Group Blog
 
All blogs
 
^ * ^ ....ทริปส่งท้ายปี 53 แบ็คแพ็คไปลาวใต้คนเดียว (ปากเซ)

lozocatlozocat



วันที่ 9 ธ.ค. 53

เมื่อคืนนอนหลับสบายมาก แต่มารู้สึกตัวตอนที่คนญี่ปุ่นข้างห้องเดินไปห้องน้ำ ก็เลยเปิดมือถือดูเวลาเห็นว่าตี 5 แล้ว เลยตื่นมานั่งสักพักแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำบ้าง และก็กลับมานอนเล่นที่เปลต่อ รอจนฟ้าเริ่มสว่าง ก็ออกไปเดินเล่นเลย วันนี้ก็ต้องกลับแล้ว นัดขึ้นเรือตอน 8 โมง หรือ 8 โมงครึ่งรึไงนี่แหละจำไม่ได้ค่ะ แต่คราวนี้ไม่สายไปถึงก่อนเวลา 5 นาที

ออกไปเดินเล่น คราวนี้เดินไปทางด้านดอนคอน เริ่มจากที่พักก็ชวนเจ้าตัวนี้ไปเป็นเพื่อนค่ะ



เดินไปเรื่อย ๆ (เรียบริมโขง) ก็เจอร้านที่ขายน้ำแบบเอาขวดมาเติมเองค่ะ เสียดายที่พึ่งเห็นเพราะตั้งแต่มานอนที่นี่ก็ต้องซื้อน้ำเองหลายขวดแล้ว แบบขวดพลาสติกขุ่นเค้าขาย 2 พันกีบ (8บาท) แต่ถ้าเอาขวดมาเติมเอง 1 พันกีบ (4บาท) ขวดใหญ่ก็คุ้มเข้าไปอีก แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ค่ะ แต่ราคาขายปกติจะขวดละ 8 พันกีบ (32 บาท) ถ้าเอามาเติมเองก็ถูกลงตั้งเยอะ แต่ขวดใหญ่เค้าจะเก๋คือมีหูหิ้วด้วย

แล้วเวลาที่เราไปนั่งกินที่ร้านอาหาร สังเกตว่าทุกร้านจะไม่มีน้ำมาเสิร์ฟฟรีเลยค่ะ คือเราต้องสั่งซื้อน้ำตังหาก แต่มีที่ร้านซันเซ็ท เชอร์รี่เห็นมีคูลเลอร์น้ำอยู่ ก็เลยถามเค้าว่าน้ำนี่ฟรีรึเปล่าค่ะ เค้าบอกว่าฟรีก็เลยกดใส่ขวดน้ำขวดเล็ก ของเชอร์รี่เองซะครึ่งขวด (เกรงใจนะเนี๊ยะ) เวลาไปไหนต่อไหนที่นี่พกขวดน้ำไปด้วยก็ดีค่ะ จะได้ไม่ต้องไปหาซื้อให้เสียตังค์บ่อย ๆ

วันนี้เดินมาถึงเจ้าจ๋อเลย เค้าจะผูกเชือกเลี้ยงไว้หน้าที่พักค่ะ ใต้ต้นตะขบ เมื่อวานเห็นฝรั่งผู้หญิงเค้าจับตัวเจ้านี่ได้ด้วย เห็นนอนแผ่หรอให้เกาพุงให้อยู่ แต่เชอร์รี่ก็ไม่กล้าลองหรอกค่ะ
แต่เช้าวันนี้ก็ช่วยเก็บลูกตะขบสุก ๆ ที่ร่วงตามพื้นเลี้ยงเจ้านี่ซะเอียน กินไม่ลงอีกเลย เวลามันกินมันจะเอาเข้าปากกินแต่เนื้อข้างในแล้วก็คายเปือกออกมาค่ะ กินเหมือนคนเลย



คราวนี้ลองเดินกลับที่พักทางทุ่งนาบ้างค่ะ เดินตามคันนาบ้าง ตามถนนเล็ก ๆ บ้าง แล้วก็พึ่งจะรู้ค่ะว่าวิวพระอาทิตย์ขึ้นทางนี้ก็สวยได้อารมณ์ไปอีกแบบค่ะ
เจ้าตัวนี้เริงล่ามากค่ะ วิ่งเล่นไม่รู้จักเหนื่อย
วิ่งเข้าไปในทุ่งข้าวนู้นแน่ะค่ะ หนุกหนานจริงเชียว



เมนูสุดฮิตของพวกเชอร์รี่ค่ะ ตอนที่พวกดอน ตาล นิด อยู่ มีรู้สึกขำที่เออสั่งกันแต่ยำผัก ต้องกินกันทุกมื้อ แต่พอทีตัวเองบ้างล่ะ จะกลับแล้วขอตบท้ายอีกซะมื้อเหอะ ชอบจริง ๆ มื้อนี้สั่งยำผักจานเดียวค่ะ แล้วมื้อสุดท้ายนี่ก็ได้เยอะมาก คือยิ่งสั่งยิ่งเยอะน่ะค่ะ กินแทบไม่ไหว แต่ก็หมดค่ะ ร้านพี่หนิงเจ้าเดิม จานนี้ 20 พันกีบค่ะ (80 บาท)

อื้อเมื่อวานตอนหัวค่ำไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยไปขอพี่เค้านั่งดูโทรทัศน์ด้วย ดูจนถึงละคร 2 ทุ่มครึ่งจะมาก็ง่วงนอน กลับซะก่อนค่ะ ความจริงวันนี้เรื่อง 365 วัน อวสานด้วย แต่พอดีไม่ได้ดูตั้งแต่แรกเลยไม่อยากดู มาเที่ยวที่นี่อย่างกับเด็กอนามัยเลยค่ะ นอนแต่หัวค่ำ ตื่นก็เช้ามาก ๆ

