เมื่อโชติช่วงชัชวาลยุคป๋าเปรมทำให้เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมมาบรรจบกันที่มาบตาพุดในยุคปัจจุบัน
ท่านผู้อ่านที่อายุ 30 ปีขึ้นไปที่ทันยุคของป๋าเปรมในปีพศ. 2524 น่าจะยังจำเหตุการณ์ตอนที่พบก๊าซธรรมชาิติกลางอ่าวไทยครั้งแรกได้ใช่มั้ย ครับ การพบก๊าซนี้ทำให้เกิดวลีที่โด่งดังในยุคนั้นก็คือคำว่า "โชติช่วงชัชวาล" วลีคำนี้จะโฆษณาทางทีวีช่อง 9 สมัยนั้นอยู่บ่อยๆ มาพร้อมกับการ์ตูนโดเรม่อนที่นำมาฉายในยุคแรกๆครับ

การค้นพบก๊าซ ธรรมชาตินี่เองทำให้รัฐมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคตะวันออกให้เป็น พื้นที่เศรษฐกิจ โดยกำหนดให้เป็นฐานการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเพื่อพัฒนาบ้านเมืองในยุคนั้น



ในยุคแรกประมาณปี พศ. 2530 ที่มีการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ผมจำได้ว่ามีอยู่แค่ไม่กี่บริษัทเท่านั้นครับที่ไปตั้งโรงงานที่นั่น บริษัทที่สำคัญในยุคแรกนั้นก็คือ บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ เป็นบริษัทที่จัดการเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคและผลิตภัณฑ์ต้นน้ำครับ หมายถึงผลิตน้ำ ไฟฟ้า ไอน้ำและสารตั้งต้นที่จำเป็น เพื่อจำหน่ายให้แก่โรงงานผลิตสินค้าปลายน้ำในด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอื่นๆ ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด อีกบริษัทหนึ่งที่ผมได้เคยมีโอกาสเข้าไปทำงานด้วยก็คือบริษัทไทยพลาสติกและ เคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิต PVC RESIN ชั้นนำของเมืองไทย ส่วนบริษัทอื่นๆ อีก 2 บริษัท ผมจำชื่อไม่ได้แล้วครับแต่ก็ตั้งใกล้ๆ กันที่ถนนไอ-หนึ่ง ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะทราบก็ไปสืบค้นต่อได้ครับ

จากอดีต จนถึงปัจจุบันมีโรงงานที่เข้ามาตั้งในนิคมอตุสาหกรรมมาบตาพุดเพิ่มมากขึ้น โรงงานเหล่านั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานเพิ่มมากขึ้นตามเศรษฐกิจที่ได้ เจริญเติบโต นักศึกษาวิศวกรจบใหม่ ช่างฝีมือต่างๆ ก็นิยมไปทำงานกันที่นั่น เนื่องจากเงินเดือนสูงมาก สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดเสียอีก นอกจากเงินเดือนจะสูงแล้วยังมีค่าตอบแทนอื่นๆ อีกเช่น ค่าเสี่ยงภัย เบี้ยกันดารและเงินช่วยค่าเช่าบ้าน ซึ่งในความเห็นของผมเงินส่วนนี้ก็มีมูลค่าสูงมากเช่นกัน ยกตัวอย่างสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน วิศวกรจบใหม่ไม่มีประสบการณ์เงินเดือนเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000-20,000 บาท ค่าตอบแทนอื่นๆ อีก 6,000-8,000 บาทซึ่งเงินค่าตอบแทนนี้สามารถนำไปผ่อนบ้านที่ระยองได้สบาย

จากราย รับที่สูงนี่เองจังหวัดระยองจึงเป็นศูนย์รวมของนักวิศวกรรมและช่างฝีมือรวม ทั้งแรงงานไร้ฝีมือที่มากที่สุดของประเทศ จึงเป็นเหตุให้เมืองระยองเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจดีมากเมืองหนึ่งของประเทศ ไทย ทั้งการจับจ่ายใช้สอยของพนักงานโรงงานซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่เองรวมถึงภาษีจาก ทางโรงงานต่างๆ แต่ก็มีข้อด้อยครับ การที่คนที่มาจากทุกสารทิศ ร้อยพ่อพันแม่มาอยู่รวมกันทำให้เกิดความสับสนทางสังคมเนื่องจากบุคคลเหล่า นี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนระยอง วันจันทร์มาทำงาน วันเสาร์-อาทิตย์ก็กลับบ้าน ความรักถิ่น ความผูกพันธ์กับถิ่นที่ทำมาหากินจึงไม่ลึกซึ้งเท่าชาวระยองซึ่งเป็นเจ้าของ บ้าน มันก็เหมือนกับคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ นั่นแหละครับ

