญ่ ยังเป็นผลดีต่อสุขภาพด้วย

lozocatlozocat




 

Create Date : 10 มีนาคม 2552    
Last Update : 10 มีนาคม 2552 16:30:29 น.
Counter : 549 Pageviews.  

.....ภาวะกรดไหลย้อน......

lozocatlozocat






โครงสร้างของกระเพาะอาหาร

เมื่อเรารับประทานอาหารทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยวและกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารจะถูกบีบไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูดหรือที่เรียกว่า Sphincter ทำให้ที่ปิดมิให้อาหารหรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมากเมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วจะถูกการบีบไปยังลำไส้เล็ก ดังนั้นหากมีกรดไหลย้อนไปยังหลอดอาหารก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก

ภาวะกรดไหลย้อนคืออะไร

คือภาวะที่กรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารไปยังหลอดอาหารทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก บางครั้งอาจจะรู้สึกรสเปรี้ยว

สาเหตุของกรดไหลย้อน
• Hiatus hernia (คือโรคที่เกิดจากกระเพาะอาหารส่วนต้นเข้าไปในกำบังลม)
• ดื่มสุรา
• อ้วน
• ตั้งครรภ์
• สูบบุหรี่
• อาหารรสเปรี้ยว เผ็ด
• ช้อกโกแลต
• อาหารมัน ของทอด
• หอมกระเทียม
• มะเขือเทศ

อาการของกรดไหลย้อน
อาการทางหลอดอาหาร

• อาการปวดเสบร้อนบริเวณหน้าอก และลิ้มปี่ที่เรียกว่าร้อนใน (heart burn) บางครั้งอาจจะร้าวไปที่คอได้
• รู้สึกมีก้อนอยู่ในคอ
• กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
• เจ็บคอหรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
• รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือมีรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก
• มีเสมหะอยู่ในคอ หรือระคอตลอดเวลา
• เรอบ่อย คลื่นไส้
• รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

อาการทางกล่องเสียง และปอด
• เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้าหรือมีเสียงผิดปกติจากเดิม
• ไอเรื้อรัง
• ไอ หรือ รู้สึกสำลักในเวลากลางคืน
• กระแอมไอบ่อย
• อาการหอบหืดแย่ลง
• เจ็บหน้าอก
• เป็นโรคปอดอักเสบเป็นๆหายๆ

การรักษา

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
• ลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะคนอ้วนจะมีความดันในช่องท้องสูงทำให้กรดไหลย้อนได้มาก
• งดบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดกรดมาก
• ใส่เสื้อหลวมๆ
• ไม่ควรจะนอน ออกกำลังกาย หรือยกของหนักหลังออกกำลังกาย
• งดอาหารก่อนนอน 3 ชั่วโมง
• งออาหารมันๆ อาหารทอด อาหารที่ปรุงด้วยหัวหอม กระเทียม มะเขือเทศ ชอกโกแลต ถั่ว ลูกอม เนย ไข่ เผ็ด เปรี้ยว เค็มจัด
• รับประทานอาหารพออิ่ม
• หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอักลม เบียร์ สุรา
• นอนหัวให้สูงประมาณ 6-10 นิ้ว โดยหนุนที่ขาเตียง ไม่ควรใช้หมอนหนุนที่ศีรษะเพราะทำให้ความดันในช่องท้องสูง

การรักษาด้วยยา
• Antacids เป็นยาตัวแรกที่ใช้ สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่มาก
• ใช้ยา proton pump inhibitor ซึ่งเป็นยาที่ลดกรดได้เป็นอย่างดีอาจจะใช้เวลารักษา1-3 เดือน เทื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก็อาจจะลดยาลงได้ยาที่นิยมใช้ได้แก่ omeprazole , lansoprazole , pantoprazole , rabeprazole, และ esomeprazole
• หลีกเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้กระเพาะหลั่งกรดมาก หรือทำให้หูรูดหย่อน เช่น ยาแก้ปวด aspirin NSAID VITAMIN C หากให้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรจะต้องตรวจเพิ่มเติมได้แก่
• การกลืนแป้งตรวจกระเพาะ
• การส่องกล้องตรวจกระเพาะ

การรักษาโดยการผ่าตัด
จะผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลโรคแทรกซ้อน
• หลอดอาหารที่อักเสบอาจจะทำให้เกิดแผล และมีเลือดออด หรือหลอดอาหารตีบทำให้กลืนอาหารลำบาก
• อาจจะทำให้โรคปอดแย่ลง เช่นโรคหอบหืดเป็นมากขึ้น ไอเรื้อรัง ปอดอักเสบ

lozocatlozocat










 

Create Date : 30 มกราคม 2552    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2552 14:56:02 น.
Counter : 801 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

ลูกสมอเรือ
Location :
ระยอง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ชื่อเชอร์รี่ค่ะ เกิดที่สัตหีบ แต่เคยย้ายไปอยู่สงขลาเป็นระยะ ๆ เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทั้งคนสงขลาและสัตหีบ ตอนนี้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่จ.ระยองค่ะ



ลูกสมอเรือ ค่ะ

Create Your Badge




เพื่อนชอบทำกับข้าว
แม่สลิ่ม
wee_nong
ปูขาเก เซมารู
jjbd
กระเพราไก่ไข่ดาว
ผ้าไหมไทย
popang
narellan
Il Maze
ดวงใจพ่อแม่
ลักกี้


เพื่อนชอบทำขนม

Ab Psy ReinDEAR
กิน ๆ เที่ยว ๆ
Tiny Bakery



เพื่อนแจกของแต่งบล็อก
เนยสีฟ้า
kung
oranung_sri
lozocat
แพรวขวัญ
PS_PRINCESS
thattron

เพื่อนพาเที่ยว
chalawanman
แมวจอมกวน
thattron
baby bonus
ชานไม้ ชายเขา
ann
อยากเป็นไกด์
NuAeaw
คุยกันได้นะคะ



: Users Online

CursorsFree Cursors
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกสมอเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.