กลับถึงที่พัก 7 โมงครึ่งค่ะ นัดลงเรือ 8 โมง ทันถมเถค่ะ เพราะของก็เก็บไว้บ้างแล้ว แค่ล้างหน้าเปลี่ยนชุด (อีกแล้ว) วันนี้เลยไม่สายค่ะ

ถึงฝั่งแล้วยังต้องรอคนมาร่วมสมทบไปคอนพะเพ็งอีก เพราะถ้าเค้าพาเชอร์รี่ไปคนเดียวด้วยรถตู้จะไม่คุ้มค่ะ นั่งรอฝรั่งนั่งเรือมาจากดอนเดดอีก เกือบครึ่งชั่วโมง คือเค้าก็ซื้อทัวร์ไปคอนพะเพ็งเหมือนกัน แต่เค้าก็จะกลับไปนอนดอนเดดต่อ ตอนที่ถึงด่านที่ต้องจ่ายเงินค่าตั๋ว ก็มีปัญหานิดหน่อยค่ะ เพราะเค้าต้องซื้อตั๋วอีก (ค่าตั๋วไม่แน่ใจว่า 20 พันกีบรึเปล่า/80 บาท) เค้าคิดว่าราคารวมในทัวร์อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเค้าซื้อจากเจ้าไหนค่ะ สรุปว่าเวลาจะซื้อตั๋วเหมา ตั๋วทัวร์อะไรจะต้องคุยให้เคลียร์ค่ะ ว่าราคานี้รวมอะไรบ้าง

อย่างครั้งนี้ เชอร์รี่ซื้อตั๋ว 400 บาท จุดประสงค์ต้องการไปคอนพะเพ็ง แล้วก็ไปปากเซ ราคานี้ควรจะรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด คือ ค่าเรือข้ามไปฝั่ง ค่ารถเหมาไปน้ำตก ค่าเข้าน้ำตก และพามาส่งเราขึ้นรถไปปากเซ ค่ารถตู้ไปปากเซ และเราสามารถให้รถไปส่งเราในเมืองปากเซได้ด้วย ซึ่งส่วนมากเค้าจะพาเราไปส่งที่ท่ารถตรงตลาดดาวเฮือง ถ้าเราจะเข้าไปพัก ไปเที่ยวต่อในเมืองจะต้องเสียค่ารถไปอีก อย่างน้อย 20 บาทค่ะ

ตอนที่เค้าไปถึงปากเซแล้วเค้าก็ไปส่งผู้โดยสารคนอื่นที่ท่ารถ คนที่พาไปเค้าก็หันมาถามเชอร์รี่ว่าจะลงไหนเชอร์รี่บอกจะลงในเมือง คนขับรถมีการบอกว่าลงนี่แหละคือจุดศูนย์กลางแล้ว แต่เชอร์รี่จำได้ว่ามันคือท่ารถ ถ้าเราจะไปในเมืองต้องต่อรถอีก เลยย้ำเค้าว่าคุยกับพี่บุญแล้ว พี่บุญบอกว่ารถไปส่งในเมืองให้ได้ด้วย เค้าถึงไปส่งค่ะ



ถึงแล้วค่ะน้ำตกคอนพะเพ็ง เชอร์รี่ไปถึงประมาณ 9 โมง คนขับรถบอกว่าให้มาขึ้นรถพร้อมกันตอน 10 โมงครึ่งค่ะ เพื่อที่จะไปนากะสังรอรถเที่ยว 11 โมง ไปถึงห้องน้ำยังล็อคอยู่เลย เลยได้ประเดิมห้องน้ำหญิงเป็นคนแรกเลย ค่าเข้าห้องน้ำ 1 พันกีบค่ะ (4 บาท) ตอนแรกเดินไปร้านขายของก่อน ร้านขายอาหารยังไม่ค่อยเปิดกันเลย เปล่าค่ะยังไม่หิว พึ่งกินยำผักมาจานเบ้อเร่อ แต่อยากจะดูว่าเค้าขายอะไรกันบ้าง

แล้วก็เดินไปเจอแม่ค้าหาบของขายอยู่พอดีเลยค่ะ ถามเค้าว่าขายอะไร เค้าบอกว่าขนมจีน เชอร์รี่ก็เลยลองซะเลย เค้าพาเดินไปนั่งกินที่ร้านขายพวกสมุนไพร

น้ำยาเค้ามีแบบเดียว เป็นเหมือนน้ำยาป่า แต่ข้นเนื้อปลา แล้วก็มีเลือดไก่ด้วย แต่เชอร์รี่ไม่อยากกินเลือด เลยเอาแต่น้ำเปล่า ๆ ตอนแรกคิดว่าคงจะจืด ๆ เลยถามเค้าว่ามีพริกป่นรึเปล่า เค้าบอกว่ามีแต่แบบเม็ด คือเค้าพูดศัพท์เค้าค่ะ แต่ลืม แปลแล้วก็ประมาณนี้ คิดว่าคงต้องยอมกินพริกเป็นเม็ด ๆ แล้ว และก็บอกเค้าว่าขอน้ำเยอะ ๆ แต่เค้าบอกว่าเดี๋ยวจะเค็มเกินไป แล้วผักเค้าก็จะแบบซอย ๆ เด็ด ๆ เป็นใบ ๆ รวมกัน