ช่วงที่ผมทำงานที่มาบตาพุดจำได้ว่าไม่มีห้างสรรพสินค้า ที่เมืองระยองเลย จะมีที่ดังๆ ก็ร้านแสงทองซุปเปอร์สโตร ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่ลดราคาต่ำกว่าร้านโชห่วยทั่วไปเท่านั้นแถมยังเป็นห้องแถวอีกต่างหาก ร้านอาหารดีดีหรือแหล่งแสงสีก็มีเฉพาะในย่านที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามชาย หาดหรือโรงแรมแก่าแก่คู่เมืองระยองเท่านั้น ต้นไม้หรือป่ารกร้างเยอะมากตาม 2 ข้างทางถนนแต่ตอนนี้ทั้งห้างสรรพสินค้าต่างๆ ผุดขึ้นมากมาย เจ้าแรกก็คือห้างแหลมทอง จากนั้นก็ BIG C ตามมาด้วยโลตัส ส่วนร้านแสงทองก็ได้พัฒนาเป็นห้างสรรพสินค้าย่อมๆ ไปด้วย แหล่งท่องเที่ยวยามราตรีทั้งที่ระยองและมาบตาพุดก็เยอะมากเป็นเงาตามตัว เพื่อรองรับการจับจ่ายของพนักงานโรงงานนั่นเอง หมู่บ้านจัดสรรใหม่ๆ ก็ตั้งขึ้นมาอย่างมากมายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพนักงานโรงงานเกี่ยว กับบ้านหลังที่สองรวมถึงความต้องการบ้านของคนระยองเองไม่ว่าจะที่ตำบลทับมา ตำบลมาบตาพุดหรือพื้นที่ใกล้เคียง นี่ล้วนแต่เป็นความเจริญที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับทั้งสิ้น

เมื่อ ก่อนศูนยราชการที่มีคนเข้าไปประท้วงกันเยอะๆ ก็ยังไม่มีครับ ศูนย์รวมของราชการสมัยก่อนจะอยู่แถวๆ สวนศรีเมือง ถนนตากสินมหาราช ศูนย์ราชการนี้ก่อสร้างขึ้นมาภายหลัง มีเรื่องซุบซิบกันว่าเพื่อให้สามารถเก็บภาษีจากโรงงานในนิคมได้เต็มเม็ดเต็ม หน่วยจึงต้องมาตั้งที่เขตตำบลมาบตาพุด

ผมปูพื้นเรื่องบริบทของมาตาพุดมาพอสมควรแล้วครับเข้าเรื่องกันดีกว่า

พื้นที่ เขตนิคมอุตสาหกรรมในสมัยก่อนอยู่ไกลจากชุมชนและผู้คนมาก ดังนั้นพื้นที่รอบๆ โรงงานจึงเป็นเขต Buffer Zone ในการป้องกันมลพิษที่จะส่งผลกระทบกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีโรงงานเข้ามาตั้งกันเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ก่อสร้างโรงงานก็ได้ขยายออกไปในขณะที่พื้นที่ของนิคมยังคงเท่าเดิม ทำให้ Buffer Zone นั้นเหลือน้อยลงและไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพดั่ง สมัยก่อน อีกประการหนึ่งก็คือการขยายตัวของชุมชนรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมที่เข้ามาประชิดติด เนื่องจากต้องการที่จะเข้ามาค้าขายกับโรงงานต่างๆ ที่อยู่ในนิคมฯ ความเจริญรอบๆ นิคมฯ นี้จึงเป็นตัวทำให้มลพิษจากโรงงานส่งผลกระทบต่อผู้คนในบริเวณนั้นอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้



ถ้าถามผมว่ามลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนใน เขตพื้นที่เป็นจริงหรือไม่และอย่างไร ผมขอตอบว่าจริงครับ เพราะสารเคมีที่ใช้ในโรงงานแต่ละโรงงานนั้นล้วนก่อให้เกิดอันตรายจนถึงตาย ได้ครับ ตัวอย่างเช่นสาร VCM ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PVC แม้ว่า Final Product คือ PVC นั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน แต่ VCM นั้นเป็นสารก่อมะเร็งตับเลยทีเดียว สารนี้มีกลิ่นหอม หวาน แหลมครับ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพไม่หอมหวานเหมือนกลิ่น หรือจะเป็น HCL ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนโดนเมื่อไหร่อวัยะวะถึงแหว่งได้เมื่อนั้น ถ้าหายใจเอาละอองฟูมของมันเข้าไป ปอดก็คงไม่เหลือ แต่อย่างไรก็ตามโรงงานต่างๆ ก็ได้มีการป้องกันมลพิษเหล่านี้แพร่สู่ชุมชนอยู่แล้วครับเนื่องจากระบบ ป้องกันต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกออกแบบไว้และมูลค่าลงทุนค่อนข้างสูง

ถ้า ถามผมว่าก็ในเมื่อมีระบบป้องกันต่างๆ อยู่แล้วทำไมชาวบ้านจึงได้รับผลกระทบอีก ผมขอตอบว่ามันเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ควบคุมครับ ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ได้ 100% หรอกครับท่านผู้อ่านว่ามั้ย ถ้าว่ากันตามหลักของวิศวกรรมแล้วระบบป้องกันอาจจะ 100% แต่ผู้ควบคุมอาจจะไม่ 100% ครับ ความเผลอเรอ ความประมาท ความขี้เหนียวที่ใช้อุปกรณ์ป้องกันราคาถูกไม่มีคุณภาพก็ทำให้เกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ได้ อย่างเช่นกรณีท่อส่งสารเคมีรั่ว ระบบป้องกันไม่ทำงาน หรือถังเก็บสารเคมีระเบิด ทำให้พนักงานต้องเข้าโรงพยาบาลกันเป็นทิวแถว นี่ก็เพราะความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ดูแลทั้งสิ้น