จานนี้ 5 พันกีบค่ะ (20 บาท) อาหารราคานี้ถือว่าถูกเป็นประมาณราคาชาวบ้านแล้วค่ะ ถ้าราคานักท่องเที่ยวจะ 40 บาทขึ้นไป



หน้าตาดูเหมือนจะรสชาติอ่อน ๆ เค้าก็เลยให้ถุงพริกกับกะปิให้เราใส่เติม แต่พอชิม โอ้โหไม่น่าเชื่อ รสชาติแบบไม่ต้องเผ็ดกว่านี้อีกแล้ว แล้วก็ไม่ต้องใส่กะปิแล้ว คือเค็ม เผ็ด แล้วก็อร่อยแล้วค่ะ จำหน้าพี่เค้าไว้นะคะ เวลาเจอจะได้อุดหนุนกันถูก ตอนเจอเค้าพึ่งออกมาขายค่ะ แล้วเค้าก็จะขายอยู่แถว ๆ นี้แหละคะ แล้วที่ลาวเค้าก็ชอบใช้ตะเกียบกับเมนูเส้นจัง ขนมจีบก็ตะเกียบ ส้มตำเมื่อวานยังใช้ตะเกียบเลยค่ะ
กินเสร็จจนแม่ค้าขนมจีนไปแล้ว พอดีนั่งตรงนี้เย็นสบายดีด้วย ก็เลยถือโอกาสคุยกับแม่ค้าร้านสมุนไพรต่อไป (ทำเนียน) เพราะยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ร้านนี้เค้าขายพวกสมุนไพร เขียดแห้ง น้ำตาลโตนดค่ะ

แล้วก็ได้เวลากลับค่ะ เค้าพาไปส่งที่นากะสัง แล้วก็นั่งรอรถออกอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นรถแบบไม่รู้เรียกว่ารถอะไรคือใหญ่กว่ารถตู้ นั่งได้ประมาณ 20คนค่ะ ขับไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง เค้าก็จอดให้เข้าห้องน้ำกินอะไรประมาณ 15 นาที รถทางไกลที่ผ่านจุดนี้คงจะจอดกันเกือบทุกคัน มีแม่ค้าขายไก่ย่าง ขนม มาขาย กันเต็มไปหมดค่ะ แต่เชอร์รี่ไม่ได้ลง นั่งอยู่บนรถ
ตอนแรกว่าจะไม่ซื้ออะไร ความจริงอยากลองไก่ย่างอยู่เหมือนกัน แต่กลัวว่าจะกินลำบาก แล้วก็เหลือบไปเห็นขนมเหมือนที่ขายบ้านเราเลยค่ะ แต่ลูกใหญ่กว่ามาก ใหญ่ประมาณลูกเทนนิสเลย เค้าขาย 3 ลูก 5 พันกีบ แต่เชอร์รี่อยากแค่ลองชิมลูกเดียว เค้าไม่ขายค่ะ แล้วเห็นขนมแบบคงมีแต่แป้งนั่นแหละแล้วก็คลุกน้ำตาล ก็ถามเค้าว่าเท่าไหร่เค้าก็บอกว่าถุงละ 2500 กีบ (10 บาท) มันมี 3 ก้อน ความจริงอยากจะลองลูกกลม ๆ 1 ก้อน ยาว ๆ 2 ก้อน ให้คิด 10 บาท เค้าคงงง ตกลงเลยให้แบบยาวๆ มา 1 ถุง แบบก้อน 2 ก้อน ทั้งหมด 5 พันกีบ (20 บาท)

ก็เลยกินแบบยาวไป 1 ชิ้น ก็อร่อยดีค่ะ เหมือนแป้งทอด ที่ขายกับปาท่องโก๋เคลือบน้ำตาลให้หวานอีก กินชิ้นนึงกำลังดีไม่เอียน



แต่พอนั่งรถไปได้อีกครึ่งชั่วโมงเชอร์รี่ก็กินแบบกลม ๆ อีก 1 ลูก อร่อยดีค่ะไส้เค้ารสชาติแบบขนมเทียนไส้เค็ม แต่กินเท่านี้กำลังดี กินมากกว่านี้จะเอียน


ทริปนี้มีการเปลี่ยนแผนเยอะเลยค่ะ เปลี่ยนตั้งแต่วันแรกที่เจอเพื่อนใหม่กันเลย จากเดิมที่คิดว่าจะนอนปากเซ 2 คืน ก็ได้นอนแค่คืนเดียว แล้วก็อดไปเที่ยวน้ำตกที่ปากซองด้วย

เพราะวันพฤหัส ที่ 9 ธ.ค. 53 กว่าจะเดินทางถึงปากเซก็บ่ายสามกว่าแล้ว ให้พี่ขับรถไปส่งในเมืองลงหน้าโรงแรมลานคำ ตอนแรกยังคิดว่าพรุ่งนี้จองรถอุบล-ระยองกลับเที่ยว 19.15 น. กะว่าจะเช่ารถจักรไปน้ำตกผาส้วม 1 ที่ก็ยังดี เพราะตั้งใจไว้ว่าอยากจะไปซื้อหนังสือของเจ้าของคนไทยที่ไปเป็นคนบุกเบิกจนปัจจุบันเป็นรีสอร์ทชื่อดังของปากซองที่นึง