ที่เขียนมาข้างต้น เป็นระบบป้องกันอุบัติภัยอันเกิดจากการคาดไม่ถึงครับ นอกจากระบบนี้แล้วยังมีระบบป้องกันอีกระบบหนึ่ง เรียกว่าระบบป้องกันมลพิษที่เกิดจากการผลิต จะเป็นพวกอากาศเสีย น้ำเสียและขยะอันตรายครับ

ท่านผู้อ่านที่เคยผ่านไปแถวๆ โรงงานที่มาบตาพุดเคยเห็นปล่องสูงๆ ที่โรงงานปล่อยอากาศเสียออกมาเป็นควันสีขาวหรือดำมั้ยครับ ควันดังกล่าวสามารถกำจัดได้ด้วยวิธีการเผาตามหลักวิศวกรรม ถ้าท่านผู้อ่านเห็นมีเปลวไฟลุกที่ปากปล่องควันก็แสดงว่าโรงงานนั้นกำลัง กำจัดอากาศเสียที่เกิดจากการผลิตอยู่ครับ แต่ถ้าไม่เห็นเปลวไฟแล้วที่ปล่องมีควันลอยออกมานั่นก็แสดงว่ามีการปล่อย อากาศเสียสู่ภายนอกโดยไม่มีการกำจัด ถ้าท่านผู้อ่านถามว่าทำไมถึงไม่กำจัด ผมก็จะตอบอีกว่าค่ากำจัดแพงครับ ต้องใช้น้ำมันหรือแก๊สที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในปริมาณสูงมาก ความร้อนที่เกิดขึ้นต้องเกิน 1,000 องศาเซลเซียส ถึงจะทำให้โมเลกุลของอากาศเสียแตกตัวได้ โดยส่วนใหญ่แล้วโรงงานที่ไม่มีธรรมาภิบาลก็จะแอบปล่อยอากาศเสียกันช่วงที่ ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานหรือกรมควบคุมมลพิษมาตรวจครับ แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจท่านผู้อ่านคงจะเห็นเปลวไฟเหนือปล่องควันกันเกือบ ทุกโรงงานเป็นแน่แท้ ช่วงที่นิยมแอบปล่อยอากาศเสียกันอีกช่วงหนึ่งก็คือวันที่อากาศปิดครับ ลมสงบ ท้องฟ้ามึนทึม ช่วงนี้ก็จะแอบปล่อยกันมาก เมื่อไม่มีลมพัดอากาศเสีย ชาวชุมชนที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ แต่ชุมชนใกล้ๆ ที่อยู่ประชิดติดกับนิคมอุตสาหกรรมรับไปเต็มๆ ครับ



ทีนี้มาพูดถึงน้ำเสีย โรงงานในนิคมฯ นั้นบางโรงงานก็มีระบบบริหารงานแบบธรรมาภิบาลเพื่อภาพพจน์ของตนเอง บางโรงงานก็ไม่มีเอาเสียเลย โรงงานที่มีชื่อเสียงก็จะมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีมาตรฐาน การปล่อยน้ำเสียออกจากโรงงานก็จะได้ค่ามาตรฐานตามที่กฏหมายกำหนด ส่วนโรงงานไหนที่ไม่มีมาตรฐานก็จะปล่อยน้ำเสียที่มีค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เกินจากกฏหมายกำหนด น้ำเสียนี้จะไหลรวมลงสู่คลองตากวน คลองนี้จึงเป็นที่รวมน้ำที่มีอันตรายมากที่สุดในประเทศไทย เหมือนกันครับถ้ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจก็จะปล่อยน้ำเสียที่มีค่าเป็นมาตรฐาน กันเป็นทิวแถว น้ำจากคลองตากวนจะไหลไปไหนต่อรู้มั้ยครับ น้ำจากคลองนี้ก็จะไหลลงสู่ทะเลครับ ส่งผลให้กุ้ง หอย ปู ปลา ในแถบมาบตาพุด รวมถึงระยองด้วย (ที่ตั้งของ IRPC) สะสมพิษของสารเคมีพวกนี้เอาไว้ ถ้าสัตว์น้ำเหล่านี้ไม่ตายด้วยพิษจากสารเคมีก็จะถูกมนุษย์หรือชาวประมงพื้น บ้านจับมาขาย ก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันครับว่า ห่วงโซ่อุปทานขั้นรองสุดท้ายคือมนุษย์รับประทานเข้าไปจะเป็นอย่างไร

ต่อ มาก็ถึงคิวของขยะอันตรายครับ ขยะที่มีการปนเปื้อนของสารเคมีหรือตะกอนเคมีจากระบบบำบัดน้ำเสียถือว่าเป็น ขยะอันตราย โรงงานจะต้องส่งขยะเหล่านี้ไปกำจัดด้วยวิธีพิเศษคือถ้าไม่เผาก็ต้องฝังกลบ ค่าใช้จ่ายในการเผาและฝังกลบนี้ก็เป็นต้นทุนของโรงงานครับ หน่วยงานเอกชนที่รับกำจัดขยะพวกนี้มีหลายเจ้าและมีการแข่งขันด้านราคากันสูง บางรายจะเสนอค่ากำจัดด้วยราคาถูกเพื่อให้โรงงานสนใจเรียกใช้บริการของตนเอง เป็นการตัดราคาคู่แข่งไปในตัว ผลก็คือเมื่อราคาถูก เอกชนรายนั้นก็จะไม่นำไปกำจัดหรอกครับแต่จะนำไปแอบทิ้งตามพื้นที่ของชาวบ้าน แถบนั้น ไม่ว่าจะเป็นแถวๆ ป่าใกล้เคียง ไร่มันของชาวบ้าน หรือที่รกร้างของทางราชการ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือดินบริเวณนั้นจะปนเปื้อนสารเคมี และเมื่อเวลาฝนตก น้ำฝนจะพาสารเคมีเหล่านี้ลงไปในชั้นน้ำบาดาลด้วยครับ ทำให้มีการร้องเรียนของชาวบ้านเสมอและก็หาตัวผู้ที่แอบนำมาทิ้งไม่ได้สักที มีข่าวซุบซิบกันว่ามีบริษัทหนึ่งผูกขาดการบริการนี้ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตา พุด ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ชื่อดัง ก็แอบนำกากขยะอันตรายพวกนี้ไปทิ้งเหมือนกัน

ท่าน ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าแล้วพนักงานโรงงานไม่ได้รับผลกระทบเหมือนชาวบ้านบ้าง เหรอ ผมขอตอบว่าได้รับผลกระทบเช่นกันครับ เพราะพนักงานส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยอยู่ในตัวจังหวัดระยองซึ่งห่างจากมาบตาพุด ประมาณ 20 กิโลเมตร ได้รับทั้งฝุ่น ทั้งกลิ่น เพราะที่ระยองต้องรับศึก 2 ด้านครับ ทั้งมลพิษที่ลอยมาตามลมจากมาบตาพุด และลอยมาจากอีกฝั่งหนึ่งใกล้ๆ ซึ่งก็คือ IRPC หรือ TPI เดิม แต่พนักงานโรงงานส่วนใหญ่จะมีประกันสุขภาพครับ เป็นอะไรก็รักษาที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่มีชื่อเสียงได้ฟรี อีกทั้งมีการตรวจสุขภาพทุกปี จะได้รู้ตัวก่อนและรักษาทัน ผิดกับชาวบ้านที่ใช้บัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโลง เอ้ย โรค ซึ่งได้รับการรักษาที่ค่อนข้างไม่ดีเท่าที่ควร และชาวบ้านเหล่านี้ไมได้ตรวจสุขภาพครับกว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว



ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยอีกว่าถ้าทุกโรงงานมีระบบป้องกันภัย ที่ดี มีการปล่อยน้ำเสีย อากาศเสียตามมาตรฐานของกฏหมายทุกโรงงาน ปัญหาผลกระทบจากมลพิษคงไม่น่าจะเกิด ท่านผู้อ่านคิดถูกแล้วครับ แต่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถึงแม้ว่าทุกโรงงานจะปล่อยของเสียออกมาตามค่าที่กำหนดไว้ แต่ผลของการสะสมพิษในพื้นที่ยังมีอยู่ เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ในการรองรับมลพิษนั่นเอง ซึ่งผมมั่นใจว่ายังไม่มีผู้ศึกษาหรือทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ก็น่าเห็นใจชาวบ้านที่รับผลกระทบจากมลพิษนี้ครับ แต่จะทำอย่างไรได้เพราะความเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ได้ ถูกวางแผนไว้ในสมัยก่อนอาจจะเป็นเพราะหน่วยงานของรัฐขาดความรู้และความต้อง การของประชาชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่เข้มข้นเหมือนปัจจุบันนี้ อีกทั้งการต่อต้านโครงการเมื่อสมัยก่อนยังไม่มี ดังนั้นนิคมฯ แห่งนี้จึงเติบโตแบบไร้ทิศทางและทำให้เกิดผลกระทบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

มีคนที่มีความรู้บางคนถามผมว่าควรจะปิดโรงงานหรือควรจะย้ายชาวบ้าน ดี ผมก็ตอบเขาว่าไม่ว่าจะย้ายใครก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าจะให้ปิดโรงงานคงจะยุ่งกันใหญ่เพราะโรงงานหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า พันล้าน หมื่นล้าน และถ้าจะให้ย้ายชาวบ้านก็คงจะยุ่งอีกเหมือนกันเพราะชาวบ้านทุกคนเขารักถิ่น เกิดและที่ดินของตัวเองทั้งนั้น เพราะติดที่ข้อจำกัดนี้แหละครับปัญหาจึงยังไม่มีที่สิ้นสุดซักที ถึงแม้ว่าจะมี NGO หลายองค์กรเข้ามาช่วยดูแลแต่ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนักเนื่อง จาก NGO เหล่านั้นแสดงบทบาทผิดหน้าที่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะช่วยหาจุดที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาให้โรงงานกับชาวบ้านอยู่ร่วมกัน ได้แบบ win-win ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่กลับไปเป็นหัวขบวนหรือเป็นผู้นำชาวบ้านประท้วงเสียเอง นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังทำให้กระบวนการปรองดอง เอ้ย กระบวนการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับโรงงานไม่มีจุดจบ สำหรับการที่จะปรับเปลี่ยนให้นิคมฯ แห่งนี้ให้เป็นไปตามความต้องการของบางกลุ่มแบบหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นไป ได้ยากเพราะระบบของนิคมได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลานานแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องรีบดำเนินการหาวิธีแก้ไขสถานะการณ์ รวมถึงจัดระบบ Zoning ซึ่งหมายถึงหยุดการขยายกำลังการผลิตของโรงงานในนิคมฯ และหยุดการสนับสนุนการสร้างโรงงานใหม่ๆ จนกว่าจะแก้ไขปัญหา และจัดทำแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตสำเร็จ อีก ทั้งต้องเข้มงวดกับของเสียที่ออกมาจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อมรวมถึงการตรวจสอบ ระบบป้องกันอุบัติภัยอย่างเข้มข้นเพื่อปัองกันสิ่งที่คาดไม่ถึงที่จะทำให้ สารเคมีรั่วไหลออกสู่ชุมชน