แต่ตอนนี้เงินเหลือแบบฉิวเฉียดมากค่ะ เลยต้องยอมกดเอทีเอ็มที่ปากเซ ตอนกดก็ตายแล้วชั้น มันจะเหมือนที่บ้านเราไม๊เนี๊ยะ เค้าให้เลือกภาษาลาวกับอังกฤษ เชอร์รี่ก็เลยเลือกภาษาลาวซิค่ะ เผื่อมันขึ้นอะไรมาแปลก ๆ ยาว ๆ จะแปลไม่ออก เป็นภาษาลาวอาจจะอ่านง่ายกว่า (นี่ขนาดเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ ป. 2 นะเนี๊ยะ ภาษาลาวพึ่งจะเคยเจอซะด้วยซ้ำ) ตกลงขั้นตอนการกด อะไร ถามอะไรก็เหมือนกับบ้านเราเลยค่ะ โล่งอกไม่โดนยึดบัตร

กดออกมาก็เป็นเงินกีบซิค่ะ กดมาแค่ 160 พันกีบ (หกร้อยบาท) รอดตายแล้วเรา

ตู้เอทีเอ็มจะมีอยู่เยื้อง ๆ กับโรงแรมแสงอรุณค่ะ
กดเงินเสร็จไปเล่นเน็ตต่อ ร้านจะอยู่เยื้อง ๆ กับโรงแรงลานคำ ชื่ออินเตอร์เน็ต คอฟฟี่รึไงนี่แหละ ลืมถ่ายหน้าร้านมาค่ะ ตอนนั้นเมมโมรี่การ์ดเต็มพอดี

เน็ตที่ปากเซถูกค่ะ ชั่วโมงละ 6 พันกีบเอง (24 บาท) แต่เชอร์รี่ต้องโหลดภาพในเมมกล้องด้วย ไม่ได้พก trumdrive ไปเลยต้องให้น้องเค้าไรท์ลงดีวีดี แผ่นละตั้ง 30 พันกีบ (120 บาท) นั่งออนเอ็มรายงานตัวกับเพื่อนไป เด็กผู้ชายที่ร้านก็นั่งสัมภาษณ์เราไป เค้าแปลกใจมากที่เห็นเรากล้ามาเที่ยวคนเดียว แล้วถามว่าจะไปพักที่ไหน เชอร์รี่ก็บอกว่าจะลองไปถามที่แสงอรุณดูเพราะเคยอ่านเจอว่ามีห้องพัดลมราคาถูกด้วย น้องเค้าก็อาสาไปส่ง ตอนแรกคิดว่าจะไปส่งแค่ที่แสงอรุณ (แต่ไม่ได้พักค่ะ ตอนนี้มีแต่ห้องแอร์ราคาเริ่มต้นที่ 700 รึไงนี่แหละ ลืมค่ะ) น้องเค้าชื่อยา ตกลงนายยาก็พาไปหาอีกที่บอกว่าถ้าเป็นเกทเฮ้าส์น่าจะถูกกว่า ที่นี่ก็มีราคาถูกสุด 400 อีก





เสียดายเงินค่ะ เพราะตอนนั้นก็ห้าโมงแล้ว นอนคนเดียวไม่คุ้ม อยากได้ถูกกว่านั้น ก็ถามนายยาว่าที่นี่เค้ามีโฮมสเตย์ไม๊ นายยาไม่รู้จักค่ะ ก็อธิบายฟัง นายยาบอกว่าไม่มีหรอกแบบนั้น ถ้ามีก็มีแต่โฮมสเตย์ยาน่ะไปไม๊ แหมไอ้นี่พูดจริงพูดเล่นฟ่ะ ก็เลยบอกว่าเออยาก็ลองทำดิ แค่มีที่ให้นอนมีอาหารให้กินแบบที่ทำกินกันเองนีแหละ มีใครอยู่บ้านบ้างล่ะ นายยาบอกก็อยู่กับพ่อแม่ น้องอีก 3 คน แต่ตอนนี้พ่อแม่ไม่รู้กลับรึยังไปทำทัวร์ แหม่แล้วพี่จะไปกล้านอนได้ยังไง

ตกลงเลยพาไปที่เกทเฮ้าส์นอกเมืองไป 2 กิโลกว่า ค่อยยังชั่วหน่อย

ที่นี่เค้าบอกราคาห้องพัดลมแค่ 240 บาทเองค่ะ ห้องแอร์เท่าไหร่ไม่รู้ไม่ได้จำค่ะ เพราะไม่คิดจะพัก แต่แพงกว่าหน่อยเดียวค่ะ เชอร์รี่ก็เลยต่อเค้าเหลือ 200 เค้าก็ให้ค่ะ ชื่อเฮือนพักพูนสุก ห้องใหม่ สะอาด ห้องน้ำก็สะอาดดีค่ะ มีโทรทัศน์ดูด้วย

เชอร์รี่เลือกนอนชั้นล่าง ห้องติดกับเคาน์เตอร์เช็คอินท์เลย คือถามลุงเค้าว่านอนที่ไหน ลุงแกบอกว่านอนหลังเคาน์เตอร์นี่แหละ เชอร์รี่ก็เลยเลือกห้องติดเคาน์เตอร์ซะเลย จ่ายแบงค์ 500 ไป เค้าไม่มีเงินไทยทอน ไปหาแลกข้าง ๆ ก็ไม่มีเลยได้เงินทอนเป็นเงินกีบมา 70 พันกีบ (280 บาท) ขาดทุนนิดหน่อยค่ะ

โฉมหน้าลุงรีเซฟชั่น



ภาพนี้บรรยากาศตอนเย็นถ่ายจากบนสะพานค่ะ

สะพานเค้าจะมีทางสำหรับให้คนเดินหรือถีบจักรยานสองด้านค่ะ ตรงกลางสำหรับรถใหญ่วิ่ง
วิวข้างแม่น้ำ