ผมคิดว่าก็ในเมื่อ เศรษฐกิจของชาติก็ต้องเดินไปข้างหน้า สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ต้องคำนึงถึง องค์กรอิสระทางด้านสิ่งแวดล้อมหรือ กอสส. ที่รัฐตั้งขึ้นมาซึ่งมีตัวแทนอันทรงภูมิรู้ของหลายหน่วยงานเข้ามาทำหน้าที่ นี่แหละครับเหมาะสมที่สุดแล้วที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับทั้ง สองฝ่าย พวก NGO ต่างๆ ควรยุติบทบาทเป็นหัวขบวนนำประท้วงได้แล้ว อีกทั้งรัฐควรฟังคำเสนอแนะขององค์กรนี้และปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ไม่ใช่เสนออะไรก็เลี่ยงออกไปดังที่ปรับธุรกิจ 18 กิจการร้ายแรงที่ กอสส. เสนอเหลือ 14 กิจการเท่านั้น

แต่สิ่งที่รัฐควรจะตระหนักถึงถ้ามี โครงการพัฒนาใหม่ๆ ที่เสี่ยงต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบต่อสุขภาพของ ประชาชน ก็ควรจะใช้ระบบ SEA ในการประเมินก่อนตัดสินใจนะครับท่านนายกฯ

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต



Create Date : 21 มกราคม 2554
Last Update : 21 มกราคม 2554 11:45:25 น.
Counter : 1060 Pageviews.

0 comment
เรื่องของหอย
ท่านผู้อ่านเคยไปดอนหอยหลอดมั้ยครับ แหล่งท่องเที่ยวนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นมากจากสมัยก่อน แต่การพัฒนาก็แลกกับความเสื่อมโทรมของธรรมชาติที่เกิดขึ้นถ้าการบริหาร จัดการของผู้ที่รับผิดชอบไม่มีประสิทธิภาพพอ

ร้านอาหารที่ผุุดขึ้นมา อย่างมากมายตามริมหาดย่อมส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มมากขึ้น ความแออัดของนักท่องเที่ยวและพ่อค้าแม่ค้าในวันหยุด การแย่งกันกิน แย่งกันใช้ แย่งกันซื้อ แย่งกันจอดรถ นี่คือตัวอย่างของผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในทุกๆ ที่ แต่สิ่งที่ผมจะนำเสนอต่อท่านผู้อ่านในวันนี้มีความเกี่ยวพันกับสิ่งที่ผม เกริ่นไว้น้อยมาก

ท่านผู้อ่านบางท่านไม่ได้รับประทานหอยหลอดมานาน เท่าไหร่แล้วจำไ้ด้มั้ยครับ สำหรับผมก็เกือบ 10 ปีแล้ว เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะว่าหอยหลอดมีราคาแพงและหายากขึ้นทุกวัน



หอยหลอดผัดฉ่า

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้พูดคุยกับหัวหน้าชมรมอนุรักษ์หอยหลอดทำให้ได้รู้ว่าสมัยก่อนหอยหลอด ในบริเวณนี้เยอะมากวัดได้ประมาณ 20-200 ตัวต่อตารางเมตร เนื่องจากดินเลนในบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงเพราะแม่น้ำแม่กลองได้พัดพา เอาธาตุอาหารจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำและออกทะเลที่นี่ บริเวณนี้จึงเป็นที่สะสมธาุตุอาหารเหมาะสำหรับการอนุบาลและหลบภัยของสัตว์ น้ำที่ยังไม่โตเต็มวัย อีกทั้งสมัยก่อนป่าชายเลนในบริเวณนี้ยังมีอยู่มากมายแต่ทุกวันนี้ป่าชายเลน หายไปเกือบหมดแล้วเนื่องจากการทำนากุ้ง อีกสาเหตุหนึ่งก็คือการทำเกษตรเคมีที่ต้นน้ำทำให้มีการสะสมของสารเคมีที่ บริเวณปลายน้ำด้วย ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ีมีผลต่อการเจริญเติบโตของหอย หลอดและการสะสมพิษ จำนวนหอยหลอดในบริเวณนี้ที่วัดได้ในปัจจุบันเหลือแค่หนึ่งตัวครึ่งต่อตาราง เมตรเท่านั้น



แต่สาเหตุที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นยังไม่รุนแรงเท่ากับวิธี การจับหอยหลอดที่ผิดวิธีครับ ในสมัยก่อนจะจับโดยใช้ไม้แยงเข้าไปในรูหอยหลอดแล้วขุดจับ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นใช้ปูนขาวหยอดรู แต่ที่ร้ายกาจก็คือใช้โซดาไฟสาดไปทั่วบริเวณหาดเลนทำให้หอยหลอดและสัตว์น้ำ ที่อยู่ในบริเวณนั้นตายกันเกลื่อนทั้งตัวโตเต็มวัยและตัวเล็กๆ ที่น่าเสียใจก็คือหอยตัวเล็กๆ จะถูกทิ้งไว้เนื่องจากขายไม่ได้ราคา จากการผลิตที่ไม่สมดุลย์กับการจับนี่เองทำให้หอยหลอดในบริเวณนี้เกือบสูญ พันธุ์แล้วครับ