ตกลงคืนนั้นพอออกจากที่พักนายยาก็พาขับรถเที่ยวก่อนค่ะ ไปดูผับที่วัยรุ่นลาวนิยมไปกัน ไปดูโรงหนัง แต่ไม่ได้ดูหรอกค่ะ วันนั้นมีหนังเรื่องแฟนใหม่เข้า ไปดูเธค คือเชอร์รี่ก็พูดให้เค้าฟังว่าเชอร์รี่ไม่ชอบเที่ยวแบบนี้ ไม่ชอบกินเหล้าเบียร์ แต่อยากเห็นว่าที่ลาวเค้าเที่ยวกันยังไง

ขับผ่านร้านอาหารริมโขง จนเห็นว่าทุ่มกว่าแล้ว เลยชวนนายยากินปลาเผา ที่ร้านข้างบนแหละค่ะ ตอนแรกร้านทีหมายตาไว้คือร้านที่มีคนเยอะ ๆ แต่ละร้านก็ขายดีจนปลาหมด เลยต้องมาฝากท้องที่ร้านนี้







นายยาก็บอกว่ากินข้าวแล้ว พี่จะกินอะไรก็แล้วแต่พี่ เชอร์รี่ก็เลยสั่งเอง นึกว่าจะเหมือนแถวบ้านเรา คือจะมีอย่างละนิดละหน่อย ก็เลยสั่งซะอย่างกับมากินกัน 4 คน คือแค่ปลาเผา ก็เยอะแยะแล้ว คือจะมีผัก มีเครื่องเมี่ยง มีขนมจีน แต่เชอร์รี่เห็นปูนาตัวเล็กเค้าเอามาคั่ว ก็เลยสั่งส้มตำอีก เห็นไส้มีไข่อยู่ข้างใน คือไส้ยัดไข่น่ะค่ะเค้าให้ลองชิมอร่อยค่ะเลยสั่ง แล้วเค้าก็นำเสนอนมหมู่ย่างอีกเลยลองอีก รวม 4 อย่าง นายยาสั่งเบียร์ 1 ขวด มื้อนี้เชอร์รี่บอกยาไว้แล้วว่าเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง เพราะตอนเค้าไปรับเชอร์รี่จากที่พักเค้าจอดเติมน้ำมัน เชอร์รี่จะจ่ายแต่เค้าไม่ยอมให้จ่าย มื้อนี้เลยกินแพงสุด หมดไป 94 กีบค่ะ (376 บาท) แต่คืออาหารแต่ละอย่างเค้าเยอะมาก

สุดท้ายกินกันไม่หมดสักอย่าง เพราะปลาเผานายยาก็ไม่ชอบกิน เชอร์รี่เลยให้ทางร้านใส่ถุงให้หมดทุกอย่างเอาไปให้น้องยากินที่บ้าน นายยาคงงง (ไม่เคยเห็นคนงกมั๊ง) บอกไม่เอาๆ เชอร์รี่ก็เลยสั่งสอนไปซะ 1 ยก คือได้โอกาสทำตัวเป็นพี่สาวสอนน้องซะเลย
กินเสร็จก็กลับที่พักเลย ความจริงริมโขงมีร้านขายน้ำเต้าหู้ที่เด็กวัยรุ่นนิยมไปนั่งกินกันด้วย น้ำเต้าหู้เค้าจะใส่เครื่อง มีแบบเย็นด้วย ตอนแรกกะว่าจะต้องลองแวะกิน แต่พออิ่มจากอาหารพวกนั้นแล้ว ให้กินอีกคงไม่ไหว ก็เลยให้ยาไปส่งกลับที่พักเลย

ไปนอนกับเจ้านี่



ถึงที่พักประมาณ 3 ทุ่ม ก็เจอเจ้าตัวข้างบน พอดีเชอร์รี่จะเข้านอนแล้ว แวะเล่นกับมันอยู่แล้วคุยกับลุงที่พัก แกบอกว่าเจ้าตัวนี้ขี้อ้อนเวลานอนก็เข้ามานอนกับแกในมุ้งด้วย เชอร์รี่เลยขออนุญาตแกเอาเข้าไปนอนในห้องด้วย แกบอกเอาไปได้เลยไม่เป็นไร

เข้าห้องมาก็เลี้ยงด้วยปลาหวานที่ซื้อมาจากแม่ค้าเวียตนามที่ใส่ตะกร้ามาขายตอนนั่งกินที่ร้านริมโขง เป็นแผ่นกลม ๆ มีงาด้วย เสียบไม้ พอซื้อเค้าก็จะปิ้งให้ แต่เชอร์รี่กะวาจะเอากลับไปทอดที่บ้าน เพราะสั่งอาหารมาขนาดนั้นแล้ว เค้าขาย 5 แผ่น 20 บาทค่ะ ให้เจ้าเหมียวกิน ไป 2 แผ่นครึ่ง กับขนมปังท่อนยาวคลุกน้ำตาลที่ซื้อมาจากจุดพักรถมาปากเซนั่นแหละค่ะ

คืนนั้นนอนเกือบสี่ทุ่ม เพราะมัวแต่ดูละคร เรื่องมงกุฎดอกส้ม อยู่แต่ไม่ได้ดูจนจบ กลัวจะติดอีก
อิ่มแล้วก็โดดขึ้นเตียง นอนปลายเท้าเลย แล้วก็เป็นเพื่อนนอนที่ดีมากค่ะ คือหลับตลอดคืนไม่กวนเลย ตื่นอีกทีก็ตอนตี 5 มากินขนมปังที่ยังเหลืออยู่ เชอร์รี่ก็เลยตื่นมาฉีกปลาหวานให้อีก เช้านั้นก็ตื่นแต่เช้าแหละค่ะ แต่ก็มัวเล่นอยู่กับเจ้าเหมียวนี่