บางท่านอาจจะแย้งผมว่าที่ดอนหอยหลอดมีหอยหลอดขายเยอะแยะ แต่ท่านเชื่อมั้ยครับว่าที่ท่านเห็นนั้นมาจากแหล่งสมุทรปราการทั้งนั้น

วันนี้ท่านรับประทานหอยหลอดหรือยัง

ขอขอบคุณภาพจาก //diary.yenta4.com
//www.healtcorners.com
//www.212cafe.com



Create Date : 15 กันยายน 2553
Last Update : 15 กันยายน 2553 16:00:33 น.
Counter : 1533 Pageviews.

2 comment
ไม่มีคำตอบที่ปากบารา
ท่านผู้อ่านเคยได้ยิน เรื่องโครงการพัฒนาท่าเรือปากบารา ที่จังหวัดสตูลบ้างไหมครับ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่การลงทุนมีมูลค่าสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท โดยภาครัฐมุ่งเน้นให้ท่าเรือนี้มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของชายฝั่งทะเล ภาคใต้ในการขนส่งสินค้าด้านตะวันตกของประเทศไทยไปยังยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาและจะมีโครงการต่อเนื่องในการเชื่อมทะเลอันดาัมันและ อ่าวไทย



โมเดลจำลองท่าเรือปากบารา //www.oknation.net/blog/home/blog_data/326/2326/images/Pagbara/Pagbara2.JPG

ก็เหมือนเดิมครับมีการพัฒนาที่ไหนก็มีกระแสต่อต้านที่นั่น จากประชาชนในพื้นที่ เหตุก็เพราะว่าบริเวณอ่าวปากบารานั้นเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงใน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลนที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่ยังโตไม่เต็มวัย หญ้าทะเล ประการังและจำนวนสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของชาวประมงพื้นบ้าน ถ้าโครงการนี้ดำเนินต่อ ทรัพยากรข้างต้นคงจะถูกทำลายไปพร้อมกับของแถมที่เพิ่มขึ้นมาก็คือการกัดเซาะ ชายหาดเนื่องจากท่าเรือที่ยื่นออกไปในทะเลนั้นจะไปเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำและ คลื่นทำให้เกิดการกัดเซาะดังตัวอย่างหาดพี.เอ็ม.วาย ที่จังหวัดระยองและที่อื่นๆ อีกมากมาย



ภาพการกัดเซาะชายหาดของหาดพี.เอ็ม.วาย ถ้าหันหน้าออกทะเลขวามือคือ
ท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด ซ้ายมือไกลๆ คือท่าเรือน้ำลึกของบริษัท IRPC //www.weekendhobby.com/offroad/Ford/picture%5C2010254823121.jpg

หน่วยงานของรัฐและบริษัทที่ปรึกษาได้ออกมาประชาสัมพันธ์ว่าได้จัดทำประชา พิจารณ์ รวมถึง EIA และ HIA แล้วแต่ปัจจุบันก็ยังถูกต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่อยู่ดี ด้วยเหตุที่ว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นได้ทำกับกลุ่มชาวบ้านที่เห็นด้วยจำนวน ร้อยกว่าคนซึ่งผู้นำของกลุ่มคนจำนวนนี้ได้ลงชื่อเห็นด้วยกับโครงการหลังจาก ไปดูงานที่ท่าเรือปีนัง แต่ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยก็ได้แย้งว่ากลุ่มคนที่ยอมรับไม่สามารถเป็นตัวแทน ของประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดที่มีมากกว่าแสนคนได้ ผลสรุปของการขัดแย้งในการประชุมของกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ได้ถก เถียงและพูดกันถึงเรื่อง EIA และ HIA โดยที่ไม่่มีคำตอบและข้อสรุปของการแก้ไขปัญหา แล้วมันคืออะไรเจ้า EIA และ HIA !!!!!!!!!

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะรู้กันแล้วว่า EIA และ้ HIA ก็คือกระบวนการย่อย ในการวิเคราะห์โครงการทางด้านผลกระทบที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ ประชาชนในพื้นที่รวมถึงการหาวิธีการหรือแนวทางในการป้องกันผลกระทบที่จะเกิด ขึ้น ในด้านการวิเคราะห์นั้นได้จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาและหน่วยงานของรัฐ แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือการเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของประชาชนในพื้นที่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชน และ/หรือประชาชนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ผู้เขียน Blog มีความเห็นว่าภาครัฐยังขาดเครื่องมืออีกหนึ่งตัวในการตัดสินใจดำเนินโครงการ ใดๆ เครื่องมือนั้ืนก็คือ SEA (การประเมินสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธ์ศาสตร์ ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินเิชิงนโยบายก่อนที่ภาครัฐจะพัฒนาโครงการใดๆ) เครื่องมือนี้เป็นกระบวนการร่วมกันพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความสำคัญของ ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามกรอบของสังคม วิสัยทัศน์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนและตามมุมมองของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดำเนินโครงการดังกล่าว

SEA จำเป็นมากในการพัฒนาโครงการของรัฐในภาวะปัจจุบันที่ประชาชนมีความตื่นตัวทาง ด้านสิ่งแวดล้อมและหวงแหนทรัพยากรในพื้นที่ของพวกเขา เพราะสามารถที่จะลดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และ/หรือ ประชาชนที่เห็นด้วยกับโครงการและประชาชนที่ไม่เห็นด้วย

ท่านผู้อ่านคงไม่อยากให้ปากบาราซ้ำรอย หินกรูด-บ่อนอก ใช่มั้ยครับ



Create Date : 26 กรกฎาคม 2553
Last Update : 15 กันยายน 2553 16:07:00 น.
Counter : 1293 Pageviews.