เช้านั้นเช็คเอาท์ตอน 7 โมงครึ่งแล้ว คิดว่าจะเดินเข้าเมืองไม่โบกรถแล้วล่ะ บรรยากาศตอนเช้าทางเดินเข้าเมืองค่ะ
ระหว่างทางก็เจอร้านกาแฟบ้าง ร้านขายเฝอบ้างเกือบจะอดใจไม่ไหวแล้ว หนักเป้ด้วยค่ะ ถ้าเดินตัวเปล่าเนี๊ยะพอไหว แต่แบกเป้ด้วยนี่โหดจริง ๆ

เดินจนถึงร้านเฝอเจ้าอร่อยที่นายยาแนะนำค่ะ นอกจากร้านข้างโรงแรมลานคำแล้วยังมีร้านนี้ที่เป็นที่นิยม เค้าขายแต่เช้าเลยค่ะ
เค้ามีให้เลือก 2 แบบ แบบเส้นสีเหลือง กับสีขาว คราวนี้เชอร์รี่ขอลองสีเหลืองก่อนนะค่ะ เพราะคิดว่าคงจะเหมือนบะหมี่ ปกติเวลากินก๋วยเตี๋ยวเชอร์รี่มักจะชอบกินบะหมี่อยู่แล้ว คราวหน้าจะไปลองเส้นสีขาวค่ะ คนขายเป็นคนเวียตนามค่ะ ชื่อแบ๋ ชื่อเหมือนน้องผู้หญิงที่ร้านเน็ตเลย



ชามใหญ่แล้วก็เยอะมาก นี่ยังไม่ได้ใส่ผักเลย ผักเค้าก็น่ากินมาก มีหอมแดงหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ๆ ดองกับน้ำส้มสายชูผสมกับพริกสีอ่อนเป็นเม็ด ๆ เลย แต่เชอร์รี่ไม่ชอบค่ะ เลยไม่ได้ใส่ ถ้าพี่หมีมาคงจะชอบได้กินหอมเต็มปากเต็มคำแบบนี้ แต่ลองใส่พริกป่นเหมือนกับผัดกับน้ำมัน เผ็ดมาก แล้วก็ใส่กะปิด้วย รสชาติอร่อยมาก ๆ เลยค่ะ ร้านนี้เค้ามีหมู ไก่ ลูกชิ้นปลา ให้เลือก เชอร์รี่เลยเอาแบบใส่ไก่กับลูกชิ้น อร่อยจริง ๆ ค่ะ คือลูกชิ้นปลารสชาติจะอ่อน ๆ นุ่ม ไม่คาว ไก่ก็น่าจะเป็นไก่บ้าน หนึบ ๆ อร่อยจริง ๆ แต่คิดว่าน้ำซุปเค้าคงจะใส่ผงชูรสไปแล้ว แล้วเชอร์รี่ก็ถามเค้าว่าเค้าถ้าสั่งแบบของเด็ก คือน้อย ๆ จะได้ไม๊ เค้าบอกว่านี่ชามเล็กแล้ว ปกติคนไทยมามักจะสั่งชามใหญ่คือปริมาณเกือบเต็มชาม โอ้โห คือนี่เชอร์รี่ก็แบบอิ่มไปถึงบ่ายเลยค่ะ ใครว่ากินก๋วยเตี๋ยวไม่อยู่ท้อง

กว่าจะกินหมดโหแทบไม่ไหวเลยค่ะ ชามนี้ 12 พันกีบ (48 บาท)



วันนี้จะเน้นเดินค่ะ



พอถึงสะพานก็เซอร์ไพรส์มากค่ะ เชอร์รี่กำลังถ่ายรูป แล้วก็มองไปด้านตรงข้าม เพราะเห็นคนกำลังถ่ายรูปอยู่แว๊บ ๆ

ปรากฎว่าเจอ ตาล กับนิดค่ะ เพื่อนที่เชอร์รี่เที่ยวกับพวกเค้าที่จำปาสัก กับดอนเดด แล้วเค้ากลับกันไปก่อนไงค่ะ ความจริง 2 คนนี้จะค้างปากเซแค่ 1 คืน แต่ติดใจค้างต่ออีกคืน ส่วนดอนกลับไปไทยตั้งแต่ออกมาจากดอนเดดแล้วค่ะ เค้าโชคร้ายมากพ่อเค้าเสียพอดีเลย

ตะโกนคุยกันสักพักก็นัดไปเจอกันที่วัดหลวงค่ะ เชอร์รี่บอกว่าจะไปรอที่นั่น เพราะรู้ค่ะว่า 2 คนนี้จะต้องถ่ายรูปกันอีกนาน
วัดหลวงที่ปากเซ เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองของปากเซเค้าค่ะ
สวยค่ะวัดนี้
เจอครอบครัวคนไทยที่มาเที่ยวกันด้วยค่ะ เลยวานให้เค้าช่วยถ่ายรูปให้