0 comment
ยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาวิกฤติแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน (ท่าจีนตอนล่าง)

การแก้ปัญหาวิกฤติของ แหล่งน้ำโดยทั่วไปจะดำเนินโดยฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว ถึงแม้ว่าจะให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมบ้างแต่ประชาชนเหล่านั้นก็ต้อง ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของรัฐ จุดด้อยของยุทธศาสตร์นี้ก็คือหน่วยงานรัฐที่เข้าไปกำหนดแผนงานต่างๆ ไม่ มีความเข้าใจสภาพพื้นที่ ความเป็นอยู่และความต้องการของประชาชน  รวมถึงวัฒนธรรมในชุมชนนั้นๆ จึงเป็นเหตุให้ยุทธศาสตร์แบบเดิมๆ ล้มเหลว

     ที่จริงแล้วประชาชนในพื้นที่รับรู้มาตลอดถึงปัญหา สถานะการณ์และผลกระทบที่เกิดกับพวกเขา แต่ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้ตระหนักหรือไม่สามารถที่จะประมวลความรู้สึกและ ความคิดออกมาเป็นฐานความคิดและกระบวนการในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เนื่องจากสาเหตุที่ว่า "ธุระไม่ใช่ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องแก้ปัญหาและบริการประชาชน" ด้วยความคิดแบบนี้เอง ภาครัฐจึงต้องตามแก้ปัญหาและสิ้นเปลืองงบประมาณไม่มีวันที่สิ้นสุด

     ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีเครือข่ายภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ศึกษาและแก้ปัญหาลุ่มน้ำท่าจีนก็ตามแต่ก็เป็นหน่วยงานหรือบุคคลที่มาจาก พื้นที่อื่น มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นประชาชนในพื้นที่

     ท่านคิดว่าประชาชนส่วนน้อยที่เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ที่ร่วมอยู่ในเครือ ข่ายต่างๆ นี้ได้รับรู้ถึงความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดหรือไม่?

     ท่านคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความคิดว่า ธุระไม่ใช่เป็นจุดสำคัญที่สุดของอุปสรรค์ในการแก้ปัญหาหรือไม่?

     ท่านคิดว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ที่นำโดยภาครัฐจะสามารถแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนหรือไม่?

     แนวคิดยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่่เน้นที่การศึกษาวิจัยด้วยตนเองของประชาชนใน พื้นที่ เป้าหมายก็เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจะให้คำตอบของคำถามด้านบนได้ทั้งหมด

     การให้ความรู้และพัฒนาฐานความคิดของประชาชนในพื้นที่โดยภาครัฐ เป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกของยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่ จุดประสงค์ก็เพื่อให้ประชาชนได้รู้ถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับ พวกเขา รวมถึงเหตุแห่งปัญหา วิธีการแก้ไขและผลลัพธ์ที่พวกเขาจะได้เมื่อปัญหาต่างๆ ได้รับการแก้ไขแล้ว การให้ความรู้จะทำให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันสร้างองค์กรที่เข้มแข็งในการร่วมกันเฝ้าระวังเหตุ แห่งปัญหาที่จะเกิดขึ้น (ดังตัวอย่างที่ตำบลแพรกหนามแดงและป่าชุมชนภาคเหนือ) ด้วยตัวของพวกเขาเองโดยอัตโนมัติ

     จากการให้ ความรู้ดังกล่าวจะทำให้เกิดปราชญ์ชาวบ้าน เขาเหล่านี้เป็นผู้ที่สั่งสมประสบการณ์และความรู้ต่างๆ ไว้มากมายตลอดชีวิต แนวทางการแก้ไข นวัตกรรมและเทคโนโลยีชาวบ้านก็จะได้ถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาด้วย นอกเหนือจากวิธีแก้ไขและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ภาครัฐนำมาใช้จึงทำให้เกิดการ ผสมผสานเทคโนโลยีขึ้นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

     ผลที่ได้จากยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่ก็คือ ภาครัฐจะเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำและความรู้แก่ประชาชน ในขณะที่ประชาชนก็จะเป็นกำหนดวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตัวของพวกเขาเอง รวมถึงการสร้างเครือข่ายกับพื้นที่ต้นน้ำด้วย งบประมาณที่รัฐจะต้องจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาก็เปลี่ยนมาเป็นงบประมาณเพื่อพััฒ นาคน ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วจะใช้งบประมาณที่น้อยกว่า และถ้ามีการตั้งกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยได้รับการบริจาคจากประชาชน เจ้าของพื้นที่ ก็จะทำให้รัฐมีค่าใช้จ่ายดังกล่าวน้อยลงไปอีก

     เมื่อประชาชนมีความรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนสำคัญและมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของพวกเขาเองก็จะเกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มาของปัญหา



     แม่น้ำท่าจีนเป็นแหล่งน้ำที่มีความสำคัญอันดับสองของประเทศและลุ่มน้ำภาคกลาง รองจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีนแยกจากฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ตอนต้นของแม่น้ำเรียกว่าคลองมะขามเฒ่า ช่วงไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีเรียกว่าแม่น้ำสุพรรณ เมื่อไหลผ่านจังหวัดนครปฐมเรียกว่าแม่น้ำนครชัยศรี และไหลออกสู่อ่าวไทยบริเวณจังหวัดสมุทรสาครมีความยาวทั้งหมด 325 กิโลเมตร มีประชากรในพื้นที่ลุ่มน้ำกว่า 2 ล้านคนซึ่งมีการกระจายตัวส่วนใหญ่ตามริมแม่น้ำท่าจีน มีการใช้ประโยชน์คือการเกษตร 76% ป่าไม้ 7.5% อุตสาหกรรม 0.1% (ปัจจุบันเพิ่มขึ้นปีละกว่า 18%) ชุมชน 13% แหล่งน้ำ 1% อื่นๆ 2.4%

     แม่น้ำท่าจีนตอนล่างตั้งแต่ภายในจังหวัดนครปฐมไปจนถึงจังหวัดสมุทรสาครมีความ เสื่อมโทรมมากจัดให้อยู่ระดับ 5 ในปัจจุบัน ซึ่งในอดีตนั้นอยู่ในระดับ 4 โดยเฉพาะคลองบางแก้วและคลองเจดีย์บูชามีคุณภาพน้ำที่วิกฤติคือมีปัญหากลิ่น เหม็น แมลงวันและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ แหล่งกำเนิดน้ำเสียในพื้นที่ประกอบไปด้วยแหล่งชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม การเกษตร (ฟาร์มเลี้ยงหมูและการเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ใช้สารเคมี) และวัชพืชในคูคลอง

เหตุผลที่ผู้่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาควรเลือกแนวคิดยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่มาใช้ในการแก้ปัญหา

     อัตราความเจริญเติบโตของประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้นความต้องการทางด้านที่อยู่ อาศัย การบริโภค อุปโภคของมนุษย์จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่นการทำฟาร์มสุกรในพื้นที่ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรม การทำการเกษตรจากวิถีดั่งเดิมที่เปลี่ยนมาเป็นเชิงพาณิชย์ ความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยของชุมชน ถึงแม้ว่าเราสามารถเพิ่มกิจกรรมดังที่กล่าวมานี้ได้แต่ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมก็มีขีดจำกัดในการรองรับของเสียที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมเหล่า นั้น มนุษย์จึงมีความคิดที่จะควบคุมระบบนิเวศแทนธรรมชาติเพื่อสนองต่อความต้องการ แต่เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการควบคุมระบบนิเวศของเมนุษย์โดยใช้เทคโนโลยีสมัย ใหม่ที่รู้เท่าไม่ถึงการนั้นจะเป็นการเลื่อนเวลาของผลกระทบออกไป หรือเป็นแค่เพียงย้ายผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมไปไว้ในพื้นที่อื่น ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นที่ตำบลแพรกหนามแดงในสมัยก่อน ในระยะแรกๆ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอาจจะไม่ส่งผลทันที แต่จะส่งผลในระยะต่อมาเนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างการทำลายสิ่งแวดล้อมและ ผลกระทบที่เกิดตามมาไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือแม่น้ำท่าจีนตอนล่างมีการจัดการแบบ Open Access คือไม่มีการจัดการปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรจึงทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมเพราะ ผู้ใช้ทรัพยากรดังกล่าวจะตักตวงผลประโยชน์เฉพาะหน้าก่อนที่จะคำนึงถึงผล ประโยชน์ในระยะยาว รวมถึงการที่ชุมชนดังกล่าวไม่เข้มแข็งหมายถึงแรงจูงใจในการช่วยกันอนุรักษ์ ไม่เกิดขึ้น ในขณะที่การแก้ปัญหาของภาครัฐก็ไม่ได้ผลเนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ทำให้งบประมาณที่นำไปใช้แก้ไขปัญหาสูญเสียไปอย่างไร้ประโยชน์

ยุทธศาสตร์ทางเลือกใหม่นี้จะทำให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ดังต่อไปนี้

     1. การสร้างขอบเขตของทรัพยากรและสมาชิกผู้ใช้ทรัพยากร
     2. การจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น
     3. การมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากร
     4. การตรวจสอบและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
     5. การสร้างกฏ ควบคุมและลงโทษภายในชุมชน
     6. การจัดการแก้ไขความขัดแย้ง
     7. การพึ่งพาตนเอง
     8. การสร้างเครือข่ายภายนอก ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้ความรู้และสนับสนุนการจัดการของชุมชน

     จากการเรียนรู้ดังกล่าวจะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนแบบแผนของความสัมพันธ์ของ สมาชิกในชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การจัดการทรัพยากรร่วม นำมาซึ่งการเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของสมาชิกในชุมชน






Free TextEditor



Create Date : 26 กรกฎาคม 2553
Last Update : 26 กรกฎาคม 2553 10:45:35 น.
Counter : 497 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

จับซา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



คุยเรื่องเก่าเล่าเรื่องใหม่ เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้


All Blog