ถ่ายนู้นถ่ายนี่แล้ว 2 คนนั้นยังไม่มาอีก เลยเข้าโบสถ์กะจะไปไหว้พระ และนั่งพักด้วยค่ะ พอดีมีพระเข้ามาคุยด้วย เลยซักถามนู้นนี่ไปเรื่อย แต่เค้าเป็นพระที่พรรษาน้อยเลยให้ข้อมูลอะไรไม่ค่อยได้ เค้าก็แปลกใจค่ะที่เจอเรามาเที่ยวคนเดียว ตั้งแต่เกิดมาก็ครั้งนี้แหละค่ะที่คุยกับพระนานที่สุด ปกติจะไม่เคยคุยค่ะ เพราะกลัวจะใช้คำพูดไม่ถูก ไม่สำรวมโดยไม่รู้ตัว

อย่างครั้งนี้ก็เกือบไปแล้ว เกือบจะเดินขึ้นไปไหว้พระพทุธรูปใกล้ ๆ แล้ว พอถามพระถึงได้รู้ว่าเค้าไม่ให้ผู้หญิงขึ้นไป
จนมีพระเข้ามาบอกว่าผู้หญิงไทย 2 คนใช่เพื่อนโยมรึเปล่า ถึงได้รู้ว่า 2 คนนั้นมาถึงแล้ว เลยถวายขนมพระไปค่ะ พระเค้าก็ผูกข้อมือให้ด้วย



เห็นเจ้าเหมียวตัวนี้แล้วคิดถึงป้าเหมียวที่บ้านจัง

2 คนนั้นมาก็ถ่ายรูปในวัดกัน ตอนแรกว่าจะกลับบ้านพร้อม 2 คนนั้นแล้ว แต่เห็นว่าจะกลับรถปากเซ-อุบล เที่ยว บ่าย 3 ครึ่ง คิดไปคิดมาเลยกลับก่อนดีกว่า เพราะเผื่อจะได้มีเวลาไปหาก๋วยจั๊บอร่อย ๆ ที่อุบลกิน

เออลืมบอกไปว่าเช้านี้เชอร์รี่ก็ตัดใจได้ค่ะ ว่าคงจะไม่ได้เช่ารถจักรขับไปน้ำตกตาดผาส้วมแล้ว ไปเวลาน้อย ๆ รีบ ๆ จะไม่คุ้ม ไว้ค่อยมาใหม่คราวหน้าดีกว่า
แต่ครั้งนี้เชอร์รี่ยังเหลืออีกอย่างที่ยังไม่ได้กินคือ ข้าวจี่ หรือบาเกต ตาลเลยแนะนำร้านอร่อยให้ ตาลบอกว่าตาลกิน 2 ครั้งแล้ว พอดีเป็นทางผ่านที่จะไปร้านเน็ตอยู่แล้ว ก็เลยแวะซื้อค่ะ ตอนแรกกะว่าจะเอาไว้กินระหว่างทางเดินไปท่ารถ แต่คิดไปคิดมาเดี๋ยวไส้จะเลอะเทอะซะก่อน เลยหาร้านกาแฟใกล้ ๆ นั่งกิน เลยได้ชิมกาแฟลาวด้วยเลยค่ะ









ได้กินกาแฟลาวร้านนี้ค่อยยังชั่วค่ะ ค่อยกู้รสชาติจากร้านชาวบ้านที่จำปาสักได้หน่อย คือรสชาติก็จะขมเข้มข้นแหละค่ะ แต่ก็หวานพอดี

บาเกตราคา 5 พันกีบ (20 บาท) ไส้หมู ส่วนกาแฟแก้วนี้ 7 พันกีบ (28บาท)

มาต่อกันเลยดีกว่าค่ะเดี๋ยวจะไม่ถึงบ้านซะที คือจากที่เชอร์รี่กินเฝอชามเบ้อเร่อไปเมื่อเช้าประมาณ 8 โมง แวะคุยกับแม่ค้าขายขนมไข่เต่า แวะวัดหลวง แล้วมานั่งกินบาเกตอีกแล้ว กว่าจะไปถึงร้านเน็ตก็ปาไป 10 โมงกว่าแล้ว

เจอนายยา นายยางงเลยค่ะทำไมพี่สาวเดินนานจัง นี่ค่ะโฉมหน้านายยาเค้า หน้าตาไม่บอกยี่ห้อเลยว่าใจดี
ส่วนนี่ 2 สาวชาวเวียตนาม พนักงานที่ร้านเน็ตค่ะ ชื่อแบจาง กับแบดุ่ย ค่ะ
นั่งเล่นเน็ตได้ 1 ชั่วโมง 6 พันกีบ (24 บาท) ก็เตรียมตัวออกเดินทางแล้วค่ะ แต่กว่าจะล่ำลากัน ถ่ายรูปกันก็เที่ยงค่ะ บอกพวกนั้นว่าพี่จะเดินไปเอง ไม่นั่งรถ พี่จะเดินชมบ้านชมเมืองไปด้วย จะได้จำทางได้ ถ้านั่งรถก็คงจะ 20 บาทค่ะ แต่วันนี้ตั้งใจไว้แล้วค่ะว่าจะต้องเดิน มาแบ็คแพคสบายมากเดี๋ยวจะไม่ได้อารมณ์แบ็คแพคค่ะ ระยะทางก็ประมาณ 2 โลกว่า ๆ อีกนั่นแหละ



ช่วงนี้จะเป็นโซนตลาดสด คือเราสามารถเดินตัดไปจนถึงคิวรถตู้ปากเซ-ด่านวังเต่าได้
เห็นแม่ค้าเดินขายน้ำแปลก ๆ ดีค่ะ มีน้ำเต้าหู้เย็น น้ำหมาน้อย (ก้อนเขียวๆ) น้ำรากบัว เชอร์รี่เลยลองซื้อน้ำรากบัวมาค่ะ ถุงละ 2 พันกีบ(8 บาท)
ที่ผ่านตลาดสดนี่ก็น่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ (ตามประสาแม่บ้าน) แต่ก็ต้องเลือกของที่ไม่หนัก เลยได้ถั่วลิสงคั่วมา (ที่บ้านก็มีค่ะแต่ที่นี่ถูกกว่า) ได้สับปะรดกวน มะขามกวน ขนมปังบาเกต จนต้องล้นออกมานอกกระเป๋าแบบนี้ค่ะ
ดูซิค่ะ หมูยอยักษ์
ของมีเยอะแยะมากมายค่ะ ถ่ายรูปมาก็เยอะ แต่ขืนเอาลงอีกเดี๋ยวจะไม่ถึงบ้านซะทีค่ะ

เดินเตร็ดเตร่จนถึงคิวรถตู้ค่ะ ก็ต้องรออีกตามเคย รอเกือบชม. คือเค้ารอให้คนเต็มน่ะค่ะ ค่ารถตู้ 20 พันกีบ (80 บาท) เท่าเดิมกับขามา รอจนบ่ายโมงครึ่งแล้วก็ยังไม่ได้ออก (ออกจากร้านเน็ตตอนเที่ยง) ประมาณบ่าย 2 ถึงได้ฤกษ์ออก



ตอนที่นั่งรถมาก็นั่งข้างผู้หญิงคนนึง ชื่อน้องปุ้มค่ะ เลยคุยกันมาตลอดทาง เค้าเป็นคนไทยค่ะ มามีแฟนที่นี่ วันนี้จะไปด่านเพื่อไปกดเงินและทำธุระที่ฝั่งไทยค่ะ เราก็คุยกันถึงชีวิตความเป็นอยู่ในลาว เค้าเองก็บอกค่ะว่าคนลาวจริงใจ ถ้าเราดีกับเค้าเค้าจะดีกลับคืนมาเป็น 10 เท่าเลย คือรักเลย เกลียดเลยน่ะค่ะ



ระหว่างทางเดินไปตม. ก็จะมีแม่ค้าขายของข้างทางค่ะ เห็นเผือกแล้วอยากซื้อกลับไปทำแกงบวชเผือกกินจังเลย
กระติ๊บนี่ด้วย 55 บาทเอง แต่ไม่ไหวจะแบกแล้ว แต่นี้ก็ล้นแล้วค่ะกระติ๊บนี่ด้วย 55 บาทเอง แต่ไม่ไหวจะแบกแล้ว แต่นี้ก็ล้นแล้วค่ะ
กลับจริง ๆ แล้วค่ะ ทางเดินช่วงกั้นเขตไทย-ลาว แค่เนี๊ยะ แบ่งเป็นช่องเข้าลาว เข้าไทย
ถึงแล้วค่ะประเทศไทยบ้านเรา พึ่งเข้าใจความรู้สึกของคนไปใช้ชีวิตเมืองนอกค่ะ พอได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยแล้วมันรู้สึกดีอย่างงี้นี่เอง นี่ไปแค่ 5 วันนะ ยังรู้สึกได้ แล้วคนที่เค้าจากบ้านไปเป็นสิบ ๆ ปี มันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน (เว่อร์ไปไม๊เนี๊ยะเรา)

ทีนี้ ก็จะสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่ค่ารถจากระยองขามาถึงขากลับ กับการท่องเที่ยวในลาวทั้งหมด 4 คืน 5 วัน (ไม่รวมนอนบนรถอีก 2 คืนค่ะ)

ค่าที่พัก 642 บาท

ค่ารถ 2,511 บาท

ค่ากิน 1,422 บาท

อื่น ๆ 974 บาท รวมเป็น 5,549 บาทค่ะ

สะบายดีค่ะ

lozocatlozocat







Create Date : 13 มีนาคม 2554
Last Update : 13 มีนาคม 2554 17:18:06 น. 1 comments
Counter : 2323 Pageviews.

 
ครับ ชอบครับ เมืองปากเซ


โดย: สวัสดิ์ IP: 180.183.136.155 วันที่: 11 พฤษภาคม 2554 เวลา:17:56:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ลูกสมอเรือ
Location :
ระยอง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]






ชื่อเชอร์รี่ค่ะ เกิดที่สัตหีบ แต่เคยย้ายไปอยู่สงขลาเป็นระยะ ๆ เลยมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นทั้งคนสงขลาและสัตหีบ ตอนนี้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่จ.ระยองค่ะ



ลูกสมอเรือ ค่ะ

Create Your Badge




เพื่อนชอบทำกับข้าว
แม่สลิ่ม
wee_nong
ปูขาเก เซมารู
jjbd
กระเพราไก่ไข่ดาว
ผ้าไหมไทย
popang
narellan
Il Maze
ดวงใจพ่อแม่
ลักกี้


เพื่อนชอบทำขนม

Ab Psy ReinDEAR
กิน ๆ เที่ยว ๆ
Tiny Bakery



เพื่อนแจกของแต่งบล็อก
เนยสีฟ้า
kung
oranung_sri
lozocat
แพรวขวัญ
PS_PRINCESS
thattron

เพื่อนพาเที่ยว
chalawanman
แมวจอมกวน
thattron
baby bonus
ชานไม้ ชายเขา
ann
อยากเป็นไกด์
NuAeaw
คุยกันได้นะคะ



: Users Online

CursorsFree Cursors
New Comments
Friends' blogs
[Add ลูกสมอเรือ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.